วิเคราะห์ 7 ปมสำคัญในสนาม กทม. โดย "แม่ทัพ" จาก 3 พรรคผู้ท้าชิง กับพรรคประชาชนเจ้าของพื้นที่เดิม

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
3 พรรคการเมืองเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งแรกในกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในช่วงช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ด้วยความเชื่อที่ว่าหากจุดกระแสในเมืองหลวงได้ จะส่งผลต่อคะแนนนิยมของพรรคในพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศ
ขณะเดียวกันแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคต่าง ๆ ยังขน "ทัพใหญ่" ลงพื้นที่ เพื่อหาเสียงช่วยผู้สมัคร สส.กทม. ทำให้ชาวกรุงมีโอกาสถ่ายภาพ-สบตา-สัมผัสเนื้อตัว-พูดคุยกับผู้เสนอตัวเป็นผู้นำคนที่ 33 ของไทยได้โดยตรง
กทม. มีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (โหวตเตอร์) มากที่สุดราว 4.4 ล้านคน และมีจำนวน สส.แบบแบ่งเขตมากที่สุด 33 คน จากผู้สมัครทั้งหมด 502 คน
บีบีซีไทยสนทนากับ "แม่ทัพ กทม." จาก 3 พรรคหลักผู้ท้าชิงพื้นที่ ประกอบด้วย พงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ จากพรรคเพื่อไทย (พท.), สกลธี ภัททิยกุล จากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.), เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ จากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และอีก 1 เจ้าของพื้นที่เดิมอย่างพรรคประชาชน (ปชน.) ผ่านการพูดคุยกับ ศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรค
ในเวลาที่เหลืออยู่ไม่ถึงเดือนก่อนถึงวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. แกนนำทั้ง 4 พรรคการเมืองประเมินสมรภูมิกรุงเทพฯ อย่างไร ภายใต้โจทย์ที่แตกต่างกันระหว่างพรรคที่ยังไม่เคย "แจ้งเกิด" "สูญพันธุ์" "เกือบสูญพันธุ์" และ "เติบโตอย่างก้าวกระโดด" ใน กทม.
1. คน กทม. เลือกจากอะไร
คน กทม. ตัดสินใจบนพื้นฐานอะไร คือคำถามข้อแรกที่ทุกพรรคจำเป็นต้องวิเคราะห์เพื่อนำไปกำหนดยุทธศาสตร์-ยุทธวิธีในการหาเสียง
สกลธีเชื่อว่า คนกรุงเทพฯ จะพิจารณาจากอารมณ์-ความรู้สึก-กระแสเป็นหลัก "ผมเอาตัวเองและคนรู้จักที่เป็นเพื่อน ๆ กันเป็นจุดวัด ส่วนใหญ่เขาไม่ดูนโยบายมาก เขาดูอุดมการณ์และแนวทางของพรรคว่าเป็นแนวทางไหน พอจะฝากความหวังได้หรือเปล่า... แต่ไม่ใช่ว่าเขาไม่ได้ดูนโยบายเลยนะ ก็ดูบ้าง แต่เป็นเรื่องรองจากกระแสความรู้สึกของคน"
ผลการเลือกตั้ง 2 ครั้งล่าสุด ถูกใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนแนววิเคราะห์ของรองหัวหน้าพรรค ปชป. ผู้นี้
เลือกตั้ง 2562 กระแส "เลือกความสงบ จบที่ลุงตู่" มีส่วนสำคัญที่ทำให้พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นำ สส.กทม. เข้าสภาได้มากที่สุด 12 คน จากทั้งหมด 30 เขต
เลือกตั้ง 2566 กระแส "มีลุงไม่มีเรา" ที่จุดโดยพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ทำให้พรรคสีส้มชนะการเลือกตั้งเกือบยกจังหวัด 32 คน จากทั้งหมด 33 เขต
แต่ในสายตาของคนเพื่อไทย ซึ่งมี สส. เดิมอยู่ 1 คน มองว่า การเลือกตั้งรอบนี้ ไม่มีพรรคใดมีกระแสสูงแบบครั้งก่อน ดังนั้นคน กทม. จะเลือกจากนโยบาย เพราะไม่ต้องการเรื่องที่มันฮาร์ดคอร์ (สุดโต่ง) แล้ว ไม่ต้องการคนที่มาโจมตีใคร ต้องการเลือกบนพื้นฐานของความสงบ
"การมุ่งโจมตีกัน มันเป็นการเมืองแบบเก่า ผมมองว่ามันไม่ถูกจริตคนกรุงเทพฯ เราเลยเลือกหาเสียงด้วยนโยบายมากกว่า" พงศ์กวินกล่าว
นั่นคือเหตุผลที่ทำให้พรรค พท. เสนอแคมเปญ "กรุงเทพฯ ทำได้" ล้อไปกับแคมเปญระดับชาติ "เพื่อไทยทำได้"

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ทว่าสิ่งที่รองหัวหน้าพรรคสีแดงกับพรรคสีฟ้าเห็นตรงกันคือ โอกาสในการเป็นรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้ง "มีส่วน" ต่อการตัดสินใจบ้าง แต่ไม่มาก
"จริง ๆ แล้วคนกรุงเทพฯ ชอบมวยรองมากกว่าหรือเปล่า อันนี้เป็นจริตคนกรุงเทพฯ ใช่ไหม อย่างคราวที่แล้ว เราขอ 'แลนด์สไลด์' คนก็เลยไปชอบทางพรรคส้มแทน เพราะฉะนั้นการบอกว่ามีโอกาสเป็นรัฐบาลสูง จึงไม่ได้แปลว่าคนจะชอบนะครับ" พงศ์กวินบอก
"กรุงเทพฯ มันแปลกอย่าง มันไม่เหมือนจังหวัดอื่น สมมติใครเป็นรัฐบาลอยู่ กรุงเทพฯ ก็จะสวนกระแสไปเลย ก็มีบ่อยครั้งนะฮะ เพราะฉะนั้นของกรุงเทพฯ ผมคิดว่าเขาไม่ได้ดูมากว่าเลือกพรรคนี้ไปแล้ว จะเข้าไปเป็นรัฐบาลหรือไม่ เขาดูว่าพรรคนี้เป็นแนวทางที่เขาอยากให้เข้าไปดำเนินการไหม" สกลธีให้ความเห็น
ด้านแชมป์เก่าพรรค ปชน. เห็นบรรยากาศในภาพรวมว่า "คนยังลังเลใจเยอะ" แม้ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนของสำนักโพลต่าง ๆ ชี้ว่า สัดส่วนของผู้ยังไม่ตัดสินใจเลือกพรรคใด หรือเลือกแคนดิเดตรายใดเป็นนายกฯ เริ่มลดลง แต่ศรายุทธิ์ชี้ว่า ในช่วง 2-3 ปีนี้ เกิดหลายเหตุการณ์ที่ส่งผลต่อความนึกคิดของประชาชน และเมื่อเข้าสู่การเลือกตั้ง จะเห็นว่ามีการใช้เฟคนิวส์ (ข่าวปลอม/ข่าวลวง)
"มันทำให้คน กทม. ที่ครั้งหนึ่งเคยชื่นชอบชื่นชอบพรรคก้าวไกล วันนี้ยังลังเล ไม่แน่ใจว่าเราจะเป็นที่หวังได้ไหม ขณะที่พรรคคู่แข่งก็พยายามรุกคืบเข้ามา ทำให้คน กทม. ต้องชั่งน้ำหนัก ต้องคิดเยอะ และต้องใช้เวลาในการตัดสินใจ" เลขาธิการพรรค ปชน. กล่าว
เขายอมรับว่า การเลือกตั้ง 2569 กับ 2566 มีหลายปัจจัยที่แตกต่างกัน นอกจากบรรยากาศโดยรวมไม่ดี ยังเป็นการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นกะทันหัน หลายคนตั้งตัวไม่ทัน และมีเรื่องเชิงเทคนิคแม้พรรคนำเสนอเรื่องการเมืองใหม่กับการเมืองเก่า แต่ครั้งก่อนมีตัวบุคคลคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกฯ และอดีตหัวหน้าคณะรัฐประหาร 2557 ทำให้คนมองเห็นภาพเลย แต่ครั้งนี้เวลาพูดถึงการเมืองเก่า ต้องอธิบายว่าเป็นการบริหารแบบเดิม ใช้ระบบโควตา ไม่เอาคนมีความรู้ความสามารถเข้ามาเป็นผู้บริหารประเทศ สุดท้ายประชาชนต้องตัดสินใจว่าจะเลือกการเมืองแบบในอดีตที่เป็นมา หรือให้โอกาสกับสิ่งใหม่ มีวิสัยทัศน์อีกแบบหนึ่ง
อย่างไรก็ตามศรายุทธิ์เชื่อว่า ภายหลังพรรคเปิดตัวผู้บริหาร "ทีมทำเนียบรัฐบาล" พร้อมประกาส 12 ภารกิจรัฐบาล เมื่อ 11 ม.ค. จะทำให้คน กทม. กลับมามั่นใจในพรรค ปชน. มากขึ้น
"เราเห็นแล้วว่าวิกฤตมันรอบด้านจริง ๆ หดหู่กับอนาคตของประเทศมาก คิดว่าคนจะตัดสินใจเลือกว่าอยากเห็นรัฐบาลหน้าตาแบบไหน" และ "เราจะทำอย่างไรให้เห็นว่าอนาคตจะมีความแตกต่างกันอย่างไรระหว่างสีส้มกับสีน้ำเงิน" ศรายุทธ์ระบุ
นี่คล้ายเป็นการบอกใบ้ว่าพรรค ปชน. กำหนดให้พรรคการเมืองใดคือ "คู่แข่งหลัก- คู่เทียบสำคัญ" ในศึกเลือกตั้งรอบนี้

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ส่วนแม่ทัพ กทม. จากค่ายสีน้ำเงินซึ่งถืออำนาจรัฐอยู่ในปัจจุบัน ประเมินว่า 2 ประเด็นสำคัญที่คนกรุงเทพฯ ให้ความสำคัญคือ เรื่องความมั่นคง กับเรื่องเศรษฐกิจ จึงเป็นหน้าที่ของแต่ละพรรคที่จะต้องนำเสนอคำตอบใน 2 เรื่องนี้ แต่สำหรับพรรค ภท. "มีผลงานที่จับต้องได้" ในช่วง 3 เดือนที่บริหารประเทศ ในเรื่องความมั่นคง เห็นเลยว่า สามารถเข้าไปจัดระเบียบสถาปนาความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาได้, สนับสนุนการทำหน้าที่ของกองทัพ, รวมถึงแสดงจุดยืนของประเทศไทยต่อประชาคมโลกด้วย ส่วนเรื่องเศรษฐกิจ ก็เห็นบทบาทการเจรจาขายข้าวและพืชผลการเกษตร ไม่ให้ไทยต้องเสียเปรียบจากการประกาศอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ
เอกนัฏกล่าวว่า ทั้งหมดนี้ไม่ใช่การ "ขายฝัน" แต่นโยบายที่นำเสนอเป็นการต่อยอดจากผลงานที่ทำให้เห็นแล้ว และเที่ยวนี้ไม่ใช่บอกว่าจะทำอะไรหรือทำอย่างไรเท่านั้น แต่บอกด้วยว่าจะเอาใครมาทำ
เอกนัฏบอกว่า การที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรค ภท. ประกาศเป็นนโยบายว่าจะให้ "คนนอกวงการเมืองที่ไม่ใช่นักเลือกตั้ง" คือ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกฯ และ รมว.คลัง, ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์, สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ เข้ามาทำงาน ถือว่า "มีนัยสำคัญ" และแสดงให้เห็นถึง "ความพยายามปรับตัวของภูมิใจไทย" ที่ถูกมองว่าเป็นพรรคบ้านใหญ่ เป็นศูนย์รวมของนักเลือกตั้งมืออาชีพ แต่งวดนี้ถ้าพรรคชนะเลือกตั้งและได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ยินดีสละตำแหน่งในกระทรวงยุทธศาสตร์สำคัญให้ทั้ง 3 คนได้เข้ามาทำงาน

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
2. ถ่ายโอนคะแนนจาก "ลุงตู่"
กระแสสูงชาตินิยมที่เกิดจากความขัดแย้งชายแดน คล้ายไปหนุนส่งให้คะแนนนิยมของพรรค ภท. เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมื่อพรรคสีน้ำเงินบรรจงใส่ชื่อสีหศักดิ์เป็นแคนดิเดตนายกฯ คนที่ 2 ในนามพรรค
เอกนัฏปฏิเสธว่าพรรคไม่ได้นำเรื่องนี้มาขายในเชิงอุดมคติ แต่มันเป็นปฏิบัตินิยม ขายในสิ่งที่จับต้องได้ ขายสิ่งที่มีผลงานมาแล้ว นโยบายที่นำเสนอในแคมเปญหาเสียงก็เป็นการต่อยอดจากสิ่งที่ทำสำเร็จมาแล้ว"
แม้ประกาศตัวเป็นนักการเมืองฝ่ายขวา แต่เอกนัฏนิยามตัวเองว่าเป็น "ขวากลาง" ไม่ได้มีความคิดสุดโต่ง อาจเป็นอนุรักษนิยมก้าวหน้า (Progressive Conservative) หรือเป็นเสรีอนุรักษนิยม (Liberal Conservative)
ทว่าด้วยมวลอารมณ์ของผู้คนในสังคม ทำให้ทิศทางการเมืองไทยถูกผลักให้เอียงขวา จึงไม่แปลกหากระดับนำของบางพรรคฝ่ายอนุรักษนิยมจะวางแผนแปรคะแนนมหาชน 4.7 ล้านเสียง (ในจำนวนนี้มาจากคน กทม. 6.3 แสนเสียง) ที่ "พรรคลุงตู่" เคยได้รับในการเลือกตั้งรอบก่อน มาเป็นคะแนนของตัวเอง
5 ม.ค. ปรากฏภาพ อนุทิน นายกฯ คนที่ 31 ร่วมเฟรม พล.อ.ประยุทธ์ องคมนตรี และอดีตนายกฯ คนที่ 29 ในระหว่างเข้าถวายสักการะสมเด็จพระสังฆราช ที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ทำให้คอการเมืองวิเคราะห์ว่าเป็นการสร้างช็อตเด็ดเพราะหวังให้เกิดการ "ถ่ายโอนคะแนนนิยม" หรือไม่
เอกนัฏ อดีตเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) พรรคที่เสนอชื่อ "ลุงตู่" เป็นนายกฯ สมัยที่ 3 หัวเราะร่วนหลังถูกถามเรื่องนี้ ก่อนบอกว่าโนคอมเมนต์ (ไม่ให้ความเห็น) และอ้างว่าไม่ใช่การคิวใด ๆ และต้องรักษามารยาทในการไม่โยง พล.อ.ประยุทธ์เข้ามาเพราะไปเป็นองคมนตรีแล้ว แต่ถ้าอะไรที่รัฐบาลลุงตู่ทำไว้ดี เช่น โครงการ "คนละครึ่ง" รัฐบาลอนุทินก็นำมาทำต่อเป็น "คนละครึ่งพลัส"
แต่หลังจากนั้นเพียง 6 วัน (11 ม.ค.) อนุทินเลิกสงบวาจา-สงวนท่าทีในระหว่างลงพื้นที่หาเสียงย่านสยามสแควร์ เอ่ยบอกหลาน ๆ ว่า "ขอคะแนนจากคนรักลุงตู่ ให้ลุงหนูด้วย"
3. จาก "แบ่งขั้ว" เป็น "แยกสี"

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
จากกระแส "แบ่งขั้วการเมือง" เป็นพรรคที่เรียกตัวเองว่า "ฝ่ายประชาธิปไตย" กับพรรคที่สืบทอดอุดมการณ์จาก "ฝ่ายอำนาจนิยม" ในการเลือกตั้ง 2 ครั้งล่าสุด มาครั้งนี้หลายพรรคการเมืองโดดลงมาร่วม "แยกสี" ผ่านสารพัดแคมเปญหาเสียงที่มุ่งเป้าหมาย "ขจัดทุนเทา"
แล้วอะไรคือความเหมือน-ความต่างระหว่างคู่แข่ง กับพรรค ปชป. ที่เสนอแคมเปญ "เปิดฟ้าใหม่ ไล่เมฆเทา"
คำตอบของสกลธีคือ "การกัดไม่ปล่อย" แม้พรรคอื่นตีแผ่เรื่องทุนเทาขึ้นมา แต่พรรค ปชป. ไม่ได้พูดอย่างเดียว แต่ทำจริง ๆ ไล่บี้ ตั้งใจขุดรากถอดโคน เพราะมองว่าทุนเทาคือจุดเริ่มต้นของวงจรอุบาทว์ในการเมืองไทย จึงไปยื่นเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบเส้นเงินของเครือข่าย จนนำไปสู่การยึดทรัพย์
ส่วนที่มีเสียงวิจารณ์ว่าพรรคส้มเขาเกาะติดมานานแล้ว พรรค ปชป. เพิ่งมาและมาตีกินหรือไม่นั้น รองหัวหน้าพรรคสีฟ้าอธิบายว่า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปชป. เพิ่งกลับมา และไม่ได้อยู่ในสภา ไม่มีอำนาจเรียกข้อมูลและเอกสารต่าง ๆ แบบ สส. พรรค ปชน. ที่เป็นกรรมาธิการ (กมธ.) แต่เมื่อกลับมา ก็มาเอาข้อมูลที่มีอยู่แล้วต่อยอดในช่วงเวลาแค่ 1-2 เดือน แต่เห็นผลชัดเจนว่านำไปสู่การยึดทรัพย์และการจับกุม
เช่นเดียวกับการที่อภิสิทธิ์ประกาศจุดยืนกลางเวทีดีเบตว่าจะไม่จับมือกับบางพรรค เพราะอะไร ด้วยเหตุผลอะไร "อันนี้คงไม่มีใครเคลมได้นะครับว่าเป็นพรรคแรกนอกจากเรา"
สำหรับพงศ์กวิน คำว่า "ทุนเทา" ไม่ใช่ทั้งหมดของปัญหาที่ทำให้เศรษฐกิจไม่ดี แต่ตอนนี้หลายคนพูดราวกับว่าทุนเทาเป็นรากเหง้าทั้งหมด สมมติเรื่องการคอร์รัปชัน แทนที่เราจะซื้อของ 100 บาท เราอาจต้องซื้อของนั้นในราคา 110 บาท แต่ถามว่า 10% ที่หายไปในระบบมันถึงขนาดทำให้เศรษฐกิจพังพินาศเลยหรือไม่ หรือทุนเทาที่บอกว่ามาจากบ่อนกาสิโน มันถึงขนาดทำให้เงินหายไปจากระบบทั้งหมดไหม มันก็ไม่ใช่ หรือสแกมเมอร์ที่มีคนโดนหลอกสูญเสียเงินไปประมาณ 3-4 หมื่นล้านบาท เทียบกับจีดีพีของไทย 20 ล้านล้านบาท ดังนั้นที่คนรู้สึกว่าเศรษฐกิจไม่ดี เงินในกระเป๋าไม่มี จริง ๆ มันเป็นเพราะทุนเทาหรือเปล่า
"ฉะนั้นจริง ๆ ทุนเทาไม่ใช่ต้นเหตุของปัญหาทั้งหมด มันเป็นแค่ส่วนเล็กๆ ส่วนเดียว" รองหัวหน้าพรรค พท. กล่าว แต่ถึงกระนั้นการปราบปรามคอร์รัปชันยังเป็นสิ่งที่ต้องทำ ควบคู่กับการเสนอนโยบายด้านเศรษฐกิจอื่น ๆ
ส่วนผู้สมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์ หมายเลข 7 ของพรรค ภท. ไม่ขอพูดเรื่องการ "แบ่งสี" หรือประเมินว่าจะส่งผลกระทบต่อพรรคมากน้อยแค่ไหน เพราะแกนนำค่ายสีน้ำเงินคุยกันว่าหากใครวิพากษ์วิจารณ์หรือต่อว่าพรรคเรื่องอะไรก็ว่ากันไป แต่ถ้าประชาชนตำหนิติเตียนมา อะไรที่ตอบได้ก็จะตอบ
4. สามนโยบายโดนใจคนกรุง

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
เมื่อบีบีซีไทยขอให้ระบุ 3 นโยบายหาเสียงที่คิดว่าโดนใจคนกรุง คำตอบของแกนนำ 4 พรรคการเมือง มีดังนี้
ประชาชน: 1. ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม 2. คุณภาพชีวิต มิติสวัสดิการถ้วนหน้า 3. ปากท้อง โดยเฉพาะหวย SMEs
เพื่อไทย: 1. รถฟ้า 20 บาทตลอดสาย และรถเมล์แอร์ 10 บาท 2. ล้างหนี้ประชาชน 3. บ้านเพื่อคนไทย ไม่ต้องดาวน์ ผ่อนเริ่มต้น 4,000 บาท/เดือน
ภูมิใจไทย: 1. กำแพงความมั่นคง 2. กระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมีโครงการคนละครึ่งพลัสเป็นมาตรการเร่งด่วน 3. สนับสนุนให้ เอกนิติ-ศุภจี- สีหศักดิ์ กลับเข้ามาทำงาน
ประชาธิปัตย์: 1. ตั๋วร่วมรถไฟฟ้า+รถเมล์ 30 บาท 2. เกิดปุ๊บรับปั๊บ 65,000 บาท/1 ปี 3. เบี้ยคนชราถ้วนหน้า 1,000 บาท
5. แก้ "กรรมเก่า"
นอกจากนำเสนอนโยบายและชี้ชวนให้ประชาชนมองเห็นภาพอนาคตที่ดีกว่าถ้าแต่ละพรรคมีโอกาสเข้าทำเนียบฯ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเกือบทุกพรรคล้วนมี "กรรมเก่า" จากการกระทำในอดีต และต้องแบกเข้าสู่สนามเลือกตั้งด้วย
น่าสนใจว่าพวกเขาจะ "แก้กรรม-แก้โจทย์" เหล่านี้อย่างไร และเตรียมคำอธิบายให้ผู้สมัคร สส. ของพรรคนำไปสื่อสารกับประชาชนอย่างไร
ประชาชน: ถูกวิจารณว่าส่งเสริมให้พรรคฝ่ายอนุรักษนิยมเติบโตอย่างก้าวกระโดด หลังทำ MOA โหวตสนับสนุนหัวหน้าพรรค ภท. เป็นนายกฯ คนที่ 31, เคยแสดงยืนตรงข้ามกองทัพและเป็นผู้ร่วมตั้งคำถาม "มีทหารไว้ทำไม", เคยเสนอนโยบายแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ถึงแม้แกนนำพรรคยืนยันหลายครั้งว่าไม่มีนโยบายนี้อีกต่อไป แต่ก็ไม่ทำให้เสียงวิจารณ์เบาบางลง
ศรายุทธิ์ขออธิบายที่มาของคำว่า "มีทหารไว้ทำไม" ว่า ทหารมีไว้ป้องกันประเทศ และพรรคต้องการปฏิรูปเพื่อให้กองทัพมีภารกิจหลักในการป้องกันประเทศได้อย่างเต็มที่
"เท่าที่สัมผัส คนที่มาตะโกนด่า มันมีทั้งส่วนที่จัดตั้งกันมา ตั้งใจมาด่าแล้วก็ออกไป กับส่วนที่เจอกันซึ่ง ๆ หน้าแล้วก็ด่าเลย โดยเขาไม่พร้อมจะรับฟัง ไม่ได้สนใจ เพราะเขาเชื่อไปแล้ว แม้เราพยายามอธิบาย"

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
เพื่อไทย: ถูกวิจารณ์ว่า "ทรยศโหวตเตอร์" จากการจัดตั้งรัฐบาลผสมข้ามขั้วร่วมกับ "พรรค 2 ลุง" และยังมีกรณี "คลิปเสียงอังเคิล"
กรณีตั้งรัฐบาลผสมข้ามขั้ว พงศ์กวินอธิบายว่า ทุกพรรคย่อมต้องการผลักดันนโยบายของตนตามที่หาเสียงเอาไว้ ซึ่งคนที่เลือกพรรค พท. มา 10 ล้านเสียง เขาต้องการนโยบายของพรรค พท. แต่ในการจัดตั้งรัฐบาล ไม่สามารถทำทุกนโยบายได้ครบ 100% อยู่แล้ว แต่สามารถทำส่วนใหญ่ได้
"ถ้าวันนั้นเราไม่ข้ามขั้ว นโยบายเราจะทำไม่ได้เลยแม้แต่ข้อเดียว เพราะตอนไปเซ็น MOU กับเขา (พรรคก้าวไกล) เขาไม่ใส่นโยบายของเราลงไปเลยแม้แต่ข้อเดียว มีเรื่องรัฐธรรมนูญข้อเดียว... จริง ๆ เรายินดีจะจับกับก้าวไกลที่สุด แต่มันก็มีเหตุอย่างที่ทราบกัน และเมื่อเราเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เราก็อยากใส่นโยบายเราลงไปเหมือนกัน จะบอกว่าทรยศประชาชนเหรอ ก็คงไม่ใช่ มันเป็นข้อจำกัด ณ ตอนนั้น"
ส่วนกรณีคลิปเสียงอังเคิล รองหัวหน้าพรรค พท. "ไม่ได้กังวลเท่าไร" และสามารถอธิบายได้ง่ายมากว่า ต้นเหตุของคลิปคืออะไร คือการที่นายกฯ อิ๊งต้องการสันติภาพ การเจรจาทั้งหมดมันอยู่บนพื้นฐานนั้น ดังนั้นขอให้ดูที่จุดประสงค์ ส่วนการโดนใครสักคนแอบอัดเทปมาทั้งที่เป็นการเจรจาลับ แล้วเอาคลิปมาปล่อย แล้วบอกว่าเราทำให้เสียเกียรติภูมิชาติ บอกว่าไอ้คนที่ถูกถ่ายคลิปลับ มันผิด ตลกไหม ดังนั้นถ้ามีประชาชนถาม คีย์เวิร์ดที่ให้ผู้สมัครไปอธิบายคือ "ขอให้ดูเจตนาของนายกฯ"

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ประชาธิปัตย์: ถูกวิจารณ์ว่า "หักหลังผู้สนับสนุนพรรค" ที่เป็นแนวร่วมต่อสู้กับระบอบทักษิณมา 20 ปี หลังเข้าร่วมรัฐบาลแพทองธาร
สกลธีบอกว่า อันนี้มันเป็น ณ ช่วงนั้น ๆ พรรคก็ต้องมีช่วงเวลาที่ตัดสินใจอะไรผิดไป แต่เมื่ออภิสิทธิ์กลับมาแล้ว ภายใต้การนำของหัวหน้า การจะรวมหรือไม่รวมกับใคร มันจะมีหลักการที่ประชาชนเชื่อถือและรับฟังได้ และพรรค ปชป. ไม่ได้กังวลว่าจะต้องเปลี่ยนจุดยืนเพื่อให้ได้เป็นรัฐบาลเท่านั้น เพราะพร้อมจะทำหน้าที่ทุกบทบาท
ภูมิใจไทย: ถูกวิจารณ์ว่า "ล้มเหลวในการบริหารจัดการวิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่" จ.สงขลา ทำให้ประชาชนเสียชีวิตนับร้อย
เอกนัฏไม่ได้สื่อสารเพื่อหักล้างข้อครหาในประเด็นนี้โดยตรง แต่กล่าวเป็นหลักการทั่วไปว่ามันไม่มีใครในโลกนี้ที่ Perfect (สมบูรณ์แบบ) บางทีก็ต้องเลือกทางที่ดีที่สุดในทางเลือกที่มันเป็นไปได้ เมื่อเจอปัญหา มีข้อผิดพลาดบกพร่อง แต่ก็รับผิด และพยายามปรับปรุงให้ดีขึ้น
"สิ่งที่บอกได้ดีที่สุดคือเรียนรู้กับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น และพยายามปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น" และ "ส่วนหนึ่งของการเป็นนักการเมืองมันก็ต้องฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์ และอะไรที่เราปรับตัวได้ ทำให้ดีขึ้นได้ เราก็พยายามทำ"
6. ที่นั่งเป้าหมาย
เมื่อถามถึงที่นั่งเป้าหมายและโอกาสบรรลุเป้านั้น แกนนำแต่ละพรรคพยายามหลีกเลี่ยงการพูดถึงตัวเลขชัด ๆ บ้างก็ว่า "ไม่อยากพูดแทนประชาชนล่วงหน้า" บ้างก็ว่า "กทม. เป็นพื้นที่อ่อนไหว" แม้แต่สำนักโพลที่เป็นวิทยาศาสตร์ ยังทำโพลยาก-เข้าไม่ถึงประชาชน
ประชาชน:
- ปี 2566 มี สส.กทม. 32 คน ได้คะแนนมหาชนจากพื้นที่ กทม. ราว 1.6 ล้านเสียง (คิดเป็น 49.85%)
- ปี 2569 "ถ้าคาดหวังจะจัดตั้งรัฐบาล ใน กทม. ต้องรักษาที่เดิมให้ได้ และอีก 1 เขตที่ขาดไป ก็เป็นเป้าหมาย แต่ยอมรับว่าโพลที่ออกมา คู่แข่งแข็งแรง และเราอ่อนแอกว่า ก็ต้องทำงานเต็มที่"
เพื่อไทย:
- ปี 2566 มี สส.กทม. 1 คน ได้คะแนนมหาชนจากพื้นที่ กทม. ราว 6 แสนเสียง (คิดเป็น 18.7%)
- ปี 2569 "ผมไม่สามารถฟันธงได้ขนาดนั้น เอาเป็นว่าไม่น้อยกว่าเดิม หรือไม่น้อยกว่า 4 คน แล้วกันครับ (รวม สส. ทั้ง 2 ระบบ)"
ภูมิใจไทย:
- ปี 2566 มี สส.กทม. 0 คน ได้คะแนนมหาชนจากพื้นที่ กทม. ราว 2.85 หมื่นเสียง (คิดเป็น 0.89%)
- ปี 2569 "ผมไม่ได้ตั้งเป้า ขอความคาดหวังให้น้อย ๆ แต่ทำงานให้เยอะ ๆ ดีกว่า เพราะพูดตัวเลขไปก็ไม่มีประโยชน์ เหมือนไปเกทับบลั๊ฟเพื่อน" อย่างไรก็ตามเขาได้เอ่ยถึง 2 เขตเลือกตั้งที่ "สู้สุดซอย" และทำงานด้วยกันมา
ประชาธิปัตย์:
- ปี 2566 มี สส.กทม. 0 คน ได้คะแนนมหาชนจากพื้นที่ กทม. ราว 8.59 หมื่นเสียง (คิดเป็น 2.6%)
- ปี 2569 "การมี สส. เขต เอาตรง ๆ คือยังต้องประเมิน แต่คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ขึ้นแน่ ๆ ที่พอเป็นไปได้ต้องมีสัก 4-5 แสน ซึ่งทำให้ได้ปาร์ตี้ลิสต์คนครึ่ง แต่มันยัง on the way ยังไปได้อีก ถ้ามันถึงจุดหนึ่งที่กระแสแรงมากพอ มันก็อาจจะลากเขตไปได้ด้วย"
7. ลบคำสบประมาท
ทั้ง 3 พรรคการเมือง แดง-น้ำเงิน-ฟ้า ต่างกำหนดให้พรรคส้มเป็น "คู่แข่งขันหลัก" และประเมินตรงกันว่ามีโอกาสน้อยมากที่พรรคเล็ก-พรรคจิ๋วจะสอดแทรกเข้าสภาในฐานะ สส.กทม.
แกนนำบางรายใช้คำว่า "พรรคเล็กแทบจะไม่มีความหมายเลยในการเลือกตั้งครั้งนี้ในสนาม กทม."
สำหรับพรรคสีแดงที่ "เกือบสูญพันธุ์" บอกว่า ครั้งที่แล้วพรรคได้รับบทเรียนมาบางส่วน และไปถอดบทเรียนมาแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น มาครั้งนี้จึงพยายามเปลี่ยนแนวทาง เปลี่ยนวิธีการพูดคุยและเข้าหากประชาชน จึงเชื่อว่าชาว กทม. จะตอบรับ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ขณะทีพรรคสีฟ้าที่ "สูญพันธุ์" 2 ครั้งติดต่อกันนับจากปี 2562 คาดหวังว่าจะได้ "กลับมาเกิดใหม่ ด้วยกระแสนิยมในตัวหัวหน้ามาร์คและแนวทางรณรงค์หาเสียงของพรรค
"2 ครั้งที่ผ่านมา คนไม่เลือกเรา เพราะพรรคอาจประเมินหรือเดินในแนวทางที่ผิด ทำให้ประชาชนหันไปหาสิ่งอื่นที่ดีกว่า ณ ตอนนั้น เช่น ไปพรรคลุงตู่ แต่วันนี้ ลุงตู่ท่านไปอยู่อีกจุดหนึ่งที่ท่านไม่ได้ยุ่งกับการเมือง ผมว่าประชาชนเขาก็มองละว่าคะแนนที่เลือกตรงนั้น มันจะไหลไปทางไหน ซึ่งผมมองว่าคนที่เคยให้โอกาสประชาธิปัตย์ ก็อาจจะกลับมาลองอีกครั้งหนึ่ง... มันเป็นความรู้สึกของคนจริง ๆ ที่เหมือนกับเขาเคยรัก แล้วก็ผิดหวังไป แต่วันนี้เหมือนกับเขาจะให้โอกาสอีกครั้ง"
นอกจากคะแนนที่ไหลไปหาพรรคลุงตู่ ยังมีคะแนนที่ไหลไปหาพรรคส้มก่อนหน้านี้ เพราะคนต้องการลองของใหม่ แต่สกลธีบอกว่า "เลือกแล้วไม่ได้ หรือเห็นตามข่าวว่าทำไปทำมาก็ไม่ได้ต่างจากพรรคอื่น" มารอบนี้คะแนนจะไหลกลับมาเลือกพรรค ปชป. ส่วนจะมากน้อยอย่างไร ยังประเมินลำบาก เพราะพรรคสายอนุรักษนิยมก็มีหลายพรรค
ด้านพรรคที่ "ไม่เคยแจ้งเกิด" ในเมืองหลวงตลอด 17 ปีนับจากก่อตั้งพรรค ในการเลือกตั้ง 2566 อนุทินถึงขั้นประกาศว่า "พรรคบ้านนอกขอเข้ากรุง" แต่ก็ไม่อาจทำให้พรรคสีน้ำเงินปักธงในสนาม กทม. ได้แม้แต่ที่นั่งเดียว
มาวันนี้ เอกนัฏสัมผัสได้ว่าคนกรุงเทพฯ เริ่มมองพรรค ภท. แล้ว ส่วนจะเลือกหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
"เดิมเขาปฏิเสธแน่นอน คือไม่มอง จากไม่มอง วันนี้กลายเป็นมอง จากปฏิเสธทันที วันนี้กำลังพิจารณาอยู่ เราก็ต้องนำเสนอตัวเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ให้เขาเด้เปรียบเทียบ... ผมเข้าใจว่าโดยโดยลักษณ วิธีการ และพฤติกรรมของคนกรุงเทพฯ จะตัดสินใจตอนท้าย ๆ เพราะฉะนั้นแปลว่าทุกอย่างที่ทำตั้งแต่วันนี้จนถึงท้ายรายการมีความสำคัญมาก ทุกอย่างที่ทำจะถูกนำไปรวมพิจารณาเปรียบเทียบจนกระทั่งออกมาเป็นข้อสรุปว่าเขาจะตัดสินใจเลือกใคร อย่างน้อยวันนี้เราขึ้นเวที ได้ขึ้นชกละ แต่จะชกชนะไหม ก็อยู่ที่ว่าอีกไม่ถึงเดือน เราจะทำได้ขนาดไหน"











