เช็กจุดยืนพรรคการเมือง พรรคไหน เห็นชอบ-ไม่เห็นชอบ ประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, วศินี พบูประภาพ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
วันที่ 8 ก.พ. นี้ นอกจากประชาชนชาวไทยจะต้องเดินเข้าคู่หาเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ทั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อแล้ว ยังเป็นวันที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะได้รับบัตรใบที่ 3 เพื่อตัดสินใจออกเสียงประชามติในคำถามที่ว่า "ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่"
การรณรงค์เพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แทนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ซึ่งใช้อยู่ในปัจจุบัน เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางปี 2563 โดยกลุ่มผู้รณรงค์หลักคือคณะรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน (ครช.) โดยในเวลานั้น ครช. ชูเป้าหมายการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อ "รื้อโครงสร้างอำนาจที่สืบทอดมาจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)" ที่ก่อรัฐประหารในปี 2557
อย่างไรก็ดี ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา พรรคการเมือง องค์กรเครือข่ายต่าง ๆ ได้เดินหน้าเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ควบคู่ไปกับความพยายามผลักดันเรื่องนี้ในรัฐสภาของพรรคการเมืองบางส่วน
ฝ่ายที่คัดค้านการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มองว่า นี่คือการพยายามยกเลิกรัฐธรรมนูญ "ฉบับปราบโกง" และมองว่าเสี่ยงต่อความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ
บีบีซีไทยรวบรวมเหตุผล จุดยืนของพรรคการเมืองและกลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคม จากเวทีประชันวิสัยทัศน์ในช่วงที่ผ่านมาเพื่อฉายภาพข้อถกเถียงสำคัญก่อนวันชี้ชะตาอนาคตประเทศ โดยแบ่งเป็นข้อโต้แย้งหลักของฝ่าย "เห็นชอบ" และฝ่าย "ไม่เห็นชอบ" ดังนี้
8 เหตุผลของฝ่ายเห็นชอบ: ล้างมรดก คสช. และรื้อโครงสร้างองค์กรอิสระ
สำหรับขั้วการเมืองที่แสดงจุดยืน "เห็นชอบ" ให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีอย่างน้อย10 พรรค ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคไทยสร้างไทย พรรคประชาชาติ พรรคเป็นธรรม พรรคแผ่นดินธรรม พรรคพลวัต และพรรคประชากรไทย
พรรคประชาชน (ปชน.): พรรค ปชน. แสดงจุดยืนผลักดันให้เกิดการร่างรัฐธรรมนูญใหม่อย่างต่อเนื่อง ผ่านการอภิปรายและลงมติของ สส. ในสภาผู้แทนราษฎร ก่อนเกิดการยุบสภา โดย พริษฐ์ วัชรสินธุ์ สส. พรรคประชาชน (ปชน.) เสนอให้สภาผู้แทนราษฎรชุดล่าสุดลงมติรับรองคำถามการทำประชามติในชั่วโมงสุดท้ายก่อนสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 สิ้นวาระลงเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. ปีที่แล้ว
ขณะเดียวกันในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. ร่วมทำกิจกรรมกับกลุ่มรณรงค์โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 68 แสดงจุดยืนกากบาท "เห็นชอบ" ว่าควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
พรรคเพื่อไทย (พท.): พท. มีท่าทีแสดงความเห็นชอบกับการต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านบทบาทของ นายจาตุรนต์ ฉายแสง นอกจากนี้ สื่อออนไลน์ของพรรค พท. ก็ระบุอย่างชัดเจนว่า "'เพื่อไทย' ร่วมรณรงค์ 'เห็นชอบ' ประชามติ ให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่"
พรรคภูมิใจไทย (ภท.): พรรค ภท. แสดงจุดยืนสนับสนุนการรับรองให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยพรรคได้ส่งตัวแทนไปร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประชามติในบางเวทีและมีสมาชิกพรรคบางส่วนที่ตอบคำถามเรื่องนี้ในวาระต่าง ๆ เช่น นิกร จำนง ผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรค ภท. ที่ร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างต่อเนื่องในฐานะ "ฝ่ายเห็นชอบ" กับการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และแสดงจุดยืนในเวทีของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
นอกจากนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของ ภท. ก็เคยบอกในรายการของอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง "Goy Natty Dream" ว่าตนเห็นชอบให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่
ในเวทีแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติ ที่ กกต. จัดขึ้นเมื่อวันที่ 27 ม.ค. ยังมี พรรคประชากรไทย พรรคเป็นธรรม พรรคแผ่นดินธรรม และพรรคพลวัต เข้าร่วมในฐานะฝ่ายสนับสนุนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วย
พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.): ปชป. กล่าวถึงประเด็นนี้ตั้งแต่เดือน พ.ย. 2568 โดยนายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรค กล่าวโดยอ้างอิงการประชุมร่วมระหว่างคณะกรรมการบริหารพรรค และ สส. ของพรรคว่าเห็นชอบให้สนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญโดยไม่แตะหมวด 1 และหมวด 2 ของรัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ดี ในครั้งนั้นโฆษก ปชป. ไม่ได้กล่าวถึงการทำประชามติ ทว่าจุดยืนเรื่องการทำประมติของพรรคถูกยืนยันอีกครั้งโดยนายสาธิต วงษ์หนองเตย ซึ่งกล่าวบนเวทีแสดงความคิดเห็นของเครือข่ายภาคประชาสังคมรณรงค์ประเด็นการทำประชามติ และยืนยันว่า ปชป. มีจุดยืน "เห็นชอบ" ในการทำประชามติที่จะเกิดขึ้นวันที่ 8 ก.พ. นี้
นอกจากนี้ยังมี พรรคประชาชาติ (ปช.) และ พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ที่แสดงจุดยืนผ่านการสัมภาษณ์ในโอกาสที่แตกต่างกันออกไปว่าพรรค "เห็นชอบ " ต่อการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมีเงื่อนไข
แม้เงื่อนไขในระดับพรรคของบางพรรคแตกต่างกัน แต่บีบีซีไทยพบว่าจุดร่วมสำคัญคือ รัฐธรรมนูญ 2560 ถูกมองว่าเป็นต้นตอของปัญหาการเมืองไทย ซึ่งสามารถแจกแจงได้เป็นเหตุผลหลัก 8 ประการ ดังนี้
1. รัฐธรรมนูญ 60 มีที่มาไม่ชอบธรรมและเป็นมรดกจากการรัฐประหาร
ฝ่ายที่สนับสนุนการลงมติเห็นชอบในการทำประชามติเพื่อแก้รัฐธรรมนูญตั้งข้อสังเกตตรงกันว่ารัฐธรรมนูญ 2560 ขาดความยึดโยงกับประชาชนตั้งแต่ต้น เพราะมีที่มาจากการรัฐประหาร และกระบวนการร่างของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ก็ไม่ได้เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างเพียงพอ
ฝ่ายเห็นชอบยังเชื่อมโยงไปถึงการทำประชามติปี 2559 ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นกระบวนการที่ไม่เสรี ไม่เที่ยงธรรม และจำกัดการแสดงความคิดเห็น ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งรู้สึกว่าถูกบีบให้ต้องรับร่างรัฐธรรมนูญในเวลานั้น
ภูมิใจไทย: นิกร จำนง กล่าวในการแสดงวิสัยทัศน์ผ่านเวทีดีเบตของเครือมติชน MATICHON Thailand Election 2026 THE REAL POLITICS "ทางแพร่งประเทศไทย" ในหัวข้อ "ประชามติรัฐธรรมนูญ: จุดเปลี่ยนอนาคต" เมื่อวันที่ 21 ม.ค. ที่ผ่านมาว่า "ที่มาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มาจากการทำรัฐประหาร… เรื่องราวการดำเนินการของ กรธ. ตอนนั้นที่ทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้นไม่ได้ฟังความเห็นประชาชนเลย"
"แม้ประชามติเสียงข้างมากจะได้มา เป็น(การ)ชนะ แต่ว่ามันมีการโต้แย้งกันขนาดใหญ่ ประชาชนส่วนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยก็ยังมีความคับข้องใจอยู่" นิกรจำนงกล่าว
เพื่อไทย: จาตุรนต์ ฉายแสง ขึ้นพูดแสดงวิสัยทัศน์ในเวทีเดียวกัน โดยกล่าวว่าการทำประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ 2560 นั้นเป็นการ "มัดมือชก"
แผ่นดินธรรม: บุญยติ เลิศสาระ ตัวแทนพรรคแผ่นดินธรรม หยิบยกเหตุผลว่าในสายตาประชาคมโลก ที่มาของรัฐธรรมนูญ 2560 ปราศจากความชอบธรรม
"ต้องยอมรับว่า [รัฐธรรมนูญ 2560] เป็นรัฐธรรมนูญที่ได้มาจากการยึดอำนาจ ชัดเจน ไม่เป็นประชาธิปไตย ทั่วทั้งโลกไม่ยอมรับการขับเคลื่อนภายใต้รัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย แต่เราบอกว่าเราปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย มันช่างย้อนแย้ง อันนี้คือหน้าตาของประเทศ ต้องมองตรงนี้เป็นหลัก" หัวหน้าพรรคแผ่นดินธรรมกล่าวบนเวทีแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติ ที่ กกต. จัดขึ้นเพื่อรับฟังเสียงพรรคการเมืองเมื่อวันที่ 27 ม.ค.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
2. องค์กรอิสระขาดความยึดโยงกับประชาชน ทำให้ปราบโกงไม่ได้
แม้รัฐธรรมนูญปี 2560 จะถูกนำเสนอในฐานะ "รัฐธรรมนูญปราบโกง" แต่ข้อถกเถียงจากหลายฝ่ายกลับสะท้อนภาพตรงกันข้าม ทั้งในด้านความล้มเหลวในการต่อต้านคอร์รัปชัน การตัดสิทธิประชาชนในการตรวจสอบองค์กรอิสระ และความเสี่ยงต่อการถูกครอบงำจากกลุ่มการเมืองที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
เพื่อไทย: จาตุรนต์ ฉายแสง ตั้งคำถามบนเวทีของ กกต. ว่าเหตุใดดัชนีคอร์รัปชันของไทยจึงทรุดตัวลงเรื่อย ๆ หลังรัฐธรรมนูญปี 2560 มีผลใช้บังคับ
"องค์กรอิสระมีที่มาที่ถูกแทรกแซงโดย คสช. มาตั้งแต่ 5 ปีของ คสช. โดยผ่านสภานิติบัญญัติ ผ่านตัวผู้แทน คสช. เอง และต่อมา สว. ซึ่งเชื่อมโยงกับกลุ่มการเมือง พรรคการเมือง กำลังเข้ามามีบทบาทกำหนดความเป็นไป กำหนดที่มาของกรรมการองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชัน" แกนนำพรรคเพื่อไทย ผู้อาสาขอเป็นหัวหอกการผลักดันร่างรัฐธรรมนูญใหม่ร่ายเหตุผล
เขาสรุปเหตุผลต่อไปว่า "เพราะฉะนั้น ต่อไปถ้านักการเมือง กลุ่มการเมืองที่ใกล้ชิดกับ สว. ที่ใกล้ชิดกับองค์กรอิสระก็จะลอยนวล ปราบการทุจริตนี้ไม่ได้ ดังนั้น รัฐธรรมนูญฉบับ 60 ล้มเหลวที่สุดในเรื่องการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน และจะทำให้ปัญหานี้หนักต่อไป"
พลวัต: จิรารัตน์ มูลศิริ ตัวแทนพรรค กล่าวถึงประเด็นการพรากสิทธิประชาชนในการตรวจสอบองค์กรอิสระว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้จำกัดสิทธิประชาชนโดยตรงผ่านการยกเลิกกลไกเข้าชื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งมีอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้าหรือรัฐธรรมนูญ 2550
เป็นธรรม: ปิติพงศ์ เต็มเจริญ แคนดิเดตนายกฯ ของพรรค กล่าวบนเวทีของ กกต. ว่าประชาชนต้องได้รับโอกาสในการตรวจสอบผ่านกลไกที่ยึดโยงกับตนอย่างแท้จริง เขากล่าวด้วยว่า "การที่จะยึดโยงประชาชนมีจุดเดียวเท่านั้น ก็คือรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องเปิดโอกาส… ประชาชนต้องเข้ามามีโอกาสในการตรวจสอบ"
องค์กรภาคประชาสังคม: รัชพงษ์ แจ่มจิรไชยกุล จากโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชนหรือไอลอว์ ระบุว่าการแต่งตั้งองค์กรอิสระถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เพราะผู้มีอำนาจแต่งตั้งมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับผู้ถูกแต่งตั้ง ทำให้กระบวนการตรวจสอบขาดความเป็นอิสระ
"ฉันตั้งคุณ และคุณก็ตรวจสอบฉัน" เขากล่าว ระหว่างเวทีแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติที่ กกต. จัดเพื่อรับฟังเสียงภาคประชาสังคม เมื่อวันที่ 25 ม.ค. โดยกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างวุฒิสภาซึ่งมีหน้าที่ในการลงมติรับรองเห็นชอบในการคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงในองค์กรอิสระต่าง ๆ ซึ่งขณะเดียวกันองค์กรบางองค์กร เช่น กกต. หรือ ปชช. ก็มีหน้าที่โดยตรงในการตรวจสอบ สว.
3. อำนาจของ สว. เยอะเกินไป แต่ที่มาไม่ยึดโยงกับประชาชน
ข้อวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับวุฒิสภาไทยภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 ส่วนใหญ่สะท้อนข้อกังวลเรื่องความไม่ยึดโยงกับประชาชน ตั้งแต่ที่มา บทบาท อำนาจ ไปจนถึงกระบวนการคัดเลือก สว. ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเปิดช่องให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนและไม่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยสมัยใหม่
แผ่นดินธรรม: บุญยติ เลิศสาระ ตัวแทนพรรค ระบุว่ากระบวนการคัดเลือก สว. ในปัจจุบันไม่สะท้อนหลักประชาธิปไตยตั้งแต่ต้น เพราะผู้ที่ต้องการเป็นผู้คัดเลือกหรือ "โหวตเตอร์" ต้องจ่ายเงินค่าสมัครเพื่อเข้าระบบซึ่งทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าไม่ถึงและยิ่งตอกย้ำปัญหาความไม่เชื่อมโยงกับประชาชน
"การที่จะได้เป็น สว. นั้นไม่ได้ยึดโยงประชาชน ประชาชนที่อยากจะเป็นโหวตเตอร์ จะต้องเสียเงิน 2,500 บาท เพื่อจะเป็นโหวตเตอร์ อย่างนี้ไม่เป็นประชาธิปไตย" บุญยติกล่าว
ประชาชน : พริษฐ์ วัชรสินธุ กล่าวถึงประเด็นการไม่ยึดโยงกับประชาชนเช่นกัน โดยชี้ว่าที่มาของวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งมาจากการเลือกกันเองในกลุ่มอาชีพเปิดช่องให้เกิดการ "ฮั้ว" และทำให้การตรวจสอบอำนาจรัฐขาดความเป็นอิสระ
เขายังเสนอด้วยว่า หากมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คำถามสำคัญที่สังคมต้องร่วมกันพิจารณาคือ "จำเป็นต้องมีวุฒิสภาหรือไม่"
พริษฐ์กล่าวว่าในประเทศประชาธิปไตยที่มีระบบรัฐเดี่ยวจำนวนมาก มักใช้ระบบสภาเดี่ยวเพื่อหลีกเลี่ยงความล่าช้า การซ้ำซ้อนของภารกิจ และการใช้งบประมาณฟุ่มเฟือย หากไทยยังคงมีวุฒิสภา ก็ควรทบทวนทั้งที่มาและอำนาจ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักยึดโยงประชาชน พร้อมย้ำว่าโมเดลการเลือกกันเองแบบเดิมไม่ควรคงอยู่ต่อไป
ทั้งนี้ เขาระบุว่าหากยังจำเป็นต้องมีวุฒิสภา อำนาจที่ สว. ถืออยู่ต้องถูกทบทวนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะบทบาทในการชี้ขาดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเคยทำให้ร่างที่ได้รับเสียงสนับสนุนจาก สส. อย่างท่วมท้นกลับไม่สามารถผ่านสภา เพราะไม่มีเสียงสนับสนุนจาก สว. พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความย้อนแย้งของ สว. บางรายที่เคยโหวตรับหลักการ แต่กลับจะรณรงค์ให้คว่ำร่างในประชามติ
"มี 18 ร่างที่ได้เสียง 2 ใน 3 ของ สส. แต่ไม่สามารถผ่านไปได้ เพราะว่าไม่ได้เสียง 1 ใน 3 ของ สว. ชุดที่แล้ว ดังนั้นหากจำเป็นต้องมีต้องทำให้อำนาจและที่มานั้นสอดคล้องกัน" เขายกตัวอย่างการใช้อำนาจของสว.
ภูมิใจไทย: ในการแสดงความคิดเห็นทั้งสองเวทีที่นิกร จำนง ปรากฎตัว ไม่ได้กล่าวถึงประเด็น สว. แต่อย่างใด อย่างไรก็ดี เมื่อย้อนกลับไปในการอภิปรายการแก้รัฐธรรมนูญเรื่องบทบาทของ สว. ในมาตรา 256/28 เมื่อวันที่ 10-12 ธ.ค. ปีที่แล้ว พบว่าพรรค ภท. มีจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการลดบทบาทของ สว. อย่างชัดเจน โดยมีการร่วมลงมติกับ สว. โหวตสนับสนุนการคงอำนาจของวุฒิสภาเอาไว้
4. รัฐธรรมนูญ 60 ลดสิทธิเสรีภาพของประชาชน
พรรคการเมืองยังสะท้อนภาพร่วมกันว่าโครงสร้างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ลดทอนสิทธิประชาชนในหลายมิติ ตั้งแต่สิทธิด้านแรงงาน สิทธิด้านการศึกษา ไปจนถึงเสรีภาพสื่อ โดยการแสดงความคิดเห็นจากพรรคการเมืองต่าง ๆ บนเวทีของ กกต. สรุปได้ดังนี้
เพื่อไทย : จาตุรนต์ ฉายแสง อธิบายในประเด็นนี้ว่าเป็นเพราะภายใต้รัฐธรรมนูญ สิทธิถูกเปลี่ยนไปเป็นหน้าที่ของรัฐและยังถูกจำกัดอยู่ด้วยข้อความที่ว่า "ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย" ทำให้มีการนิยามคับแคบ
ข้อกังวลนี้สอดคล้องกับแนวคิดของ บารมี ชัยรัตน์ ตัวแทนจากสมัชชาคนจน ซึ่งแสดงความคิดเห็นผ่านเวทีของ กกต. สำหรับภาคประชาสังคมที่กล่าวว่า หลักใหญ่ใจความของปัญหาเกิดจากการที่รัฐธรรมนูญนี้ "รวมศูนย์อำนาจ" ไว้ที่ระบบราชการ
"ปัญหารัฐธรรมนูญฉบับนี้คือการรวมศูนย์อำนาจไว้กับราชการ โดยเฉพาะในหมวดหน้าที่ของรัฐ มันทำให้สิทธิของประชาชนกลายเป็นว่าเราเป็นเพียงผู้ถูกปกครอง จะทำอะไรต้องไปร้องขอต่อรัฐ ทั้งที่หลายเรื่องควรเป็นสิทธิที่เราทำได้เอง" ตัวแทนจากสมัชชาคนจนกล่าว
ประชาชน: พริษฐ์ วัชรสินธุ ชี้ว่าการตัดลดสิทธิและเสรีภาพหลายประการในรัฐธรรมนูญ 2560 ทำให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองน้อยลง "เรายังมีผู้ปกครองที่ต้องควักเงินออกมาจ่าย เพื่อให้ลูกหลานเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ เรามีโครงการในพื้นที่ที่ยังมีการรับฟังความเห็นประชาชนในพื้นที่พอเป็นพิธีเท่านั้น และเรามีนักวิชาการและสื่อมวลชนที่ถูกทุนใหญ่หรือกลุ่มผู้มีอิทธิพลนั้นไล่ฟ้องปิดปาก" เขาระบุ
พลวัต: จิรารัตน์ มูลศิริ ยกตัวอย่างผลกระทบของถ้อยคำตามรัฐธรรมนูญ 2560 ต่อสิทธิแรงงานบนเวทีรับฟังความคิดเห็นของ กกต.ว่า "ในฉบับนี้กำหนดให้แรงงาน 'ได้รับค่าแรงเหมาะสมแก่การดำรงชีพ' ซึ่งแตกต่างไปจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้า ที่มีคำว่า 'ให้ได้รับค่าแรงเป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ'"
แผ่นดินธรรม: สิทธิส่วนอื่น ๆ ยังถูกหยิบยกมาพูดถึงอีก บุญยติ เลิศสาระ กล่าวถึงประเด็นสิทธิทางการเมือง โดยยกมาตรา 96 ของรัฐธรรมนูญขึ้นมา เขาระบุว่ามาตรานี้ตัดสิทธิเลือกตั้งของประชาชนกลุ่มต่าง ๆ รวมถึงกลุ่มพระภิกษุ ซึ่งแม้มีเลขประจำตัวประชาชนเหมือนคนไทยทั่วไป แต่ยังถูกห้ามใช้สิทธิเลือกตั้งรวมแล้วเป็นจำนวนมากกว่า 300,000 คน ซึ่งเขามองว่านี่เป็นการกีดกันสิทธิที่ขัดกับหลักประชาธิปไตยและหลักสิทธิมนุษยชนสากล
5. การผ่านประชามติวันที่ 8 ก.พ. ไม่ถือเป็นการ "ตีเช็คเปล่า" รัฐธรรมนูญ 2560 จะยังมีผลบังคับใช้จนกว่าจะร่างรัฐธรรมนูญใหม่เสร็จสิ้น
ข้อกังวลหลักที่ถูกหยิบยกในการทำประชามติ 8 ก.พ. นี้คือ การตั้งคำถามว่าเป็นการ "ตีเช็คเปล่า" หรือ "ฉีกรัฐธรรมนูญ 2560" หรือไม่ ขณะที่ฝ่ายที่หนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญย้ำว่า กระบวนการยกร่างต้องผ่านประชามติหลายชั้น และประชาชนมีสิทธิยุติกระบวนการได้ทุกขั้นตอน
ประชาชน : พริษฐ์ วัชรสินธุ มีคำอธิบายต่อข้อกล่าวหา "ตีเช็คเปล่า" โดยเปรียบเปรยประชามติกับรถยนต์ว่า "ถ้าเราคิดว่ารถยนต์ตอนนี้เราขับอยู่ มันไปต่อไม่ได้แล้ว จะเข้าอู่ ซ่อมแค่กี่จุด มันไปต่อไม่ได้ ควรจะซื้อ รถยนต์คันใหม่"
เขากล่าวต่อไปว่า "ประชามติครั้งแรกคือการถามว่าจะริเริ่มให้ไปหารถยนต์คันใหม่ไหม ประชามติครั้งที่ 2 คือ เราจะวางกรอบยังไงดีว่าใครจะไปช่วยเราหา จะวางกรอบเรื่องรุ่น สี ยี่ห้อ ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าหรือไม่ แล้วรอบที่ 3 ถึงเป็นรอบที่เราเห็นตัวรถยนต์คันใหม่ และตัดสินใจว่าเราจะสละทิ้งรถยนต์คันเดิม เพื่อไปใช้คันใหม่หรือไม่ ดังนั้น อย่ามาโกหกกันเรื่องตีเช็คเปล่า เรื่องการฉีกรัฐธรรมนูญ"
ประชากรไทย : คณิศร สมมะลวน อธิบายว่าการทำประชามติครั้งนี้เป็นเพียง "การติดกระดุมเม็ดแรก" ในการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งหมายถึงการเปิดประตูให้สังคมเริ่มกระบวนการพิจารณาอย่างเป็นระบบว่าจะรื้อหรือปรับส่วนใดบ้างต่อไป เขาเห็นว่าประชาชนจำนวนมากยังไม่เข้าใจว่ารัฐธรรมนูญ 2560 มีปัญหาหลายหมวด ทำให้การเริ่มต้นใหม่เป็นเรื่องจำเป็น
เป็นธรรม: ปิติพงศ์ เต็มเจริญ แคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ไล่เรียงว่าการแก้รัฐธรรมนูญต้องเป็นกระบวนการที่ประชาชนเป็นผู้เห็นชอบครบทุกขั้นตอน ตลอดสามขั้นตอนของการประชามติ ได้แก่ การตัดสินใจว่าจะเริ่มแก้หรือไม่ในประชามติครั้งแรก, การกำหนดกรอบและวิธีการยกร่างในการประชามติครั้งที่สอง และการตัดสินร่างสุดท้ายผ่านการประชามติครั้งที่สาม
ปิติพงศ์ระบุว่าประชาชนสามารถยุติกระบวนการได้ในทุกจุด พร้อมชี้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้กระทบประชาชนทุกคน จึงควรเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายร่วมเสนอและแก้ไข
"แสดงว่าประชาชนสามารถจะยุติเรื่องการทำรัฐธรรมนูญได้ทุกเวลา (อำนาจ)อยู่ที่ประชาชนโดยแท้" เขากล่าว "เพราะฉะนั้นเรียนฝากบอกท่านนะครับว่า ให้คิดว่าการทำประชามติที่จะเกิดขึ้นนี้ เป็นการเปิดประตู เปิดโอกาสให้ทุกท่านมาระดมสมอง ทำเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญในสิ่งที่ท่านต้องการ"
6. ยืนยันไม่ใช่การล้มล้างการปกครอง บางพรรคสัญญาจะไม่แตะต้องรัฐธรรมนูญหมวด 1 และหมวด 2
ในช่วงการถกเถียงเรื่องการทำประชามติเพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ หลายฝ่ายชี้ให้เห็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของสาธารณะ ทั้งในเรื่องการคงอยู่ของรัฐธรรมนูญ 2560 รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับหมวด 1-2 อันเป็นส่วนที่ว่าด้วยเรื่องรูปแบบของรัฐและสถาบันหลักของชาติ ซึ่งสามารถสรุปความเห็นจากตัวแทนแต่ละพรรคจากเวทีของ กกต. การประชันวิสัยทัศน์ของเครือมติชน และในวาระต่าง ๆ ดังนี้
ภูมิใจไทย : นิกร จำนง ยืนยันว่าการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้จะ "ไม่แตะต้องหมวด 1 และหมวด 2" โดยเขายืนยันว่าการทำประชามติครั้งนี้จะกระทำภายใต้กรอบของกฎหมายเดิมตามมาตรา 255 และ 256 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้กำหนดข้อจำกัดไว้อยู่แล้ว
"หัวหน้าพรรคก็คือท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ยืนยันต่อสาธารณะหลายครั้งมากแล้วว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องจำกัดอยู่ในเฉพาะหมวดที่เกี่ยวข้องกลไกที่ในการดำเนินการ ไม่แตะต้องสถาบันหลักของประเทศ" นิกร จำนง ยืนยันอีกครั้งบนเวทีดีเบตของเครือมติชน
ประชาชน : พริษฐ์ วัชรสินธุ มองว่าความกังวลเกี่ยวกับหมวด 1-2 เป็นความเข้าใจที่เกินจำเป็น เนื่องจากมาตรา 255 ระบุอย่างชัดเจน ว่าการแก้รัฐธรรมนูญต้องไม่เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองหรือรูปแบบรัฐ อีกทั้งรัฐธรรมนูญไทยหลายฉบับก่อนหน้านี้ (ปี 2540, 2550, 2560) ก็มีการปรับถ้อยคำในสองหมวดนี้มาโดยตลอดโดยไม่กระทบแก่นของระบอบ
เขายังเปิดเผยว่า เขาเป็นผู้ยื่นเสนอเพิ่มมาตรา 256/26 เพื่อกำหนดกรอบให้การยกร่างใหม่ต้องอยู่ภายใต้ระบอบเดิมอย่างชัดเจน
"หากนำประเด็นนี้มาเป็นประเด็นในประชามติครั้งนี้ มันอาจจะสร้างความเข้าใจผิด คนที่ออกไปลงคะแนนเห็นชอบนั้น ไม่ใช่ว่าทุกคนอยากจะแก้หมวด 1 หมวด 2 และท้ายที่สุด ต้องมาลงประชามติอีกรอบหนึ่งในครั้งที่ 2 อยู่ดีครับ" ตัวแทนจาก ปชน. กล่าว
ประเด็นนี้ยังเป็นประเด็นที่พรรคการเมืองอื่น ๆ ใช้กำหนดเป็นเงื่อนไขว่าจะเห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ เช่น พรรคประชาธิปัตย์ พรรคไทยสร้างไทย พรรคประชาชาติ และพรรคกล้าธรรม
ไทยสร้างไทย : คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ประกาศจุดยืนสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ย้ำชัดเจนว่าจะไม่มีการแตะต้องหมวด 1 และหมวด 2 อย่างแน่นอน
ประชาชาติ: วันมูหะมัดนอร์ มะทา แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคที่มีฐานเสียงในจังหวัดชายแดนใต้ แสดงจุดสนับสนุนให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนขึ้นใหม่ แต่เขาระบุว่า "จะไม่แตะต้องหมวด 1 และหมวด 2... เราแก้ไขอันนี้ไม่ได้ ในเรื่องของรูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข"
กล้าธรรม : ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ไม่ได้แสดงจุดยืนในประเด็นประชามติโดยตรง เขาเคยระบุว่า "พรรคใดก็ตามที่มีเจตนารมณ์แก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 1 และหมวด 2 พรรคกล้าธรรมไม่เห็นด้วยอย่างเด็ดขาด... พรรคกล้าธรรมยึดมั่นในหลักการไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์"

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
7. แก้ทั้งฉบับถูกกว่าแก้รายมาตรา
ประเด็นเรื่องต้นทุนค่าใช้จ่ายในการจัดออกเสียงประชามติและระยะเวลาที่ต้องใช้ เป็นอีกหนึ่งข้อถกเถียงสำคัญในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่
ผู้ให้ความเห็นจากหลายพรรคการเมืองต่างตั้งคำถามว่า หากประชามติแต่ละครั้งใช้งบประมาณสูง การแก้ไขแบบ "ทั้งฉบับ" จึงอาจเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าการแก้รายมาตรา ซึ่งอาจต้องจัดประชามติซ้ำหลายรอบและใช้ทรัพยากรมากกว่า
ภูมิใจไทย : นิกร จำนง อธิบายว่าการจัดประชามติให้ตรงกับวันเลือกตั้งช่วยลดต้นทุนอย่างเห็นได้ชัด จากประเมินเดิมราว 3,000 ล้านบาท เหลือเพียง 1,200 ล้านบาท ขณะเดียวกันเขายังเปรียบเทียบให้เห็นว่า การแก้รายมาตราอาจต้องจัดประชามติซ้ำหลายครั้งจนมีค่าใช้จ่ายรวมสูงกว่า เช่น หากมีเพียง 5 ประเด็น ก็อาจใช้งบถึง 15,000 ล้านบาท และใช้เวลายาวนานกว่าการแก้ทั้งฉบับ ซึ่งประหยัดและเร็วกว่า
เป็นธรรม : ปิติพงศ์ เต็มเจริญ แคนดิเดตนายกฯ ของพรรค เห็นตรงกันว่าเมื่องบประชามติหนึ่งครั้งสูงมากการแก้แบบ "ครั้งเดียวให้จบ" โดยแก้ทั้งฉบับจึงคุ้มค่ากว่าการแก้เฉพาะบางหมวดหรือบางประเด็น
8. เหตุผลอื่น ๆ
ฝ่ายที่สนับสนุนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ยังมีข้อถกเถียงว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 ล้วนมีปัญหาเชิงโครงสร้าง ในหลากหลายหมวด
ประชาชน : พริษฐ์ วัชรสินธุ์ ระบุว่ารัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดให้องค์กรที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งมีอำนาจมากขึ้น
"เรามีศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระที่มีการขยายขอบเขตอำนาจ แต่มีกระบวนการได้มาที่ยังขาดความเชื่อมโยงกับประชาชน" พริษฐ์ยกตัวอย่าง
ภูมิใจไทย : นิกร จำนง หยิบยกถึงประเด็นความแข็งตัวของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
"มันมีปัญหาตลอดทุกหมวด... กรอบของรัฐธรรมนูญฉบับนี้แข็งตัวเกินไป... ข้อจำกัดเหล่านี้เป็นอุปสรรคต่อการบริหารประเทศเพื่อการพัฒนาในระยะยาว... จำเป็นต้องแก้ทั้งฉบับ" เขากล่าวโดยมองว่าการแก้รายมาตราไม่สามารถแก้ปัญหาที่เป็นโครงสร้างทั้งหมดได้ จึงเห็นว่าจำเป็นต้องรื้อใหม่ทั้งฉบับ เพื่อให้ระบบการแก้ไขรัฐธรรมนูญ "กลับมาแก้ได้ตามสมควร" และไม่ถูกล็อกเช่นปัจจุบัน

ที่มาของภาพ, Thai New Pix
8 เหตุผลของฝ่ายไม่เห็นชอบ: รัฐธรรมนูญ 2560 มีความชอบธรรม แก้แล้วเสี่ยงเกิดความขัดแย้ง
ในทางกลับกัน ฝ่ายที่แสดงจุดยืน "ไม่เห็นชอบ" ได้แก่ ตัวแทนจากพรรคไทยภักดี พรรครักชาติ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคการเมืองเหล่านี้แสดงจุดยืนอย่างสม่ำเสมอและชัดเจนโดยมองว่ารัฐธรรมนูญ 2560 มีข้อดีที่ถูกมองข้าม และการพยายามร่างใหม่ทั้งฉบับมีความเสี่ยงที่ซ่อนเร้น
ในเวทีแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติ ที่ กกต. จัด ยังมีพรรคประชาไทย และพรรคใหม่ ที่ร่วมแสดงจุดยืนในฐานะฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ซึ่งสามารถสรุปเหตุผลของการคัดค้าน ได้ดังนี้
1. เชื่อว่ารัฐธรรมนูญ 2560 มีความชอบธรรมแล้ว
แม้จะมีเสียงสนับสนุนการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ฝ่ายที่ "ไม่เห็นชอบ" มีข้อกังวลหลายประการ ทั้งเรื่องการตีความว่าเป็นการ "ฉีกรัฐธรรมนูญ 2560" การตั้งคำถามต่อกระบวนการร่างที่ผ่านมา ไปจนถึงการไม่รู้หน้าตาของร่างใหม่ว่าจะเป็นอย่างไร
ไทยภักดี : นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม แคนดิเดตนายกฯ ของพรรค แสดงความกังวลผ่านเวทีดีเบตของเครือมติชนว่า การลงประชามติเห็นชอบในวันที่ 8 ก.พ. จะทำให้รัฐธรรมนูญปี 2560 ถูกฉีกทันที พร้อมตั้งคำถามว่าประชาชนควรยอมให้เกิดการฉีกรัฐธรรมนูญโดยไร้เหตุผลหรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้ พริษฐ์ วัชรสินธุ จากพรรค ปชน. ชี้แจงว่ารัฐธรรมนูญ 2560 จะยังมีผลจนกระทั่งมีการทำประชามติให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จสิ้น
นพ.วรงค์ ยังโต้กลับฝ่ายที่วิจารณ์ที่มาของรัฐธรรมนูญปี 2560 โดยกล่าวว่าผู้ที่ออกมาโจมตีนั้นก็เป็น "ผลไม้พิษ" ที่มาจากรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน จึงไม่มีความชอบธรรมเพียงพอที่จะวิจารณ์เรื่องความถูกต้องของกระบวนการ
รักชาติ: เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกฯ ของพรรค และอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่ากระบวนการร่างขาดการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน โดยระบุในเวทีเดียวกันว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็น "ความเท็จ" และยืนยันว่ามีการลงพื้นที่ทั่วประเทศ
"บอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่เคยมีการรับฟังความคิดเห็น... อย่ามาโกหกครับว่าไม่มีการรับฟังความคิดเห็น รับฟังความคิดเห็นจนทั่วประเทศ... ด่าผมได้เลย ท่านบอกว่าผมชั่วช้าสามานย์ก็ได้... แต่ไม่ใช่ว่าไม่เคยรับฟังความคิดเห็น ไปเปิดดูเอกสารได้ครับ" อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 กล่าว

ที่มาของภาพ, Thai New Pix
2. เชื่อว่าการทำประชามติเหมือนเป็นการ "ตีเช็คเปล่า"
ในเวทีแสดงความคิดเห็นของ กกต. ผู้แทนจากหลายพรรคที่ไม่เห็นชอบกับการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ได้ยกข้อโต้แย้งหลากหลายมิติ ตั้งแต่ความไม่โปร่งใสของคำถามประชามติ ความกังวลเกี่ยวกับหมวด 1-2 ไปจนถึงความห่วงใยว่าการรื้อทั้งฉบับอาจทำลายกลไก "ปราบโกง" ที่รัฐธรรมนูญปัจจุบันวางไว้
ประชาไทย : วิชิต ดิษฐประสพ ตัวแทนพรรค ยอมรับว่าประวัติรัฐธรรมนูญหลายฉบับในไทยเกี่ยวข้องกับรัฐประหาร ไม่ว่าจะเป็นปี 2540, 2550 หรือรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 ซึ่งเกิดขึ้นหลังการรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 อย่างไรก็ดี เขาตั้งคำถามว่าเหตุใดประชาชนถูกขอให้ลงคะแนนว่า "เห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่" ในเมื่อยังไม่ทราบว่าจะร่างอย่างไร ใครเป็นผู้ร่าง และเนื้อหาจะมีหน้าตาแบบไหน
รวมไทยสร้างชาติ: ร.ต.อ.หญิง อัยรดา ระบุว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ "แก้รายมาตราได้หรือไม่ได้" แต่คือความโปร่งใสเพราะคำถามประชามติในรอบแรกควรบอกให้ชัดว่า "จะไปแก้อะไรบ้าง" โดยเธอชี้ว่าการให้ประชาชนตอบเพียงว่า "เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ" โดยไม่มีรายละเอียดคือการละเมิดสิทธิในการรับรู้ อีกทั้งยังสร้างความกังวลต่อหมวด 1-2 ซึ่งเป็นประเด็นด้านความมั่นคงของรัฐ
"คำว่าแก้รายมาตราของเรา หมายถึงว่าทำไมคุณไม่เขียนมาเลยรอบนี้ เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ประชาชนจะได้แก้ได้ เห็นชอบ แก้ไขมาตราอะไรบ้าง เขียนมาให้หมดในใบกระดาษที่คุณใช้งบประมาณแผ่นดินเข้ามาทำ ประชาชนควรจะได้ well informed (รับทราบข้อมูลครบถ้วน) คือรู้เรื่องก่อนเลยว่า วันนี้คุณกำลังจะเข้าไปกา และเลือกข้อไหน นี่คือการที่สามารถทำได้ไปในรอบเดียวกัน" ตัวแทนพรรค รทสช. ยกตัวอย่าง

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
3. มีแต่ "นักการเมืองโกง" ที่อยากร่างรัฐธรรมนูญใหม่
ผู้แสดงความเห็นที่ไม่เห็นชอบต่อการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่จำนวนหนึ่งให้เหตุผลว่า รัฐธรรมนูญ 2560 แม้ถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวาง แต่มีจุดแข็งสำคัญที่ทำหน้าที่ "คุมเข้มนักการเมือง" ผ่านกลไกตรวจสอบและมาตรฐานจริยธรรม หากรื้อทั้งฉบับ กลไกเหล่านี้อาจถูกลดทอนจนไม่สามารถใช้งานได้จริง
รักชาติ : ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ ยืนยันว่ารากเหง้าปัญหาประเทศไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญปี 2560 แต่เกิดจาก "นักการเมืองที่โกง" โดยเห็นว่ากลไกของรัฐธรรมนูญฉบับนี้พิสูจน์แล้วว่าสามารถจัดการผู้ประพฤติผิด ไม่ว่าจะเป็นการถอดถอนนายกรัฐมนตรี การยุบพรรค หรือบังคับใช้มาตรฐานจริยธรรมกับผู้ใช้อำนาจที่บ่อนทำลายสถาบันหลัก
"ฝ่ายที่ต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีแผลเป็นทั้งสิ้น" อดีตรัฐมนตรีภายใต้รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าว และบอกว่า "ลึกๆ แล้วคนพวกนี้ ต้องการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต่อให้มีการเขียนในเงื่อนไข ถ้าผู้ที่ฉีกรัฐธรรมนูญ คุณจะทำยังไงก็แล้วแต่ ถ้านักการเมืองยังชั่วอยู่ นักการเมืองยังโกงอยู่ ยังไงคุณก็ต่อต้านประชาชนไม่ได้ แล้วสุดท้ายประชาชนน่ะจะนำไปสู่การรัฐประหารเอง"
ชัยวุฒิ ยกตัวอย่างการบังคับใช้มาตรฐานจริยธรรมที่นำไปสู่การพ้นตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีจากกรณี "คลิปเสียง" ฮุน เซน รวมถึงคดีทุจริตและบุกรุกป่าที่นำไปสู่การถอดถอนนักการเมือง
เขากล่าวหาว่าการผลักดันยกร่างใหม่มี "วาระซ่อนเร้น" เพื่อถอดมาตราที่คุมเข้มนักการเมือง เช่นมาตรา 144 ซึ่งระบุข้อห้าม สส., สว. และคณะกรรมาธิการยุ่งเกี่ยวหรือมีส่วนได้เสียกับงบประมาณ ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม รวมถึงห้ามแปรญัตติเพิ่มงบเข้าพื้นที่หรือผลประโยชน์ของตนเอง
ข้อถกเถียงของชัยวุฒิ สอดคล้องกับความเห็นของพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงษ์ สว. ซึ่งปรากฎตัวบนเวทีดีเบตของมติชน พิสิษฐ์เตือนว่าหากรื้อทั้งฉบับอาจเกิดสถานการณ์ที่นักการเมืองเขียนกติกาที่อ่อนลงโดยที่ประชาชนตามไม่ทัน โดยเฉพาะมาตรา 234-237 ซึ่งให้อำนาจประชาชนยื่นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประเด็นจริยธรรมต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้โดยไม่ต้องมีการล่ารายชื่อ
"ถ้ายกร่างทั้งฉบับ เขาไม่เขียน (มาตรา 234-237) กลับเข้ามา เรารู้ไหมครับ ไม่รู้ เราตามไม่ทันหรอกครับ" เขายกตัวอย่าง
พรรคใหม่ : ผศ.ดร.กุสุมาลย์ ปัจฉิมสวัสดิ์ ย้ำจุดยืนบนเวทีแสดงความคิดเห็นของ กกต. โดยระบุว่า "รัฐธรรมนูญปี 60 มีข้อดีที่ดีมาก ๆ ที่ฝ่ายอนุรักษนิยมจะยอมแลกด้วยชีวิตเพื่อรักษาไว้ก็คือ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง"
เธออธิบายต่อไปว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีมาตรฐานจริยธรรมสูงที่สุดฉบับหนึ่ง และองค์กรอิสระ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่เป็น "ยักษ์ถือกระบอง" คอยถ่วงดุลนักการเมืองและป้องกัน "เผด็จการรัฐสภา"
"การโหวตเห็นชอบให้ร่างใหม่ อาจจะหมายถึงการลดทอนอานาจองค์กรเหล่านี้ แล้วเปลี่ยนกลายเป็นเสือกระดาษที่อยู่ใต้อานาจของนักการเมือง" เธอระบุ
4. สว. ถูกคัดเลือกมาดีแล้ว
ผู้ไม่เห็นด้วยกับการร่างรัฐธรรมนูญใหม่จำนวนหนึ่งตั้งคำถามถึงเหตุผลที่ฝ่ายเห็นชอบนำเสนอ โดยเฉพาะประเด็นที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (สว.)
รักชาติ : เจษฎ์ โทณะวณิก โต้ข้อกล่าวหาเรื่องที่มาของ สว. โดยชี้ว่าที่ผ่านมาที่มาของ สว. ก็มีปัญหามาโดยตลอด
"รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 สว. มาจากการเลือกตั้ง โดยการหย่อนบัตร ก็ไอ้พวกหย่อนบัตร ถ้ามันซื้อมา ถ้ามันฮั้วกัน มันก็หย่อนบัตรแล้วมาเลือกองค์กรอิสระ แล้วเกิดอะไรขึ้นครับ กกต. ชุด 3 หนา ป.ป.ช. (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) ขึ้นเงินเดือนตัวเอง นั่นแหละครับ องค์กรอิสระจากรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ครับ" เขายกเหตุผลต่อต้านการร่างรัฐธรรมนูญใหม่
นอกจากนี้ เจษฎ์ยังได้กล่าวตอบโต้ข้อวิจารณ์เรื่อง "การฮั้ว สว." ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน โดยท้าให้ระบุชื่อผู้กระทำผิดมากกว่าการกล่าวหาแบบเหมารวม
ขณะเดียวกันเขายังตอบโต้ประเด็นที่ฝ่ายสนับสนุนให้เห็นชอบการร่างรัฐธรรมนูญใหม่กล่าวว่าองค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นผลของการ "ฮั้ว" ระหว่างกลุ่มการเมืองและวุฒิสภา โดยชี้ว่าองค์กรอิสระจากรัฐธรรมนูญปี 2540 ก็มีปัญหาเช่นกัน เช่นกรณี ป.ป.ช. ขึ้นเงินเดือนตัวเอง
นอกจากนี้ในเวทีเดียวกัน พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงษ์ ในฐานะ สว. ยังยืนยันว่ามาตรา 114 ระบุไว้ชัดเจนว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย
"ผมเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย มาจากระบบการเลือกตั้ง" เขายืนยัน

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
5. ความเสี่ยงต่อหมวด 1 และหมวด 2 กระทบความมั่นคงและสถาบันหลักของชาติ
ฝ่ายที่ไม่เห็นชอบต่อการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ต่างย้ำว่า หมวด 1 และหมวด 2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับรูปแบบรัฐและสถาบันพระมหากษัตริย์คือประเด็นละเอียดอ่อนที่สุด การเปิดประตูให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับอาจทำให้ประเด็นนี้กลายเป็นชนวนทางการเมืองและสร้างความเสี่ยงด้านความมั่นคงโดยไม่จำเป็น
รักชาติ: ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ กล่าวในเวทีของ กกต. ว่าหากเปิดทางให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ประเด็นหมวด 1 และหมวด 2 จะกลายเป็นเรื่องถกเถียงทันทีในทางการเมือง ซึ่งจะเป็นการ "เอาสถาบันมายุ่งกับการเมืองโดยไม่จำเป็น" เขาเสนอว่าการลงประชามติ "ไม่เห็นชอบ" จะเป็นวิธี "จบปัญหา" เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้านความมั่นคง และปล่อยให้การเมืองไปแก้ปัญหาปากท้องในสภาตามปกติแทน
เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกฯ จากพรรครักชาติ กล่าวในเวทีของมติชนสอดคล้องกับหัวหน้าพรรคว่า การรับรองว่าจะไม่แตะหมวด 1 และหมวด 2 ไม่เพียงพอ เพราะพฤติกรรมทางการเมืองของบางพรรคและบางบุคคลในอดีตทำให้เกิดความกังวลว่าจะมีความพยายามบั่นทอนพระราชอำนาจผ่านการร่างใหม่ทั้งฉบับ
"จะไม่แตะหมวด 1 หมวด 2 ได้ไงครับ พูดกันอยู่โครม ๆ... คุณธนาธรพูด... คุณปดิพัทธ์พูดว่าหมวด 1 หมวด 2 คสช. ยังแก้เลย... ถ้าหาเสียงกันแบบนี้ ผมไม่ขอสมาทาน"
ประชาไทย: วิชิต ดิษฐประสพ พยายามตอบโต้ผู้ที่ชี้ว่าการแก้รัฐธรรมนูญจะไม่กระทบต่อกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยเขาเชื่อมโยงรัฐธรรมนูญมาตรา 6 ว่า "ไปดูมาตรา 6… องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้… รัฐธรรมนูญไม่ได้บอกโทษไว้ โทษไปอยู่ที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112" เขายืนยันว่า "ถ้าเจาะลึกลงไปจะเห็นความเชื่อมโยงกันชัดเจน"
เกี่ยวกับประเด็นนี้ ฝ่ายรณรงค์ "เห็นชอบ" รัฐธรรมนูญ เช่น เครือข่าย iLaw ยืนยันว่ารัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุด ส่วนม.112 อยู่ในประมวลกฎหมายอาญา "กาเห็นชอบไม่เท่ากับยกเลิก ม.112"
6. สิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ-ไม่แก้ก็ไม่เห็นเป็นอะไร
ฝ่ายที่ไม่เห็นชอบต่อการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่มองว่ากระบวนการรื้อทั้งฉบับมีต้นทุนสูงเกินความจำเป็น ทั้งในเรื่องงบประมาณ การจัดประชามติหลายครั้ง และการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.)
รักชาติ: ชัยวุฒิและเจษฎ์ ระบุตรงกันในการแสดงความคิดเห็นต่างเวที โดยกล่าวว่าปัญหาของรัฐธรรมนูญปี 2560 "ไม่ใช่ปัญหาของประชาชน" และตั้งคำถามว่าในชีวิตประจำวัน ประชาชนได้รับผลกระทบจากรัฐธรรมนูญข้อใดบ้าง
เจษฎ์ ยืนยันว่าหากไม่แก้รัฐธรรมนูญ ทุกอย่างยังคงเดินหน้าได้ ขณะที่ชัยวุฒิตั้งคำถามว่า "มีข้อไหนไหมที่แก้แล้วจะดีขึ้น ประชาชนจะได้อะไร... มันไม่มียาวิเศษอะไรที่จะรักษาได้ทุกโรค... ปัญหาของประเทศชาติไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญ แต่ถ้าเห็นชอบให้แก้รัฐธรรมนูญ ปัญหาจะมาแน่นอนครับ"
ภาคประชาสังคม: ผศ.กิตติพงศ์ กมลธรรมวงศ์ ตัวแทนภาคประชาสังคมฝ่าย "ไม่เห็นชอบ" ในเวทีที่จัดโดย กกต. ตั้งข้อสังเกตว่ากระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ต้องใช้งบประมาณรวมเกือบ หมื่นล้านบาท เนื่องจากต้องจัดประชามติถึงสามครั้งตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และต้องมีการเลือกตั้ง ส.ส.ร. ทั้งที่ประเทศ "มีรัฐธรรมนูญใช้อยู่แล้ว" เขาตั้งคำถามว่าการใช้งบมหาศาลเช่นนี้มีความจำเป็นอย่างไร
ขณะที่ นพ.วรงค์ จากพรรคไทยภักดี ก็สนับสนุนมุมมองเดียวกัน โดยกล่าวว่า "ทำไมที่จะต้องทำให้ประเทศชาติมาเสียเงินหมื่นกว่าล้านเพื่อนำไปสู่การร่างฉบับใหม่ แล้วรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หน้าตาจะเป็นยังไงก็ไม่รู้ มันเหมือนอยู่ ๆ มา ท่านจะรื้อบ้านนี้ทิ้ง แบบบ้านใหม่ยังไม่รู้เลยเป็นแบบไหน ทำตามใจตัวเอง ผมถือว่าวันนี้นักการเมืองประเทศไทยมักง่ายเกินไป เอาแต่ได้"

ที่มาของภาพ, STR/BBC THAI
7. แก้ไขรายมาตราคือทางออกที่ดีกว่า
ฝ่ายไม่เห็นชอบต่อการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้เหตุผลว่า หากรัฐธรรมนูญปี 2560 มีจุดบกพร่องหรือมาตราที่ต้องปรับปรุง ควรแก้ทีละมาตราแทนการรื้อทั้งฉบับ เพราะประชาชนจะรู้ชัดเจนว่าแก้อะไร ผลกระทบคืออะไร และไม่ต้องเสี่ยงต่อกติกาใหม่ที่ยังไม่มีใครรู้ว่าเนื้อหาจะออกมาอย่างไร
ไทยภักดี : นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ระบุว่าปัญหาในรัฐธรรมนูญสามารถแก้ไขเป็นรายมาตราได้ และที่ผ่านมาก็เคยปรับปรุงสำเร็จมาแล้ว เช่น การเปลี่ยนระบบบัตรเลือกตั้งจาก "ใบเดียว" เป็น "สองใบ" ซึ่งแสดงว่ากระบวนการแก้ไขรายมาตราทำได้จริงและมีความโปร่งใส
ประชาไทย : วิชิต ดิษฐประสพ กล่าวว่าพรรคเห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญเฉพาะมาตราที่ส่งผลโดยตรงต่อประชาชน แทนการรื้อทั้งฉบับซึ่งไม่รู้ว่าจะนำไปสู่ผลลัพธ์แบบใด
"ถ้าจะยกร่างทั้งฉบับ เราไม่เห็นด้วยครับ แต่ถ้าร่างเป็นรายมาตรา เห็นด้วย เช่น มาตรา 72 เรื่องน้ำ เรื่องที่ดินทำกิน มาตรา 73 ที่ดินทำกินต้องจัดสรรให้ประชาชนอย่างเท่าเทียม ถ้าจะแก้ เราไปแก้รายมาตราได้ไหมครับ อะไรที่เป็นปากท้องกับประชาชน อะไรที่เป็นประโยชน์กับประชาชน" วิชิตกล่าว
พรรคใหม่ : ผศ.ดร.กุสุมาลย์ ปัจฉิมสวัสดิ์ กล่าวว่าการร่างใหม่ทั้งฉบับเป็นเรื่องใหญ่และต้องระมัดระวัง เพราะอาจกระทบต่อโครงสร้างอำนาจและเสถียรภาพของประเทศในระยะยาว เธอชี้ว่าสำหรับเธอแล้วการ "โหวตโนไม่ใช่การปฏิเสธประชาธิปไตย แต่มันเป็นการส่งสัญญาณว่า เราต้องระมัดระวัง ในการที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้"
8. ข้อถกเถียงอื่น ๆ
ในเวทีแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ฝ่ายไม่เห็นชอบยังหยิบยกประเด็นอื่น ๆ มาขยายความ ตั้งแต่การโต้ข้อกล่าวหาเรื่อง "ไม่มีการกระจายอำนาจ" ไปจนถึงความเสี่ยงจากต่างชาติและข้อสงสัยว่าการร่างใหม่อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง
รักชาติ : เจษฎ์ โทณะวณิก โต้แย้งคำกล่าวที่ว่า "รัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ได้พูดถึงการกระจายอำนาจ" โดยย้ำว่าหมวด 14 ว่าด้วยการปกครองท้องถิ่นยังคงอยู่ และมีรายละเอียดคล้ายรัฐธรรมนูญปี 2540 อย่างมาก
พวกเขายังชี้ว่าการกล่าวว่ารัฐธรรมนูญแก้ไม่ได้เป็นความเข้าใจผิด เพราะที่ผ่านมาเคยแก้ระบบเลือกตั้งมาแล้ว เช่นการเปลี่ยนจาก "กาเบอร์เดียว" เป็น "กา 2 เบอร์" และหากผลลัพธ์ออกมาไม่ดี ก็เป็นเพราะ "วิธีแก้ที่ผิดพลาด" ไม่ใช่เพราะตัวรัฐธรรมนูญ
"แล้ววิถีทางการแก้ แก้ด้วยความไม่รู้ แก้ด้วยความสิ้นคิด แทนที่จะแก้ให้มันเสด็จน้ำ มันเลยกลายเป็นว่า เบอร์พรรคกับเบอร์เขตมันต่างกันไงครับ เพราะแก้ไม่เป็น" แคนดิเดตนายกฯ พรรครักชาติกล่าว
ไทยภักดี : นพ.วรงค์ เตือนว่ากระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่อาจเปิดช่องให้องค์กรภาคประชาสังคมที่ "รับเงินต่างชาติ" เข้ามามีบทบาท
"ทำไมประเทศไทยปล่อยให้เอ็นจีโอที่รับเงินต่างชาติ มารณรงค์ในการจัดทำกฎหมายสูงสุดของประเทศ ผมถือว่าจุดนี้เป็นจุดอันตรายฮะ" นพ.วรงค์กล่าว"ผมบอกไว้เลยนะครับว่า หลายประเทศเกิดกลียุค หลายประเทศเกิดสงครามกลางเมือง พวกท่านจะเอาความเสี่ยงมาให้ประเทศได้อย่างไรครับ"
ข้อกล่าวหาของ นพ.วรงค์ พุ่งตรงไปที่ไอลอว์ซึ่งเป็นองค์กรที่นำรณรงค์การทำประชามติครั้งนี้











