เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. : สกลธี ภัททิยกุล ประเมินจุดแข็ง-จุดอ่อนตัวเอง หลังลงชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ ในนามอิสระ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
นายสกลธี ภัททิยกุล อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตแกนนำ กปปส. ขอให้ชาว กทม. พิจารณาผลงานและนโยบายที่นำเสนอเพื่อทำให้เมืองหลวงดีกว่านี้ ไม่ใช่ดูอุดมการณ์ทางการเมือง พร้อมระบุเหตุที่ลงสมัครในนามอิสระเพราะต้องการได้รับเสียงสนับสนุนจากเพื่อนหลายพรรค
นายสกลธี วัย 44 ปี คือนักการเมืองคนล่าสุดที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามอิสระ ก่อนถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง 31 มี.ค. นี้
เขาไม่ใช่คนหน้าใหม่ในฐานะผู้บริหาร กทม. เพราะเคยเป็นหนึ่งในทีมรองผู้ว่าฯ ของ พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. ที่มาจากการแต่งตั้งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่หนนี้ทั้งคู่จะกลายเป็นคู่แข่งขันทางการเมือง เพราะต่างลงชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. เหมือนกัน เลือกเปิดแถลงข่าวกับสื่อมวลชนในวันเดียวกัน (24 มี.ค.) และถูกจับตามองว่า มีฐานเสียงทับซ้อนกัน
"การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ กทม. ที่จะสนุกมาก และเป็นผลดีกับคน กทม. เดิมการเลือกตั้งผู้ว่าฯ จะมี 2-3 คนที่โดดเด่นแล้วชิงกัน มาครั้งนี้มี 7-8 คน มันตัดกันโดยธรรมชาติอยู่แล้ว แฟนคลับผม ก็อาจจะทับซ้อนกับพี่เอ้ (นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์) หรือท่านผู้ว่าฯ (พล.ต.อ. อัศวิน) ซึ่งต้องมีตัดกันบ้าง" นายสกลธีกล่าว
- เช็กความแข็งแกร่ง ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้อาสาสร้างเมืองให้แข็งแรง
- โฟกัสของ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ท่ามกลางวาทกรรม-คำปรามาส
- วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้มี "ดีเอ็นเอก้าวไกล" กับ "บันไดขั้นแรก" สู่การเป็นรัฐบาล ?
- รสนา โตสิตระกูล "ไม่อยู่ในการเมืองแบบแบ่งข้าง" ขอโอกาสเป็น "หัวหน้าแม่บ้าน กทม."
- อัศวิน ขวัญเมือง ลั่นไม่ยึดติดกับอำนาจ แต่ขอลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. อีกเพื่อ "ทำงานต่อให้เสร็จ"
นายสกลธียื่นใบลาออกจากตำแหน่งรองผู้ว่าฯ กทม. เมื่อ 7 มี.ค. หลังรัฐบาลประกาศชัดเจนว่า จะเปิดให้มีการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นของ กทม. ภายในเดือน พ.ค.
เขาเลือกใช้บางรัก ริเวอร์วิว เขตบางรัก เป็นสถานที่เสนอตัวเป็น "พ่อเมือง" ของคนกรุง ภายใต้คำขวัญ "กทม. More" หรือ "กรุงเทพฯ ดีกว่านี้ได้" ทำให้เกิดคำถามว่าแล้วตอนมีอำนาจบริหารราชการ กทม. ทำไมถึงไม่ทำให้ดี

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
นายสกลธีอธิบายว่า เคยทำงานใน กทม. อยู่ก็จริง แต่เป็นรองผู้ว่าฯ งานที่ทำในแต่ละด้านก็เป็นงานที่ได้รับมอบหมายจากผู้ว่าฯ ให้ทำ หรือให้กำกับดูแลอยู่ แต่ยังมีสิ่งอื่น ๆ ที่มีคนร้องเรียนเข้ามา และอยู่ข้ามสายงานจึงไปดูแลไม่ได้
"หากถามว่าทำไมไม่ได้ทำ สิ่งที่ผมรับผิดชอบ ผมทำไปหมดแล้ว และผมคิดว่าผมทำได้ดีตามสมควร" นายสกลธีกล่าว
ตลอดเวลา 3 ปี 11 เดือนของการทำหน้าที่รองผู้ว่าฯ กทม. นับจากปี 2561 นายสกลธีได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลงาน 3 สำนัก ได้แก่ สำนักพัฒนาสังคม (สพส.), สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สปภ.) และสำนักเทศกิจ (สทก.)
กรุงเทพฯ ดีกว่านี้ได้อย่างไร
เขายังนำเสนอนโยบายหลัก 6 ด้าน เพื่อชี้ให้เห็นว่าเมืองหลวงของประเทศไทยจะดีกว่านี้ได้อย่างไร สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้
1. ขนส่งสาธารณะ : AI สัญญาณไฟจราจร, สร้างระบบฟีดเดอร์ (Feeder) ทั่วกรุง ให้บริการรถเมล์ไฟฟ้า (EV), เดินเรือโดยสาร EV ที่คลองลาดพร้าว คลองเปรมประชากร และคลองแสนแสบ, สานต่องานโครงการรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (Monorail) สายสีเทาเส้นแรก (วัชรพล-ทองหล่อ), เดินหน้าโครงการรถไฟฟ้ารางเดี่ยวสายสีเงิน (บางนา-สุวรรณภูมิ) ทั้งหมดนี้เพื่อเชื่อมต่อระบบล้อ-ราง-เรือ
2. สาธารณสุข : ปรับศูนย์บริการสาธารณสุข กทม. 69 แห่ง ให้เป็นสมาร์ตคลินิก (Smart Clinic) โดยนำระบบตรวจทางไกล (Telemedicine) มาใช้, เพิ่มศักยภาพโรงพยาบาลในสังกัด กทม. ทั้ง 11 แห่งให้เป็นโรงพยาบาลเฉพาะทาง, ดูแลกลุ่มเปราะบางเชิงรุก

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
3. การศึกษา : โรงเรียนดีใกล้บ้าน ทำให้โรงเรียนสังกัด กทม. 437 โรง มีมาตรฐานเท่าเทียมกัน/ปรับให้เป็นโรงเรียนสองภาษา/โรงเรียนผสมเฉพาะทาง, อาหารครบโภชนาการ, ลดภาระครู ยกระดับครูคุณภาพ, เพิ่มทักษะหลังเลิกเรียน
4. สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย ระบายน้ำ ผังเมือง : เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้มี 50 เขต 50 สวน, เพิ่มกล้องวงจรปิด CCTV จากปัจจุบันมี 62,000 ตัว, เพิ่มสถานีดับเพลิงเพื่อให้ไปถึงที่เกิดเหตุไฟไหม้ภายใน 10 นาที, เพิ่มสถานีดับเพลิงทางน้ำ, Operation Command Center เพื่อบัญชาการทุกเหตุร้าย, พัฒนาย่านต่าง ๆ ใน กทม.
5. การบริหารจัดการ : จัดแอปพลิเคชัน Bangkok Super App รวมระบบบริการ/ขออนุญาตที่เกี่ยวกับ กทม., ระบบการทำงานของข้าราชการ, ติดตามตรวจสอบประเมินผลได้
6. เศรษฐกิจ สังคม การท่องเที่ยว : ถนนคนเดิน 50 เขต, สตรีตฟู้ดไม่กระทบคนเดินเท้า, โรงเรียนฝึกอาชีพที่ทันสมัยเพื่อสร้างงาน, สนับสนุนการจ้างงานคนพิการ
ลงสนามในนามอิสระเพื่อเรียกคะแนนจากเพื่อนต่างพรรค
ในการลงสนามเลือกตั้งท้องถิ่นหนนี้ เขาสมัครในนามอิสระ โดยให้เหตุผลว่า "คล่องตัวกว่า"
นายสกุลธีแจ้งเกิดทางการเมืองกับพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะ ส.ส.กทม. เขต 4 (เขตจตุจักร, บางซื่อ, หลักสี่) เมื่อปี 2550 ก่อนลาออกจากความเป็นสมาชิกพรรคสีฟ้า เมื่อ 11 เม.ย. 2561 เพื่อนั่งเก้าอี้รองผู้ว่าฯ กทม.

ที่มาของภาพ, Wasawat lukharang/bbc thai
ต่อมาเขาได้ร่วมทำคลอด-ทำพื้นที่ กทม. ให้พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในปี 2561 กับอดีต ส.ส. ปชป. และแกนนำ กปปส. จนเป็นหนึ่งในกลุ่มการเมืองที่ถูกสื่อตั้งสมญาว่ากลุ่ม "สามทหารเสือ กปปส." และยังมีสถานะเป็นกรรมการบริหาร พปชร. ในระยะสั้น ๆ แต่สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจลาออกจากความเป็นสมาชิก พปชร. เมื่อ 23 ธ.ค. 2564 และไม่ลงสมัครผู้ว่าฯ ในนามของพรรค
คนการเมืองวัย 44 ปียอมรับว่า มีเพื่อนอยู่หลายพรรคทั้งที่ พปชร., ปชป., พรรคภูมิใจไทย (ภท.), พรรคกล้า รวมถึงฝ่ายค้าน
"ถ้าผมลงในนามพรรคใดพรรคหนึ่ง บางคนที่อยากจะช่วยผม เขาอาจจะลำบาก แต่ถ้าลงอิสระ เขาก็จะสะดวกใจขึ้น"
"ไม่เฉพาะพลังประชารัฐ ถ้าพรรคอื่น จะเพื่อไทยก้าวไกล ยินดีรับหมดครับ" เขาตอบคำถามสื่อมวลชนที่ว่าคาดหวังจะได้รับเสียงสนับสนุนจาก พปชร. หรือไม่ หลังพรรคงดส่งผู้สมัครผู้ว่าฯ แต่ส่งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ครบทั้ง 50 เขต
ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ที่ไม่ส่ง ส.ก. ยังวิเคราะห์ด้วยว่า ส.ก. มีความสำคัญในการเลือกตั้งทั่วไป เพราะเป็นคะแนนจัดตั้งเขต โดย ส.ส. บางเขตชนะกันหลักพัน แต่ผู้ว่าฯ กทม. ชนะกันหลักแสน เรื่องคะแนนจัดตั้ง ใครจะบอกว่าเป็นเจ้าของ กทม. คิดว่าไม่ใช่ ดังนั้นการจะมีหรือไม่มี ส.ก. สำคัญระดับหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทุกอย่าง
จุดแข็ง-จุดอ่อน จากการประเมินตัวเอง
ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. วัย 44 ปียังพูดถึงจุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเองไว้ ดังนี้
- จุดแข็ง : มีประสบการณ์การบริหารราชการใน กทม., รู้และเข้าใจปัญหา, รู้จักข้าราชการ, ประสานงานได้ดี, ถนัดลงพื้นที่จริง และเป็นคนหนุ่ม มีพลังลุยแก้ปัญหาให้คน กทม.
- จุดอ่อน : การเมืองในเมืองไทยมีความขัดแย้งมายาวนาน บางครั้งอาจโดนป้ายให้อยู่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดนคนวิจารณ์โดยไม่ดูผลงานที่ทำ
"อันนี้เป็นจุดอ่อน บางครั้งผมลงเรื่องงานในเฟซบุ๊ก มาพิมพ์แล้วว่า คุณเป็นสลิ่ม เป็น กปปส. อยากให้ดูว่า ไม่ใช่ว่าอุดมการณ์เป็นอย่างนั้น แล้วจะทำงานให้ชาวกรุงเทพฯ ไม่ได้" เขากล่าวและว่า อย่างไรก็ตามไม่อยากให้มองว่าเราเลือกตั้งตัวแทนอุดมการณ์ทางการเมือง อยากให้มองว่าเป็นการเลือกคนเข้าไปทำงานแทนคน กทม. ซึ่ง "ผมคิดว่าผมมีคุณสมบัติส่วนนี้ และถ้าเลือกผม ผมสามารถเข้าไปแก้ปัญหาได้"

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/สกลธี ภัททิยกุล
ส่วนภาพสุดท้ายกับพรรคแกนนำรัฐบาลที่นายสกลธีที่เข้าไปกราบลา พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ภายในตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนลาออกจาก พปชร. นั้น เขาแจกแจงว่า ตัวเองเป็นคนยุคผสมเก่ากับใหม่ แต่ถือคติว่า ไปมาลาไหว้ ตอนที่ลาออกไม่ได้ลาแค่นายกฯ แต่ยังลา พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และผู้ว่าฯ อัศวิน ในฐานะผู้บังคับบัญชา
"ผมเข้าใจว่าในอดีตสนาม กทม. ใช้อุดมการณ์ทางการเมืองในการเลือก แต่ครั้งนี้ผมอยากให้คนกรุงเทพฯ เลือกตัวแทนคนที่อยากให้เข้าไปทำงานจริง ๆ ส่วนเรื่องอุดมการณ์ทางการเมืองในอดีตที่ผ่านมาหลายอย่างมันเปลี่ยนไม่ได้อยู่แล้ว เพราะมันเป็นสิ่งที่เราทำในช่วงนั้น เราก็ต้องยอมรับมัน" นายสกลธีกล่าว
ก่อนหน้านี้ บีบีซีไทยได้รับคำยืนยันจากอดีตแกนนำ กปปส. ว่า นายสกลธีจะร่วมกับนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ อดีต รมว.ศึกษาธิการ และสมาชิกกลุ่มสามทหารเสือ กปปส. ก่อตั้งพรรคการเมืองใหม่ภายใต้ชื่อพรรคไทยสร้างสรรค์ โดยที่นายณัฏฐพลไม่สามารถออกหน้าได้ หลังถูกทั้งศาลอาญาและศาลรัฐธรรมนูญสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี จาก "คดีกบฎ กปปส." สำนวนใหญ่ และร่วม "ปิดคูหาเลือกตั้ง" เมื่อปี 2557
ทว่าเมื่อนายสกลธีเลือกสู่สนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในฐานะผู้สมัครอิสระ เขาจึงขอทำหน้าที่ให้คำปรึกษาให้แก่พรรคการเมืองน้องใหม่เท่านั้น พร้อมระบุว่า ในส่วนของพรรคการเมืองใหม่ที่เขาไม่ขอเปิดเผยชื่อ "มีคนทำอยู่แล้ว และยังเดินต่อให้ครบองค์ประกอบของการเป็นพรรคการเมือง ผมก็สู้ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ พอจบ จะได้เป็นไม่ได้เป็น ไม่มีผลอะไร คนที่ทำก็เดินต่อไป"
จากแกนนำ กปปส. สู่ กองหนุนสกลธี
แรกเริ่มเดิมที นายสกลธีประกาศตัวเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการให้แก่นางทยา ทีปสุวรรณ ภรรยาของนายณัฏฐพล ชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. โดยทั้งสามคนมีความสนิทสนมกันมาก เนื่องจากเป็นผู้ควบคุมเวทีการชุมนุมขับไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่แยกอโศก ในระหว่าง กปปส. เปิดปฏิบัติการ "ชัตดาวน์บางกอก" เมื่อ ม.ค. 2557
ต่อมาเมื่อนางทยา จำเลยที่ 38 ในคดีกบฏ กปปส. สำนวนใหญ่ ถูกศาลอาญาสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งพร้อมกับสามีในคดีเดียวกัน นายสกลธีจึงลงสู่สนามแข่งขันแทน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากสองสามีภรรยา

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
นอกจากนี้ยังมีแกนนำ กปปส. และแนวร่วม ออกมาส่งเสียงเชียร์และประกาศตัวเป็น "กองหนุน" ให้แก่นายสกลธี
24 ธ.ค. 2564 นางทยา ทีปสุวรรณ ประกาศสนับสนุน "น้องชาย" ลงผู้ว่าฯ กทม. ผ่านเฟซบุ๊ก โดยระบุว่านายสกลธีมีความพร้อม สด เป็นคนรุ่นใหม่ ขยันทำงาน และรู้งาน กทม.
"ที่สำคัญ น้องเป็นคนดี ซื่อสัตย์ รักชาติ รักสถาบัน ก็น่าจะลุยไปเลย! เป็นตัวแทน คนรุ่นใหม่ที่มีอุดมการณ์ทำงานเพื่อประเทศชาติ" นางทยาระบุตอนหนึ่งในเฟซบุ๊ก
มาวันนี้ นางทยาก็มาร่วมให้กำลังใจนายสกลธีถึงหน้าเวทีเปิดตัว และกล่าวกับบีบีซีไทยว่า "รู้สึกภูมิใจกับน้องชาย และเป็นความหวังให้ชาวกรุงเทพฯ ได้ว่ากรุงเทพฯ จะเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นได้ โดยพร้อมช่วยเหลือน้องชาย ในฐานะที่เป็นพี่สาว"
10 มี.ค. 2565 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส. โพสต์คลิปวิดีโอทางเฟซบุ๊ก บรรยายความสัมพันธ์และคุณสมบัติของนายสกลธี พร้อมระบุตอนหนึ่งว่า มีใจโน้มเอียงไปในทางสนับสนุนนายสกลธี
"ถ้าผมสามารถที่จะช่วยเหลือสนับสนุนคุณสกลธีได้ด้วยวิธีไหนก็ตาม ผมก็ตั้งใจจะทำ เพราะว่า เป็นผู้ร่วมอุดมการณ์มาด้วยกัน เป็นคนหนุ่ม เป็นคนที่จะเป็นอนาคตของ กทม. ในวันข้างหน้า การสมัครรับเลือกตั้งของคุณสกลธี ไม่สังกัดพรรคไหน ประกาศตัวชัดเจน และผมสืบดูแล้วไม่สังกัดพรรคไหนจริง ๆ" นายสุเทพกล่าว
นายสกลธีตกเป็นจำเลยในคดีกบฏ กปปส. สำนวนแรก ร่วมกับแนวร่วม กปปส. อีก 3 คน โดยถูกตั้งข้อหารวม 8 ข้อหา อาทิ ร่วมกันเป็นกบฏ อั้งยี่ ซ่องโจร บุกรุกสถานที่ราชการ ขัดขวางการเลือกตั้ง ฯลฯ โดยศาลอุทธรณ์พิพากษาเมื่อ 20 ต.ค. 2564 ยืนตามศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้องทุกข้อหา เนื่องจากเป็นเพียงผู้ร่วมชุมนุมเท่านั้น มิใช่แกนนำหรือผู้สั่งการ ทำให้คดีถึงที่สุดแล้ว
พล.อ. วินัยเป็น "หัวคะแนน" ให้บุตรชาย
นอกจากพี่น้องเพื่อนฝูง ยังมี พล.อ. วินัย ภัททิยกุล อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ยุครัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 6 (ตท. 6) ที่ร่วมก่อรัฐประหาร 19 กันยา 2549 ก่อนมีตำแหน่งเป็นเลขาธิการของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ซึ่งเป็นบิดาของนายสกลธีมาให้กำลังใจบุตรชายด้วย

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
พล.อ. วินัยเปิดเผยความรู้สึกกับบีบีซีไทยว่า หลังได้ฟังนายสกลธีเปิดนโยบาย ก็รู้สึกว่าพูดมาจากใจ ลื่นไหลออกมาจากสิ่งที่เคยทำมา 3 ปีก่อน เห็นปัญหา และอยากทำตรงนี้ให้ดีขึ้นโดยไม่ได้ไปตำหนิผู้ว่าฯ คนเก่า ๆ ก็รู้สึกเซอร์ไพร์สเหมือนกัน
บิดาของนายสกลธีบอกด้วยว่า การเมืองท้องถิ่น เป็นการเมืองในฝันของบุตรชาย เป็นสิ่งที่อยากทำ
"เป็นอยู่แล้วหัวคะแนน บอกเพื่อนว่า ช่วยเลือกลูกด้วย พอมาฟังวันนี้แล้วจะได้ชวนได้เต็มปาก เพราะเขาว่า รู้จริง เหมาะที่จะไปทำ เวลาไปบอกให้ใครให้ช่วยเลือก จะได้สบายใจ คนที่เลือกจะได้ไม่ผิดหวัง" พล.อ. วินัยกล่าว









