ข่มขืนนักเรียน : กำจัดระบบอุปถัมภ์-อำนาจนิยม ทางแก้ปัญหาล่วงละเมิดทางเพศในโรงเรียน

ที่มาของภาพ, มูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว
- Author, กุลธิดา สามะพุทธิ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
แม้ว่านักเรียนหญิง 2 คนใน จ.มุกดาหาร ที่ถูกครูและรุ่นพี่ 7 คนข่มขืนนานนับปีจะได้รับการช่วยเหลือเยียวยา ขณะที่การดำเนินคดีนี้อาจเป็นไปอย่างรวดเร็วตามคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและกระแสกดดันของสังคม แต่นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิเด็กและความเท่าเทียมทางเพศบอกว่ากรณีนี้ย่อมไม่ใช่กรณีสุดท้าย ตราบใดที่ยังมีระบบอุปถัมภ์และอำนาจนิยมในระบบการศึกษาไทย
เรื่องราวของเด็กนักเรียนหญิงชั้น ม.2 และ ม.4 ที่ออกมาเปิดเผยว่าพวกเธอถูกครูในโรงเรียนและรุ่นพี่ผู้ชายข่มขืนหลายครั้งตั้งแต่เดือน มี.ค.2562 สร้างความหดหู่และสลดใจไปทั่วประเทศ แม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรียังพูดถึงคดีนี้ระหว่างการแถลงข่าวหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวานนี้ (12 พ.ค.) โดยให้ความเชื่อมั่นกับสังคมว่าผู้ก่อเหตุจะได้รับการลงโทษตามกฎหมายถ้าพบว่ามีการกระทำความผิดและมีหลักฐาน
นักเรียนหญิงสองคนนี้ถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพราะครูขู่ว่าจะไม่ให้เลื่อนชั้น ทั้งสองคนยังจำใจปิดเรื่องนี้ไว้เป็นเวลานานเพราะผู้ก่อเหตุขู่ว่าจะเผยแพร่คลิปที่อัดไว้
แต่ความทุกข์ที่อัดแน่นทำให้เด็กหญิงชั้น ม.2 ตัดสินใจเล่าเรื่องให้คุณยายของเธอฟัง และหลังจากที่ยายไปแจ้งความที่ สภ.ผึ่งแดด อ.เมือง จ.มุกดาหาร เมื่อต้นเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา นักเรียนหญิง ม.4 ที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศจากครูกลุ่มเดียวกันก็ยินยอมมาเป็นพยานให้ด้วย นำมาสู่การเปิดเผยเหตุการณ์น่าเศร้าใจในโรงเรียนที่ไม่ใช่กรณีแรก และหลายคนเชื่อว่าจะไม่ใช่กรณีสุดท้าย
ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก เดินทางไป จ.มุกดาหาร วันนี้ (13 พ.ค.) เพื่อพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในคดีนี้โดยเฉพาะอัยการเจ้าของคดีและพนักงานสอบสวน เพื่อบอกให้รู้ว่าสังคมกำลังจับตาเรื่องนี้อยู่และเพื่อให้แน่ใจว่าคดีนี้จะไม่เงียบ ล่าช้าหรือจบที่การไกล่เกลี่ยจ่ายค่าเสียหายแล้วจบ เหมือนกรณีล่วงละเมิดทางเพศเด็กที่ผ่าน ๆ มา
นางทิชาบอกกับบีบีซีไทยว่าการที่ผู้ต้องหาทั้งหมดได้รับการประกันตัวหลังถูกแจ้งข้อหาร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ร่วมกันพรากเด็กหญิงเพื่อการอนาจาร เป็นสัญญาณว่าผู้ต้องหากลุ่มนี้น่าจะมีอิทธิพลพอสมควร และนี่เป็นเหตุที่ทำให้เธอและเครือข่ายองค์กรที่ทำงานด้านเด็กและเยาวชนต้องออกมาเคลื่อนไหวเพราะ "ถ้าปล่อยให้เป็นธรรมชาติของคดี มีความสุ่มเสี่ยงที่ผู้กระทำผิดจะไม่ถูกลงโทษ"

ที่มาของภาพ, มูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว
เมื่อวานนี้ (12 พ.ค.) นางทิชานำตัวแทนองค์กรที่ทำงานด้านสิทธิเด็กและเยาวชนกว่า 10 คนเข้าพบนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เพื่อเรียกร้องให้นำนักเรียนหญิงผู้เสียหายและครอบครัวเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองพยานของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ พร้อมกับฟื้นฟูสภาพจิตใจและเข้าถึงการเยียวยาจากกระบวนการยุติธรรม
นายสมศักดิ์รับปากว่าจะเร่งรัดการดำเนินคดีให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว เริ่มจากการขอให้พนักงานสอบสวนประสานกับอัยการจังหวัดมุกดาหาร ให้ขอสืบพยานไว้ก่อนฟ้อง เพื่อให้ได้ข้อมูลจากผู้เสียหายและพยานในขณะที่ยังจำเหตุการณ์ได้ดี ซึ่งจะทำให้พนักงานสอบสวนมีพยานหลักฐานที่ชัดเจนหนักแน่นนำเสนอต่ออัยการและศาล
นางทิชาซึ่งเคยเข้าไปมีส่วนร่วมทำงานในคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กและเยาวชน เช่น คดีค้ามนุษย์ที่ผู้เสียหายเป็นเด็กในพื้นที่บ้านน้ำเพียงดิน จ.แม่ฮ่องสอน และกรณีเด็กหญิงถูกรุมโทรมจากผู้ชายหลายสิบคนเป็นเวลานานนับปีที่บ้านเกาะแรด จ.พังงา บอกว่ากระบวนการยุติธรรมในคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กมีช่องโหว่ที่ทำให้ผู้เสียหายและครอบครัวไม่ได้รับความเป็นธรรม เมื่อมีกรณีที่มุกดาหารเกิดขึ้น เครือข่ายองค์กรที่ทำงานด้านเด็กและเยาวชนจึง "ไม่อาจจะอยู่เฉยได้"
"เราจะขอพบอัยการเจ้าของคดีเพื่อขอเป็นโจทก์ร่วม และตั้งทนายที่เราไว้วางใจร่วมทำคดี เช่นเดียวกับคดีที่บ้านเกาะแรด จ.พังงา ซึ่งเราได้เป็นโจทก์ร่วม และตั้งทนายมาช่วยหาหลักฐาน ซึ่งจะช่วยให้อัยการทำงานได้ราบรื่นขึ้น มีหลักฐานแน่นหนาขึ้น เขียนสำนวนได้ดีขึ้น เมื่อแถลงเปิดคดีในศาลก็ชัดเจน นำไปสู่การลงโทษผู้กระทำความผิดได้" นางทิชาเปิดเผยแนวทางการทำงานในเรื่องนี้
เสียงเด็ก = เสียงแห่งความเงียบ
นางทิชายอมรับว่าการยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐมนตรีหรือการได้เข้าไปเป็นโจทก์ร่วมในคดีนี้เป็นเพียงการช่วยเหลือเด็กได้เพียงเฉพาะรายเท่านั้น คงไม่ได้แก้ปัญหาเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศในโรงเรียนได้ เพราะ "สังคมไทยมีอำนาจของผู้ใหญ่ที่เหนือกว่าเด็ก อำนาจของครูที่เหนือกว่านักเรียน" ที่ทำให้นักเรียนถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ใช่แค่การถูกข่มขืนหรือล่วงละเมิดทางเพศ แต่ถูกกดขี่และใช้อำนาจในหลายรูปแบบ ตั้งแต่การแต่งกาย ทรงผม ไปจนถึงการควบคุมความคิดและการกระทำ
"การควบคุมทั้งหมดนี้นำไปสู่การยกระดับอำนาจของครูให้มีมากขึ้น กดให้เด็กยิ่งเป็นผู้ไร้อำนาจ เสียงของเด็กกลายเป็นเสียงแห่งความเงียบที่ไม่มีความหมายใด ๆ เลยในอาณาจักรของโรงเรียน"
"กรณีที่มุกดาหาร จากการเก็บข้อมูลของเราพบว่าเรื่องนี้คนในโรงเรียนรู้กันมานานแล้ว ครูก็รู้ นักเรียนก็รู้ แต่ไม่มีใครได้ยินเสียงของเด็กที่เป็นผู้เสียหาย ที่สำคัญมีหลายคนคิดทำนองว่าเด็กมันเสียไปแล้ว อย่าไปยุ่งกับมันเลย ซึ่งแบบนี้ไม่ได้ สถาบันการศึกษาหรือทุกองค์กรที่ทำงานกับเด็กต้องรู้ว่า เด็กอาจจะผิดได้ หลงทางได้ แต่ผู้ใหญ่ต้องไม่แสวงประโยชน์จากเด็ก"
นางทิชาสรุประบบการศึกษาไทยให้อำนาจกับครูมากจนเกินไป จนเด็กกลายเป็นคนไร้อำนาจ อย่างในกรณีนี้ที่ผู้เสียหายบอกว่าครูสั่งให้ไปหยิบกุญแจห้องคอมพิวเตอร์ที่บ้านพักแล้วครูจึงตามไปข่มขืนหรือขู่ว่าจะไม่ให้เลื่อนชั้นหากไม่ยินยอม เป็นต้น ซึ่งหากครูยังมีอำนาจและเด็กยังไร้อำนาจเช่นนี้ต่อไป ย่อมมีนักเรียนอีกหลายคนที่อาจตกเป็นเหยื่อ ของครูที่ไร้จิตสำนึกและจรรยาบรรณ
ระบบอุปถัมภ์ค้ำจุนการข่มขืน
นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลเป็นอีกคนหนึ่งที่มองเหตุครูข่มขืนนักเรียนว่าเกิดขึ้นได้เพราะ ความผิดเพี้ยนของระบบการศึกษาไทยที่ให้ครูเป็นศูนย์กลางของโรงเรียนแทนที่เป็นเด็ก

ที่มาของภาพ, Getty Images
จะเด็จวิเคราะห์ถึงสาเหตุของการล่วงละเมิดทางเพศในโรงเรียนให้บีบีซีไทยฟังว่าน่าจะเกิดจาก 4 ปัจจัย คือ
1.ครูมีอำนาจเหนือกว่า เพราะระบบการศึกษาไทยเป็นระบบอำนาจนิยม คนที่เป็นศูนย์กลางของโรงเรียนคือครูอาจารย์ ไม่ใช่นักเรียน ครูเป็นคนกำหนดทุกอย่างในโรงเรียน กำหนดเกรด และสามารถออกคำสั่งให้เด็กทำสิ่งต่าง ๆ ทั้งที่เด็กอาจจะไม่อยากทำและอาจทำให้เขาสุ่มเสี่ยงต่อการถูกละเมิด
2. ครูเป็นคนที่ได้รับการยอมรับและเป็นที่เคารพนับถือจากคนในชุมชน และมักมีความสัมพันธ์กับผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นอย่างนักการเมือง ตำรวจ เมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น คนในชุมชนมักจะคิดว่าครูไม่ได้เป็นฝ่ายผิด
3. เมื่อเกิดเหตุ เด็กผู้เสียหายหรือคนในครอบครัวผู้เสียหายมักไม่ต่อสู้คดี เพราะครูมักจะใช้เงินไกล่เกลี่ย ตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสน เรื่องจึงไม่กลายเป็นคดี ไม่เข้าสู่ศาล
4.ระบบอุปถัมภ์ในโรงเรียน ที่ครูมักจะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สนับสนุนกัน ต่างตอบแทนกันในเรื่องการประเมิน การเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่ง ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาขึ้น ครูมักจะช่วยกันปกปิด ไม่เอาเรื่อง เพราะครูล้วนอยู่ในระบบอุปถัมภ์
"เหตุผลเหล่านี้ทำให้ปัญหาเรื่องการข่มขืนในโรงเรียนไม่หมดไป" นายจะเด็จสรุป
สำหรับกรณีเด็กหญิงที่มุกดาหาร เขาเห็นด้วยกับนางทิชาว่าจะต้องเร่งช่วยเหลือเยียวยาจิตใจผู้เสียหาย ขณะที่ตำรวจและอัยการต้องทำคดีอย่างรวดเร็วและรัดกุม ส่วนการแก้ปัญหาในระยะยาวเพื่อกำจัดปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ "ลูกศิษย์" กลายเป็น "เหยื่อ" ของครู จะเด็จมีข้อเสนอของมี 4 ข้อ คือ
- กระทรวงศึกษาธิการต้องกระจายอำนาจในการบริหารจัดการโรงเรียนไปสู่ท้องถิ่น
- การประเมินครูและการตรวจสอบโรงเรียนไม่ควรอยู่ที่ส่วนกลางหรือโรงเรียนทำกันเอง แต่ต้องประเมินโดยผู้ปกครองและคนในชุมชน
- โรงเรียนต้องมีหลักสูตรเรื่องความเท่าเทียมกันทางเพศ มีการเรียนการสอนอย่างจริงจังเพื่อให้เด็กรู้ว่าอะไรคือการคุกคามทางเพศ จะปกป้องตัวเองอย่างไร
- เจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมต้องตระหนักว่าคดีล่วงละเมิดทางเพศนั้นไกล่เกลี่ยไม่ได้ ต้องทำคดีอย่างจริงจัง ไม่ใช่มาทำตอนที่เป็นข่าว
- ระบบการศึกษาไทยต้องทำให้เด็กเป็นศูนย์กลาง เพราะถ้าครูยังมีอำนาจแบบนี้ เด็กก็จะตกเป็นเหยื่อของการใช้อำนาจ ไม่ใช่แค่ข่มขืน แต่รวมถึงการใช้ความรุนแรง ตบ ตี
"ณัฏฐพล" ยอมรับที่ผ่านมาจัดการไม่จริงจัง
นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ยืนยันว่าเขาจะแก้ปัญหาเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศในสถาบันการศึกษาอย่างจริงจัง
"การที่ครูใช้อำนาจเพื่อหาประโยชน์จากเด็กเป็นสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาเราอาจจะไม่ได้จัดการเรื่องพวกนี้อย่างจริงจัง" นายณัฏฐพลบอกกับบีบีซีไทย
สำหรับกรณีที่มุกดาหาร นายณัฏฐพลบอกว่า คณะกรรมการสอบสวนของ ศธ. สรุปว่าครูทั้ง 5 คน กระทำความผิดจริงเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง และได้มีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน
"ตอนนี้เรารอกระบวนการสืบสวนทางอาญา หลังจากนั้นถึงจะดำเนินการต่อ" รมว.ศธ.กล่าว
เขามั่นใจว่าศูนย์เฉพาะกิจให้ความคุ้มครองและช่วยเหลือเด็กนักเรียนที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ที่ ศธ.ตั้งขึ้นเมื่อเดือน มี.ค. จะเป็นกลไกที่ช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านการเป็นศูนย์รับเรื่องร้องเรียนและการตรวจสอบและลงโทษครู
"ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา เราทำไป 4-5 คดี และเราก็สามารถทำให้ครูผู้กระทำความผิดออกจากราชการได้ และไม่สามารถกลับมาอยู่ในระบบการศึกษาได้อีก ซึ่งในระยะยาวน่าจะทำให้ปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศในโรงเรียนเกิดน้อยลงหรือไม่มีเลย เพราะครูเห็นแล้วว่ากระทรวงฯ เอาจริง ไม่ปล่อยไว้" รมว.ศธ.กล่าว
"ในอดีตอาจมีเรื่องของความเกรงกลัวอิทธิพล ผู้ก่อเหตุมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนในพื้นที่ หรือมีการจ่ายเงินให้ผู้เสียหายก็เลยทำให้เรื่องเงียบไป ไม่มีการดำเนินคดีต่อ วันนี้ไม่มีแล้ว เพราะศูนย์ฯ จะฟ้องเองเลย"









