10 ปีประชามติ จาก 2559 ถึง 2569 รัฐธรรมนูญจะ "คงไว้" หรือ "ได้ทำฉบับใหม่"

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
นักวิชาการและภาคประชาชนเรียกร้องให้พรรคการเมืองต่าง ๆ แสดงจุดยืนให้ชัดเจนต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก่อนถึงออกเสียงประชามติในรอบ 10 ปี
ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นว่า "การรณรงค์ประชามติสำคัญกว่าการเลือกตั้ง" เพราะการเลือกตั้งคือจะได้พรรคไหนมาบริหารประเทศ ก็ได้แน่ ๆ แต่ประชามติ จะได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่
ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์ขอเรียกร้อง-กดดัน-ขอร้องให้พรรคออกมาแสดงจุดยืนให้ชัดเจน ณ วันนี้เห็นบางพรรครณรงค์ "ไม่รับ" บางพรรค "เห็นด้วย" บางพรรคพูดเหมือนสนับสนุน แต่ไม่ได้ให้คำมั่นสัญญาที่ชัดเจน อย่างพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในการเลือกตั้ง 2566 ก็สนับสนุนให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) มาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่เอาเข้าจริงไม่ได้กระตือรือร้นเท่าไหร่นัก
ศ.ดร.สิริพรรณมองว่าการรณรงค์ประชามติควบคู่กับการลงพื้นที่ของผู้สมัคร สส. ซึ่งมีเป็นพันคน "ถ้าไปแสดงจุดยืนนี้ จะทำให้คลื่นของการสนับสนุนการทำประชามติแข็งแรงมาก" และ "การไม่เห็นชอบกับการจัดทำรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เรื่องผิดบาป แต่ต้องแสดงจุดยืนให้ชัด" และพรรคการเมืองควรรักษาคำสัญญาที่พูดไว้
นายณัชปกร นามเมือง ตัวแทนภาคประชาชนที่เรียกตัวเองว่า "เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ" หรือ CALL คืออีกคนที่เรียกร้องพรรคการเมือง "อย่ากั๊ก" และประกาศตัวให้ชัดเจนว่าพร้อมจะแก้ปัญหาให้ประเทศนี้ โดยเฉพาะปัญหาการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 อย่างไร
"คนในสังคมเห็นปัญหารัฐธรรมนูญ 2560 ทุกข์กับมันมา 9 ปีแล้ว ดังนั้นพรรคการเมืองที่ไม่กล้าหาญพอที่จะประกาศว่ารัฐธรรมนูญ 2560 มีปัญหา ผมมองว่าอย่าเลือกเลยครับ" นายณัชปกรกล่าว
แกนนำรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญยังฝากอีกข้อเรียกร้องถึงพรรคต่าง ๆ ให้แสดงจุดยืนให้ชัดว่าถ้าประชามติผ่าน จะนำไปสู่ระบบการร่างรัฐธรรมนูญแบบไหน ผู้ร่างเป็นใคร มีอะไรการันตีว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยึดโยงกับประชาชน และเป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่แค่บอกว่าจะโหวต "เห็นชอบ"
ในวันที่ 8 ก.พ. นี้ ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 53.06 ล้านคน จะได้เข้าคูหาเพื่อกาบัตร 3 ใบ นอกจากลงคะแนนเลือก สส.แบบแบ่งเขต และ สส.แบบบัญชีรายชื่อ ยังได้ออกเสียงประชามติว่าจะ "เห็นชอบ" หรือ "ไม่เห็นชอบ" ให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
คำถามในการออกเสียงประชามติมาจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ถามว่า "ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่"

ที่มาของภาพ, Getty Images
สำหรับรัฐธรรมนูญ 2560 จัดทำขึ้นในบรรยากาศหลังรัฐประหาร 2557 โดย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (ในขณะนั้น) เป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) 21 คนขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญภายใต้กรอบที่ คสช. กำหนด ก่อนนำไปให้ประชาชนออกเสียงประชามติ 7 ส.ค. 2559
ผลคือ รัฐธรรมนูญนี้ผ่านการลงประชามติด้วยคะแนนเห็นชอบ 16.8 ล้านเสียง ต่อ 10.5 ล้านเสียง (คิดเป็น 61.35% ต่อ 38.65%) ทำให้หัวหน้า คสช. เรียกขานว่าเป็น "รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน"
เหตุใดประชามติถึงสำคัญ
การจัดให้มีการออกเสียงประชามติครั้งนี้ เป็นไปตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 10 ก.ย. 2568 ที่ระบุว่า รัฐสภามีอำนาจริเริ่มหรือแสดงความต้องการเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่ต้องให้ประชาชนออกเสียงประชามติให้ความเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่เสียก่อน
ศาลรัฐธรรมนูญระบุว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องจัดให้ประชาชนออกเสียงประชามติ 3 ครั้ง
การออกเสียงประชามติ 8 ก.พ. จึงถือเป็น "ประชามติครั้งที่ 1" ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งประชาชนสามารถเลือกกากบาทในช่อง "เห็นชอบ" "ไม่เห็นชอบ" และ "ไม่แสดงความเห็น" ได้
เอกสาร "ข้อมูลเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติเพื่อให้ความเห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่" ที่สำนักงาน กกต. ส่งถึงเจ้าบ้าน 19 ล้านครัวเรือน ชี้แจงผลที่ตามมาหลังการออกเสียงประชามติเอาไว้ ดังนี้
- กรณีผลการออกเสียง "ไม่เห็นชอบ" ผลคือไม่สามารถดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้
- กรณีผลการออกเสียง "เห็นชอบ" ผลคือผู้มีสิทธิเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม เสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา
หลังจากนั้นก็ต้องทำประชามติอีก 2 ครั้ง หลังร่างรัฐธรรมนูญ หมวด 15/1 ผ่านรัฐสภา ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ เป็นประชามติครั้งที่ 2 และหลังการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วเสร็จ เป็นประชามติครั้งที่ 3

ที่มาของภาพ, PR SENATE
นายณัชปกรชี้ให้เห็นความสำคัญของการเข้าคูหาประชามติว่า บัตรประชามติสีเหลืองจะเปิด "ประตูบานแรก" ว่าจะได้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และไปสัมพันธ์กับบัตรเลือกตั้งอีก 2 ใบ ซึ่งถือเป็น "ประตูบานที่ 2" เพราะ สส. จะเป็นคนกำหนดว่ากระบวนการร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร ผ่านร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 ซึ่งจะกำหนดว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมาอย่างไร ใครคือผู้ร่าง และเมื่อรัฐสภาผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าว ประชาชนก็จะได้เปิด "ประตูบานที่ 2" ว่าเห็นด้วยหรือไม่กับ สส. และ สว. หากเห็นด้วยก็เปิดประตูบานนี้ไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เมื่อจัดทำเสร็จก็กลับมาทำประชามติอีกครั้งเป็น "ประตูบานที่ 3" ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่
"เราต้องช่วยกันพูดว่านี่คืออำนาจที่อยู่ในมือเรา เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ ต้องช่วยกันพูดว่า บัตร 3 ใบ ประตู 3 บาน ถ้าเราไม่สนใจ ไม่ออกไปใช้สิทธิ เราก็จะอยู่กับกติกาบิด ๆ เบี้ยว ๆ ไปอีกนาน" แกนนำภาคประชาชนกล่าว
ทำไมบรรยากาศไม่คึกคัก
แม้การลงประชามติระดับชาตินี้จะจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 ของไทย ทว่าเป็นครั้งแรกที่จัดให้มีการออกเสียงในวันเดียวกับการเลือกตั้งทั่วไป บรรยากาศน่าจะคึกคัก แต่ทำไมถึงไม่เป็นเช่นนั้น
ในฐานะที่ออกเดินสายรณรงค์-พบประชาชนในหลายพื้นที่ของประเทศ นายณัชปกรพบว่าคนบางส่วนยังไม่รู้ว่าวันที่ 8 ก.พ. ต้องรับบัตรลงคะแนน 3 ใบ ก่อนชี้ว่าเกิดจากปัจจัย 3 ข้อที่ทำให้ "บรรยากาศเซื่องซึม" พร้อมเรียกหา "ความรับผิดชอบ" จากผู้เกี่ยวข้อง 2 กลุ่ม
- ความล่าช้าของรัฐบาลที่เงอะ ๆ งะ ๆ ไม่ยอมเคาะคำถามประชามติ "รัฐบาลอนุทินต้องรับผิดชอบโดยตรง"
- กกต. รณรงค์น้อย ให้ข้อมูลไม่ชัดเจนและก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในช่วงต้น ทำให้เกิดบรรยากาศแห่งความกลัว แต่สุดท้ายก็ออกมาแก้ตัวว่าพรรคการเมืองและประชาชนรณรงค์เต็มที่
- การลดเวลาลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต/ในเขต/นอกราชอาณาจักร และลงประชามตินอกเขต โดยยอดผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้ามี 2.41 ล้านคน ส่วนยอดผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิลงประชามตินอกเขตมี 1.59 ล้านคน "ตัวเลข 8 แสนคนที่หายไป ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า แต่ไม่ลงประชามตินอกเขต กกต. ต้องแสดงความรับผิดชอบ"

ที่มาของภาพ, STR/BBC THAI
เมื่อมองจากสายตาของ ศ.ดร.สิริพรรณ เห็นไม่ต่างกัน นั่นคือ การรณรงค์ประชามติน้อยมาก ทั้งที่บรรยากาศควรกระชุ่มกระชวย-กระฉับกระเฉงกว่านี้ ตอนแรกพรรคการเมืองอาจเกร็ง ๆ เพราะเลขาธิการ กกต. บอกว่ารณรงค์ไม่ได้ แต่ตอนหลังออกมายืนยันว่าทำได้
"กกต. มีหน้าที่ต้องรณรงค์ เหมือนที่รณรงค์ให้คนไปใช้สิทธิ (เลือกตั้ง) ถ้าไม่ทำหน้าที่นี้ถือว่าท่านล้มเหลว การทำประชามติสำคัญมาก เพราะ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติกำหนดให้เป็นหน้าที่ ไม่ใช่เป็นสิทธิ ดังนั้นคงไม่ใช่แค่ออกแผ่นปลิว บอกข้อดี-ข้อเสียคืออะไร" นักรัฐศาสตร์หญิงกล่าว
อาจารย์สิริพรรณคิดว่าความตื่นตัวของประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ แต่กระแสการมีรัฐธรรมนูญที่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเสียงอาจมีน้ำหนักไม่มากพอ จากการเลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมาซึ่งเป็น "แผลเป็นในหัวใจ" ครั้งนี้ต้องคุยกับประชาชนว่าเสียงของประชาชนเป็นตัวตัดสิน ไม่มี สว. มาดึงคะแนนเสียงจากประชาชนอีกแล้ว
นักวิชาการรายนี้ย้ำด้วยว่า การออกไปใช้สิทธิจำนวนมากจะสะท้อนเรื่องความชอบธรรม หากประชาชนออกมาใช้สิทธิน้อยกว่าการทำประชามติปี 2559 หรือน้อยกว่าคะแนนเห็นชอบเดิม อาจทำให้เกิดคำถามได้
นายวีระ ยี่แพร รองเลขาธิการ กกต. ยอมรับว่า ความตื่นตัวของประชาชนในการทำประชามติไม่คึกคักเท่าที่ควร กกต. แต่ละจังหวัดอาจต้องขอความมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเครือข่ายภาคประชาชนช่วยรณรงค์การทำประชามติตามบ้านผู้มีสิทธิออกเสียงให้มากขึ้น และให้ กกต. จังหวัดเร่งจัดทำรายละเอียดผู้ขอจัดเวทีแสดงความคิดเห็น และเปิดเวทีดีเบตประชามติอย่างน้อยจังหวัดละ 1 แห่ง
สื่อสารแบบไหนถึงได้ รธน. ฉบับใหม่
ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดวันออกเสียงประชามติ เมื่อ 2 ม.ค. ทั้งที่นายกฯ อนุทินลงนามในประกาศฉบับนี้ตั้งแต่ 23 ธ.ค. 2568
นั่นทำให้ผู้เกี่ยวข้องมีเวลาอย่างเป็นทางการเพียง 37 วันในการรณรงค์ประชามติ (2 ม.ค.-7 ก.พ.)
ขณะนี้ กกต. อยู่ระหว่างเปิดให้ผู้ที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องการทำประชามติรัฐธรรมนูญลงทะเบียน แจ้งความจำนงในการขึ้นเวทีดีเบตกลางที่จัดโดย กกต.
ถ้าย้อนไปดูการออกเสียงประชามติเมื่อ 10 ปีก่อน ผู้เกี่ยวข้องมีเวลา 132 วันในการชี้แจงแสดงเหตุผลต่อประชาชนก่อนถึงวันเข้าคูหา (29 มี.ค.-6 ส.ค. 2559) นับจากเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหา 16 หมวด 279 มาตรา 16 รวม 305 หน้า
ผู้เกี่ยวข้องหลัก 3 ส่วน ได้แก่ กกต. ในฐานะผู้จัดกระบวนการประชามติ, กรธ. ในฐานะผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะเจ้าของ "คำถามพ่วง" ใช้สื่อหลากหลายในการกระตุ้นให้สังคมเกิดการรับรู้ว่าจะมีการออกเสียงประชามติ 7 ส.ค. 2559 อาทิ จัดทำเอกสารคำอธิบายสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งในรูปแบบตัวอักษร และอินโฟกราฟฟิค ส่งถึงเจ้าบ้าน, จัดเวทีชี้แจงในภูมิภาคต่าง ๆ, ปล่อยขบวนรณรงค์ในหลายจังหวัด, จัดรายการพิเศษผ่านสถานีวิทยุและโทรทัศน์, โฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์, จัดทำแอปพลิเคชัน, จัดทำเพลงรณรงค์
แต่ที่สำคัญคือการใช้เครือข่ายสื่อบุคคลเฉพาะกิจจำนวนกว่า 5.31 แสนคน ประกอบด้วย เครือข่ายวิทยากรกระบวนการ ที่ถูกเรียกว้า "ครู ก. ข. ค.", เครือข่ายฝ่ายปกครอง, เครือข่ายครู กศน. และเครือข่าย รด. จิตอาสา
นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. เคยเปิดเผยว่า เลือกใช้กลยุทธ์ "การสื่อสารเป็นจุด ๆ" โดยสกัดเฉพาะข้อดี-ข้อเด่นมาสื่อสารกับประชาชน โดยมีผู้นำทางความคิดในเครือข่ายรัฐบาล คสช. และผู้สนับสนุน คอยขานรับ-ตอกย้ำ-ต่อยอดคำอธิบายของ กรธ. เพื่อสร้างภาพลักษณ์ในเชิงบวกให้แก่ร่างรัฐธรรมนูญ
ถึงวันนี้วาทกรรมที่เกิดขึ้นในสนามประชามติ 2559 ก็ยังกลายเป็นฉายาติดตัวรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 ไม่ว่าจะเป็น "รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง" หรือ "รัฐธรรมนูญประชาชนเป็นใหญ่"
อย่างไรก็ตามฝ่ายรณรงค์ "โหวตโน" ไม่อาจให้ข้อมูลด้านลบเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญได้ ด้วยข้อจำกัดทางกฎหมายทั้งประกาศ คสช., คำสั่ง คสช., พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ 2559 ที่กำหนดบทลงโทษรุนแรงทั้งจำคุกและปรับ

จุดยืนพรรคใหญ่ในสนามประชามติ 59 เทียบ 69
ในขณะนั้น 2 พรรคการเมืองใหญ่ที่มีฐานผู้สนับสนุนรวมกัน 27 ล้านเสียงคือ พรรคเพื่อไทย (พท.) ซึ่งได้คะแนนมหาชนในการเลือกตั้งปี 2554 จำนวน 15.7 ล้านเสียง พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ซึ่งมีคะแนนมหาชน 11.4 ล้านเสียง ได้ประกาศ "ไม่รับ" ร่างรัฐธรรมนูญ
นอกจากนี้ยังมีนักศึกษา นักกิจกรรมการเมือง และองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) รณรงค์ให้ "โหวตไม่รับกับอนาคตที่ไม่ได้เลือก" เพื่อปฏิเสธกระบวนการ "ประชามติที่ไม่เป็นประชาธิปไตย"
โดยหลักการ เสียงของแกนนำทางการเมืองน่าจะแผ่อิทธิพลต่อการตัดสินใจของโหวตเตอร์ไม่มากก็น้อย แต่ผลประชามติ 2559 กลับไม่เป็นเช่นนั้น
แกนนำพรรคสีแดงและสีฟ้าสรุป "บทเรียนความพ่ายแพ้" ในเวลาต่อมาว่าเกิดจากหลายปัจจัย อาทิ การสื่อสารข้อมูลด้านเดียวมีประสิทธิภาพ, นักเลือกตั้งอาชีพ "แหกจุดยืนพรรค" หันไปโหวตเห็นชอบเพราะอยากมีเลือกตั้ง, ประชาชนกังวลกับอนาคตที่มองไม่เห็น เพราะถ้าร่างรัฐธรรมนูญถูกคว่ำในคูหาประชามติ ก็ไม่รู้ว่า คสช. จะไปหยิบกติกาอะไรมาประกาศใช้
มาถึงประชามติ 2569 มีแกนนำอย่างน้อย 5 พรรคการเมืองหลัก ซึ่งมีคะแนนปาร์ตี้ลิสต์รวมกัน 27.1 ล้านเสียงจากการเลือกตั้ง 2566 ได้สื่อสารต่อสาธารณะว่า "เห็นชอบ" ให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ประกอบด้วย พรรคประชาชน (อดีตพรรคก้าวไกล 14.4 ล้านเสียง), พรรคเพื่อไทย (10.9 ล้านเสียง), พรรคภูมิใจไทย (1.1 ล้านเสียง), พรรคประชาธิปัตย์ (9.2 แสนเสียง) และพรรคไทยสร้างไทย (3.4 แสนเสียง)
ส่วนแกนนำพรรคการเมืองที่บอกว่า "ไม่เห็นชอบ" คือ พรรครวมไทยสร้างชาติ, พรรคพลังประชารัฐ, พรรคไทยภักดี, พรรครักชาติ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ที่มา: 1. บีบีซีไทยสรุปเนื้อหาจากเวทีสนทนา " Policy Forum: รัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง และประชามติ" จัดโดย The Active ไทยพีบีเอส, กมธ.พัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา องค์กรเครือข่ายกว่า 40 องค์กร เมื่อ 13 ม.ค. 2. วิทยานิพนธ์เรื่อง "การเมืองวัฒนธรรมของการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559"











