"ถ้าเขาต้องการให้ผมติดคุก ผมก็ติด" เนติวิทย์เปิดใจ หลังศาล รธน. ชี้ กฎหมายเกณฑ์ทหารไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ปฏิกิริยาของชายที่จับได้ใบแดงในการเกณฑ์ทหารเมื่อปี 2567
    • Author, นงนภัส พัฒน์แช่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 5 นาที

ในช่วงบ่ายที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 27 และมาตรา 45 "ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ" หลังจากศาลแขวงสมุทรปราการส่งคำโต้แย้งของ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นักกิจกรรมวัย 29 ปี ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาในข้อกฎหมายดังกล่าว

ทั้งนี้ นักกิจกรรมผู้ที่ได้แสดงตัวคัดค้านการเกณฑ์ทหารมากว่าทศวรรษรายนี้ ได้หยิบยกกฏหมายเกณฑ์ทหารสองมาตรา ประกอบด้วยมาตรา 27 และมาตรา 45 เนื่องจากเขามองว่าเป็นการบังคับให้ชายไทยทุกคนเกณฑ์ทหาร ซึ่งเป็นจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคล โดยไม่เปิดโอกาสให้มีทางเลือกในการทำหน้าที่พลเมืองในรูปแบบอื่น ตามการรายงานของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

"ไม่ได้แปลกใจ" เนติวิทย์บอกกับบีบีซีไทยภายหลังศาลมีมติในเรื่องดังกล่าว โดยเขายืนยันว่า "ไม่กังวล" แม้คำวินิจฉัยในวันนี้ (12 พ.ค.) อาจกระทบกับคดีที่เขาถูกฟ้องในฐานหลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหารซึ่งอยู่ในการพิจารณาของศาลแขวงสมุทรปราการ โดยอาจส่งผลร้ายแรงได้ถึงขั้นที่เขาอาจต้องเข้าคุก แทนที่จะได้ศึกษาต่อปริญญาโทในต่างประเทศในปีการศึกษาที่จะมาถึง

ที่มาที่ไปของคดี

ข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ระบุที่มาของคดีนี้สืบเนื่องจากกรณีที่เนติวิทย์ไปแสดงตัว ณ สถานที่ตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ากองประจำการประจำปี 2567 (เกณฑ์ทหาร) ที่เทศบาลบางปู จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2567 และได้อ่านแถลงการณ์อารยะขัดขืนต่อต้านการบังคับเกณฑ์ทหาร โดยให้เหตุผลว่า "ขัดกับหลักสิทธิมนุษยชน ความเชื่อทางศีลธรรม ทั้งยังล้าสมัย ไม่มีประสิทธิภาพ และมีส่วนทำให้สังคมไทยไม่เป็นประชาธิปไตย"

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้นักกิจกรรมผู้มีอายุ 27 ปี ในขณะนั้น ถูกฟ้องในข้อหาหลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 45 จากนั้นคดีก็เข้าสู่กระบวนการสืบพยานในศาลแขวงสมุทรปราการ ซึ่งในระหว่างการสืบพยาน เนติวิทย์ซึ่งเป็นจำเลยในคดี ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากฎหมายดังกล่าวขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ กระทั่งศาลมีนัดลงมติในวันนี้ (12 พ.ค.)

.

ที่มาของภาพ, Netiwit Chotiphatphaisal/Facebook

ในเอกสารข่าวของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญที่เผยแพร่เมื่อ 30 เม.ย. 2569 ระบุประเด็นที่จะพิจารณาในวันนี้ (12 พ.ค.) เป็นไปตามคำโต้แย้งของจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ อ 3118/2568 ที่ได้ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 27 และมาตรา 45 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 26 และมาตรา 31 หรือไม่

บีบีซีไทยสืบค้น พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 27 ตามที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 226 ลงวันที่ 15 ต.ค. 2515 ระบุใจความว่า "ทหารกองเกินซึ่งถูกเรียก ต้องมาให้คณะกรรมการตรวจเลือกทำการตรวจเลือกตามกำหนดหมาย..." โดยนำเอกสารหลักฐานต่าง ๆ มาแสดง ซึ่งหาก "ไม่มาหรือมาแต่ไม่เข้ารับการตรวจเลือก หรือไม่อยู่จนกว่าการตรวจเลือกแล้วเสร็จ ให้ถือว่าทหารกองเกินนั้นหลีกเลี่ยงขัดขืน..." เว้นแต่จะมีข้อยกเว้นต่าง ๆ อาทิ เป็นนักเรียนที่ออกไปศึกษาในต่างประเทศ, เป็นบุคคลซึ่งกำลังปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยทหารในราชการสนาม, เกิดเหตุสุดวิสัย, ป่วยจนไม่สามารถจะมาได้ ฯลฯ

ขณะที่มาตรา 45 ตามที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติรับราชการทหาร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2516 เป็นการระบุโทษของบุคคลที่หลีกเลี่ยงขัดขืนการเกณฑ์ทหาร หรือเข้ารับราชการทหารกองประจำการแทนผู้อื่น หรือเรียกรับผลประโยชน์เพื่อช่วยเหลือผู้ใดไม่ให้ต้องเข้ารับราชการทหารกองประจำการ "ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี"

ส่วนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 26 ระบุว่า "การตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ" ทั้งยังเขียนระบุในกรณีที่รัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติเงื่อนไขไว้ "กฎหมายดังกล่าวต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ" รวมถึงต้องไม่กระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และต้องระบุเหตุผลความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพไว้ด้วย

ขณะที่มาตรา 31 ระบุว่า "บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการถือศาสนาและย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติหรือประกอบพิธีกรรมตามหลักศาสนาของตน แต่ต้องไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของปวงชนชาวไทย ไม่เป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของรัฐ และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน"

คำร้องของเนติวิทย์ตามการรายงานของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน อ้างอิงกฎหมายข้อนี้โดยแสดงความเห็นว่า ความเชื่อหรือการมีมโนธรรมตามหลักศาสนาโดยพื้นฐานทุกศาสนาคือการไม่เข่นฆ่า ซึ่งการใช้กำลังของทหารซึ่งอาจมีการปฏิบัติการใด ๆ และส่งผลกระทบชีวิตของเพื่อนมนุษย์ที่ไม่ได้แบ่งแยกสัญชาติ ย่อมขัดต่อมโนธรรมภายในจิตใจของผู้นับถือศาสนา ซึ่งรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 31 รับรองเสรีภาพในศาสนาของบุคคลทุกคน ไม่ได้จำกัดเฉพาะนักบวชหรือนักธรรมในศาสนาเท่านั้น นอกจากนี้ยังอ้างอิงว่ามาตราดังกล่าวของรัฐธรรมนูญยังสอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights - ICCPR) ที่ประเทศไทยเป็นภาคีด้วย

ขณะที่เอกสารข่าวสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญที่เผยแพร่ผลคำวินิจฉัยคำร้องดังกล่าวในวันนี้ (12 พ.ค.) ระบุเพียงผลคำวินิจฉัยว่า พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 27 และมาตรา 45 "ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ" มาตรา 26 วรรคหนึ่ง และมาตรา 31 โดยศาลมีมติเป็นเอกฉันท์ ทว่าไม่ได้ระบุถึงคำอธิบายใด ๆ เพิ่มเติม

.

ที่มาของภาพ, สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ

"ถ้าเขาต้องการให้ผมติดคุก ผมก็ติดคุก"

เนติวิทย์ ในฐานะผู้ร้องในประเด็นนี้ เปิดเผยกับบีบีซีไทยภายหลังศาลมีคำวินิจฉัยว่าเขา "ไม่ได้แปลกใจ" ในคำตัดสินที่ออกมา เมื่อดูจากแนวทางที่ผ่านมาของศาลรัฐธรรมนูญ และกระแสชาตินิยมในตอนนี้ แต่ก็ยืนยันว่าเขายังยึดมั่นในสิทธิการปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุผลทางมโนธรรมและยังมีความเชื่อตามคำร้อง

"สิทธิโดยมโนธรรมมันเป็นเรื่องสิทธิโดยพื้นฐานของมนุษย์และก็อยู่ในปฏิญญาสากลอยู่แล้ว" เขาเน้นย้ำ "ความเชื่อของเราตั้งอยู่บนเหตุผล อยู่บนสันติวิธี อยู่บนความต้องการให้สังคมเป็นไปในทางที่ลดการฆ่าฟันมนุษย์กัน ลดการทำสงครามกัน กฎหมายจะบอกให้เราไปฆ่าคนเราก็ไม่ทำ... เราไม่ผิดศีลธรรม แต่เราอาจจะผิดกฎหมาย"

นักกิจกรรมรายนี้แสดงตนคัดค้านการบังคับการเกณฑ์ทหารมาตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งขณะนั้นเขามีอายุ 18 ปี โดยในรอบทศวรรษที่ผ่านมาเขาเคยใช้สิทธิ์ผ่อนผัน เคยบวชในระหว่างช่วงมีการเกณฑ์ทหาร กระทั่งเมื่ออายุเกินเกณฑ์ในการขอผ่อนผัน เขาได้ไปแสดงตัวในสถานที่เกณฑ์ทหารและอ่านแถลงการณ์ "อารยะขัดขืน" จนนำมาสู่การถูกฟ้องดำเนินคดี

เขายอมรับว่ามติของศาลในวันนี้ (12 พ.ค.) หากนำไปประกอบในการพิพากษาคดีหลักที่เขาถูกฟ้องในฐานหลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร ซึ่งศาลนัดฟังคำวินิจฉัยในวันที่ 28 ก.ย. 2569 นั้น อาจทำให้เขาถูกตัดสินโทษจำคุกได้ตามตัวบทกฎหมายปัจจุบันที่กำหนดให้ระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี ซึ่งเขา "ไม่กังวล"

"ผมพร้อมที่จะติดคุกเลย ถ้าเขาต้องการให้ผมติดคุก ผมก็ติดคุก" เนติวิทย์กล่าว "ผมตั้งใจเรื่องนี้มา 10 กว่าปีแล้วนะครับ ถ้า 10 ปีขนาดนี้แล้วเราจะต้องติด มันก็ต้องติด" เขาย้ำด้วยน้ำเสียงปกติ แต่ก็ยอมรับว่าคดีนี้อาจส่งผลกระทบต่อแผนการศึกษาต่อปริญญาโทที่เขาได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ ซึ่งกำลังจะเปิดภาคเรียนในเดือน ก.ย. นี้เช่นกัน

นักกิจกรรมรายนี้มองว่า แม้เขาจะอยากไปเรียนมากกว่า แต่หากปลายทางแล้วจะต้องติดคุก ก็ถือว่า "ได้เรียนรู้อีกอย่าง" โดยเขายอมรับว่าในทางกฎหมาย ณ ปัจจุบันเขายังไม่เห็นทางต่อสู้ประเด็นนี้ต่อ นอกจากการยื่นขอประกันตัวตามกระบวนการหากมีคำตัดสินลงโทษ เว้นแต่จะมีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต ซึ่ง "มันก็อาจจะมีอะไรใหม่อีกก็ได้"