การบินไทยอยู่ในห่วงโซ่ขนส่งชิ้นส่วน F-35 ไปอิสราเอล กระทบความสัมพันธ์ไทย-โลกมุสลิม หรือไม่

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- เวลาอ่าน: 15 นาที
ในเดือน พ.ย. 2024 องค์กรด้านประชาสังคมระหว่างประเทศกว่า 230 แห่ง เรียกร้องให้รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ระงับการส่งอาวุธไปยังอิสราเอล โดยเฉพาะชิ้นส่วนเครื่องบินขับไล่ เอฟ-35 (F-35) เนื่องจากเห็นว่ามันถูกใช้สังหารผู้คนในความขัดแย้งกับปาเลสไตน์ครั้งล่าสุด
ทว่า ต้องใช้เวลาราว 2 ปี กว่าเรื่องนี้จะส่งผลสะเทือนถึงประเทศไทย เมื่อสายการบินแห่งชาติถูกกล่าวหาจากนักกิจกรรมฝ่ายซ้ายจัดในออสเตรเลียว่า "การบินไทยนำความตายไปสู่กาซา"
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กลุ่มดังกล่าวที่เรียกตัวเองว่า Defend Peace Djiang จัดทำแคมเปญประท้วงการส่งอาวุธจากออสเตรเลียไปยังอิสราเอล และกล่าวหาว่า "การบินไทยได้ลักลอบขนส่งชิ้นส่วนเครื่องบิน F-35 ที่อันตรายจากนครซิดนีย์ไปยังอิสราเอล โดยซ่อนไว้ในห้องเก็บสัมภาระของเครื่องบินโดยสารถึง 71 ครั้ง"
อย่างไรก็ตาม ทางบีบีซีไทยไม่สามารถตรวจสอบคำกล่าวอ้างได้อย่างอิสระ
ด้าน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) (บมจ.การบินไทย) ออกแถลงการชี้แจงในวันที่ 24 ก.พ. ที่ผ่านมาว่า ทางบริษัทฯ ดำเนินการรับขนส่งสินค้าและไปรษณียภัณฑ์โดยปฏิบัติตามขั้นตอนด้านพิธีการศุลกากร ตลอดจนกระบวนการตรวจคัดกรองด้านความปลอดภัยตามกฎหมายและข้อกำหนดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องของประเทศต่าง ๆ ที่บริษัทฯ ให้บริการเที่ยวบินอย่างเคร่งครัด ตลอดจนปฏิบัติตามขั้นตอนและมาตรการควบคุมการขนส่งวัตถุอันตราย (dangerous goods) ตามมาตรฐานการบินสากลอย่างเคร่งครัด โดยอนุญาตให้ขนส่งได้เฉพาะสินค้าที่เป็นไปตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัย กฎหมายของประเทศต้นทาง ประเทศปลายทาง และประเทศตามเส้นทางบินที่เกี่ยวข้อง
"การปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อกำหนด และมาตรฐานความปลอดภัยที่เกี่ยวข้อง ทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศ เป็นแนวทางการดำเนินงานที่บริษัทฯ ให้ความสำคัญและถือปฏิบัติมาโดยตลอด โดยมีเป้าหมายให้การปฏิบัติการบินของบริษัทฯ มีมาตรฐานความปลอดภัยที่สร้างความมั่นใจให้แก่ผู้โดยสาร" บมจ.การบินไทย ระบุ
ทางกลุ่ม Defend Peace Djiang ยังรณรงค์ให้ผู้เดินทางคว่ำบาตรสายการบินแห่งชาติของไทย ด้วยการไม่ขึ้นบินกับสายการบินนี้ เนื่องจากเห็นว่า "การบินไทยได้รับผลประโยชน์จากอิสราเอล" และละเมิดทั้งกฎหมายของออสเตรเลียและกฎหมายระหว่างประเทศ
ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีจุดยืนที่ชัดเจนว่าต้องการเห็นการพูดคุยอย่างสันติระหว่างฝ่ายอิสราเอลกับฝ่ายปาเลสไตน์ และเห็นด้วยกับแนวทางแก้ปัญหาแบบสองรัฐ (two-state solution) พร้อมกับยืนยันว่าประเทศไทยวางตัวเป็นกลางในความขัดแย้งดังกล่าวตลอดมา
บีบีซีไทยได้ติดต่อไปยังกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ของไทยเพื่อสอบถามว่าในกรณีที่สายการบินแห่งชาติของไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) โครงการเครื่องบินขับไล่ F-35 ที่เกี่ยวข้องกับอิสราเอล จะส่งผลกระทบต่อจุดยืนของไทยที่ผ่านมาหรือไม่ และขณะนี้ยังอยู่ระหว่างรอการตอบกลับ
เหตุใดกลุ่มภาคประชาสังคมจึงประท้วงการส่งชิ้นส่วนเครื่องบินรบ F-35 ให้กับอิสราเอล
เดือน พ.ย. 2024 องค์กรภาคประชาสังคมทั่วโลกกว่า 230 แห่ง เรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ ยุติการถ่ายโอนอาวุธต่าง ๆ ไปยังอิสราเอลโดยทันที โดยเฉพาะชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตเครื่องบินขับไล่ F-35
ประเทศพันธมิตรในโครงการผลิตเครื่องบินขับไล่ F-35 ได้แก่ ออสเตรเลีย แคนาดา เดนมาร์ก อิตาลี เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นพันธมิตรหลัก
องค์กรภาคประชาสังคมดังกล่าวระบุว่า "อิสราเอลได้ใช้เครื่องบินขับไล่ F-35 ในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์"
แม้อิสราเอลปฏิเสธข้อกล่าวหาเกี่ยวกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับชาวปาเลสไตน์มาโดยตลอด แต่ เดือน ก.ย. ปีที่แล้ว คณะกรรมการสอบสวนของสหประชาชาติระบุว่าอิสราเอลได้ก่ออาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ต่อชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา
ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ก็ถูกออกหมายจับโดยศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ในข้อหาอาชญากรรมสงคราม
สำหรับเครื่องบินรบ F-35 เป็นเครื่องบินขับไล่โจมตีภาคพื้นความเร็วเหนือเสียง พร้อมด้วยคุณสมบัติล่องหนหรือพรางตัว
ผู้ผลิตหลักคือบริษัทล็อกฮีด มาร์ติน (Lockheed Martin) ของสหรัฐฯ แต่ชิ้นส่วนต่าง ๆ ถูกผลิตโดยพันธมิตรหลายแห่งทั่วโลก

ที่มาของภาพ, Getty Images
ด้านองค์กรพัฒนาเอกชนที่ชื่อว่า กลุ่มรณรงค์การต่อต้านค้าอาวุธ หรือ ซีเอเอที (Campaign Against Arms Trade - CAAT) ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในสหราชอาณาจักร อ้างว่าอิสราเอลดัดแปลงเครื่องบินขับไล่ F-35 ให้อยู่ใน "โหมดสัตว์ร้าย (beast mode)" โดยได้รับความร่วมมือจากบริษัทล็อกฮีด มาร์ติน และโครงการ F-35 ของเพนตากอนหรือกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ
การดัดแปลงเพิ่มประสิทธิภาพดังกล่าวทำให้เครื่องบินขับไล่ F-35 ของอิสราเอลสามารถบรรทุกระเบิดขนาด 2,000 ปอนด์ (ราว 907 กิโลกรัม) ได้ถึง 4 ลูก ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ในห้วงเวลาที่ผ่านมา สำนักข่าวต่าง ๆ รายงานว่ารัฐบาลประเทศต่าง ๆ ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานการผลิตเครื่องบินรบชนิดนี้ ถูกกดดันให้ระงับการส่งออกชิ้นส่วนเครื่องบินขับไล่ดังกล่าวไปยังอิสราเอล
ในปี 2024 ปรากฏคำสั่งศาลเนเธอแลนด์ที่ระบุว่ารัฐบาลต้องระงับการส่งออกชิ้นส่วนเครื่องบินขับไล่ F-35 ไปยังอิสราเอล จากรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ส
ศาลของเนเธอร์แลนด์เห็นว่ามีความเสี่ยงอย่างชัดเจนว่าชิ้นส่วนที่ถูกส่งออกไปนั้น อาจถูกนำไปใช้ในการละเมิดมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง
ในเดือน ก.ย. 2025 สำนักข่าวอินฟอร์เมชัน (Information) ของประเทศเดนมาร์ก รายงานว่าได้รับการยืนยันจากกองทัพอิสราเอลว่าเครื่องบินขับไล่ F-35 ถูกใช้ในการโจมตีเขตอัล-มาวาซี (Al-Mawasi) เมืองข่านยูนิส ฉนวนกาซา เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2025 ในปฏิบัติการสังหารโมฮัมเหม็ด เดอีฟ และ ราฟา ซาลาเมห์ ผู้นำฮามาสในพื้นที่
ทว่าการโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นในเขตช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ส่งผลให้มีพลเรือนชาวปาเลสไตน์ถูกคร่าชีวิต 90 ราย และได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 300 ราย จากรายงานของสำนักข่าวอัลจาซีรา
จากรายงานข่าวของอินฟอร์เมชันระบุว่าทางองค์กรแอมเนสตี อินเตอร์เนชันแนล ซึ่งเป็นองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ได้ออกมาเรียกร้องให้ประเทศเดนมาร์กระงับการส่งชิ้นส่วนเครื่องบินขับไล่ F-35 ไปยังอิสราเอล เนื่องจากเสี่ยงละเมิดกฎของสหภาพยุโรปและสหประชาชาติที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกอาวุธ
นอกจากนี้ ในเดือน ต.ค. ปีที่แล้ว องค์กรสิทธิมนุษยชนปาเลสไตน์ยังออกมาเรียกร้องให้ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ในกรุงลอนดอน อนุญาตให้องค์กรฯ ยื่นอุทธรณ์คำตัดสินของศาลสูงที่ปฏิเสธคำร้องของกลุ่มผู้รณรงค์ที่พยายามยับยั้งการส่งมอบชิ้นส่วนเครื่องบินขับไล่ F-35 จากสหราชอาณาจักรไปยังอิสราเอล จากรายงานของสำนักข่าวทีเอ็นทีเวิลด์
การบินไทยเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างไร
การบินไทยถูกดึงเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานโครงการเครื่องบินขับไล่ F-35 ของออสเตรเลียที่ส่งไปยังอิสราเอลได้อย่างไร
จากรายงานของสำนักข่าวเดอะการ์เดียน ซึ่งเป็นสื่อในอังกฤษเมื่อเดือน ส.ค. ปีที่แล้ว ระบุว่ามีบริษัทมากกว่า 1,900 แห่งในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับการผลิตเครื่องบินรบชนิดนี้
เดอะการ์เดียนกล่าวอ้างอิงข้อมูลจากกระทรวงกลาโหมของออสเตรเลียที่ระบุว่า มีบริษัทในออสเตรเลียมากกว่า 75 แห่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานดังกล่าว และชิ้นส่วนสำคัญกว่า 700 ชิ้นที่นำไปประกอบเครื่องบินขับไล่ F-35 ถูกผลิตขึ้นในรัฐวิกตอเรียของออสเตรเลียเพียงแห่งเดียว
ยกตัวอย่างเช่น บริษัท อาร์ยูเอจี ออสเตรเลีย (RUAG Australia) เป็นผู้จัดหาชิ้นส่วนที่ทำให้เครื่องบินสามารถเปิดประตูช่องเก็บขีปนาวุธและยิงขีปนาวุธได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่ยังคงรักษาคุณสมบัติการพรางตัวไว้ได้
สำนักข่าวเดอะการ์เดียนยังระบุด้วยว่า ออสเตรเลียยังเป็นที่ตั้งของศูนย์กระจายสินค้าประจำภูมิภาคสำหรับชิ้นส่วน F-35 อีกด้วย
ในห้วงเวลาที่คณะกรรมการสอบสวนของสหประชาชาติระบุว่าอิสราเอลก่ออาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ต่อชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา นักสิทธิมนุษยชนชาวออสเตรเลียซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการสอบสวนดังกล่าว ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอบีซีของออสเตรเลียว่าการส่งออกชิ้นส่วนเครื่องบินขับไล่ออสเตรเลียควรยุติลง
"หากชิ้นส่วนที่ผลิตในออสเตรเลียถูกนำไปใช้ในเครื่องบินขับไล่ F-35 ที่อิสราเอลใช้ทิ้งระเบิดในกาซา เราก็ต้องรับผิดชอบร่วมกัน" คริส ซิโดติ กล่าว
ก่อนจะมีผลการสอบสวนของสหประชาชาติออกมา ริชาร์ด มาร์ลส์ รักษาการนายกรัฐมนตรีของออสเตรเลียในขณะนั้น ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอบีซีว่า ออสเตรเลียไม่ได้จัดหาอาวุธให้กับอิสราเอล แต่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานเครื่องบินขับไล่ F-35 มาหลายทศวรรษแล้ว และเห็นว่านั่นเป็น "คำถามที่แตกต่างกันมาก" จากประเด็นเรื่องการเป็นผู้ส่งออกอาวุธไปยังอิสราเอล
อย่างไรก็ตาม คำสัมภาษณ์ของมาร์ลส์ถูกตอบโต้จาก เดวิด ชูบริดต์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) จากพรรคกรีน ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายซ้ายในออสเตรเลียว่า "กฎหมายระหว่างประเทศชัดเจนมากว่าชิ้นส่วนอาวุธก็คืออาวุธ" และตั้งคำถามว่าเหตุใดรัฐบาลออสเตรเลียจึงไม่ระงับการส่งออกชิ้นส่วนดังกล่าว ทั้งที่เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง

ที่มาของภาพ, Getty Images
ปลายปีที่แล้ว สำนักข่าวดีคลาสสิไฟลด์ออสเตรเลีย (Declassified Australia) เผยแพร่รายงานการสืบสวนเกี่ยวกับการขนส่งชิ้นส่วนเครื่องบินขับไล่ F-35 อย่างลับ ๆ จากออสเตรเลียไปยังอิสราเอล
สำนักข่าวดีคลาสสิไฟด์ออสเตรเลียอ้างว่าจากเอกสารที่รั่วไหลออกมา ทำให้เห็นข้อมูลว่ามีอย่างน้อย 68 เที่ยวบินที่ขนส่งชิ้นส่วนเครื่องบินขับไล่ F-35 ไปยังอิสราเอล โดยมีต้นทางจากออสเตรเลีย
สำนักข่าวดังกล่าวรายงานว่าชิ้นส่วนล่าสุดที่ถูกขนส่งทางอากาศไปยังอิสราเอลจากออสเตรเลีย คือ แผ่นทางเข้าน้ำมันหล่อลื่น (Inlet Lube Plate) ซึ่งน่าจะใช้สำหรับระบบควบคุมสภาพแวดล้อมของเครื่องบินขับไล่ F-35
เอกสารการขนส่งที่สำนักข่าวดังกล่าวได้เห็น ระบุว่าชิ้นส่วนนี้ถูกสั่งซื้อในวันที่ 7 ก.ย. 2025 และพัสดุถูกรับโดยบริษัทขนส่งจากเมืองวิลเลียมทาวน์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของฝูงบิน F-35 ของกองทัพอากาศออสเตรเลีย ในวันที่ 11 ก.ย.
จากนั้นชิ้นส่วนที่ถูกระบุในเอกสารการขนส่งว่าเป็น "สินค้าทางทหาร-ชิ้นส่วนเครื่องบิน" สำหรับใช้ในเครื่องบินขับไล่โจมตีร่วม หรือ เจเอสเอฟ (Joint Strike Fighters - JSF) ซึ่งคู่ค้าคือบริษัทล็อกฮีด มาร์ติน ถูกขนส่งทางอากาศผ่านเที่ยวบินพาณิชย์ของการบินไทย TG472 ในช่วงบ่ายของวันที่ 17 ก.ย. 2025
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้หลังจากคณะกรรมการสอบสวนของสหประชาชาติระบุว่าอิสราเอลก่ออาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ต่อชาวปาเลสไตน์ได้เพียง 1 วัน
เที่ยวบินดังกล่าวใช้เวลาราว 10 ชั่วโมงเดินทางมาถึงท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิของไทย และพัสดุถูกขนถ่ายไปยังสายการบินหมายเลข ELY82 ซึ่งเป็นเที่ยวบินของสายการบินเอล อัล อิสราเอลแอร์ไลน์ เพื่อเดินทางต่อไปยังกรุงเทลอาวีฟ เมืองหลวงของอิสราเอล
สำนักข่าวดีคลาสสิไฟด์ออสเตรเลียระบุว่าเครื่องบินดังกล่าวลงจอดที่ท่าอากาศยานนานาชาติเบนกูเรียนในเวลา 06.33 น. ของวันที่ 18 ก.ย. ตามเวลาของอิสราเอล จากนั้นเดินทางต่อไปยังฐานทัพอากาศเนวาติมของอิสราเอล และถึงที่หมายในวันที่ 19 ก.ย. 2025
รายงานชิ้นอื่น ๆ ของดีคลาสสิไฟด์ออสเตรเลียยังเปิดเผยด้วยว่า ยังเห็นการขนส่งชิ้นส่วนเครื่องบินผ่านเที่ยวบินของการบินไทย
ในวันที่ 9 เม.ย. พบเที่ยวบิน TG472 เดินทางออกจากนครซิดนีย์ไปยังกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยพัสดุ 2 ชิ้นที่ระบุว่าเป็น "ชิ้นส่วนเครื่องบิน" สำหรับเครื่องบินขับไล่ F-35 โดยมีที่มาจากบริษัทล็อกฮีด มาร์ติน
เมื่อเดินทางมาถึงท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ พัสดุทั้งสองชิ้นถูกลำเลียงต่อไปยังเที่ยวบิน ELY86 ของสายการบินเอล อัล อิสราเอลแอร์ไลน์ และเดินทางถึงจุดหมายปลายทางสุดท้ายที่กรุงเทลอาวีฟ
การบินไทยชี้แจงไม่ได้ระวางขนส่งเอง

ที่มาของภาพ, Getty Images
วันที่ 26 ก.พ. นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.การบินไทย ชี้แจงต่อสื่อมวลชนว่าตนทราบถึงกรณีดังกล่าว และอธิบายว่าสายการบินทำหน้าที่เป็นเพียงผู้รับขนส่งให้กับพันธมิตรทางธุรกิจ ซึ่งเป็นแนวทางปกติของอุตสาหกรรมการบิน โดยกรณีนี้ทางการบินไทยไม่ได้เป็นผู้ขายระวางสินค้าเอง
"เขาขาย แต่เขามาส่งขึ้นเครื่องการบินไทย" นายชาย กล่าว "Air Waybill (ใบตราส่งสินค้าทางอากาศ) เอกสารการส่งของ เป็นของสายการบินอื่น เรารับขน การรับขนก็มีโปรโตคอล มีมาตรการ มีมาตรฐานอยู่"
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของการบินไทยกล่าวต่อว่า ในใบตราส่งสินค้าทางอากาศจะสำแดงว่าสินค้าที่อยู่ในการขนส่งคืออะไร โดยหน้าที่การตรวจสอบขึ้นอยู่กับศุลากรของแต่ละประเทศ การบินไทยไม่สามารถไปเปิดพัสดุดูได้ เนื่องจากไม่มีอำนาจ และมีเพียงศุลกากรที่สามารถเปิดดูได้ว่าพัสดุดังกล่าวผิดกฎหมายหรือไม่
เขายืนยันว่าพัสดุที่รับมาไม่เป็นอันตรายต่อเครื่องบิน เนื่องจากผ่านการเอ็กซเรย์มาแล้ว
"ชิ้นส่วนอะไรก็ตามที่ไม่ใช่ระเบิด ไม่ใช่วัตถุอันตราย เราขนได้" นายชาย กล่าว
เขายืนยันว่าการบินไทยทำตามมาตรฐานสากลและมาตรฐานความปลอดภัยในการรับคนด้วย เนื่องจากชิ้นส่วนดังกล่าวเป็นรูปแบบการขนส่งสินค้าใต้ท้องเครื่องบิน
"เราไม่สามารถพูดได้เต็มปาก เพราะไม่รู้หรอกว่าเหตุการณ์นี้มันจะขยายผลอย่างไร แต่เราก็มีมาตรการอยู่ มีความระมัดระวังในการรับขน ก็ต้องไปทำความเข้าใจกับคู่ค้าด้วย" นายชาย กล่าวเสริม
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของการบินไทยบอกด้วยว่า ตนติดตามกระแสการคว่ำบาตรสายการบินไทยในออสเตรเลียอย่างใกล้ชิด แต่ก็เห็นความเห็นของทั้งฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย และฝ่ายที่เข้าใจขั้นตอนการทำธุรกิจของสายการบิน
"เรื่องนี้เป็นเรื่อง sensitive (อ่อนไหว) เราไม่อยากเข้าไปอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง เราก็ทำหน้าที่ของคนทำธุรกิจ" นายชาย กล่าว
ผู้เชี่ยวชาญชี้ กรณีนี้ส่งต่อภาพลักษณ์และจุดยืนด้านการทูตของไทย
ดร.ศราวุฒิ อารีย์ ผอ.ศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่า การที่การบินไทยซึ่งเป็นสายการบินแห่งชาติและเป็นสัญลักษณ์ของประเทศเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทานการขนส่งชิ้นส่วนเครื่องบินขับไล่ F-35 ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาประเทศโลกมุสลิมอย่างปฏิเสธไม่ได้
"มันทำให้ประชาชนกลุ่มประเทศโลกมุสลิมเห็นว่า ประเทศไทยอาจมีส่วนในการทำให้เกิดการเข่นฆ่าในดินแดนฉนวนกาซา แล้วมันทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาโลกมุสลิมดูไม่ดีเอาเสียเลย" เขากล่าว
ดร.ศราวุฒิ อธิบายต่อว่าประเด็นนี้อาจทำให้ประเทศโลกมุสลิมและประชาคมโลกเข้าใจผิดว่าประเทศไทยมีนโยบายต่างประเทศ "ที่อิงแอบอยู่กับอิสราเอล" ซึ่งไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ไทยพยายามรักษาความเป็นกลางท่ามกลางความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นในกาซา
เขาเสริมว่าเหตุผลที่ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญต่อมุมมองโลกมุสลิม เป็นเพราะหลายประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเดียวกันก็เป็นชาติมุสลิม เช่น บรูไน อินโดนีเซีย และมาเลเซีย
นอกจากนี้ ประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางยังเป็นตลาดใหม่ที่นำผลประโยชน์มหาศาลทางเศรษฐกิจมาสู่ไทย หลังไทยเพิ่งฟื้นฟูความสัมพันธ์กับซาอุดีอาระเบียได้ และขยายตลาดส่งออกไปยังกลุ่มประเทศมุสลิม เช่น กลุ่มประเทศคณะมนตรีความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) ได้แก่ บาห์เรน คูเวต โอมาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไปจนถึงประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียกลาง
"เรากำลังเปิดตลาดใหม่ ๆ นอกเหนือจากตลาดเก่าที่ไม่สามารถรอได้ เช่น ยุโรป หรือเอเชียตะวันออก" ดร.ศราวุฒิ กล่าว
นอกจากนี้ เขาเห็นว่าเรื่องนี้ยังส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของชาวมุสลิมในไทยซึ่งเดินทางไปแสวงบุญที่ประเทศซาอุดีอาระเบียทุกปี
"ในข้อตกลงเรื่องฮัจญ์ระหว่างไทยกับซาอุดีอาระเบียนั้น เราจะต้องใช้สายการบินแห่งชาติของประเทศ นั่นก็คือการบินไทย มันก็อาจกระทบต่อความรู้สึกประชากรมุสลิมในไทย รวมถึงผู้ใช้บริการการบินไทยด้วย"

ที่มาของภาพ, Getty Images
ดร.ศราวุฒิ กล่าวว่าการบินไทยไม่ควรเพียงแค่อ้างว่าดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายหรือมาตรฐานสากลเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงกฎหมายระหว่างประเทศและปลายทางของสินค้าด้วย
"ผมคิดว่าการบินไทยต้องพิจารณาการให้บริการลักษณะนี้ ในเรื่องของการขนส่งอาวุธ ในเรื่องการขนส่งชิ้นส่วนเครื่องบินที่จะนำไปสู่การเข้าไปทำสงครามในดินแดนฉนวนกาซา ผมคิดว่าการบินไทยต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง"
เขายังชี้แนะว่าทางการไทยควรออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการว่าการดำเนินการของการบินไทยไม่ได้สะท้อนจุดยืนทางการทูตของประเทศ
"จริง ๆ แล้วทางการไทยควรที่จะออกมาอธิบายว่าการบินไทยและนโยบายการต่างประเทศนั้นเป็นคนละส่วนกัน บอกว่าอันนั้นเป็นบริษัทรัฐวิสาหกิจซึ่งดำเนินตามมาตรฐานการบินสากลอยู่ ในขณะที่ประเทศไทยค่อนข้างที่จะเป็นกลางในประเด็นปัญหาความขัดแย้ง"
พร้อมกันนี้ เขายังเสนอว่าไทยควรทบทวนการส่งแรงงานไทยไปทำงานในอิสราเอล เนื่องจากมองว่าอาจไม่สอดคล้องกับกฎหมายแรงงานระหว่างประเทศ และไม่ปลอดภัยต่อผู้ใช้แรงงานที่ต้องไปทำงานภายใต้สภาวะสงคราม รวมถึงคัดกรองผู้เดินทางชาวอิสราเอลที่มาเยือนประเทศไทยว่าเป็นผู้มีส่วนร่วมในสงครามกาซาหรือไม่
นอกจากนี้ เขาแสดงทัศนะว่าทางการไทยควรชี้แจงกรณีพลเมืองไทยหรือผู้ถือสองสัญชาติที่เข้าไปมีส่วนร่วมในสงครามกาซา เพื่อไม่ให้เกิดความคลางแคลงใจในกลุ่มประเทศอาหรับว่าไทยเข้าไปมีส่วนร่วมในความขัดแย้งโดยตรงหรือไม่
































