'แอบถ่ายรูปเบาะหลังรถ' ปรากฏการณ์แปลกประหลาดของชาวอังกฤษ

ที่มาของภาพ, Reuters/Phil Noble
- Author, นูร์ นันจิ
- Role, ผู้สื่อข่าวสายวัฒนธรรม บีบีซี นิวส์
- เวลาอ่าน: 11 นาที
เวลา 19.00 น. ของวันพฤหัสบดีเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน แอนดรูว์ เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ หรืออดีตเจ้าชายแอนดรูว์ อดีตพระอนุชาของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร เพิ่งได้รับการปล่อยตัวจากสถานีตำรวจ ปรากฏภาพถ่ายที่น่าขนลุกของเขา ขณะนั่งจมอยู่บนเบาะหลังรถ
ภาพดังกล่าวแพร่กระจายอย่างรวดเร็วกลายเป็นไวรัล โดยปรากฏบนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์หลักฉบับเช้าวันรุ่งขึ้น
หลายวันต่อมา อีกภาพหนึ่งกลายเป็นข่าวพาดหัว แม้เป็นภาพที่ตัดมาจากวิดีโอ คราวนี้เป็นภาพของลอร์ดปีเตอร์ แมนเดลสัน อดีตรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักร กำลังเดินทางกลับบ้านด้วยรถแท็กซี่สีดำ หลังจากถูกจับกุมเมื่อวันจันทร์
เหล่าคนดัง เชื้อพระวงศ์ และนักการเมือง มักถูกถ่ายภาพขณะเดินทางจากสถานที่หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่งอยู่บ่อย ๆ
ภาพเหล่านั้นอาจไม่ใช่ภาพที่ดีที่สุดเท่าที่เคยถ่ายมา แต่ก็อาจกลายเป็นภาพที่โด่งดังที่สุดได้
ปรากฏการณ์แปลกประหลาด ซึ่ง ลอเรน บีชิง ผู้เชี่ยวชาญด้านการประชาสัมพันธ์ในภาวะวิกฤตของเหล่าคนดัง บรรยายว่าเป็น "ลักษณะเฉพาะของชาวอังกฤษ" นั้น ส่วนใหญ่สามารถอธิบายได้จากความรู้สึก "ไม่ทันตั้งตัว"
"ภาพลักษณ์สาธารณะส่วนใหญ่ของเหล่าคนดัง สมาชิกราชวงศ์ หรือนักการเมือง ล้วนถูกจัดการในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง" เธอกล่าวกับบีบีซีนิวส์
"เบาะหลังรถให้ความรู้สึกเหมือนช่วงเวลาที่ใครบางคนคิดว่าการแสดงหยุดลงแล้ว"
แต่การบันทึกช่วงเวลาเหล่านั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ต้องอาศัยทักษะ เทคนิค ความอดทน และโชคอีกเล็กน้อย
บีบีซีได้พูดคุยกับช่างภาพเกี่ยวกับศิลปะแห่ง "ภาพช็อตเดียว" และยังได้สอบถามผู้เชี่ยวชาญในวงการบันเทิงว่าทำไมเราทุกคนถึงหลงใหลในภาพถ่ายที่แอบถ่ายเบาะหลังรถกันนักหนา
'การรอคอยไม่มีที่สิ้นสุด'
สิ่งแรกที่ช่างภาพทุกคนพูดคือ คุณต้องอดทนเพื่อให้ได้ภาพที่ต้องการ
เจมี ลอร์ริแมน ช่างภาพหนังสือพิมพ์ กล่าวว่า "การรอคอยนั้นอาจยาวนานจนไม่มีที่สิ้นสุด"
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ถูกจับกุมในข้อหาประพฤติมิชอบในตำแหน่งราชการ ลอร์ริแมนถูกส่งไปที่แซนดริงแฮม และได้เข้าร่วมกับกลุ่มนักข่าวที่ปักหลักรออยู่หน้าบ้านของเขา
รถทุกคันที่ขับผ่านไปต่างก็ถูกแสงแฟลชจากกล้องสาดใส่อย่างบ้าคลั่ง ไม่มีใครรู้ว่ารถคันไหนอาจจะมีอดีตเจ้าชายอยู่ และไม่มีใครอยากพลาดโอกาสจะได้ภาพนั้น
วันนั้นฝนถล่มลงมาอย่างไม่หยุด และไม่มีห้องน้ำหรือร้านอาหารให้เห็นเลยสักแห่ง

ที่มาของภาพ, Justin Tallis / AFP via Getty Images
นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมการเตรียมตัวจึงสำคัญมาก แจ็กเกอลีน ลอว์รี ช่างภาพข่าว กล่าวเสริมว่า รองเท้าที่ดีและอุปกรณ์กันฝนเป็นสิ่งจำเป็น
"ฉันเคยเฝ้าสังเกตการณ์และไปเคาะประตูบ้านคนมาหลายครั้งแล้ว" เธอบอกกับบีบีซี "ในรถของฉันมีทุกอย่างที่คุณอาจจะต้องการ"
ด้าน มาร์ค แฮร์ริสัน ช่างภาพข่าวที่ผันตัวมาเป็นช่างภาพเหล่าเซเลบริตี เห็นพ้องว่า "คุณต้องเตรียมพร้อมและสามารถออกไปได้ทุกเมื่อ"
"คุณไม่สามารถเดินไปจิบชาได้ตามใจชอบหรอก" เขาระบุ
สุดท้ายแล้ว ภาพถ่ายที่โดดเด่นที่สุดของคืนนั้นถูกถ่ายไว้ห่างออกไปประมาณ 40 ไมล์ บริเวณด้านนอกสถานีตำรวจเอลแชม
ฟิล โนเบิล ช่างภาพของรอยเตอร์ส รอคอยนาน 6 ชั่วโมง ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บ จนกระทั่งรถของอดีตดยุคมาถึง เขาบอกกับบีบีซีว่า "มันคาดเดาไม่ได้เลย"
แต่เขาก็ได้ภาพนั้นมา และเวลานี้ภาพนั้นก็ถูกเผยแพร่ไปทั่วแล้ว นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดมีมไวรัลมากมายบนโซเชียลมีเดียด้วย
เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ ผู้ซึ่งได้รับการปล่อยตัวระหว่างการสอบสวน ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหามาโดยตลอด
ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ช่างภาพได้ไปปักหลักอยู่หน้าบ้าน 2 หลังที่เกี่ยวข้องกับแมนเดลสัน ในวิลต์เชียร์และทางตอนเหนือของลอนดอน
ลอว์รีเป็นหนึ่งในช่างภาพที่ไปปักหลักอยู่หน้าบ้านของเขาในลอนดอนเหนือ
เธอเล่าว่า การรอคอย 9 ชั่วโมงท่ามกลางสายฝนนั้น "คุ้มค่า" เพราะเธออยู่ที่นั่นตอนที่ตำรวจมาถึงเพื่อตรวจค้น
2 สัปดาห์ต่อมา แมนเดลสันถูกจับกุมในข้อหาประพฤติมิชอบในตำแหน่งราชการ ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวโดยการประกันตัว ช่างภาพนิ่งและช่างวิดีโอต่างเตรียมพร้อมที่จะถ่ายภาพของเขาในรถตอนกลับถึงบ้าน
แมนเดลสันยังไม่ได้ตอบคำขอให้แสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ แต่บีบีซีเข้าใจว่าเขายืนยันว่าเขาไม่ได้กระทำการใด ๆ ที่เป็นอาชญากรรม และไม่ได้มีแรงจูงใจจากผลประโยชน์ทางการเงิน
'คุณมีเวลาเพียงไม่กี่วินาทีที่จะทำให้สำเร็จ'
สำหรับโนเบิล การจับภาพเมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ได้ในเบาะหลังรถนั้น "เป็นเรื่องของโชคมากกว่าไหวพริบ"
ช่างภาพส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่าต้องใช้ทั้ง 2 อย่างผสมผสานกัน
หนึ่งในปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จคือการอยู่ในสถานที่ที่เหมาะสม
ลอร์ริแมนกล่าวว่า บ่อยครั้งมันเป็น "การเสี่ยงดวงล้วน ๆ"
"ผมทำงานครบกะแล้วถึงเพิ่งมารู้ว่าคนนั้นไม่ได้อยู่ที่นั่นเลยด้วยซ้ำ" เขากล่าว
แต่บางครั้ง คุณก็มีข้อมูลมากกว่าเดิม
ในวันที่เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ถูกจับกุม ลอร์ริแมนถูกส่งไปยังพระตำหนักแคลเรนซ์ เพื่อพยายามถ่ายภาพพระเจ้าชาร์ลส์เป็นครั้งแรกหลังมีข่าวนี้
เขารู้คร่าว ๆ ว่า กษัตริย์ชาร์ส์ที่ 3 จะเสด็จออกมาเวลาใด เพราะพระองค์มีหมายกำหนดการเสด็จไปร่วมงานลอนดอนแฟชันวีคในช่วงบ่ายวันนั้น
"นั่นทำให้ช่วงเวลา[ที่จะถ่ายภาพนั้นได้]หดแคบลง และผมก็สามารถถ่ายภาพรถของเขาขณะที่กำลังออกไปได้หลายภาพ" เขากล่าว
จากนั้นก็มาถึงขั้นตอนการถ่ายภาพบุคคลในรถที่กำลังเคลื่อนที่
"มันเป็นหนึ่งในสิ่งที่ยากที่สุด" ลอว์รีกล่าว "มันมืด คุณไม่รู้ว่ากำลังโฟกัสอะไรอยู่ รถเคลื่อนที่เร็ว และคุณไม่รู้ว่าพวกเขานั่งอยู่ตรงไหนในรถ"
กระจกติดฟิล์มกรองแสงเป็นอีกอุปสรรค วิธีหนึ่งที่ช่างภาพใช้แก้ปัญหานี้คือการเพิ่มแฟลช แต่รถยนต์ของทางราชการบางคันก็ติดตั้งม่านบังแดดเอาไว้ด้วย
ในกรณีเหล่านั้น วิธีแก้ปัญหาของลอร์ริแมนคือการถ่ายภาพผ่านกระจกหน้ารถหรือกระจกบังลม แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่เช่นกัน "มันแคบมาก คุณต้องได้มุมที่แม่นยำ และกระจกมองหลังต้องไม่บังคน" เขากล่าว
โดยรวมแล้ว ส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่า การคาดเดาอย่างมีหลักการเป็นสิ่งสำคัญ
"คุณต้องคาดเดาหลายอย่างล่วงหน้า เช่น ควรยืนตรงไหน รถอาจจะโผล่ออกมาจากจุดไหน และพวกเขาจะนั่งอยู่ด้านไหน" แฮริสันกล่าว
"มันเป็นกลอุบายที่ใช้ได้ครั้งเดียว ทุกอย่างเป็นการกะคร่าว ๆ คุณมีเวลาเพียงไม่กี่วินาทีที่จะทำให้สำเร็จ"
'มองเจาะหลังม่านผ่านเลนส์'
นั่นคือวิธีการที่ช่างภาพทำ แต่ทำไมพวกเขาถึงต้องทำอย่างนั้นด้วย?
สำหรับบีชิง เหตุผลที่ภาพถ่ายจากเบาะหลังรถดูน่าสนใจนั้นก็เพราะมันแตกต่างจากภาพดาราที่ถูกจัดฉากและควบคุมอย่างเข้มงวดที่เรามักเห็นกัน
"มันทำให้รู้สึกไม่ทันตั้งตัว" เธอกล่าว
เอ็มมา บุลลิมอร์ นักข่าวสายบันเทิง เห็นด้วยว่า ภาพถ่ายจากเบาะหลังรถดึงดูดความสนใจเรา เพราะมันพาเราไปดูเบื้องหลังม่าน
เธอให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า สำหรับหลาย ๆ คน การได้ "มองเข้าไปในช่องแคบ ๆ นั้นผ่านเลนส์กล้อง" เป็นเรื่องที่ "น่าตื่นเต้น"

ที่มาของภาพ, MJ Kim/Getty Images
ตัวอย่างอันเลื่องลือในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อาทิ ภาพ เคท มอสส์ นางแบบชาวอังกฤษ ที่มักถูกปาปารัสซีถ่ายภาพขณะเดินทางกลับบ้านหลังจากเที่ยวกลางคืนในช่วงทศวรรษ 1990-2000
รวมถึงภาพมาร์กาเร็ต แทตเชอร์ อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร มีน้ำตาคลอขณะอยู่ในรถ ตอนออกจากบ้านเลขที่ 10 เป็นครั้งสุดท้าย และภาพ มิก แจ็กเกอร์ นักร้องร็อกชื่อดัง ถูกถ่ายภาพขณะถูกใส่กุญแจมือหลังถูกตัดสินจำคุกในข้อหาครอบครองยาเสพติด

ที่มาของภาพ, Trinity Mirror / Mirrorpix via alamy

ที่มาของภาพ, Corbis via Getty Images
ในปี 2021 ภาพของเจ้าชายฟิลิป อดีตดยุกแห่งเอดินบะระผู้ล่วงลับ เสด็จออกจากโรงพยาบาลโดยนั่งอยู่ด้านหลังรถยนต์ ได้กลายเป็นไวรัลและก่อให้เกิดมีมมากมาย
สำหรับบีชิง ปฏิกิริยาต่อภาพนั้นสะท้อนให้เห็นถึง "ความสบายใจที่เรามีต่อการผสมผสานอำนาจเข้ากับการไม่เคารพ"
เธอกล่าวว่า แม้ว่าวัฒนธรรมปาปาราซซีจะมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง แต่ท่าทีการตอบสนองของอังกฤษนั้นแตกต่างออกไป "เราไม่ได้มองว่าบุคคลที่มีอำนาจหรือตำแหน่งสูงเป็นบุคคลที่แตะต้องไม่ได้"
ในช่วงเวลาที่เกิดข้อถกเถียง ภาพถ่ายจากเบาะหลังรถอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงเป็นพิเศษ เพราะมักจะนำเสนอภาพลักษณ์ของคนดังในแง่ลบ
บีชิงกล่าวว่า "นั่นคือช่วงเวลาที่ทำให้เกิดของแนวคิดยินดีในความล้มเหลวได้ในบางครั้ง" โดย "ภาพถ่ายนี้สามารถตีความได้ในเชิงสัญลักษณ์"

ที่มาของภาพ, Daniel Leal/AFP via Getty Images
ภาพประเภทนี้ ไม่ว่าจะเป็นภาพของราชวงศ์ นักการเมือง หรือคนดัง ก็ไม่ได้ปรากฏออกมาบ่อยนัก
พวกมันจำเป็นต้องผ่านเกณฑ์ด้านผลประโยชน์สาธารณะ โดยบรรณาธิการข่าวจะพิจารณาว่าผลประโยชน์สาธารณะในการเผยแพร่ภาพนั้นมีน้ำหนักมากกว่าการละเมิดความเป็นส่วนตัวของบุคคลหรือไม่
บีชิงกล่าวว่า มี "ความวิตกกังวลทางประวัติศาสตร์" ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
"มรดกของเจ้าหญิงไดอานายังคงหล่อหลอมมุมมองของผู้คนที่มีต่อรถยนต์และช่างภาพ" เธอกล่าว "แม้ว่าสถานการณ์จะไม่รุนแรงเท่าครั้งนั้น แต่สัญลักษณ์เหล่านั้นก็ยังคงทรงพลัง"
แต่ลอร์ริแมนกล่าวว่า ในฐานะช่างภาพ เขามักตระหนักถึง "คุณค่าข่าว" ของภาพทุกภาพที่เขาถ่ายเสมอ แม้ว่าสุดท้ายแล้วการตัดสินใจว่าจะตีพิมพ์ภาพเหล่านั้นหรือไม่จะขึ้นอยู่กับบรรณาธิการก็ตาม
"การถ่ายภาพนั้นต้องมีจุดประสงค์ด้านข่าวที่ชัดเจนเสมอ" เขากล่าว
ท้ายที่สุดแล้ว ภาพถ่ายจากเบาะหลังรถเป็นเรื่องที่หนังสือพิมพ์แทบลอยด์นำมาลงข่าวอยู่บ่อย ๆ และไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงไปในเร็ว ๆ นี้
บูลลิมอร์กล่าวว่า ภาพเหล่านั้นมีบทบาทสำคัญเสมอมาในบริบทของวัฒนธรรมข่าวสารที่เปลี่ยนแปลงตลอด 24 ชั่วโมงของเรา
พวกเขายังแพร่กระจายข้อมูลอย่างรวดเร็วบนโซเชียลมีเดียอีกด้วย
หากช่างภาพทำได้ดี ภาพถ่ายของพวกเขาก็อาจกลายเป็นเรื่องราวได้ด้วยตัวเอง ดังที่เราได้เห็นกันในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา
ลอว์รีกล่าวว่า "เป้าหมายคือการถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมดลงในเฟรมเดียว"
"มันไม่ง่าย แต่ความสนุกก็อยู่ที่ตรงนี้แหละ และคุณจะรู้ได้เสมอเมื่อคุณได้สิ่งที่ดีจริง ๆ"































