เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. : วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้มี “ดีเอ็นเอก้าวไกล” กับ “บันไดขั้นแรก” สู่การเป็นรัฐบาล ?

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
- Author, เรื่องโดย หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Role, วิดีโอโดย ภานุมาศ สงวนวงศ์ ผู้สื่อข่าววิดีโอ
วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการ กทม. สังกัดพรรคก้าวไกล เชื่อว่าการเสนอตัวเป็นผู้บริหารการเมืองท้องถิ่นของเขา จะเป็น "บันไดขั้นแรก" ที่ทำให้พรรคต้นสังกัดของเขาได้รับโอกาสทำงานในฐานะรัฐบาล
ชายวัย 44 ปี นั่งอยู่เพียงลำพังภายในห้องประชุมที่มีกระดาษแปะไว้หน้าประตูว่า "ทีมผู้ว่าฯ กทม." ที่อาคารอนาคตใหม่ ถ.รามคำแหง 42 สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่หน้าจอโน๊ตบุ๊ก นิ้วมือกระแทกแป้นพิมพ์อย่างคล่องแคล่ว
หากเป็นช่วงสามปีก่อนหน้านี้ เขาคงประจำการอยู่ที่ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร หรือไม่ก็ห้องประชุมกรรมาธิการร่วมกับนักการเมืองรายอื่น ๆ
วิโรจน์ยื่นใบลาออกจากการเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เมื่อ 3 ก.พ. และเตรียมส่งใบสมัครเป็นผู้ว่าราชการ กทม. อย่างเป็นทางการในวันที่ 31 มี.ค. นี้
"เวลาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ผมรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งนะ เพราะเหมือนได้ซ้อมสอบสัมภาษณ์กับเจ้านายของผมก็คือคนกรุงเทพฯ" วิโรจน์กล่าวกับบีบีซีไทย หลังผละจากหน้าจอคอมพิวเตอร์
- เช็กความแข็งแกร่ง ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้อาสาสร้างเมืองให้แข็งแรง
- โฟกัสของ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ท่ามกลางวาทกรรม-คำปรามาส
- รสนา โตสิตระกูล "ไม่อยู่ในการเมืองแบบแบ่งข้าง" ขอโอกาสเป็น "หัวหน้าแม่บ้าน กทม."
- อัศวิน ขวัญเมือง ลั่นไม่ยึดติดกับอำนาจ แต่ขอลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. อีกเพื่อ "ทำงานต่อให้เสร็จ"
- สกลธี ภัททิยกุล ประเมินจุดแข็ง-จุดอ่อนตัวเอง หลังลงชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ ในนามอิสระ
นักการเมืองอายุงาน 3 ปี ที่หัวหน้าพรรคก้าวไกลระบุว่าเป็น "เสาหลัก ส.ส." ของพรรค พร้อมแล้วกับการนำเสนอความคิด-เสนอตัวในบทบาทใหม่เพื่อให้ชาวกรุงเทพฯ ได้พิจารณา

ที่มาของภาพ, ฝ่ายประชาสัมพันธ์ รัฐสภา
ประสบการณ์ "ระวังจนระแวง" ที่เกิดขึ้นในวัยเยาว์
ในฐานะคน กทม. โดยกำเนิด เด็กชายวิโรจน์มักถูกแม่ออกปากเตือนให้ระวังเมื่อก้าวขาออกจากบ้านและต้องใช้พื้นที่สาธารณะ
- เดินบนทางเท้า ต้องดูตาม้าตาเรือให้ดี
- เดินเจอฝาท่อ ห้ามเหยียบเดี๋ยวตกลงไป
- ข้ามสะพานลอย ห้ามจับราวบันไดเพราะอาจถูกไฟดูด
- ข้ามถนนตรงทางม้าลาย ต้องมองซ้ายมองขวาก่อน
ประสบการณ์ในวัยเยาว์ที่อยู่ร่วมกับปัญหาจนเคยชินถูกเก็บมาขบคิดอย่างจริงจังเมื่อวิโรจน์เติบใหญ่ พร้อมคำถามตัวโตที่ว่า "ทำไมกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร ถึงผลักภาระการระวังจนระแวงให้กับคนที่อยู่อาศัยในเมือง จนรู้สึกว่าเป็นธรรมเนียมหรือเงื่อนไขที่ต้องยอมรับให้เป็นเรื่องปกติในการใช้ชีวิตอยู่ในเมืองนี้"
เมื่อตัดสินใจลุกจากเก้าอี้ผู้แทนราษฎร แล้วยื่นใบสมัครงานในตำแหน่งใหม่ในฐานะผู้ว่าฯ กทม. เขาจึงตั้งใจจะทำให้คุณภาพของบริการสาธารณะขั้่นพื้นฐานอยู่ในระดับที่คนกรุงเทพฯ พึ่งพิงได้
ผู้ว่าฯ ที่ไม่มี ส.ก. ใครจะดูแลงบ ?
วิโรจน์เปรียบเปรยบทบาทของผู้ว่าฯ กทม. เป็น "ผู้จัดการสำนักงาน กทม." ซึ่งต้องเป็นคนลงรายละเอียด เก็บทุกเม็ด มาเช้า-กลับค่ำ เพื่อปิดไฟทุกดวง ปิดก๊อกทุกก๊อก พร้อมยกให้ชาว กทม. เป็น "เจ้านาย" ส่วนว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ ก็คือ "ลูกจ้าง" ที่กำลังยื่นใบสมัครงานในตำแหน่งเดียวกันกับเขา โดยทุกคนต้องแข่งกันนำเสนอนโยบายซึ่งเปรียบได้กับ "ข้อเสนอโครงการ"
สิ่งที่แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. ในนามพรรคก้าวไกลทำในวันเปิดตัว 23 ม.ค. คือ การนำเสนอปัญหาคาใจคนเมืองหลวง ก่อนประกาศแคมเปญ "พร้อมชนเพื่อคนกรุงเทพฯ" หวังเอาชนะใจผู้มีสิทธิเลือกตั้ง-ผู้อนุมัติโครงการ
แม้ระบุชัดเจนว่า สามสิ่งที่ขอ "ท้าชน" คือ "ส่วยกรุงเทพฯ-ระบบราชการรวมศูนย์ส่วนกลาง-กลุ่มทุนผูกขาด" ทว่าตลอดสองเดือนที่ผ่านมา เขายังต้องอธิบายความหมายของคำว่า "ชน" ซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายครั้ง ไล่เรียงข้อเสนอโครงการตั้งแต่หลักการและเหตุผล, วัตถุประสงค์, เป้าหมาย พร้อมบรรยายวิธีดำเนินการ โดยย้ำว่าไม่ใช่การไปทะเลาะด้วยความมุทะลุ แต่เอาโจทย์ของคนกรุงเทพฯ เป็นตัวตั้ง ไม่ยอมให้คนกรุงเทพฯ ถูกเอารัดเอาเปรียบหรือยอมจำนนกับสภาพปัญหาจนกลายเป็นเรื่องปกติ จากนั้นก็ไปประสานงานกับหน่วยงานที่ทำหน้าที่แก้ปัญหา หากประสานงานแล้วไม่ได้ ก็ต้องตาม ต้องจี้
"การยืนหยัด การไม่ยอมรับความไม่ถูกต้อง การปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่การแข็งกร้าว แต่เป็นการมุ่งมั่นทำหน้าที่ แล้วก็รับใช้หัวหน้าเรา รับใช้เจ้านายของเรามากกว่า" วิโรจน์แจกแจง

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคก้าวไกล
นอกจากเล่นบทหัวหมู่ทะลวงฟัน อดีต ส.ส.ฝ่ายค้านที่เสนอตัวเป็นผู้บริหารเมืองยืนยันว่า การแสวงหามิตร เขาก็ทำได้-ทำเป็น และไม่เคยไปกร่าง-ไปอวดเบ่งกับใคร และเพื่อนของวิโรจน์นี่เองที่เป็นหนึ่งในจุดขายที่เขาหยิบยกมานำเสนอต่อบรรดาเจ้านายทั้งหลาย โดยชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการทำงานเป็นทีมแบบ "สามประสาน" อันหมายถึง ส.ส.-ส.ก.-ผู้ว่าฯ กทม.
"ผู้ว่าฯ ที่ไม่มี ส.ก. ใครจะดูแลงบประมาณ ใครจะจัดสรรงบประมาณให้ นั่นคือหน้าที่ของ ส.ก. ถูกไหม หลายคนอาจจะไม่เข้าใจ แต่ผมบอกว่าเพื่อนของผม ว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. สำคัญมาก ถ้าผู้ว่าฯ ทำงานโดยไม่มี ส.ก. ทำงานในพื้นที่เขต ไม่มีใครคอยกำกับ คอยจัดสรรงบประมาณ ผู้ว่าฯ จะขับเคลื่อนนโยบายได้ยังไง... ความมุ่งมั่นมี ยุทธศาสตร์ในการคิดนโยบายมี แต่ปรากฏว่าไม่มีเงิน ไม่มีงบประมาณ และ ส.ก. ไม่ได้เห็นความสำคัญของการจัดสรรงบประมาณในด้านนั้น" เขาตั้งคำถาม
เผย "ทำตัวเจี๋ยมเจี้ยม" หลังถูกเจ้านายด่า
ในขณะที่ผู้สมัครบางส่วนยอมทิ้งฐานเสียงของพรรคการเมือง แล้วยื่นใบสมัครในนามอิสระ โดยให้เหตุผลว่าคนเบื่อความขัดแย้งทางการเมือง วิโรจน์ไม่ได้ตอบตรง ๆ ว่าพรรคก้าวไกลอยู่ตรงไหนของความขัดแย้งทางการเมือง
เขาเพียงแต่ยืนยันว่า พรรคก้าวไกล/อนาคตใหม่เดิม พร้อมโอบรับความแตกต่างหลากหลายเพื่อทำให้สังคมเดินไปข้างหน้าร่วมกันอย่างผาสุก เมื่อเจอกับประชาชนที่อาจยังไม่เข้าใจ ไม่ชอบ หรือไปถึงขั้นเกลียดชัง เขาจึงไม่เคยโกรธ-เกลียดกลับเลย
"การที่เขายังไม่เข้าใจผม แสดงว่าผมยังทำความเข้าใจกับเจ้านายของผมคนนี้ไม่ดี หลาย ๆ ครั้งเราทำยังไง เราก็อาจต้องเคารพและน้อมรับไป"
"อย่างในโซเชียลมีเดีย หลายครั้งผมก็ถูกต่อว่าในเชิงลบ แต่ผมไม่เคยไปต่อว่ากลับหรือใช้คำพูดที่ไม่สุภาพกลับเลย เพราะคิดว่าคนที่ต่อว่าผม ก็เหมือนผมเป็นลูกน้อง แล้วถูกเจ้านายด่าอะพูดง่าย ๆ เราต้องทำยังไง เราก็ต้องทำตัวเจี๋ยมเจี้ยม เราก็ต้องยอมรับไป ต่อให้เจ้านายแรงยังไง เรากินเงินเดือนเขาอะ ก็คร้าบไว้ก่อน" นักการเมือง เจ้าของบัญชีทวิตเตอร์ที่มีผู้ติดตามกว่า 6.3 แสนคน กล่าว
คนรุ่นใหม่ และ กระแส ในสนามเลือกตั้ง กทม.
ย้อนกลับไปในการเลือกตั้งทั่วไป 2562 พรรคอนาคตใหม่ ต้นสังกัดแรกของวิโรจน์ ได้รับคะแนนมหาชนราว 6.2 ล้านเสียง ส่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อเข้าสภาได้ถึง 50 คน รวมถึงผู้สมัคร ส.ส. หมายเลข 33 อย่างวิโรจน์ด้วย ในจำนวนนี้เป็นโหวตแรกของผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก (นิวโหวตเตอร์) จำนวนมาก
มาถึงการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2565 มีการคาดการณ์ว่ามีนิวโหวตเตอร์ราว 5.4 แสนคน หลังชาว กทม. ไม่ได้เลือกตั้งท้องถิ่นมานาน 9 ปี จนเกิดคำพูดในหมู่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ว่า "ประมาทคนรุ่นใหม่ไม่ได้"
เมื่อให้วิโรจน์ประเมินว่า ในช่วงสามปีนี้ อุดมการณ์แบบอนาคตใหม่/ก้าวไกล ขยายตัวมากน้อยแค่ไหนในหมู่คนรุ่นใหม่
เขาหลีกเลี่ยงจะให้ความเห็น โดยให้เหตุผลว่าส่วนตัวเลิกพูดคำว่า "คนรุ่นใหม่" ไปนานมากแล้ว เพราะด้วยสภาพสังคมและการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้ทั้งคนรุ่นใหม่ คนรุ่นเดิม และคนทุกรุ่นมีเจตคติบางอย่างที่มองการเมืองเปลี่ยนแปลงไป หลายคนมองว่าปัญหาปากท้องและปัญหาสวัสดิการขั้นพื้นฐานที่ประสบอยู่เกี่ยวพันกับปัญหาการเมือง

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
เช่นเดียวกับข้อวิเคราะห์ที่ว่าจุดชี้ขาดชัยชนะในสนาม กทม. อยู่ที่กระแสในช่วงโค้งสุดท้าย ซึ่งว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ผู้มี "ดีเอ็นเอก้าวไกล" บอกว่า ขอไม่เชื่อเรื่องฐานเสียง หรือเรื่องประชาชนมีเจ้าของ แต่เชื่อว่าประชาชนแต่ละคนมีวิจารณญาณ จึงต้องทำงานอย่างหนัก และพร้อมทำงานกับคนทุกกลุ่ม
แต่ถึงกระนั้น พรรคก้าวไกลมีความโดดเด่นเหนือพรรคการเมืองอื่น ๆ ในเรื่องการสร้างกระแส ก่อให้เกิดการถกเถียงแลกเปลี่ยน หรือไปถึงขั้นทะเลาะทางความคิดผ่านโลกออนไลน์
วิโรจน์แย้งทันควัน โดยขอไม่ให้เรียกว่าการสร้างกระแส เพราะถ้าเป็นกระแสที่ไม่ได้อยู่ในข้อติดขัดในใจคน ย่อมไม่เกิดกระแส
เขาแจกแจงการทำงานของพรรคสีส้มว่าแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งคือ การรับฟังเสียงของประชาชน แล้วนำมาปรับทิศทางการขับเคลื่อนงานของพรรค และอีกส่วนหนึ่งคือการปักธงอนาคต ขายแนวคิดให้กับประชาชนว่านี่คือธงอนาคตที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์กับประชาชน ให้โอกาสเราทำงานเถอะ
"บางคนเรียกว่าการสร้างกระแส ผมกลับไม่คิดอย่างนั้น ผมกลับคิดว่าเรากล้าที่จะนำเสนอไอเดียใหม่ ๆ มานำเสนอประชาชนต่างหาก ถ้าเกิดไอเดียนั้นมันไม่ได้อยู่ในใจของประชาชน มันก็จะเงียบหายไป แต่บางครั้งพอเราปักธงอนาคต เรานำเสนอไอเดียแบบนี้ในการเปลี่ยนแปลงกับประชาชนและประชาชนตอบรับหมายความว่ายังไง สิ่งเหล่านั้นมันซ่อนอยู่ในใจประชาชนไง" วิโรจน์กล่าว
วิโรจน์ กับ ชูวิทย์
อย่างไรก็ตาม ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ปี 2547 และ 2551 ซึ่งทำคะแนนได้เป็นอันดับที่สามด้วยคะแนนกว่าสามแสนเสียงในทั้งสองครั้ง เป็นหนึ่งในบุคคลที่ออกมาระบุว่า "คนกรุงเทพฯ ไม่ได้สนใจนโยบายผู้ว่าฯ เสียเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ก็ฟังไปอย่างนั้น กระแสคือสิ่งสำคัญที่สุด"

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
บุคลิกทางการเมืองของวิโรจน์ ผู้มาพร้อมแคมเปญ "พร้อมชน" ทำให้ใครหลายคนอดนึกถึงภาพชูวิทย์และป้ายหาเสียงของเขาไม่ได้ ทั้งในสมัยลงชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. หรือลงสมัคร ส.ส. เมื่อหลายสิบปีก่อน ด้วยเพราะชูวิทย์มักเล่าเรื่องผ่านสีหน้า ทำท่าทางขมวดคิ้ว ชี้นิ้ว และใช้ข้อความกระแทกใจคนอ่าน แต่ดูเหมือนวิโรจน์ไม่ประสงค์ให้เกิดการเปรียบเทียบเช่นนั้น
"เราต้องระมัดระวังในการเปรียบเทียบตัวเองกับผู้สมัครบางท่าน บางครั้งก็ต้องยอมรับว่าผู้สมัครบางท่านก็มีข้อดี-ข้อเด่น ประชาชนก็รักแตกต่างกัน ผมว่ามันเป็นเรื่องปกติที่จะเหมือนกันบ้างในบางมิติ ต่างกันบ้างในหลายมิติ ผมคิดอย่างนี้นะ หลายคนก็เคยบอกว่าผมในบางมิติจะไปคล้ายคลึงกับคุณสมัคร สุนทรเวช ซึ่งผมก็เคารพมาก ๆ" เขาเลือกพูดถึงอดีตผู้ว่าฯ กทม. และอดีตนายกฯ ซึ่งเป็นรอยัลลิสต์คนสำคัญ
ท้ายที่สุดการส่ง "เสาหลัก ส.ส." ของก้าวไกล ลงสู้ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. หนนี้ วิโรจน์เชื่อว่าจะเป็นบทพิสูจน์วิถีทางแห่งอนาคตใหม่/ก้าวไกล ในการบริหารราชการแผ่นดินโดยเริ่มต้นจากรัฐบาลท้องถิ่นก่อน
"ผมเชื่อว่าจะเป็นโมเมนตัม (แรงเหวี่ยง) เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้พรรคก้าวไกลได้รับความไว้วางใจมากขึ้นจากประชาชน และเป็นบันไดขั้นแรกที่เราจะได้รับโอกาสทำงานในฐานะรัฐบาล" เขากล่าว
แต่ถ้าชาว กทม. ไม่อนุมัติให้เขาเริ่มงานใหม่ในฐานะผู้จัดการสำนักงาน กทม. วิโรจน์บอกใบ้ว่า "ผมก็ยังเป็นคนของก้าวไกล ยังมีดีเอ็นเอของอนาคตใหม่เหมือนเดิม"

7 คำถามไว ที่วิโรจน์ตอบให้
1. เจ้าหนูโคนัน หรือ นินจานารุโตะ: นินจานารุโตะ
2. ขึ้นเป็นแฮชแท็ก หรือ ได้พาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์: เอาแฮชแท็กดีกว่า
3. ถ้าไม่ใช่พรรคก้าวไกล สามองค์กรที่คุณอยากทำงานด้วยที่สุดคือ: มูลนิธิกระจกเงา, มูลนิธิร่วมกตัญญู และมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง
4. คนแบบไหนที่ไม่อยากทำงานด้วย: ไม่มี
5. คำพูดไหนจากลูกที่ทำให้คุณถึงกับไปไม่เป็น: คิดถึงป๊า แปลว่าไม่ให้เวลาเขา
6. หนึ่งคำพูดรุนแรงที่สุดที่ใช้ระหว่างอภิปรายในสภา: ประยุทธ์ออกไป
7. หนึ่งข้อความ/คำพูดจาก "ติ่งส้ม" ที่รู้สึกประทับใจ: ทำงานคุ้มเงินเดือน
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Google YouTube เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Google YouTube และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google YouTube ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด YouTube โพสต์
หมายเหตุ : ติดตามรายงานพิเศษชุด "เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2565" และบทสัมภาษณ์ผู้สมัครรายอื่น ๆ ได้ทางยูทิวบ์ BBC News ไทย เราจะอัปเดตวิดีโอใหม่ ๆ ทุกวันศุกร์









