THE TAKE (ฮอร์โมน): เปิดโลกคู่จิ้นหญิงข้ามเพศ พื้นที่เปิดของคนไม่ตรงกรอบสังคม

ที่มาของภาพ, Napasin Samkaewcham/BBC THAI / p.pearkwan / mojiratchayaa
- Author, วศินี พบูประภาพ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- เวลาอ่าน: 17 นาที
บรรยากาศหลังการอัดรายการ "แฉ" รายการบันเทิงชื่อดัง ที่อาคารจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เพลส ถนนอโศกมนตรี เมื่อวันที่ 6 ก.พ. เต็มไปด้วยกลุ่มแฟนคลับวัยรุ่นหญิงยืนรออย่างใจจดใจจ่อเพื่อหวังจะได้ทักทายศิลปินที่พวกเขาติดตาม ภาพเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่ปีมานี้ที่นักแสดงจากซีรีส์แนว Girls' Love หรือ GL ซึ่งได้รับความนิยมในปัจจุบัน มาปรากฏตัวในรายการของช่อง ONE 31
แต่ครั้งนี้กลับต่างออกไป เพราะ "คู่จิ้น" ที่เหล่าแฟนคลับมารอ ไม่ใช่คู่นักแสดงหญิง-หญิงจากซีรีส์แนว GL ที่ผู้คนเริ่มคุ้นเคย หากเป็นคู่หญิงข้ามเพศสองคนซึ่งพบเห็นได้ไม่บ่อยนักในสื่อบันเทิงกระแสหลัก
นักแสดงข้ามเพศสองคนที่ว่า คือ จิรัชยา ศิริมงคลนาวิน หรือ "โม" ที่แฟนคลับเรียกว่า "โมจิ" และอีกคนคือ "แพรขวัญ"
"การที่มันจะมีแฟนคลับ ยากนะ โดยเฉพาะการที่มันเป็นกะเลยทุย(กะเทย)เนี่ย คนจะมาจิ้น มันคิดเป็น 0.0001 (เปอร์เซ็นต์) แล้วพอวันนั้นที่ไปเจอแฟนคลับที่มา[รายการ]แฉ… ทำอะไรไม่ถูกเลย" จิรัชยากล่าวด้วยน้ำเสียงปลื้มใจในการไลฟ์ครั้งหนึ่ง
ย้อนกลับไปปี 2016 จิรัชยาเคยเป็นอดีตมิสทิฟฟานีและมิสอินเตอร์เนชันแนลควีน เวทีการประกวดหญิงข้ามเพศระดับโลก ทว่าปัจจุบันเธอเป็นที่รู้จักในฐานะ "เมนทอร์โมจิ" จากรายการออนไลน์ล้อเลียน "THE TAKE (ฮอร์โมน)" เช่นเดียวกับ "แพรขวัญ"เพื่อนร่วมรายการซึ่งกลายมาเป็น "คู่จิ้น" ของเธอ
ชื่อรายการ "THE TAKE (ฮอร์โมน)" ดัดแปลงมาจากชื่อรายการเรียลลิตี้ "เดอะเฟซ - The Face" รายการชื่อดังจากสหรัฐอเมริกาที่ชาวไทยคุ้นเคยผ่านเวอร์ชันไทย ขณะที่รายการต้นฉบับฉายทางโทรทัศน์เป็นหลัก รายการล้อเลียนนี้ได้นำเสนอในรูปแบบเรียลลิตี้ออนไลน์ โดยเผยแพร่ไปแล้วสองซีซัน
สำหรับซีซันที่สองซึ่งเป็นที่พูดถึงในวงกว้างนี้มี 7 ตอน และได้กลายเป็นกระแสโด่งดังทางออนไลน์โดยมียอดผู้รับชมเฉลี่ยทางยูทิวบ์มากกว่า 2 ล้านครั้งต่อตอน
ความนิยมที่ก่อตัวขึ้นของรายการล้อเลียนดังกล่าวได้นำมาสู่คำถามว่า อะไรคือปัจจัยที่ทำให้รายการล้อเลียนจากวัฒนธรรมย่อยของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศสามารถทะลายกรอบเฉพาะกลุ่มและก้าวขึ้นมาเป็นที่นิยมในวงกว้างได้สำเร็จ และกระแส "จิ้น" ครั้งนี้สะท้อนพลวัตใหม่ของภูมิทัศน์สื่อ รวมถึงทัศนคติทางเพศในสังคมไทยอย่างไร
#โมแพร คู่จิ้นออแกนิก
กระแสคู่จิ้น "โม-แพร" เริ่มต้นอย่างรวดเร็วหลังรายการ THE TAKE (ฮอร์โมน) ซีซันสอง ออกอากาศในช่วงเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา
จิรัชยา เผยระหว่างการให้สัมภาษณ์ในรายการแฉว่า เธอรู้สึกประหลาดใจเมื่อพบว่าผู้ชมในติ๊กตอก (TikTok) นำจังหวะที่เธอและแพรขวัญมองหน้ากันในรายการไปตัดต่อให้กลายเป็น "โมเมนต์" โรแมนติก ทั้งที่ระหว่างถ่ายทำ ทั้งคู่เพียงแค่หยอกล้อกันตามบริบทของรายการ แต่ผู้ชมกลับดึงอารมณ์ใหม่เข้าไปตีความจนกลายเป็นชนวนตั้งต้นของกระแสจิ้น
"หนูก็งงว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง" จิรัชยา กล่าวในรายการดังกล่าว
แม้ผู้ผลิตไม่ได้จงใจปั้นแต่งคู่จิ้นนี้ขึ้นตั้งแต่แรก แต่ ดร.ปิยะพงษ์ อิงไธสง จากคณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วิเคราะห์กับบีบีซีไทยว่า ปฏิสัมพันธ์ในรายการของทั้งคู่สอดคล้องกับขนบเรื่องแต่งที่ตัวละครมักเริ่มต้นจากความขัดแย้ง ก่อนพัฒนาไปสู่ความผูกพัน เรื่องราวเช่นนี้เป็นปัจจัยให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกเอ็นดูและเกิดกระแสจิ้นขึ้นเองตามธรรมชาติ จนเกิดกระแสวัฒนธรรมแฟน (fan culture) ผลิตซ้ำความนิยมให้ขยายวงกว้างบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ทั้งบนติ๊กตอกและเอ็กซ์ (เดิมคือทวิตเตอร์) และช่องทางอื่น ๆ
หนึ่งในหลักฐานชัดเจนของกระแสนี้คือ การที่เรื่องราวของ "โม-แพร" ถูกนำไปเขียนเป็นนิยายแฟนฟิกชั่น (นิยายที่ผลิตโดยแฟนคลับ) บนแพลตฟอร์ม readAwrite (รี้ดอะไร้ต์) ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะพื้นที่เผยแพร่งานเขียนแนวนี้โดยเฉพาะ โดยหนึ่งในผลงานแฟนฟิกซึ่งตั้งชื่อว่า "[SF] tennis : mopear" มีจำนวนผู้อ่านมากกว่า 10 ล้านครั้งภายในเวลา 10 วัน
ในเชิงสังคมวัฒนธรรม ดร.พรทิพย์ นิพพานนท์ จากคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร อธิบายกับบีบีซีไทยว่า ปรากฏการณ์นี้สอดรับกับกระแส "Girls' Love" (GL) หรือ "ยูริ" ที่กำลังมาแรงในสื่อไทย ซึ่งเข้ามาแทนที่กระแส Boys' Love ที่เริ่มซาลง
มีการถกเถียงเช่นกันว่ารูปแบบความสัมพันธ์แบบ "กะเทย-กะเทย" นี้ควรเรียกว่าอะไร อภิเชษฐ์ เอติรัตนะ หรือ มะเดี่ยว หนึ่งในผู้เข้าร่วมรายการในฐานะเมนทอร์ กล่าวถึงรูปแบบความสัมพันธ์ของ "โม-แพร" ในเชิงหยอกล้อว่า "ไม่ใช่ Girls' Love นะคะ ชายรักชายค่ะ แค่ผมยาว"
ส่วนแฟนคลับในแพลตฟอร์ม readAwrite จัดว่าแฟนฟิกชั่นของ "โม-แพร" นั้นอยู่ในกลุ่ม "แซฟฟิก" อันเป็นคำเรียกความสัมพันธ์ระหว่างผู้ที่นิยามตนเองว่าเป็นหญิง ไม่ว่าจะเป็นหญิงตรงเพศ หญิงข้ามเพศ หรือกลุ่มอัตลักษณ์อื่น ๆ ที่นิยามตนว่าเป็นหญิง

ที่มาของภาพ, BBC Thai
ก่อนหน้านี้ซีรีส์ Girls' Love ในประเทศไทยมีความริเริ่มในการนิยาม "คู่รักแซฟฟิก" ให้กว้างขึ้น โดยปลายปี 2025 ค่าย S Class Entertainment ประกาศการผลิตซีรีส์ Girls' Love เรื่องแรกของค่ายโดยมี เดียร์น่า ฟลีโป นักแสดงหญิง เป็นนักแสดงหลักคู่กับ โยชิ รินรดา ธุระพันธ์ เจ้าของรางวัลมิสทิฟฟานียูนิเวิร์ส 2017
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการด้านวารสารศาสตร์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มองว่า แม้เปลือกนอกจะเป็นความสัมพันธ์แบบหญิงรักหญิง แต่กรอบคิดของผู้ชมส่วนใหญ่ยังคงติดอยู่กับระบบคิดแบบขั้วตรงข้าม (binary) ที่พยายามสร้างบทบาท "รุก-รับ" หรือ "เคะ-เมะ" ให้กับทั้งคู่ โดยมองฝ่ายที่ผมสั้นหรือดูเข้มแข็งกว่าว่าเป็นฝ่ายชาย และฝ่ายที่ผมยาวดูอ่อนหวานว่าเป็นฝ่ายหญิง
เมื่อกระแส "คู่จิ้น" เริ่มก่อตัวและกลายเป็นไวรัล ศิลปินจึงปรับตัวเพื่อ "รับลูก" ตามกระแสดังกล่าวเพื่อขยายผลต่อเนื่อง ซึ่ง ดร.พรทิพย์ ชี้ว่าเป็นการตอบสนองต่อกลไกอุตสาหกรรมสื่อที่มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าทางธุรกิจอย่างเต็มที่และรวดเร็ว
ช่องทางโซเชียลมีเดียส่วนตัวของแพรขวัญและจิรัชยาก็ออกเนื้อหาเกาะกระแสดังกล่าวเช่นกัน ผ่านการผลิตภาพคู่ทางอินสตาแกรม การผลิตวิดีโอสั้น และการปรากฏตัวร่วมกันในงานสาธารณะ
"เดี๋ยวมีงานอีกเยอะให้ได้ดูกันค่ะ มีเยอะมากที่ติดต่องานด้วยกันมา งานคอมเมอร์เชียล (เชิงพาณิชย์) แบบทีวีก็มี ขอบคุณทุกคนมาก" แพรขวัญ กล่าวในการไลฟ์เมื่อวันที่ 9 ก.พ. ที่ผ่านมา
ปัจจัยความสำเร็จของคอนเทนต์นอกกระแสหลัก
ดร.ปิยะพงษ์ อธิบายว่าการต่อยอดความสำเร็จของคู่เมนทอร์ โม-แพร เป็นเส้นทางที่สอดคล้องกับบทบาทของรายการประเภทเรียลลิตี้ในธุรกิจสื่อ
นักการตลาดรายนี้อธิบายว่าในเชิงธุรกิจ รายการเรียลลิตี้จำพวก THE TAKE (ฮอร์โมน) หรือรายการต้นแบบอย่างเดอะเฟซ ยังทำหน้าที่เป็นเหมือน "ค่ายเอเจนซี่" กลาย ๆ ที่ปั้นผู้เข้าแข่งขันให้กลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์หน้าใหม่ เพื่อรับงานรีวิวสินค้าหรือโชว์ตัว ซึ่งเป็นการขยายห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจให้กว้างออกไป ขณะที่เนื้อหารายการยังเป็นภาพสะท้อนของกลไกทุนนิยมที่ชัดเจนที่สุด กล่าวคือรายการเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองทุนนิยมที่เน้นการแข่งขันและการคัดออก
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้รายการล้อเลียนอย่าง THE TAKE (ฮอร์โมน) ประสบความสำเร็จทางการตลาด คือการนำเสนอเนื้อหาที่แตกต่างและยังไม่มีคู่แข่งในตลาด โดยใช้ปัจจัยขับเคลื่อนหลายประการซึ่ง ดร.พรทิพย์ เรียกว่าเป็นการ "ฉีกตำรานิเทศศาสตร์แบบดั้งเดิม"
- ขับเคลื่อนด้วยแพลตฟอร์ม
ดร.ปิยะพงษ์ วิเคราะห์ว่าพื้นฐานการเป็นอินฟลูอินเซอร์ของผู้ร่วมรายการทำให้แต่ละคนมีกระบวนการเรียนรู้พฤติกรรมของผู้ชมอย่างต่อเนื่อง พวกเธอผ่านการทดลองทำคลิปหลากหลายรูปแบบและสังเกตว่าผู้ชมตอบสนองต่อเนื้อหาใดมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นคลิปแกล้งคน คลิปล้อเลียน หรือคลิปแต่งตัวเลียนแบบบุคคลดัง ซึ่งล้วนมีศักยภาพในการเป็นไวรัลในตัวเอง
ดร.พรทิพย์ อธิบายความสำเร็จของ THE TAKE (ฮอร์โมน) ว่าเป็นกรณีศึกษาของการผลิตสื่อที่ขับเคลื่อนด้วยแพลตฟอร์มที่ยืดหยุ่นและเน้นการตอบสนองต่ออัลกอริทึมที่ชัดเจน
"[ในสายวิทยุโทรทัศน์]จะเน้นการวางแผน SMCR (Sender-Message-Channel-Receiver) แต่ในกรณีของเขา เน้นไวรัลล้วน ๆ เลยต่อคลิป" ดร.พรทิพย์ กล่าว"ทำคอนเทนต์เดียวเนี่ยแหละคลิปยาว ๆ แต่ก็ยังตัดบางช่วงบางตอนเป็นคลิปแนวตั้ง ไปเผยแพร่ใน TikTok ในเฟซ[บุ๊ก]อะไรต่าง ๆ ได้อีก"
ข้อสังเกตของสองนักวิชาการสอดคล้องกับคำสัมภาษณ์ของ กรินทร์ อ่องชุ่ม หรือเป็นที่รู้จักในนาม "ตูน" หรือ "Alie Blackcobra" หนึ่งในเมนทอร์ของรายการที่กล่าวว่า ระหว่างการผลิตรายการแต่ละตอนนั้น "ไม่มีสคริปต์เลย ไม่รู้เลยว่าจะต้องทำอะไรในวันพรุ่งนี้ พอพรุ่งนี้มาเจอมันคือการแก้ไขสถานการณ์และการเอาตัวรอดของทุกคน"
ดร.พรทิพย์ เสริมว่าการเลือกใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ยังช่วยให้รายการหลุดพ้นจากการกำกับดูแลของรัฐ (เช่น กสทช.) ที่ควบคุมสื่อวิทยุโทรทัศน์แบบดั้งเดิม ทำให้สามารถนำเสนอเนื้อหาที่ "แรง" และ "ดิบ" ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่โทรทัศน์กระแสหลักทำไม่ได้
- Rage bait - ยั่วให้โมโห
ดร.พรทิพย์ ยังชี้ด้วยว่าความสนุกอย่างหนึ่งของรายการคือความคลุมเครือว่ามีความขัดแย้งเกิดขึ้นจริงหรือเป็นเพียงการแสดง หรือกล่าวในทางวารสารคือ นี่เป็นความจริงที่ถูกประกอบสร้างใหม่ (dramatised reconstruction)
"คนดูจะเกิดความกังขาตลอดเวลาว่า มันโนสคริปต์ (ไม่มีสคริป) หรือมันมีสคริปต์กันแน่ มันทะเลาะกันจริงไหม" ผู้เชี่ยวชาญด้านวารสารชี้
ในประเด็นนี้ อนิวัต ประทุมถิ่น หรือ "นารา เครปกะเทย" ผู้ผลิตรายการ เคยเปิดเผยว่ามีการยั่วโมโหคนดูอย่างจงใจ "สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทำให้คนดูทะเลาะกันเอง นี่คือสิ่งที่หนูทำแล้วประสบความสำเร็จ คนดูอิน"

ที่มาของภาพ, Napasin Samkaewcham/BBC THAI
ในแต่ละตอนของรายการ THE TAKE (ฮอร์โมน) จะมีการแข่งขันทำภารกิจโดยแบ่งผู้เข้าแข่งขันออกเป็นสามทีม แต่ละทีมประกอบด้วยเมนทอร์และสมาชิกทีมซึ่งเป็นผู้เข้าแข่งขัน ทว่าในตอนที่สองและสาม ทีมที่มีกรินทร์และจิรัชยาเป็นเมนทอร์กลับไม่ใช้เครื่องแต่งกายที่รายการจัดให้ โดยใช้เครื่องแต่งกายที่เตรียมมาเองเข้าร่วมการแข่งขัน
"หนูโดน DM ด่าถึงขั้นว่า ขี้โกง โรคจิต" กรินทร์ เล่าในรายการแฉ เธอยังกล่าวด้วยว่าภาวะคลุมเครือดังกล่าวยังทำให้คนดูเชื่อว่าเหตุความขัดแย้งในรายการเป็นเรื่องจริงจนสมาชิกในทีมของตนร้องไห้และถูกแฟนคลับทีมอื่น ๆ ระดมรีพอร์ทจนบัญชีอินสตาแกรมถูกระงับ
"หนูดูในสตรีม 5,000 (คอมเมนต์) ด่าหนูไปแล้ว 4,900 (คอมเมนต์)" จิรัชยา เผยต่อว่าเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เธอนอนไม่หลับจนต้องชี้แจงด้วยการไลฟ์ผ่านทางติ๊กตอก
ในการสัมภาษณ์เดียวกัน อภิเชษฐ์ยังอธิบายถึงลักษณะปฏิสัมพันธ์ของแพลตฟอร์มในปัจจุบันว่าทำให้การส่งต่ออารมณ์เข้มข้นยิ่งขึ้น "มันเป็นรายการสดที่คนคอมเมนต์ได้ แล้วคนดูสดตอนนั้นคือหนึ่งแสนคน แปลว่าถ้าเราโดนด่า เราโดนคนหนึ่งแสนคนด่าอยู่ ณ ตอนนั้น"
อภิเชษฐ์ยังกล่าวด้วยว่า "ฝากทุกคนมาด่าในเฟซบุ๊กด้วย เพราะว่ายิ่ง[คอม]เมนต์คือคลิปรีลสร้างรายได้ คือจะได้เงินจากเฟซบุ๊ก... เดือนนี้ได้[เงิน]จุกอยู่"
- สปอนเซอร์
ดร.ปิยะพงษ์ ชี้ด้วยว่าจากภาพลักษณ์ของรายการที่เต็มไปด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวตรงไปตรงมา และไม่อายที่จะใช้คำหยาบคายที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ทำให้รายการนี้อาจไม่เป็นที่ดึงดูดสำหรับสปอนเซอร์จากสินค้าหรูหราที่มีลักษณะเป็นองค์กรขนาดใหญ่
อย่างไรก็ดีเขาชี้ว่า รายการประสบความสำเร็จจากสปอนเซอร์หลักซึ่งมุ่งทำการตลาดแบบรวดเร็ว ราคาจับต้องได้ และเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง เช่นเป็นกลุ่มสินค้าประเภทอาหารเสริมหรือครีมบำรุงผิว
ดร.ปิยะพงษ์ ซึ่งเป็นนักการตลาดยังเปรียบเทียบโมเดลการประชาสัมพันธ์ผ่านรายการนี้ว่าเป็นวิธี "ตีหัวเข้าบ้าน" ที่ช่วยให้ดันยอดขายได้จำนวนมากขึ้นและเห็นผลลัพธ์ระยะสั้น
"วัตถุประสงค์หลักของการโฆษณาเหล่านี้ คือต้องการการรับรู้ตราสินค้าอย่างเดียวเลย... ถึงบางครั้งจะทำให้เกิดคำวิพากษ์วิจารณ์ในแง่กระแสลบ แต่คนจำแบรนด์ได้"
แม้ภาพรวมของรายการอาจไม่สอดคล้องกับภาพลักษณ์ของสปอนเซอร์ในกลุ่มสินค้าราคาแพง ทว่าอนิวัตซึ่งเป็นผู้ริเริ่มรายการเปิดเผยว่า มีแบรนด์สินค้ามากกว่า 70 รายการที่เข้ามาสนับสนุนหลังรายการเผยแพร่ไป 5 ตอน
"ก้าวแรกของการคิดที่มาทำรายการ THE TAKE (ฮอร์โมน) คืออยากช่วยเหลือลูกหนี้ โดยใช้พื้นที่ตรงนี้ เพื่อให้ตัวเองมีกระเเสและหาเงินหมดหนี้ให้เร็วที่สุด" เธอระบุผ่านโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว
ทำไมความรุนแรงที่ปรากฏในรายการถึง "ฮีลใจ" คนไทย
หลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรายการอาจถูกจัดได้ว่าเป็นความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการใช้คำว่า "อีแก่" ซึ่งถูกพูดซ้ำหลายครั้งในแทบทุกตอน หรือการปะทะคารมณ์อย่างดุเดือดในช่วงท้ายตอนที่ 3 ซึ่งจบลงด้วยฉากที่อภิเชษฐ์พุ่งเข้าหาจิรัชยาและกรินทร์พร้อมถอดรองเท้าปาลงพื้นต่อหน้า
นักวิชาการทั้งสองวิเคราะห์ว่ารายการนี้ทำหน้าที่เป็น "พื้นที่ระบายทางอารมณ์" ให้กับสังคมไทยที่เต็มไปด้วยความกดดันต่างหาก
ดร.ปิยะพงษ์ อธิบายปรากฏการณ์นี้ผ่านแนวคิดที่เรียกว่าการทำให้เป็นเทศกาล (carnivalesque) ของ มิคาอิล บัคติน นักปรัชญาชาวรัสเซีย โดยกล่าวว่ารายการดังกล่าวเป็นดั่งงานรื่นเริงที่กฎเกณฑ์ทางสังคมถูกพักไว้ชั่วคราว ผู้ชมรู้สึกได้รับการปลดปล่อย "เสียงในหัว" ผ่านการดูตัวละครในรายการ
"ชีวิตจริงเราไม่พูดขนาดนี้ แต่พอเราไปเห็นคนเหล่านี้พูดแบบนี้ อุ๊ย เรารู้สึกแบบเขาทำแทนเราไปแล้ว มันเติมเต็มชีวิตไปแล้ว... ตัวเองก็ได้หลีกหนีลงไปด้วย" ดร.ปิยะพงษ์ อธิบาย

ที่มาของภาพ, Napasin Samkaewcham/BBC THAI
นี่สอดคล้องกับมุมมองของ ดร.พรทิพย์ ที่อ้างอิงทฤษฎี "สามเหลี่ยมความรุนแรง" (Triangle of Violence) ของ โยฮัน กัลตุง นักสังคมศาสตร์ชาวนอร์ดิก โดยมองว่าความรุนแรงในรายการ เช่น การด่าทอหรือการตบตี เป็นทางออกของความอัดอั้นจากความรุนแรงเชิงโครงสร้างและวัฒนธรรมที่คนไทยเผชิญอยู่
"ยิ่งมันไวรัล มันยิ่งเป็นตัวสะท้อนให้เห็นความอัดอั้นของคนในสังคมเหมือนกันนะ มันระบายออกเป็นความรุนแรงทางตรงไม่ได้... ยิ่งยอดสูงมากเท่าไหร่เราก็มองว่า มันย้อนกลับมาดูในเรื่องของสุขภาพจิตของคนในสังคมเหมือนกัน ว่ามันคงมีอะไรในใจอยู่เยอะแหละ พูดออกไปก็ไม่ได้ ด่าก็ไม่ได้ ดูเอาสะใจอย่างงี้ละกัน เป็นที่ระบาย" ดร.พรทิพย์ อธิบาย
รายการนี้ยังสอดแทรกเนื้อหาการเมืองอย่างไม่ปิดบัง ช่วงหนึ่งในตอนที่ 6 ของรายการ อภิเชษฐ์พูดถึงการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันถัดจากวันเผยแพร่ตอนดังกล่าว (8 ก.พ.) ว่า "EP นี้ห้ามโกง ไม่มีสิทธิโกง และพรุ่งนี้วันเลือกตั้ง อย่าโกงด้วย ไม่อยากให้บ้านเมืองชิบหายแล้ว ไม่มีอะไรจะแดกแล้ว"
ท่อนสั้น ๆ นี้ถูกผู้ชมตัดไปเป็นคลิปสั้นและอัปโหลดลงแพลตฟอร์มติ๊กตอกส่วนตัวหลายครั้งในคืนก่อนเลือกตั้ง คลิปหนึ่งในนั้นมีการส่งต่อมากกว่าหนึ่งหมื่นครั้ง
เสียงของคนที่ไม่ตรงกรอบของสังคม
เมื่อมองจากมุมวัฒนธรรมศึกษา ผู้เชี่ยวชาญที่บีบีซีไทยได้พูดคุยด้วยยังชี้ลึกลงไปด้วยว่า รายการนี้ดึงดูดผู้ชมด้วยเรื่องราวของคนชายขอบที่ลุกขึ้นมาสถาปนาอำนาจของตนเอง
"ทุกคนเป็นคนชายขอบหมดเลย บางคนไม่ได้สวยแบบมาตรฐาน ติดคุก[มาก่อน]ด้วย พูดคำหยาบด้วย ไม่มีอะไรที่อยู่ในบรรทัดฐานของสังคมที่ขีดเส้นไว้" นักนิเทศศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ร่าย "กลุ่มคนพวกนี้จึงเป็นเหมือนกำลังใจให้คนที่มีลักษณะแบบเดียวกันที่ชอบแบบนี้เหมือนกัน มันก็เลยทำให้กลุ่มคนดูมันเยอะ"
ขณะเดียวกัน เขาชี้ว่าเนื้อหาออนไลน์นั้นเปิดช่องให้เนื้อหาของรายการพ้นจากการถูกควบคุม
"สื่อดั้งเดิม มันจะเป็นพื้นที่ที่ถูกคุมโดยรัฐว่าเนื้อหาอะไรทำได้ เนื้อหาอะไรทำไม่ได้ แต่ ณ ปัจจุบันพอเป็นออนไลน์เนื้อหามันหลากหลายมาก... คราวนี้กลุ่มพวกนี้ก็กลายเป็นกลุ่มที่เริ่มสถาปนาอำนาจของตัวเองด้วยการที่มีสื่ออยู่ในมือ แล้วก็ตัวเขาเองก็รื้อสร้างความหมายเลย ผมว่ากลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เก่งมากในการรื้อสร้างความหมายในทุกอย่าง"
ดร.ปิยะพงษ์ ยกตัวอย่างการท้าทายกรอบความเป็นชายหญิงในหลายมิติออกจากขนบเดิม เช่นเรื่องการท้าทายมาตรฐานความงาม (beauty standard) การแสดงออกทางน้ำเสียง และการทำลายภาพจำว่า "กะเทย" ต้องให้ความสนใจต่อผู้ชายเป็นอันดับแรก
การท้าทายมาตรฐานความงามยังเห็นได้จากเหตุการณ์ในหลากหลายตอน เช่นตอนที่หนึ่งกรินทร์กล่าวถึงผู้เข้าแข่งขันอายุ 20 ปีรายหนึ่งว่า "เชเช่ weird (แปลก) ประหลาด แต่มีความ unique (มีเอกลักษณ์)"
ในตอนเดียวกันยังมีการตั้งคำถามถึงมาตรฐานความงามของเวทีมิสทิฟฟานี เช่นระหว่างที่เหล่าเมนทอร์เกลี้ยกล่อมให้ "เชเช่" เข้าร่วมทีม จิรัชยานำมงกุฎมิสทิฟฟานีของตนออกมา ทำให้ ธรรณพ แสงโอสถ หรือ "ฟลุ๊คกะล่อน" ตั้งคำถามทันทีว่ามาตรฐานความงามของเวทีมิสทิฟฟานีจะโอบรับเชเช่หรือไม่ "การเอามงมิฟฟานีมา ถามหน่อยว่ามิสทิฟฟานีให้ไหม"

ที่มาของภาพ, @alie.blackcobra
นอกจากมาตรฐานความงามของรูปร่างหน้าตา ดร.ปิยะพงษ์ ยังกล่าวถึงการท้าทายอุดมคติแบบอื่น ๆ ที่สังคมคาดหวังให้ "กะเทย" เป็นด้วย ยกตัวอย่างเช่นการที่ผู้เข้าร่วมรายการใช้น้ำเสียงตามใจโดยไม่จำเป็นต้องทำเสียงเล็กแบบที่สังคมคาดหวังต่อกะเทย ขณะเดียวกันในช่วงหนึ่งของรายการตอนที่ 5 อภิเชษฐ์ก็ยั่วล้อแขกรับเชิญได้แก่ วันเฉลิม จำเนียรพล หรือ มิกซ์ เฉลิมศรี และ ณัฐวรรธน์ บุญคีรินทร์ หรือ เจินเจิน บุญสูงเนิน ซึ่งมาเป็นแขกรับเชิญของรายการว่าบีบเสียงเก่ง
"แม่เจิน ฉันบอกเลยนะ หนีบเสียงไม่แพ้มิกซ์ สองคนนี้หนีบเสียงเหมือนกัน ถ้า 2 คนนี้จัดคอนเสิร์ต น่าจะได้คอนเสิร์ตอยู่นะ หนีบเสียงเฟสติวัล" อภิเชษฐ์กล่าว
ส่วนประเด็นภาพจำว่ากะเทยคลั่งเพศชายนั้น นักการตลาดจาก มช. ยกตัวอย่างโดยกล่าวว่า "สังเกตดูว่าภาพจำของคนโดยทั่วไปกับกลุ่ม LGBTQ เนี่ย จะมาพร้อมกับความคลั่งเพศชาย… แต่ตอนนี้กลับหัวกลับหางเลย ก็คือผู้หญิงกับกะเทยรวมหัวกันลดบทบาทของผู้ชาย ผู้ชายกลายเป็นตัวประกอบ"
ด้าน ดร.พรทิพย์ เห็นด้วยว่ารูปแบบการนำเสนอในรายการเป็นตัวอย่างของการเปิดพื้นที่ให้กลุ่มคนที่มีความหลากหลายได้เล่าเรื่องด้วยตัวเอง และสร้าง "อำนาจต่อรองบางอย่าง"
อย่างไรก็ดี ดร.พรทิพย์ เตือนด้วยว่า ความลื่นไหลทางการเล่าเรื่องนี้อาจนำไปสู่การผลิตซ้ำภาพจำดั้งเดิมของกะเทยในสื่อ เช่น ความจำเป็นต้องตลก โวยวาย หรือมีเสียงดัง
"เช่น ชื่อรายการ THE TAKE (ฮอร์โมน) เองก็ยังอาจสร้างภาพจำที่คลาดเคลื่อนว่าการเป็นผู้หญิงข้ามเพศจำเป็นต้องพึ่งพาฮอร์โมนทางการแพทย์เท่านั้น ทั้งที่ความจริงอัตลักษณ์ทางเพศมีความหลากหลายกว่านั้น" ดร.พรทิพย์ ชี้ให้เห็นข้อพึงระวัง

ที่มาของภาพ, Apichet Madaew Atilattana
กลับมาที่ประเด็นคู่จิ้น "โม-แพร" ดร.พรทิพย์ ชี้ว่าแม้จะเกิดจากแรงโหมของกระแสไวรัลทางธุรกิจของความเป็น "คู่จิ้น" กระนั้นแล้วนักวารสารศาสตร์ผู้นี้ก็ชี้ว่ายัง "เป็นโอกาสในการให้สังคมได้พบกับความหลากหลายทางเพศมากขึ้น"
"ถ้าเกิดสมมติว่ามันเบิกทางไปให้คนรู้ว่า มันมีการที่หญิงข้ามเพศมาคบกันได้นะ"
"เราอยากเห็นสังคมมันแบบก้าวไปในทางที่อยากทำความเข้าใจตัวตนของเขา โดยก้าวพ้นการไปติดกรอบเดิมว่าใครรุกใครรับ เหมือนสมัยก่อนที่เลสเบี้ยนในอดีตเคยเจอ" นักวารสารศาสตร์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าวปิดท้าย































