อาชญากรใช้ "สเตเบิลคอยน์" ฟอกเงินให้ถูกกฎหมายในไทยได้หรือไม่ น่ากังวลอย่างไร ?

ผู้ต้องสงสัยว่าเป็นแรงงานในศูนย์หลอกลวงและเหยื่อ นั่งอยู่บนพื้น ระหว่างปฏิบัติการกวาดล้างของกองกำลังพิทักษ์ชายแดนกะเหรี่ยง (Karen Border Guard Force – BGF) ต่อกิจกรรมผิดกฎหมาย ภายในคอมเพล็กซ์เคเคพาร์ก (KK Park) ในเมืองเมียวดี ทางตะวันออกของเมียนมา เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2025

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, รายงานของ UNODC พบความเชื่อมโยงระหว่างการใช้สเตเบิลคอยน์และกลุ่มกองกำลังติดอาวุธในเมียนมา
    • Author, ปณิศา เอมโอชา
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา เกิดกระแสข่าวใหญ่ในแวดวงธุรกิจต่อประเด็นค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างมาก จนหลายฝ่ายถึงกับตั้งข้อสังเกตว่ากำลังมีความผิดปกติเกิดขึ้น

รายงานค่าเงินบาทไทยโดยธนาคารกรุงศรี ที่เพิ่งเผยแพร่ในเดือน ม.ค.นี้ พบว่า แม้อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยจะไม่ได้ดีนัก แต่ค่าเงินบาทกลับแข็งค่าแตะระดับสูงสุดในรอบ 4 ปีครึ่ง

นักวิเคราะห์บางส่วนชี้ว่าความผิดปกติดังกล่าวอาจเชื่อมโยงกับประเด็นธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทคริปโตเคอร์เรนซีที่หลายฝ่ายชี้ว่าเป็น "เม็ดเงินปริศนา" ที่เข้ามาเขย่าสกุลเงินบาทของไทย จนกระทบกับภาคเศรษฐกิจหลายส่วน อาทิ ฝั่งการสั่งออกที่เผชิญปัญหาสินค้าไทยราคาแพงจนอาจสู้กับคู่แข่งไม่ได้ และสินทรัพย์ดิจิทัลที่บางฝ่ายมุ่งเป้าไปคือสิ่งที่เรียกว่า สเตเบิลคอยน์ (stablecoin) โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเหรียญที่ใช้ชื่อว่า "USDT"

หลังเกิดกระแสวิพากวิจารณ์ได้ไม่นาน ฝั่งธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาตอบโต้ว่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเป็นเพราะปัจจัยราคาทองคำ ไม่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลที่ถูกกล่าวอ้างถึง

ขณะที่ฝั่ง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ออกมาแถลงว่า ธุรกรรมการซื้อ USDT ผ่านผู้ประกอบการที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. คิดเป็นแค่ 1.22% ของยอดธุรกรรมการซื้อขายเงินตราต่างประเทศซึ่งมีจำนวนรวมที่ 29.1 ล้านล้านบาท เท่านั้น และยอดการแลกเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินบาทของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลก็อยู่แค่เพียง 0.17% ดังนั้นจึงไม่ใช่ต้นเหตุที่ทำให้เงินบาทแข็งค่า

อย่างไรก็ดี ประเด็นดังกล่าวยังสร้างความกังขาด้วยว่า เป็นช่องทางใหม่ที่เหล่าอาชญากรการเงินของโลกกำลังใช้ในการฟอกเงินเทาให้เป็นเงินที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

บีบีซีไทยได้พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญากรรมทางการเงินชาวต่างประเทศ 2 ราย เพื่อไขทุกข้อข้องใจ และเผยความเสี่ยงที่ประเทศไทยต้องเผชิญ

1. สเตเบิลคอยน์คืออะไร ?

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ปัจจุบันสเตเบิลคอยน์ที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดคือ USDT ของเทเธอร์ (Tether) รองลงมาคือ USDC ของเซอร์เคิล (Circle) ทำให้ตลาดสเตเบิลคอยน์โดยรวมถูกครอบงำโดยสินทรัพย์ดิจิทัลที่ผูกกับดอลลาร์สหรัฐเป็นหลัก

เดวิด แลม นักวิจัยรับเชิญ โครงการศึกษาด้านเศรษฐกิจระดับภูมิภาค จากสถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค (ISEAS-Yusof Ishak Institute) ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน การกำกับดูแลสกุลเงินดิจิทัล เทคโนโลยีบล็อกเชน และนโยบายดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บอกกับบีบีซีไทย ในการสัมภาษณ์เมื่อปลายเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมาว่า โดยหลักแล้วสเตเบิลคอยน์เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทหนึ่ง ที่ใช้ทำธุรกรรมบนบล็อกเชนได้

"ทว่าความแตกต่างจากสกุลเงินดิจิทัลทั่ว ๆ ไปที่ผู้คนรู้จัก อาทิ บิทคอยน์ คือสินทรัพย์ประเภทนี้จะมีมูลค่าที่ถูกตรึงไว้ในอัตรา 1 ต่อ 1 กับสกุลเงินทั่วไป (fiat currency) และมากกว่า 99% ของสเตเบิลคอยน์ที่ออกมาในตลาด มีสินทรัพย์อ้างอิงเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ" แลมอธิบาย

เขาเสริมว่า ปัจจุบันสเตเบิลคอยน์ที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดคือ USDT ของเทเธอร์ (Tether) รองลงมาคือ USDC ของเซอร์เคิล (Circle) ทำให้ตลาดสเตเบิลคอยน์โดยรวมถูกครอบงำโดยสินทรัพย์ดิจิทัลที่ผูกกับดอลลาร์สหรัฐเป็นหลัก

ด้าน เฉิงอี้ ออง หัวหน้าฝ่ายนโยบายประจำภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก บริษัทเชนนาลิซิส (Chainalysis) บอกบีบีซีไทยว่า แท้จริงแล้วสเตเบิลคอยน์ ยังสามารถถูกนำไปตรึงค่ากับสินทรัพย์ประเภทอื่น ๆ ได้เช่นกัน อาทิ "ตะกร้าสกุลเงินหลายสกุล หรือแม้แต่สินค้าโภคภัณฑ์อย่างทองคำ ซึ่งปัจจุบันก็มีสเตเบิลคอยน์ที่มีทองคำหนุนหลังอยู่ในตลาดแล้ว"

รายงานจากเว็บไซต์แมคคินซี่ ที่ตีพิมพ์เมื่อเดือน ก.ย. 2025 สะท้อนว่า ในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา มูลค่าตลาดรวมของสเตเบิลคอยน์เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า จาก 1.2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นมาเป็น 2.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และการคาดการณ์ของอุตสาหกรรมประเมินว่า มูลค่าตลาดสเตเบิลคอยน์อาจขยายตัวสูงถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2028

แมคคินซี่ชี้ว่าสาเหตุที่ทำให้เหรียญประเภทนี้ได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างก้าวกระโดดก็เป็นเพราะว่า สเตเบิลคอยน์กลายเป็นตัวเลือกในการชำระเงินที่รวดเร็วและใช้งานได้ตลอดเวลา เมื่อเทียบกับการทำธุรกรรมแบบเดิม ๆ นอกจากนี้ยังใช้ต้นทุนที่ต่ำกว่า ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงได้ทั่วโลก โดยไม่ต้องพึ่งบัญชีธนาคารแบบดั้งเดิม ขอแค่มีเพียงอินเทอร์เน็ตและกระเป๋าเงินดิจิทัล

ขณะที่รายงานจากสถาบันบรูคกิงส์ ซึ่งตั้งอยู่ในสหรัฐฯ เสริมว่า สเตเบิลคอยน์บางประเภทถูกใช้เป็นเครื่องมือการลงทุนด้วย โดยมีสเตเบิลคอยน์จำนวนหนึ่งที่แม้ปัจจุบันยังมีสัดส่วนไม่มากนัก แต่ก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ที่ให้ผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ย โดยผู้ออกเหรียญบางราย เช่น MakerDAO ผู้อยู่เบื้องหลังเหรียญ DAI และ Ethena เจ้าของเหรียญ USDe เสนอทั้งสเตเบิลคอยน์แบบปกติ และสเตเบิลคอยน์ที่ให้ผลตอบแทนภายใต้เหรียญเดียวกัน

2. เมื่อเหรียญที่ "นิ่ง" กลายเป็นตัวเอกในโลก สแกมเมอร์–ฟอกเงิน

ส่วนหนึ่งของรายงานแนวโน้มอาชญากรรมคริปโตฯ ประจำปี 2025 ที่จัดทำโดยบริษัทเชนนาลิซิส และตีพิมพ์เมื่อเดือน ม.ค. 2025 โดยเป็นการรวบรวมข้อมูลระหว่างปี 2020-2024 รายงานว่า ตลอดปี 2020-2021 บิตคอยน์ยังถือเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่อาชญากรไซเบอร์เลือกใช้มากที่สุดซึ่งเป็นเพราะสภาพคล่องที่สูง

อย่างไรก็ตาม สถิตินับจากนั้นเป็นต้นมา พบว่าอาชญากรมีการกระจายความเสี่ยงออกจากการใช้บิทคอยน์อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบัน สเตเบิลคอยน์กลายเป็นสัดส่วนหลักของมูลค่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมผิดกฎหมายทั้งหมด คิดเป็นราว 63% ของธุรกรรมผิดกฎหมายทั้งหมด

รายงานฉบับดังกล่าวเสริมว่า ปรากฏการณ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มในระบบนิเวศคริปโตฯ โดยรวม ซึ่งสเตเบิลคอยน์เข้ามามีบทบาทสำคัญเพิ่มขึ้น สะท้อนจากอัตราการเติบโตของกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสเตเบิลคอยน์แบบปีต่อปี (YoY) ที่สูงถึงประมาณ 77%

เฉิงอี้ ออง หัวหน้าฝ่ายนโยบายประจำภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก ของเชนนาลิซิส อธิบายเพิ่มว่า จากข้อมูลตลอดปี 2025 เธอพบว่าราว 84% ของมูลค่าการโอนสินทรัพย์บนบล็อกเชนที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมผิดกฎหมายที่ตรวจพบได้ เกิดขึ้นผ่านสเตเบิลคอยน์

"สเตเบิลคอยน์เป็นเครื่องมือในการโอนมูลค่าที่มีประสิทธิภาพสูงมาก มันสามารถเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนได้อย่างรวดเร็ว สามารถถือครองด้วยตนเองในกระเป๋าเงินส่วนบุคคล และคุณลักษณะเหล่านี้เองที่ทำให้สเตเบิลคอยน์มีประโยชน์ทั้งในบริบทการใช้งานที่ถูกกฎหมายและการใช้งานที่ผิดกฎหมาย" เฉิงอี้ ออง เสริม

Russian Billionaire Victor Vekselberg's Impounded Tango Superyacht
The impounded Tango superyacht, docked in the Port Palma de Mallorca in Palma, Mallorca, Spain, on Friday, March 31, 2023. Spain in April impounded the $95 million Tango superyacht tied to Russian billionaire Viktor Vekselberg on behalf of the US while it was in Majorca.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, นี่คือภาพซูเปอร์ยอชต์ "แทงโก" มูลค่า 95 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเชื่อมโยงกับมหาเศรษฐีชาวรัสเซีย วิกเตอร์ เวคเซลเบิร์ก ซึ่งรัฐบาลสเปนอายัดไว้ตามคำร้องขอของสหรัฐฯ ขณะเรืออยู่ในเกาะมายอร์กา

ความเห็นของหัวหน้าฝ่ายนโยบายประจำภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก ของเชนนาลิซิส ผู้นี้ยังสอดคล้องกับรายงานฉบับล่าสุดของบริษัทเอกชนด้านข่าวกรองบล็อกเชนและข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่าง ทีอาร์เอ็ม (TRM) ที่เพิ่งตีพิมพ์เมื่อวันที่ 10 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งพบว่า มูลค่าธุรกรรมคริปโตฯ ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมผิดกฎหมายพุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.58 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 เพิ่มขึ้นเกือบ 145% จากปี 2024

ในกิจกรรมที่ผิดกฎหมายเหล่านี้ ทีอาร์เอ็มไฮไลท์ไปที่การเคลื่อนย้ายเงินที่เชื่อมโยงกับรัสเซียซึ่งถูกคว่ำบาตร โดยรายงานพบว่ากระแสเงินที่ไหลเข้าสู่หน่วยงานที่ถูกคว่ำบาตรส่วนใหญ่เกิดขึ้นผ่านสเตเบิลคอยน์

เหรียญ A7A5 ซึ่งเป็นสเตเบิลคอยน์ที่ผูกกับค่าเงินรูเบิลของรัสเซีย มีมูลค่าธุรกรรมรวมมากกว่า 7.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และเป็นเหรียญที่ถูกคว่ำบาตรอยู่ นอกจากนี้ยังมี กลุ่มกระเป๋าเงิน A7 ที่มีมูลค่าธุรกรรมอย่างน้อย 3.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025

การเติบโตดังกล่าวนี้ยังมีลักษณะกระจุกตัวสูง โดยมากกว่า 80% ของมูลค่าธุรกรรมที่เชื่อมโยงกับการคว่ำบาตร เกี่ยวข้องกับหน่วยงานที่มีความเชื่อมโยงกับรัสเซีย ซึ่งรวมถึงกระดานเทรดคริปโตฯ Garantex ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงมอสโก ผู้สืบทอด Garantex อย่าง Grinex

เฉิงอี้ ออง สรุปว่า ปัจจุบัน แม้สเตเบิลคอยน์จะมีสัดส่วนแค่ราว 10% ของมูลค่าตลาดคริปโตฯ ทั้งหมด แต่กลับเป็นแหล่งที่มาของมูลค่าการโอนบนบล็อกเชนส่วนใหญ่ ซึ่งสะท้อนถึง ความเร็วในการโอนเงิน (velocity of transfers) และนั่นก็เป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมสเตเบิลคอยน์จึงกลายมาเป็นหัวใจสำคัญ ของทั้งระบบนิเวศคริปโตฯ และของกิจกรรมผิดกฎหมายบนบล็อกเชน

ด้านแลม เสริมว่า เหตุผลหนึ่งที่อาชญากรนิยมใช้สเตเบิลคอยน์คือความมีเสถียรภาพของราคา "หากขโมยเงินมาแล้ว ย่อมไม่ต้องการเผชิญความผันผวนของราคาในช่วงที่รอแปลงเป็นเงินสด"

3. อาชญากรสามารถใช้สเตเบิลคอยน์ฟอกเงินได้หรือไม่ ?

ในรายงานฉบับสำคัญของสำนักงานสหประชาชาติว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรม ของหน่วยงานประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก (United Nations Office on Drugs and Crime - UNODC) ว่าด้วยเรื่องอาชญากรรมข้ามชาติแบบเป็นองค์กร และการบรรจบกันของการฉ้อโกงที่ใช้เทคโนโลยีไซเบอร์ ธนาคารใต้ดิน และนวัตกรรมทางเทคโนโลยีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้: ภูมิทัศน์ภัยคุกคามที่กำลังเปลี่ยนแปลงซึ่งตีพิมพ์เมื่อเดือน ต.ค. 2024 ได้มีการฉายภาพจากกรณีจริงว่าสเตเบิลคอยน์เหล่านี้เข้าไปอยู่ในสายการฟอกเงินอย่างไรบ้าง

  • สเตเบิลคอยน์ในกลโกงที่หลอกเหยื่อทางออนไลน์ (Pig-butchering scams)

โดยหลักแล้ว แก๊ง "หลอกเลี้ยงหมูก่อนเชือด" (Pig-butchering scams) ที่ใช้กลโกงที่หลอกเหยื่อผ่านความสัมพันธ์ทางออนไลน์ โดยเริ่มจากการปลอมตัวเป็นคนแปลกหน้าทรงเสน่ห์ที่ส่งข้อความเป็นมิตร สานสัมพันธ์ให้เหยื่อตกหลุมรักก่อนหลอกชวนลงทุนแล้วเชิดเงินหนีไป โดย UNODC ชี้ว่า สแกมเมอร์กลุ่มนี้ที่ใช้สกุลเงินดิจิทัลเป็นเครื่องมือ "มีต้นตอมาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้"

รายงานของ UNODC พบว่า เมื่อเงินของเหยื่อถูกโอนไปสู่กระเป๋าเงินดิจิทัลหลักของกลุ่มอาชญากรรมแล้ว จากนั้นจะถูกแปลงเป็นสเตเบิลคอยน์ แล้วจึงนำไปหมุนเวียนต่อในเครือข่ายฟอกเงิน

รายงานชี้ว่าพบปริมาณธุรกรรมจำนวนมากผ่านแพลตฟอร์มความเสี่ยงสูงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือของกลุ่มอาชญกรเหล่านี้

ในรายงานของทีอาร์เอ็ม ที่เผยแพร่เมื่อ ก.พ. 2025 ยังพบว่า ในปี 2024 สัดส่วนกิจกรรมคริปโตฯ ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายเกิดขึ้นสูงที่สุดบนบล็อกเชน TRON คิดเป็น 58% ของมูลค่ากิจกรรมผิดกฎหมายทั้งหมด ส่วนกิจกรรมผิดกฎหมายบนเครือข่ายนี้ ลดลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่ง

ที่น่าสนใจคือ 49% ของมูลค่ากิจกรรมผิดกฎหมายบน TRON เชื่อมโยงกับหน่วยงานที่ถูกคว่ำบาตร ขณะที่ 32% เป็นเงินที่ถูกขึ้นบัญชีบล็อก (blocklisted funds) ซึ่งหมายถึงสินทรัพย์ที่ถูกทำให้ไม่สามารถเข้าถึงหรือใช้งานได้อีกต่อไปโดยผู้กระทำผิด

สำหรับเงินที่ถูกบล็อกในรูปของ USDT บนเครือข่าย TRON พบว่าประมาณ 20% ได้ถูกนำกลับมาออกใหม่ (reissued) ให้แก่ เหยื่อและบัญชีของหน่วยงานรัฐ ทั้งนี้ รายงานชี้ว่า TRON มีความพยายามร่วมมือกับหน่วยงานรัฐเพื่อปราบปรามอาชญากรรมเช่นเดียวกัน

  • พนันออนไลน์สู่เครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ
Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, การสืบสวนกรณีหนึ่งพบกรณีที่กระเป๋าเงินดิจิทัลเพียง 2 กระเป๋า ที่ถูกใช้โดยเครือข่ายอาชญากรรมในเคเค พาร์ค (KK Park) ได้รับเงินรวมกัน มากกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งจากรายได้การหลอกลวงและเงินค่าไถ่

ในรายงานฉบับเดียวกันของ UNODC พบกรณีของประเทศไทยโดยตรง ซึ่งเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจของไทยเริ่มสืบสวนจากติดตามเงินที่ถูกขโมยจากคดีลงทุนคริปโตฯ ก่อนจะพบเครือข่ายที่ เชี่ยวชาญแปลงเทเธอร์ (USDT) ให้กลายเป็นเงินตราปกติ และฟอกเงินผ่านนอมินีในประเทศ ที่ถูกจ้างให้จดทะเบียนบริษัทบังหน้าและเปิดบัญชีธนาคาร

ในปฏิบัติการณ์นี้ทางการสามารถ กู้คืนและอายัดทรัพย์สินรวมมูลค่า 6.79 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยในจำนวนนี้เป็น เงินสด 2.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่ถูกสกัดได้ระหว่างการลำเลียงไปยังเมืองเมียวดี ประเทศเมียนมา ณ จุดตรวจตามแนวชายแดนไทย

นอกจากนี้ เจ้าหน้ายัง ยึดทรัพย์สินเพิ่มเติมรวมมูลค่า 51.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุม อสังหาริมทรัพย์หรู ยานพาหนะ เงินสด และทรัพย์สินอื่น ๆ เพิ่มเติมในปฏิบัติการอื่นที่คล้ายคลึงกัน

สำหรับประเด็นดังกล่าวนี้ ยังแสดงให้เห็นการเชื่อมโยงที่เกิดขึ้นระหว่างไทยและเมียนมา ซึ่งในรายงานของ UNODC ก็มีการพูดถึงกรณี USDT กับกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธ ซึ่งรายงานพบว่า บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลบล็อกเชนเชนนาลิซิส สามารถติดตามธุรกรรมคริปโตเคอร์เรนซีระหว่างผู้ดำเนินการในพื้นที่กับเหยื่อสแกมได้ และยังพบกระเป๋าเงินดิจิทัลที่รับค่าไถ่ในรูปของ USDT จากผู้ที่พยายามจ่ายเงินเพื่อให้สมาชิกในครอบครัวซึ่งถูกกักขังอยู่ในคอมเพล็กซ์เหล่านี้

การสืบสวนกรณีหนึ่งพบกรณีที่กระเป๋าเงินดิจิทัลเพียง 2 กระเป๋า ที่ถูกใช้โดยเครือข่ายอาชญากรรมในเคเค พาร์ค (KK Park) ได้รับเงินรวมกัน มากกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งจากรายได้การหลอกลวงและเงินค่าไถ่

4. เหตุใด USDT จึงน่ากังวลสำหรับตลาดโลกและไทย

แม้ USDT จะมีประโยชน์ที่มากับตัวของมัน แต่ก็มีความเสี่ยงมากเช่นเดียวกัน และต่อประเด็นของ USDT เหล่าผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกต่างเข้ามาจัดการช่องว่างช่องโหว่ที่นำไปสู่การเป็นเส้นทางทางการเงินของอาชญากร

รายงานของสถาบันบรูคกิงส์ ซึ่งอ้างอิงไทม์ไลน์ของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (S&P) ไว้นับตั้งแต่เหรียญ USDT ของเทเธอร์ได้รับการเปิดตัวครั้งแรก เมื่อเดือน ต.ค. 2014 ถัดจากนั้น 6 ปี จีนถือเป็นรัฐบาลแรกที่ประกาศแบนเหรียญสเตเบิลคอยน์ที่มีเอกชนเป็นผู้ออกเหรียญ

ต่อมาสหภาพยุโรป เริ่มเสนอกฎระเบียบว่าด้วยตลาดคริปโตสินทรัพย์ (Markets in Crypto-Assets Regulation: MiCA) ในปีเดียวก่อน ก่อนที่จะมีการบังคับใช้จริงเมื่อเดือน เม.ย. 2023 กฎระเบียบนี้ กำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับ องค์ประกอบของเงินสำรอง ที่ผู้ออกคริปโตสินทรัพย์ต้องถือไว้ ห้ามเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการแลกคืนโทเคน และห้ามสเตเบิลคอยน์จ่ายดอกเบี้ย

นอกจากนี้ กฎระเบียบดังกล่าวยัง จำกัดปริมาณธุรกรรมรายวันเพื่อวัตถุประสงค์ที่ไม่ใช่การลงทุน ของสเตเบิลคอยน์ใด ๆ ที่ ไม่ได้หนุนหลังด้วยสกุลเงินเดียวของยุโรป โดยให้เหตุผลว่า สเตเบิลคอยน์ประเภทดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อ "เสถียรภาพทางการเงิน การทำงานอย่างราบรื่นของระบบการชำระเงิน การส่งผ่านนโยบายการเงิน หรืออธิปไตยทางการเงิน"

"ภายใต้กรอบกฎหมาย MiCA ของสหภาพยุโรป ปัจจุบัน USDT ไม่ได้รับอนุญาตให้ซื้อขายบนแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโตที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล" แลม นักวิจัยรับเชิญจากโครงการศึกษาด้านเศรษฐกิจระดับภูมิภาค จากสถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค กล่าว

เขายังพูดถึงมิติของสหรัฐอเมริกา โดยชี้ว่าภายใต้กรอบการกำกับดูแลของสหรัฐฯ สเตเบิลคอยน์จะต้องมีสินทรัพย์หนุนหลังเป็นเงินสดหรือสินทรัพย์สภาพคล่องสูงที่เทียบเท่าเงินสด แต่เทเธอร์ใช้สินทรัพย์ที่มีความผันผวนมากกว่า เช่น บิตคอยน์และทองคำ มาหนุนหลัง USDT บางส่วน ซึ่ง เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ USDT ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎระเบียบสหรัฐฯ

"อย่างไรก็ตาม USDT ยังคงได้รับอนุญาตและถูกใช้อย่างแพร่หลายบนแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้" แลมกล่าว

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ แสดงร่างกฎหมาย GENIUS Act ภายในห้องอีสต์รูมของทำเนียบขาว กรุงวอชิงตัน ดีซี เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2025

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ภายใต้กรอบการกำกับดูแลของสหรัฐฯ สเตเบิลคอยน์จะต้องมีสินทรัพย์หนุนหลังเป็นเงินสดหรือสินทรัพย์สภาพคล่องสูงที่เทียบเท่าเงินสด

สำหรับประเทศไทย เหรียญ USDT ได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการสำหรับการทำธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล ทว่าปัจจุบัน ก.ล.ต.ยังห้ามไม่ให้ใช้คริปโต–สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเครื่องมือชำระราคาสินค้าและบริการทั่วไป ยกเว้นแต่ในโครงการทดลอง (sandbox) ​ของธนาคารแห่งประเทศไทย

เมื่อบีบีซีไทยสอบถามผู้เชี่ยวชาญทั้งสองคนว่า พวกเขามองประเด็นกฎระเบียบการควบคุมตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไปจนถึงสเตเบิลคอยน์ของไทยอย่างไรบ้าง

เฉิงอี้ ออง ตอบกลับมาว่า "แน่นอนว่ายังมีช่องว่างให้กรอบการกำกับดูแลในประเทศไทยให้สามารถพัฒนาต่อไปได้อีก เนื่องจากในปัจจุบัน ไทย ยังไม่มีกรอบกฎหมายกำกับดูแลสเตเบิลคอยน์โดยเฉพาะ"

เธอกล่าวเสริมต่อว่าความท้าทายด้านอาชญากรรมทางการเงินส่วนหนึ่งเกิดจากข้อเท็จจริงที่ว่า อุตสาหกรรมคริปโตฯ มีลักษณะเป็นสากลและไร้พรมแดนอย่างมาก ขณะที่การกำกับดูแล การตรวจสอบ และศักยภาพในการบังคับใช้กฎหมายยังคงเป็นเรื่องในระดับประเทศ

"ศักยภาพด้านการกำกับดูแลและการบังคับใช้กฎหมาย ไม่ได้แข็งแกร่งเท่าเทียมกันทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในบางเขตอำนาจศาลในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ซึ่งมีขีดความสามารถต่ำกว่า"

ทั้งนี้ เธอเสริมว่า การบังคับใช้นโยบายที่เข้มงวดจนเกินไปก็อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีเช่นกัน

"หากรัฐจะจำกัดหรือห้ามขึ้นทะเบียนสเตเบิลคอยน์ โดยอ้างเหตุผลเพียงเพราะว่าสินทรัพย์นั้นสามารถถูกนำไปใช้ในกิจกรรมอาชญากรรมได้ ก็จะเกิดผลตามมาอย่างน้อยสองประการ

ประการแรก คือจะเป็นการตัดการใช้งานที่ถูกต้องตามกฎหมายออกไปด้วย

และประการที่สอง เนื่องจากตลาดคริปโตมีลักษณะไร้พรมแดนและเป็นดิจิทัลอย่างยิ่ง การแบนหรือการจำกัดใด ๆ มักจะให้ผลค่อนข้างจำกัด เว้นแต่จะสามารถบังคับใช้ได้ในระดับข้ามประเทศและในวงกว้างมากจริง ๆ"

ส่วนแลมตั้งข้อสังเกตว่า ต่อข้อโต้แย้งว่าสเตเบิลคอยน์มีประโยชน์สำหรับการชำระเงินที่รวดเร็ว เมื่อเทียบกับระบบธนาคารแบบดั้งเดิมที่อาจต้องใช่เวลาหลายวันสำหรับการโอนเงินข้ามประเทศ เขาชี้ว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีการใช้งานระบบการชำระเงินแบบทันที (instant payment systems) อาทิ การใช้ QR code ในการจ่ายเงิน ซึ่งใช้ง่าย โอนได้ทันที และมีต้นทุนต่ำมาก ในบริบทนี้ จึงแทบ ไม่มีความจำเป็นต้องใช้สเตเบิลคอยน์ เพื่อการชำระเงินในชีวิตประจำวัน

ยิ่งไปกว่านั้น อาเซียนยังมีโครงการ การเชื่อมโยงระบบชำระเงินระดับภูมิภาค (Regional Payment Connectivity: RPC) ที่เชื่อมระบบ QR payment ระหว่างประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเข้าด้วยกัน เช่น หากคุณอยู่ประเทศไทยและเดินทางไปสิงคโปร์ คุณสามารถสแกนจ่ายด้วย QR code ได้ทันที โดยเงินจะถูกตัดจากบัญชีในประเทศไทย ด้วยเหตุนี้ปัญหาการชำระเงินข้ามพรมแดนภายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ถูกแก้ไขไปแล้วด้วย QR code ไม่จำเป็นต้องพึ่งสเตเบิลคอยน์

หากมองไปที่กรณีการใช้งานอื่น ๆ การชำระเงินด้วย QR code จัดเป็นการชำระเงินรายย่อย (retail payments) ขณะที่ยังมีการชำระเงินระดับสถาบันหรือรายใหญ่ (wholesale payments) ซึ่งเป็นการโอนเงินระหว่างธนาคารหรือบริษัทขนาดใหญ่ ปริมาณเงินสูง

ในกรณีหลังนี้ นายแลมชี้ว่า ยังมีทางเลือกอื่น ๆ ที่ไม่ต้องอาศัยสเตเบิลคอยน์ และยังมีความสอดคล้องกับกฎระเบียบและปลอดภัยกว่าด้วย รวมถึงให้ประโยชน์แบบเดียวกับบล็อกเชน เช่น การชำระเงินแบบทันที ความสามารถในการตรวจสอบย้อนหลัง และความโปร่งใสของธุรกรรม

"ดังนั้น ผมจึงมองว่า กรณีการใช้งานด้านการชำระเงินเพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนการยอมรับสเตเบิลคอยน์อย่างกว้างขวาง"

เขาเสริมว่า ส่วนกลุ่มการใช้งานสุดท้ายคือ การใช้สเตเบิลคอยน์เพื่อเข้าร่วมในระบบนิเวศคริปโต เพราะสามารถนำสเตเบิลคอยน์ไปใช้งานต่อบนบล็อกเชนได้ ซึ่งนำไปสู่คำถามเดิมว่า สเตเบิลคอยน์สร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ก่อให้เกิดประโยชน์จริงมากน้อยแค่ไหน ในเมื่อประโยชน์เชิงปฏิบัติมีจำกัด ขณะที่ ผลกระทบด้านลบกลับมีความชัดเจนและเป็นรูปธรรม

"ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเห็นว่า การกำกับดูแลที่เข้มงวดเป็นสิ่งสมเหตุสมผล… ผมไม่ได้ต่อต้านเทคโนโลยีบล็อกเชน หรือการสร้างนวัตกรรม แต่อย่างใด ตรงกันข้าม ผมมองว่าบล็อกเชนมีสิ่งที่น่าสนใจและแปลกใหม่มาก ที่สามารถนำไปใช้งานได้จริงในหลายด้าน แต่ผมคิดว่าคำถามที่มักถูกตั้งขึ้นคือ 'จะเลือกการกำกับดูแล หรือจะเลือกนวัตกรรม' ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ผมมองว่า เราจำเป็นต้องมีการกำกับดูแล เพื่อชี้นำนวัตกรรมไปในทิศทางที่ถูกต้อง และเพื่อให้มีมาตรการคุ้มครองที่เหมาะสม เพื่อให้นวัตกรรมสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน"