รัฐบาล "อนุทิน" ไม่ยืนยันร่างเดิม ส่งผลต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่หลังประชามติ 21 ล้านเสียงอย่างไร

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- เวลาอ่าน: 14 นาที
นักการเมืองและนักกิจกรรมการเมืองวิเคราะห์ผลที่ตามมาหลังรัฐบาล "ไม่ยืนยัน" ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ค้างมาจากสภาชุดก่อน โดยมีความเป็นไปได้ที่กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะทอดยาวไปอีกหลายปี ก่อนได้เริ่มต้น "นับหนึ่งใหม่"
คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อ 5 พ.ค. และ 12 พ.ค. เห็นชอบให้ร้องขอต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่รัฐสภายังมิได้เห็นชอบ ตามมาตรา 147 ของรัฐธรรมนูญ
แม้มีร่างกฎหมายที่เสนอโดย ครม. สส. และภาคประชาชน คงค้างการพิจารณาอยู่ในขั้นตอนต่าง ๆ ของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาโดยไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ เนื่องจากมีการยุบสภาเมื่อ 12 ธ.ค. 2568 ทั้งสิ้น 116 ฉบับ แต่รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เลือกยืนยันเพียง 34 ฉบับ แบ่งเป็น ร่างกฎหมายที่เสนอโดย ครม. ชุดเดิม 22 ฉบับ, ร่างกฎหมายที่เสนอโดย สส. ของสภาชุดก่อน 11 ฉบับ, ร่างกฎหมายที่เสนอโดยประชาชน 1 ฉบับ
ที่สำคัญคือ ไม่ปรากฏร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... หรือร่างแก้ไขมาตรา 256 (เพิ่มเติมหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่) ซึ่งผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาในวาระ 1 แต่อย่างใด ทั้งที่ผลการออกเสียงประชามติที่จัดขึ้นในวันเดียวกับการเลือกตั้งทั่วไป 8 ก.พ. พบว่า ประชาชน 21.6 ล้านคน (คิดเป็น 58.64%) "เห็นชอบ" ว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญใหม่
ทำให้เกิดคำถามว่ารัฐบาลมีความจริงจังและจริงใจต่อกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญมากน้อยแค่ไหน? และผลประชามติมีความหมายหรือไม่?
บีบีซีไทยชวนหาคำตอบจากผู้เกี่ยวข้อง ย้อนเส้นทางที่ผ่านมาและสำรวจอนาคตก่อนต้อง "นับหนึ่งใหม่" ร่างแก้ไขมาตรา 256
ร่างแก้ รธน. ฉบับ "อนุทิน-ไอติม" ที่มีอายุ 60 วัน
ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ค้างสภาชุดก่อน ที่ ครม. ชุดใหม่ซึ่งมี "ผู้นำหน้าเดิม" เป็นหัวหน้ารัฐบาล "ไม่ยืนยัน" ให้ไปต่อ เป็นร่างที่เสนอโดย สส.พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และร่างที่เสนอโดย สส.พรรคประชาชน (ปชน.)
การแก้รัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) เป็นหนึ่งในเงื่อนไขตามบันทึกข้อตกลงร่วม (Memorandum of Agreement - MOA) ระหว่างพรรคสีส้ม-สีน้ำเงิน เพื่อแลกกับเสียงสนับสนุนจาก 143 สส. พรรค ปชน. ในการโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ภท. เป็นนายกฯ สมัยแรก
ฝ่ายนิติบัญญัติชุดก่อนใช้เวลา 60 วันในการพิจารณาร่างแก้ไขมาตรา 256 นับจากวันที่รัฐสภามีมติ "เห็นชอบ" ในวาระที่ 1 (ขั้นรับหลักการ) ก่อนที่ชะตากรรมของร่างกฎหมายดังกล่าวจะสิ้นสุดลงพร้อมกับอายุขัยของสภาชุดที่ 26 เมื่อนายกฯ อนุทินตัดสินใจยุบสภา (14 ต.ค.-12 ธ.ค. 2568)
แรกเริ่มเดิมที การเปิดประตูสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่คล้ายจะราบรื่น เนื่องจากร่างฉบับพรรคสีน้ำเงิน มีนายอนุทิน ในฐานะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค ภท. เป็นเจ้าของร่างเอง ส่วนฉบับพรรคสีส้ม มีนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ เป็นเจ้าของร่าง
หลังจากรัฐสภารับหลักการทั้ง 2 ฉบับในวาระแรก (15 ต.ค. 2568) ได้ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณา 43 คน (สส. 31 คน และ สว. 12 คน) เพื่อพิจารณาในวาระ 2 (พิจารณารายมาตรา) โดยยึดร่างของพรรค ปชน. เป็นร่างหลัก ทว่าสาระสำคัญของทั้ง 2 ร่าง โดยเฉพาะโมเดลผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 เมื่อ 10 ก.ย. 2568 ห้ามไม่ให้ "ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง" จึงไม่มีพรรคการเมืองใดกล้าเสนอให้ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงเป็นผู้จัดทำรัฐธรรมนูญอีกต่อไป แต่พยายามหาโมเดลเพื่อทำให้เกิดการยึดโยงกับประชาชนทางอ้อม

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ในระหว่างปิดห้องประชุม กมธ. ได้เกิดการ "ยำใหญ่" สารพัดเนื้อหา เกิดเป็นสูตร "20 หยิบ 1" หมายถึง สส. และ สว. รวมกลุ่มกัน 20 คน เสนอชื่อบุคคลที่ควรได้รับการคัดเลือกให้เป็น กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ ต่อประธานรัฐสภาได้ 1 คน
แต่ประเด็นที่ถูกใช้เป็นข้ออ้าง-คำขู่ "คว่ำ" ร่างรัฐธรรมนูญกลางสภา หนีไม่พ้น กรณีที่ กมธ.เสียงมากให้ปลดล็อกเงื่อนไขเรื่องการผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องมี สว. เห็นชอบด้วย "ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3" ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของวุฒิสภา และเปลี่ยนไปใช้คะแนนเห็นชอบ "เกินกึ่งหนึ่ง" ของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้ง 2 สภา สร้างความไม่พอใจให้กับบรรดา สว. กลุ่มใหญ่ที่ถูกขนานนามว่า "สว. สีน้ำเงิน"
เมื่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหารวม 43 มาตรา ได้รับการเสนอกลับเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในวาระที่ 2 (10-11 ธ.ค. 2568) สว.สีน้ำเงินหลายคนอภิปรายสนับสนุนการคงอำนาจของตัวเองเอาไว้ พร้อมขู่ "คว่ำร่าง" ในวาระ 3
ขณะที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. ประกาศว่าหากให้คงเสียง 1 ใน 3 ของ สว. ต่อไป "ไม่สามารถยอมรับให้ร่างรัฐธรรมนูญนี้เดินไปได้ ผมคงต้องร้องขอให้นายกฯ ยุบสภา"
เวลา 22.05 น. นายอนุทินโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กว่า "ผมขอคืนอำนาจกลับไปยังพี่น้องประชาชนครับ"
อย่างไรก็ตามรัฐสภาได้มีมติเห็นชอบ "คำถามประชามติครั้งแรก" และแจ้งให้ ครม. ดำเนินการให้มีการออกเสียงประชามติต่อไป ทันก่อนปิดประชุมก่อนเที่ยงคืน
จากนั้นในวันรุ่งขึ้น (12 ธ.ค. 2568) มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 ทำให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ในระลอกนี้ ไปได้ไกลที่สุดเพียงวาระที่ 2
เหตุผล "คนละทาง" จากพรรคน้ำเงิน
เมื่อกลับมาเป็นฝ่ายบริหารอีกครั้งหลังเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 รัฐบาล "อนุทิน 2" มีเวลา 60 วันในการพิจารณาว่าจะให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญค้างสภา "ไปต่อ" หรือ "พอแค่นี้" ซึ่งที่สุดแล้ว ครม. เลือกอย่างหลัง
นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ สส.อ่างทอง พรรค ภท. แจกแจงเหตุผลที่รัฐบาลไม่ยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า หลังจากได้หารือกันใน ครม. และฝ่ายกฎหมาย เห็นว่าเป็นอำนาจของ ครม. ในการยืนยันก็จริง แต่เมื่อมีสภาชุดใหม่ ก็เห็นควรให้ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นผู้เสนอร่างเพื่อพิจารณาใหม่อีกครั้ง เพราะการยุบสภาครั้งที่แล้ว เหตุเกิดจากความเห็นไม่ตรงกันในร่างรัฐธรรมนูญ
"หากมีการยืนยันร่างเดิมกลับไป ก็คาดการณ์ได้ว่าจะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญตกไป และรัฐสภาก็จะไม่สามารถผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นได้ ทำให้ไม่สามารถเสนอร่างในทำนองเดียวกันได้ในสมัยประชุมนี้ นั่นทำให้การแก้รัฐธรรมนูญจะล่าช้าออกไป 1 สมัยประชุม" รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวเมื่อ 8 พ.ค.
รมต. จากพรรคสีน้ำเงินเห็นว่า เมื่อมีการทำประชามติจากประชาชนมาแล้ว และประชาชนเห็นด้วยอย่างท่วมท้นในการจะแก้ไข เมื่อประชาชนมีมติเห็นควรว่าให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็เป็นอำนาจโดยชอบที่รัฐสภาจะไปดำเนินการต่อไป

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ขณะที่เพื่อนร่วมพรรคให้ความเห็นไปอีกทิศทางหนึ่ง โดยบอกว่ารัฐบาลยังมีเวลาดำเนินการ และคาดการณ์ว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 2 ปี
นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ภท. และรองประธานกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) เข้าใจว่ารัฐบาลต้องการแก้ไขปัญหาที่มีความเร่งด่วนก่อนคือปัญหาวิกฤติพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและประชาชน พร้อมยกคำกล่าวของนายกฯ อนุทินที่เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการ เพียงแต่ว่าอาจต้องจัดลำดับการทำงานและแก้ปัญหาของรัฐบาลให้ดี
เมื่อ ครม. ไม่ยืนยันร่างเดิมกลับมา นายนิกรบอกว่า "การแก้รัฐธรรมนูญต้องกลับไปเริ่มกระบวนการใหม่คือ การเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 ต่อรัฐสภา" และมองว่า "รัฐบาลยังมีเวลาที่จะทำเรื่องนี้ เพราะการแก้มาตรา 256 ใช้เวลาไม่เยอะ คือไม่เกิน 2 ปี"
นายนิกรกล่าวด้วยว่า ขั้นตอนของการแก้รัฐธรรมนูญ จำเป็นต้องพ่วงกับการทำประชามติอีก 2 ครั้ง มีความจำเป็นต้องหารือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต่องบประมาณค่าใช้จ่าย ซึ่งมีวิธีลดงบได้ตามกฎหมายประชามติฉบับใหม่ที่ให้ออกเสียงผ่านระบบไปรษณีย์ โดยสามารถลดค่าใช้จ่ายเหลือ 1,000 ล้านบาท จากเดิม 3,500 ล้านบาท
นายนิกรให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยถึงความเป็นไปได้ที่ สส.ภูมิใจไทย จะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ฉบับใหม่เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา โดยบอกว่า "ยังไม่ได้คุยกัน ขอดูสถานการณ์ก่อน"
ทว่าเขาขอให้ความเห็นส่วนตัวในฐานะผู้ติดตาม-ผู้มีบทบาทในการแก้ไขเพิ่มเติมและประชามติหลายครั้งว่า พรรค ภท. ซึ่งมี สส. เกิน 100 เสียงควรเป็นเจ้าภาพเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ไม่จำเป็นต้องทำในสมัยประชุมนี้ เพราะก่อนเดินหน้ากระบวนการจำเป็นต้องพูดคุยกับทุกฝ่ายให้มีความเข้าใจตรงกันก่อน ไม่เช่นนั้นเสนอไป ก็ถูกตีตกอีก
สำหรับประเด็นตัวอย่างที่นายนิกรหยิบยกขึ้นมาพูดและเสนอให้พูดคุยกับ สว. มี 2 ประเด็นหลัก ดังนี้
- ประเด็นแรก อำนาจของ สว. "ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3" ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา ในการผ่านความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะคงไว้ตามเดิม หรือแก้ไขอย่างไร ส่วนตัวเห็นว่าควรใช้เสียง "ไม่น้อยกว่า 2 ใน 3" ของรัฐสภา หรือ 467 จากทั้งหมด 700 คน (สส. 500 คน สว. 200 คน) ในการผ่านวาระที่ 1 และวาระที่ 3 ไม่เห็นด้วยกับการใช้เสียง "เกินกึ่งหนึ่ง" ของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้ง 2 สภา หรือ 351 จากทั้งหมด 700 คน ตามร่างที่ค้างการพิจารณาอยู่ในรัฐสภาและ ครม. ชุดใหม่ไม่ได้ยืนยัน เพราะจะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญทำได้ง่ายเกินไป ซึ่งไม่ควรเป็นเช่นนั้น
- ประเด็นที่สอง ควรมีบทเฉพาะกาลกำหนดให้ สว. ชุดปัจจุบันอยู่ทำหน้าที่ต่อไปจนครบวาระ ไม่ใช่ว่าพอประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็ยกเลิก สว. ไปเลย

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
นายนิกรปฏิเสธว่า ข้อเสนอของเขาไม่ใช่การ "เอาใจ สว." แต่ให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมาตามสภาพการณ์ความเป็นจริง เพราะ "ถ้าไม่เขียนบทเฉพาะกาลเอาไว้ มันอาจไม่แฟร์สำหรับเขา (สว.) จะให้เขายกมือให้ แต่ไล่เขาให้สูญสิ้นไปพร้อมกันด้วย"
อีกประเด็นคือ การแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 ซึ่งนายนิกรระบุว่า หากไม่อยากให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมีปัญหา ก็ต้องเขียนให้ชัดเจนว่าไม่แก้ คือให้ยกเนื้อความเดิมตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาใส่เอาไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เลย
กับเสียงวิจารณ์ว่ารัฐบาลภูมิใจไทยไม่จริงใจในการทำตามมติมหาชนนั้นที่สะท้อนผ่านผลประชามตินั้น นายนิกรแจกแจงว่า เป้าหมายคือการทำให้สำเร็จ ไม่ใช่การได้ทำ จึงต้องอาศัยการพูดคุยกับ สว. และฝ่ายต่าง ๆ ก่อน แล้วยกร่างฉบับใหม่ในนามพรรค ภท.
"เราเห็นแล้วว่าปัญหาเกิดจากอะไร มันมีรอยแยกระหว่าง สส. กับ สว. ตอนนี้ก็เหมือนกับเราต้องถอยมาก่อนเพื่อโดดข้ามรอยแยกนี้ให้พ้น" นายนิกรกล่าว
พรรคส้มถามหา "ความจริงใจ" จาก ครม.
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชป. วิจารณ์ว่า หาก ครม. ปล่อยให้ร่างรัฐธรรมนูญที่ค้างจากรัฐสภาชุดที่แล้วตกไป โดยไม่สัญญาว่าจะยื่นร่างฉบับใหม่เข้ามา แสดงว่า "ครม. ไม่จริงใจในการทำตามคำสั่งของประชาชนจากผลประชามติ" หากรัฐบาลเอาปัญหาเศรษฐกิจมาเป็นข้ออ้าง ก็ฟังไม่ค่อยขึ้น เพราะการแก้ปัญหาปากท้องและปัญหารัฐธรรมนูญทำควบคู่กันได้
สส. จากพรรคสีส้มแสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กของเขาเมื่อ 8 พ.ค. โดยอ้างถึงผลประชามติที่มีประชาชนสูงถึง 21.6 ล้านคนที่ลงคะแนน "เห็นชอบ" สะท้อนให้เห็นชัดว่าสังคมมีฉันทามติร่วมกันในระดับหนึ่ง (และในระดับที่กว้างกว่าแค่ผู้สนับสนุนพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง) ว่ารัฐธรรมนูญ 2560 มีปัญหารุนแรงถึงขั้นที่การแก้ไขรายมาตราอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่จำเป็นต้องมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และยกสารพัดตัวอย่างของปัญหารัฐธรรมนูญ 2560 ที่สังคมได้เห็นตลอด 3 เดือนที่ผ่านมาหลังจากประชามติ
นายพริษฐ์ระบุว่า ครม. มี 2 ทางเลือก เพื่อเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ล่าสุด ดูเหมือนรัฐบาลจะไม่เลือกแม้แต่ทางเลือกเดียว
- ทางเลือกที่ 1: ครม. มีมติก่อน 14 พ.ค. เพื่อยืนยันให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15/1 ทั้ง 2 ฉบับ (1 ฉบับของพรรค ภท. และ 1 ฉบับของพรรค ปชน.) ที่เคยผ่านวาระ 1 ของรัฐสภามาแล้ว ได้ไปต่อ - หากเป็นเช่นนั้น ทั้ง 2 ร่าง ก็จะต้องถูกพิจารณาในชั้น กมธ. ก่อนถูกเสนอกลับมาที่รัฐสภาในวาระ 2 และ 3
- ทางเลือกที่ 2: ครม. ไม่ยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15/1 ทั้ง 2 ฉบับ ซึ่งหมายความว่ากระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะไปต่อได้ ต่อเมื่อมีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15/1 เข้ามาใหม่อีกรอบหนึ่ง โดย ครม. สมาชิกรัฐสภา หรือภาคประชาชน เพื่อเริ่มพิจารณาในวาระที่ 1
อย่างไรก็ตาม สส. รายนี้ไม่ได้บอกว่าพรรคสีส้มจะเดินหน้าอย่างไรต่อไป จะจัดทำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อเสนอต่อรัฐสภาในสมัยประชุมนี้หรือไม่

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
พรรคแดงให้พรรค 100 เสียง-ประชาชนชงร่างใหม่
นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ให้ความเห็นว่า การแก้รัฐธรรมนูญไม่ใช่เพียงเรื่องนโยบายของพรรคการเมือง แต่เป็นคำสั่งของประชาชน ดังนั้น "พรรคการเมืองที่มีเสียงเกินกว่า 100 เสียง หรือประชาชนที่เข้าชื่อเสนอ จึงควรร่วมกันผลักดันให้เกิดการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ"
ในระหว่างร่วมงานเสวนาทางวิชาการ "ปรีดีทอล์ก" ในหัวข้อ "จากมติเห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้นธารสู่การปฏิรูปองค์กรอิสระ" ที่ มธ.ท่าพระจันทร์ เมื่อ 11 พ.ค. นายจาตุรนต์กล่าวว่า หากต้องการแก้ปัญหาของประเทศอย่างแท้จริง ต้องไม่จำกัดอยู่เพียงการแก้รายมาตรา หรือแก้เฉพาะบางประเด็น เช่น ที่มาและอำนาจขององค์กรอิสระ เพราะขณะนี้ปัญหาทางการเมืองไทยกลายเป็น "ระบบใหญ่" ที่โยงกันไปหมด ทั้งศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ สว. ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และพรรคการเมือง
สส. จากพรรคที่มี 74 เสียงในสภา กล่าวว่า หากเดินหน้าแก้เฉพาะรายประเด็น อาจทำให้การแก้รัฐธรรมนูญ "เสียศูนย์" และ "เสียโมเมนตัม (แรงเหวี่ยง)" ทั้งที่ขณะนี้มีฐานสำคัญที่สุดอยู่แล้วคือ ผลประชามติที่ประชาชนกว่า 20 ล้านเสียงแสดงเจตจำนงให้แก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ และจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ "ต้องใช้มติประชามหาชนให้เป็นประโยชน์ ผลักดันให้เกิดการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ต้องถือเรื่องนี้เป็นหลักก่อน"
รัฐธรรมนูญ มาตรา 256 กำหนดให้การเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ต้องมาจาก ครม., สส. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภา (100 คน จาก 500 คน), สส. และ สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสองสภา (250 คน จาก 750 คน), ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 50,000 คนเข้าชื่อเสนอกฎหมาย
ภาคประชาชน "โล่งใจ" ครม. ปัดตกร่างเดิม-เปิดโรดแมปก่อนทำร่างใหม่
ขณะที่นักกิจกรรรมการเมืองหลายเครือข่ายที่เกาะติดประเด็นรัฐธรรมนูญ สะท้อนมุมมองต่อการ "ปัดตก" ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเดิมของ ครม. ในทิศทางเดียวกันว่า "เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายภาคประชาชนมากกว่า"
นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) ให้ความเห็นว่า ข้อเรียกร้องตอนนี้ไม่ใช่แค่การ "เอาร่างเดิมกลับมา" เพราะร่างที่ค้างอยู่ตอนยุบสภามีปัญหาหลายประการ ฝืนเข็นไปต่อหรือถ้าดันออกมาแบบนั้นจริงจะลำบาก จะเป็น "รัฐธรรมนูญน้ำเงินจัด ๆ" สิ่งที่ต้องยืนยันคือ อย่าอ้างเรื่องปากท้องมาก่อน ทุกอย่างทำไปพร้อมกันได้ ไม่ใช่รอทำปีละเรื่อง เสร็จเรื่องหนึ่งแล้วค่อยทำเรื่องต่อไป
ผอ.ไอลอว์เรียกร้องให้รัฐบาล "อนุทิน 2" แถลงโรดแมปไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และทำความเข้าใจกับประชาชน เพราะเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างสูงมากที่สุด
ในวันสุดท้ายที่ ครม. ต้องตัดสินใจว่าจะยืนยันร่างเก่าหรือไม่ นายยิ่งชีพได้รับโทรศัพท์จากผู้สื่อข่าวหลายสายเพื่อสอบถามความเห็นในเรื่องนี้ โดยเขายืนยันว่า "ร่างฉบับเก่าไม่ติดใจ ช่างมัน สิ่งที่อยากได้วันนี้คือรัฐบาลใหม่ช่วยแถลงโรดแมปโดยด่วน" ว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเดินหน้ายังไง เมื่อไหร่จะเสนอร่าง, จะพิจารณา, จะมีประชามติครั้งที่ 2, จะเลือกคนร่างฉบับใหม่, จะมีประชามติครั้งที่ 3
"ถ้าแถลงมาชัดเจน แล้วมันจะช้าบ้างก็ไม่เป็นไร ถ้าไม่แถลงอะไรออกมาเลยก็คือไม่จริงใจที่จะเดินหน้าทำตามผลประชามติ" ผอ.ไอลอว์ระบุ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
นายณัชปกร นามเมือง จากเครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ (CALL) กล่าวกับบีบีซีไทยว่า นักกิจกรรรมการเมืองมีความเห็นค่อนข้างไปในทิศเดียวกันว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับเดิมมีข้ออ่อนใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ ผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้มาจากประชาชน, การพิจารณาร่างเกิดขึ้นในเวลาอันสั้นในช่วงที่เกิดอุบัติเหตุทางการเมือง, เนื้อหาของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับพรรค ภท. ที่เพิ่มอำนาจให้ สว. เป็นสิ่งที่ภาคประชาชน "รับไม่ได้เลย" ดังนั้นการที่ ครม. ชุดใหม่ไม่ยืนยันร่างเดิม แม้ทำให้กระบวนการช้าลง แต่เชื่อว่าจะเป็นผลดีกับประชาชนมากกว่า
"โล่งใจ" คือความรู้สึกของเขาหลังทราบข่าวว่า ครม. ไม่ยืนยันร่างเดิม เพราะถ้ารัฐบาลเข็นต่อไปจนถึงสนามประชามติ ภาคประชาชนก็พร้อมสู้ แต่ต้องเสียเวลาปีเศษและเสียเงินเพื่อไป "โหวตโน"
ท่าทีของภาคประชาชนคล้ายเป็น "แนวร่วมมุมกลับ" ของพรรค ภท. คือ "ไม่รีบ" ผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายณัชปกรอธิบายเบื้องหลังความคิดว่า ถ้ารู้สึกร่างเดิมไม่ดี ก็ไม่รู้จะยืนยันไปทำไม 2 ร่างนี้ไม่ใช่หรือที่พาเราไปสู่การยุบสภา ไม่ประสบความสำเร็จ แต่พรรค ภท. ให้เหตุผลว่าฝ่ายค้านจะไม่เอา สว. จะไม่เอา จึงต้องยุบสภา ทว่าเหตุผลจริง ๆ คือพรรค ภท. เสนอในสิ่งที่คนไม่อยากได้ แล้วสร้างเรื่องเล่าว่าตั้งใจทำแล้ว แต่คนอื่นไม่เอาด้วย
อย่างไรก็ตามแกนนำ CALL ยอมรับว่า การทิ้งช่วงเวลาออกไป อาจทำให้บรรยากาศความตื่นตัวต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เบาบางลง "แต่สังคมก็จะได้เห็นความเลวร้ายของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมากขึ้นภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน" พร้อมเปิดเผย 3 ยุทธศาสตร์ของภาคประชาชนที่เตรียมขับเคลื่อนในระหว่างรอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เข้าสภา สรุปได้ ดังนี้
- ต้องชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนจาก "ระบอบประยุทธ์" เป็น "ระบอบน้ำเงิน" หนักข้อกว่าเดิม ยังอยู่ภายใต้กติกาและโครงสร้างแบบเดิม จึงต้องออกจากรัฐธรรมนูญ 2560 ให้ได้
- ต้องพยายามทำข้อเสนอให้ชัดเจนขึ้นว่าสิ่งใหม่ที่ควรมีทั้งโครงสร้างการเมืองใหม่ เศรษฐกิจใหม่ สิทธิเสรีภาพ จะมีหน้าตาอย่างไร
- เมื่อข้อเสนอชัดเจน สังคมเห็นปัญหาร่วมกัน จึงเสนอต่อไปว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่จะเป็นอย่างไร
"เรากลัวประชามติครั้งที่ 2 ไม่ได้กลัวคว่ำนะ แต่กลัวภูมิใจไทยรีบดัน 'ร่างรัฐธรรมนูญน้ำเงิน" เปิดทางไปสู่การมี 'สสร. น้ำเงิน' แล้วสร้างเรื่องเล่าว่าหากไป 'โหวตโน' แปลว่าล้มกระบวนการทั้งหมด รัฐธรรมนูญแก้ไม่ได้อีกต่อไป สุดท้ายคนเลยไป 'โหวตเยส' เพราะความเข้าใจผิด เราเลยรู้สึกว่าไม่ต้องเร่งกระบวนการ ถ้าไม่ได้ข้อสรุปตกผลึก ก็อย่ารีบเดินหน้าไป" นายณัชปกรกล่าว
เขาเรียกร้องให้ทุกฝ่ายมีหน้าที่รักษาเจตจำนงของประชาชนในการออกเสียงประชามติ 8 ก.พ. และออกแบบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ส่วนโอกาสที่ประชาชนจะเข้าชื่อกันเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนเองนั้น นายณัชปกรชี้ว่ามีความเป็นไปได้ 2 จังหวะคือ 1. สถานการณ์บ้านเมืองสุกงอมพอ แล้วรัฐบาลไม่ยอมทำอะไรเลย 2. ถ้าพรรค ภท. เสนอร่างแก้ไขมาตรา 256 เข้ารัฐสภา "ชิงเดินเกมไวโดยที่สังคมตามไม่ทัน" ประชาชนก็จะเสนอร่างของตัวเองประกบ เพราะต้องการชี้ว่าร่างของพรรคสีน้ำเงินดี-ไม่ดีอย่างไร ร่างของประชาชนดีกว่าอย่างไร เบื้องต้นขบวนการภาคประชาชนตกผลึกในหลักการร่วมกันว่า ไปไกลที่สุดคือมี สสร. เลือกตั้ง 100% แต่จะเลือกตั้งโดยตรงหรือมีกลไกอื่นให้เป็นไปได้ทางการเมือง ยังมีเวลาถกเถียง แต่ "ต้องมีคูหาให้ประชาชนเลือก ถ้าสภาเลือกฝ่ายเดียว ยังไงเราก็ไม่เอา"
ก่อนหน้านี้ ประชาชน 9.8 หมื่นคนได้เข้าชื่อกันเสนอร่างแก้ไขมาตรา 256 เปิดทางให้มี สสร. จากการเลือกตั้งทั้งหมด เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาเมื่อ 18 พ.ย. 2563 แต่ถูกโหวตคว่ำไปในวาระที่ 1 มีสมาชิกโหวตรับหลักการ 212 ต่อ 139 เสียง และงดออกเสียง 369 เสียง ไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ให้มีคะแนนเสียงเห็นชอบ "ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง" ของสมาชิกที่มีอยู่สองสภา (ขณะนั้นคือ 366 จาก 732 เสียง และต้องเป็นเสียงเห็นชอบจาก สว. "ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3" ของวุฒิสภาที่มีอยู่ (ขณะนั้นคือ 82 จาก สว. 245 คน)
ท่ามกลางความแข็งแกร่งทั้งในสภาสูง-สภาล่างของสีน้ำเงิน แกนนำภาคประชาชนรายนี้ยังเล็งเห็นช่องทางในการต่อสู้ เพราะพรรค ภท. มี 192 เสียง หากไม่ได้ 74 เสียงของพรรค พท. ก็ลำบากในการผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกันพรรคกล้าธรรม (กธ.) มี 58 เสียงในฐานะฝ่ายค้าน หากพรรคสีเขียวไม่เอาร่างของพรรค ภท. ก็จะต้องตกไปในวาระ 3 (ให้ความเห็นชอบทั้งฉบับ) เพราะกฎหมายกำหนดให้มีคะแนนเห็นชอบ "ไม่น้อยกว่า 20%" ของ สส. พรรคร่วมฝ่ายค้านรวมกัน
"ส่วนตัวยังมองโลกในแง่ดี หากเพื่อไทยยังมีสปิริตในการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ พรรคประชาชนเลิกเมาหมัด คนภูมิใจไทยไม่พูดไปเรื่อย นักการเมืองพรรคอื่นเอาจริงเอาจัง ร่วมกันออกแบบขับเคลื่อนให้ไปได้โดยเอาประชาชนเป็นที่ตั้ง มันก็ยังเป็นไปได้" นายณัชปกรกล่าว
เขายืนยันด้วยว่า ผลประชามติ 8 ก.พ. มีความหมาย ประชาชนจะไม่ถอยหลังไปกว่านี้ 21 ล้านคนปักธงแล้วต้องร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ถ้ารัฐบาลไม่ทำตามประชามติ อย่างช้าที่สุดในอีก 4 ปีข้างหน้า ก็อย่าไปเลือกมัน































