สถานการณ์วันที่สาม: พื้นที่การปะทะขยายสู่เลบานอน - ทรัมป์และอิสราเอลยืนยันเดินหน้าปฏิบัติการต่อ

.

ที่มาของภาพ, ATTA KENARE / AFP via Getty Images

คำบรรยายภาพ, ท้องฟ้าเหนือกรุงเตหะราน 1 มี.ค. 69
เวลาอ่าน: 16 นาที

ผ่านไปแล้ว 2 วันนับตั้งแต่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ที่สหรัฐฯ เรียกว่า "ปฏิบัติการมหากาพย์โกรธา" (Operation Epic Fury) โจมตีอิหร่าน หลังจากนั้นความขัดแย้งครั้งนี้ได้ลุกลามอย่างรวดเร็วไปทั่วภูมิภาคโดยมีการตอบโต้จากทั้งสองฝ่ายและพันธมิตร

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (Centcom) ระบุในเอกสารข้อมูลที่เผยแพร่ก่อนหน้านี้ว่า ภายใน 24 ชั่วโมงแรกของปฏิบัติการมีเป้าหมายของอิหร่านถูกโจมตีกว่า 1,000 จุด โดยกองทัพสหรัฐฯ ใช้ยุทโธปกรณ์หลากหลายประเภท รวมถึงเครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหน โดรน เครื่องบินขับไล่ และระบบสกัดกั้นขีปนาวุธ เป้าหมายที่ถูกโจมตีประกอบด้วยศูนย์บัญชาการและควบคุม ฐานยิงขีปนาวุธ และกองบัญชาการร่วมของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC)

ขณะเดียวกัน กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ระบุว่าปฏิบัติการในวันแรกประสบ "ผลสำเร็จอย่างมีนัยสำคัญ"

กองทัพอิสราเอลยังเผยผ่านเทเลแกรมว่า ที่ประชุมได้ประเมินสถานการณ์ร่วมกับคณะเสนาธิการ หลังจากนั้นพลเอกเอียล ซามีร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ระบุว่า "การสู้รบยังต้องดำเนินต่อไปอีกหลายวัน" และย้ำว่ากองทัพจะทำทุกวิถีทางเพื่อ "เร่งผลสำเร็จของเรา" พร้อมทั้ง "ทุ่มเทอย่างเต็มกำลัง" ในปฏิบัติการครั้งนี้

ล่าสุดยอดผู้เสียชีวิตในอิหร่านพุ่งเป็น 201 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 747 ราย ตามการรายงานของสภาเสี้ยงวงเดือนแดงอิหร่าน

กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ยืนยันเจ้าหน้าที่เสียชีวิต 2 ราย ขณะที่กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (Centcom) ยืนยันความสูญเสียแรกของฝั่งสหรัฐฯ ว่ามีทหารเสียชีวิตจากการรบแล้ว 3 ราย และบาดเจ็บสาหัส 5 ราย

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวกับสำนักข่าวเอ็นบีเอสนิวส์ (NBC News) ว่า "ปฏิบัติการลักษณะนี้ย่อมมีผู้เสียชีวิต" และขณะที่อีกหลายคนบาดเจ็บสาหัส แต่เขาเชื่อว่าในท้ายที่สุด "จะเป็นผลดีต่อโลก"

ขณะเดียวกันกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นพันธมิตรของอิหร่าน ได้โจมตีอิสราเอลจากเลบานอนด้วยขีปนาวุธและโดรน ส่งผลให้อิสราเอลประกาศแจ้งเตือนให้ประชาชนในเลบานอนอพยพกว่า 50 เขตในช่วงกลางคืนที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น

บีบีซีไทยสรุปสถานการณ์ล่าสุดถึงความเสียหายของทั้งสองฝ่าย การตอบโต้จากฝั่งอิหร่าน ท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ และอิสราเอล และการตอบโต้จากประชาคมโลก

สถานการณ์ส่อบานปลาย ขยายการต่อสู้ในพื้นที่เลบานอน

ตั้งแต่ช่วงเย็นวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น (ช่วงเวลาดึกจนถึงเช้ามืดวันจันทร์ของไทย) สถานการณ์ความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้นจากการที่อิหร่านเปิดฉากตอบโต้ทั่วพื้นที่ตะวันออกกลาง โดยมุ่งเป้าไปที่อิสราเอลและพันธมิตรของสหรัฐฯ ในอ่าวอาหรับ

  • อิหร่านระดมโจมตีทั่วภูมิภาคช่วงเย็นวันอาทิตย์

กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ระบุผ่านสื่อของรัฐอิหร่านว่าได้ยิงขีปนาวุธพิสัยไกล 4 ลูกใส่เรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น (USS Abraham Lincoln) ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่ประจำการพร้อมเครื่องบินขับไล่ล่องหนเอฟ-35 (F‑35) และเรือพิฆาตติดตั้งขีปนาวุธโทมาฮอว์ก ทั้งนี้ภาพถ่ายดาวเทียมที่บีบีซีตรวจสอบพบว่า เรือถูกพบเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ นอกชายฝั่งโอมาน

ขณะนี้ทางสหรัฐฯ ยังไม่ออกมาตอบโต้ต่อกล่าวคำอ้างของอิหร่าน

กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ระบุผ่านแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X) กล่าวหาอิหร่านว่ายิงขีปนาวุธมุ่งตรงไปยังเมืองเบอิต เชเมช ทางตะวันตกของกรุงเยรูซาเลมและ "สังหารพลเรือนผู้บริสุทธิ์" โดยเจ้าหน้าที่เปิดเผยว่ามีการถล่มโบสถ์ยิวแห่งหนึ่งที่ประชาชนใช้เป็นสถานที่หลบภัยจากการโจมตีทางอากาศจนพังราบ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยหลายสิบคนต้องเร่งลงพื้นที่เพื่อค้นหาผู้ที่คาดว่าอาจติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง ด้านตำรวจอิสราเอลระบุว่าขณะนี้ยังมีผู้สูญหายอีก 11 ราย และปฏิบัติการค้นหายังคงดำเนินต่อไปอย่างเร่งด่วน

Man sitting beneath wrecked car looking at the camera with wrecked car behind him

ที่มาของภาพ, Reuters

ขณะเดียวกันในอ่าวอาหรับ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของบาห์เรนเปิดเผยต่อบีบีซีว่า โดรนของอิหร่านได้พุ่งเป้าโจมตีฐานทัพเรือของกองเรือที่ 5 ของสหรัฐฯ ในบาห์เรนเมื่อช่วงเย็นวันอาทิตย์ (ประมาณ 22:30 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือราว 02.30 น.ของไทย) จนเกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ใกล้กับโครงสร้างสนับสนุนทางเรือของสหราชอาณาจักร แต่ไม่มีผู้เสียชีวิตเนื่องจากมีการอพยพก่อนหน้าแล้ว

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของบาห์เรนยังระบุว่า การที่อิหร่านโจมตีบาห์เรนนั้นเป็นภัยต่อความมั่นคงร่วมของบาห์เรนและกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) ตลอดจนระเบียบระหว่างประเทศที่คุ้มครองเส้นทางเดินเรือในภูมิภาค

ก่อนหน้านี้ คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) ซึ่งประกอบด้วยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน ซาอุดีอาระเบีย โอมาน กาตาร์ และคูเวต ได้ประชุมกันเมื่อวันอาทิตย์ (2 มี.ค.) และได้ออกแถลงการณ์ประณามการโจมตีและกล่าวหาอิหร่านว่าละเมิดอธิปไตยและกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมเรียกร้องให้อิหร่านยุติการโจมตีและย้ำความสำคัญของการทูตและการเจรจา โดยเตือนว่าประเทศสมาชิกจะดำเนิน "ทุกมาตรการที่จำเป็น" เพื่อปกป้องความมั่นคงของภูมิภาค

นอกจากนี้ ยังมีรายงานการระดมยิงอย่างหนักตลอดทั้งวันในพื้นที่อื่น ๆ ในภูมิภาคอ่าวอาหรับ โดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ระบุว่า ภายในช่วงบ่ายวันอาทิตย์ได้สกัดกั้นขีปนาวุธพิสัยไกลแล้ว 165 ลูก ขีปนาวุธร่อน 2 ลูก และโดรนอิหร่านอีก 541 ลำ

ส่วนกระทรวงกลาโหมคูเวตระบุว่านับตั้งแต่อิหร่านเริ่มปฏิบัติการโจมตีประเทศ กองทัพอากาศได้สกัดและทำลายขีปนาวุธพิสัยไกล 97 ลูก และโดรนอีก 283 ลำ ตามรายงานของสำนักข่าวคูเวต ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขของคูเวตเปิดเผยว่ามีผู้เสียชีวิต 1 คน และบาดเจ็บ 32 คน

ALT TEXT: A regional map highlighting Iran in white with its name in black. Countries that have come under fire from Iran are labelled in red - Israel, Kuwait, Bahrain, Qatar, UAE. Surrounding countries are grey.
  • กองกำลังของสหราชอาณาจักรใช้มาตรการเชิงรับ

ด้านกระทรวงกลาโหมอังกฤษระบุว่า ฐานทัพอากาศ RAF Akrotiri บนเกาะไซปรัสถูกโจมตีด้วยวัตถุที่คาดว่าเป็นโดรน เมื่อคืนเวลาประมาณเที่ยงคืนตามเวลาท้องถิ่นของไซปรัส (ราว 5.00 น. ตามเวลาประเทศไทย) โดยเบื้องต้นไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บ สำนักกลาโหมยืนยันว่ามาตรการรักษาความปลอดภัยในภูมิภาคถูกยกระดับสูงสุดและฐานทัพได้ตอบสนองเพื่อปกป้องบุคลากรของตน

เหตุการณ์เกิดขึ้นหลังจากสหราชอาณาจักรอนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพอังกฤษเพื่อภารกิจ ป้องกันการโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่าน

ในวันเดียวกัน เครื่องบินขับไล่ของสหราชอาณาจักรที่ประจำการในกาตาร์ยังได้ปฏิบัติการยิงสอยโดรนอิหร่านได้หนึ่งลำ นับเป็นครั้งแรกที่หน่วยปฏิบัติการของสหราชอาณาจักรยิงโดรนของอิหร่านนับตั้งแต่การโจมตีระลอกนี้เริ่มขึ้น ขณะที่หน่วยต่อต้านโดรนของอังกฤษในอิรักยังได้สกัดโดรนอีกรุ่นที่มุ่งหน้าไปยังฐานทัพพันธมิตร

นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรย้ำว่าสหราชอาณาจักรไม่ได้เข้าร่วมการโจมตีเชิงรุกต่ออิหร่านและจะยึดหลักการ "ป้องกันส่วนรวม" เพื่อคุ้มครองชีวิตชาวอังกฤษเท่านั้น

  • อิสราเอลโจมตีเตหะรานอย่างต่อเนื่อง-ขยายการโจมตีในเลบานอน

ล่าสุดในช่วงเข้าสู่วันจันทร์ กองทัพกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ได้เปิดฉากโจมตีระลอกใหม่โดยพุ่งเป้าไปที่ใจกลางกรุงเตหะรานอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันกองทัพอิสราเอลยังประกาศว่าได้เริ่มปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ซึ่งเป็นพันธมิตรของอิหร่านในเลบานอน โดยระบุว่าเป็นการตอบโต้การยิงจรวดจากฮิซบอลเลาะห์เข้าสู่อิสราเอล

นายนาวาฟ ซาลาม นายกรัฐมนตรีเลบานอนออกแถลงผ่านแพลตฟอร์มเอ็กซ์ ในเวลาราวตีสองตามเวลาท้องถิ่น เตือนว่าไม่ควรมีการยิงจรวดจากพื้นที่ภาคใต้ของเลบานอน โดยระบุว่าการกระทำดังกล่าว "ไม่ว่าฝ่ายใดจะอยู่เบื้องหลัง" ทำให้ความมั่นคงของเลบานอนตกอยู่ในความเสี่ยง และเปิดช่องให้อิสราเอลใช้เป็นข้ออ้างในการเดินหน้าโจมตีต่อไป

ล่าสุด กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ออกแถลงการณ์ยืนยันว่ากลุ่มเป็นผู้ยิงขีปนาวุธและส่งโดรนจากเลบานอนเข้าสู่อิสราเอล ขณะที่คลิปในสื่อสังคมออนไลน์เผยให้เห็นกลุ่มควันลอยขึ้นเหนือชานเมืองตอนใต้ของกรุงเบรุต เมืองหลวงของเลบานอน ภาพออนไลน์อื่น ๆ แสดงให้เห็นจุดเสียหายบนถนนสายสนามบิน มีรถยนต์พังเสียหายและเศษกระจกกระจัดกระจาย ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่ามีความเสียหายมากน้อยเพียงใด

ขณะเดียวกันมีภาพการจราจรติดขัดยาวเหยียดบนถนนสนามบินและทางหลวงสายหลักที่มุ่งขึ้นเหนือ หลังจากอิสราเอลออกคำเตือนให้ชาวบ้านในกว่า 50 เมืองและหมู่บ้านทั่วเลบานอนอพยพออกจากพื้นที่ทันที

.

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, แม้ยังไม่ทันรุ่งสางตามเวลาท้องถิ่น แต่ประชาชนในกรุงเบรุต ประเทศเลบานอน ก็แห่อพยพจนรถติด หลังอิสราเอลยิงขีปนาวุธตอบโต้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์

อิหร่านสูญเสียผู้นำและโครงสร้างทางการทหาร

ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ (28 ก.พ.) ที่ผ่านมา สามารถสังหาร อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ภายในที่พักของเขาที่กรุงเตหะราน ขณะเดียวกันก็มีการโจมตีต่อเนื่องโดยพุ่งเป้าไปที่โครงสร้างการบังคับบัญชาระดับสูงของอิหร่าน

แหล่งข่าวระดับสูงด้านหน่วยข่าวกรองและกองทัพสหรัฐฯ เปิดเผยกับสถานีโทรทัศน์ซีบีเอสนิวส์ (CBS News) ซึ่งเป็นพันธมิตรของบีบีซีในสหรัฐฯ ว่า มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านเสียชีวิตจากการโจมตีครั้งนี้ราว 40 ราย ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่ากลุ่มผู้นำอิหร่านถึง 48 รายถูกกำจัดไปในคราวเดียว โดยบุคคลสำคัญทางทหารและความมั่นคงระดับสูงที่เสียชีวิตก็เช่น พลเอก โมฮัมหมัด ปักปูร์ ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) นายอาลี ชามคานี ที่ปรึกษาด้านความมั่นคง และพลจัตวา อาซิซ นาซีร์ซาเดห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

ด้านความสูญเสียด้านยุทโธปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (Centcom) ระบุว่าเป้าหมายของอิหร่านกว่า 1,000 แห่งถูกโจมตีในช่วง 24 ชั่วโมงแรกของปฏิบัติการ โดยรวมถึงศูนย์บัญชาการและควบคุม ฐานยิงขีปนาวุธ และกองบัญชาการร่วมของกองกำลัง IRGC กองทัพสหรัฐฯ ยังได้ส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหน B-2 เข้าถล่มโรงงานผลิตขีปนาวุธของอิหร่านด้วยระเบิดขนาด 2,000 ปอนด์ นอกจากนี้ ฐานทัพทหารในหลายเมืองสำคัญ เช่น เคอร์มานชาห์ กอม อิสฟาฮาน แทบริซ คาราจ และฐานทัพเรือในเคนารัก ต่างตกเป็นเป้าหมายการโจมตีอย่างหนัก

แถลงดังกล่าวสอดคล้องกับแถลงการณ์จากกองกำลังป้องกันอิสราเอลซึ่งรายงานว่าได้ทำลายเครื่องบินขับไล่อิหร่าน 2 ลำในเมืองแทบริซ และโจมตีศูนย์บัญชาการรบระดับสูงของอิหร่าน รวมถึงกองบัญชาการกองทัพอากาศ IRGC และหน่วยความมั่นคงภายใน

บีบีซีเวอริฟายพบภาพถ่ายดาวเทียมแสดงภาพเรือจมบริเวณกองทัพเรือของฐานโคนารักและภาพความเสียหายหนักตามท่าเรือหลัก ขณะที่ฐานซึ่งใช้สำหรับปฏิบัติการโดรนนั้นได้พบความเสียหายต่ออาคารและโกดังเก็บยุทโธปกรณ์ นอกจากนี้ ระบบเรดาร์ที่ฐานทัพอากาศซาเฮดานยังถูกทำลาย และบริษัท Planet ซึ่งเป็นผู้ให้บริการภาพดาวเทียมก็เผยภาพดาวเทียมที่แสดงให้เห็นอุโมงค์ในภูมิภาคแทบริซถูกโจมตีจนพังเสียหายเช่นกัน

กองทัพเรือและกองทัพอากาศอิหร่านได้รับความเสียหายหนักจากปฏิบัติการโจมตีเช่นกัน โดยประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่าสหรัฐฯ ทำลายและจมเรือรบอิหร่านได้ 9 ลำ รวมถึงศูนย์บัญชาการทางเรือ ขณะที่กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ยืนยันว่าเรือคอร์เวตชั้น Jamaran ลำหนึ่งของอิหร่านถูกโจมตีจมที่ท่าเรือชาห์บาฮาร์

Satellite image showing smoke over the compound of Iranian Supreme Leader Ali Khamenei

ที่มาของภาพ, Airbus DS 2026

คำบรรยายภาพ, ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงความเสียหายที่เกิดขึ้นภายในบริเวณที่พักของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ในกรุงเตหะราน

ความสูญเสียภาคพลเรือนในอิหร่าน

สภาเสี้ยววงเดือนแดงอิหร่านรายงานว่า นับตั้งแต่การโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันเสาร์ มีผู้เสียชีวิตทั่วประเทศแล้วอย่างน้อย 201 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 747 ราย

เหตุการณ์ที่สร้างความสูญเสียต่อพลเรือนมากที่สุดคือเหตุอิสราเอลโจมตีโรงเรียนสตรีแห่งหนึ่งในเมืองมินาบทางตอนใต้ของประเทศ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากฐานทัพกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) เพียง 600 เมตร โดยเจ้าหน้าที่ทางการอิหร่านระบุว่าเหตุการณ์นี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 153 ราย ซึ่งรวมถึงเด็กนักเรียนจำนวนมาก

นอกจากนี้ พื้นที่กรุงเตหะรานยังตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีอย่างหนัก โดยสำนักข่าวอิรนา (IRNA) ของรัฐบาลอิหร่านอ้างอิงข้อมูลจากสภากาชาดกรุงเตหะรานว่า เมืองหลวงแห่งนี้ถูกโจมตีถึง 60 ครั้งในรอบ 24 ชั่วโมง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเฉพาะในเตหะราน 57 ราย

Crowds of men, some wearing helmets or masks, search the ruins of a building

ที่มาของภาพ, Reuters

ประธานาธิบดีอิหร่านปรากฏตัวทางโทรทัศน์

ช่วงเย็นของวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น ประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่าน ได้ปรากฏตัวผ่านสถานีโทรทัศน์ของรัฐเพื่อแสดงความเสียใจต่อการอสัญกรรมของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุด โดยยืนยันว่าสภาชั่วคราวได้เริ่มปฏิบัติหน้าที่บริหารประเทศแล้วเพื่อไม่ให้เกิดสุญญากาศทางอำนาจ เขายังแถลงว่าอิหร่านถือว่าการนองเลือดและการล้างแค้นผู้ก่ออาชญากรรมครั้งประวัติศาสตร์นี้เป็น "หน้าที่และสิทธิอันชอบธรรม" โดยระบุว่ากองทัพอิหร่านกำลังดำเนินการบดขยี้ฐานทัพของศัตรูและจะทำให้ผู้รุกรานต้องผิดหวัง

นอกจากนี้ ผู้นำอิหร่านยังได้ประณามการโจมตีที่โดนโรงเรียนสตรีในเมืองมินาบอย่างรุนแรงว่าเป็นการกระทำที่ป่าเถื่อน

ด้าน อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ได้ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า แม้อิหร่านจะสูญเสียผู้บัญชาการระดับสูงไปหลายนาย แต่ "ขีดความสามารถทางทหารยังไม่ได้เปลี่ยนไป"

"นี่ก็เหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งที่แล้ว... พวกเขาฆ่าแม่ทัพระดับสูงของเราบางคน แต่ก็มีคนเข้ามาแทนอย่างรวดเร็ว และภายในไม่ถึง 12 ชั่วโมง เราก็สามารถเริ่มการตอบโต้ได้แล้ว" เขากล่าว "ครั้งนี้จะเร็วกว่านั้นอีก"

อารักชียังได้ชี้แจงประเด็นการโจมตีที่อิหร่านดำเนินการโดยขยายวงกว้างไปทั่วอ่าวอาหรับว่า อิหร่านไม่ได้โจมตีประเทศเพื่อนบ้าน แต่พุ่งเป้าไปที่ฐานทัพของสหรัฐฯ ในประเทศเหล่านั้น

.

ที่มาของภาพ, AA Video/Anadolu via Getty Images

คำบรรยายภาพ, ประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่าน ได้ปรากฏตัวผ่านสถานีโทรทัศน์ของรัฐเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

รบ.ทรัมป์เตรียมชี้แจงต่อสภาคองเกรส-เนทันยาฮูระบุเดินหน้าไม่ถอย

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เผยแพร่แถลงการณ์ผ่านวิดีโอบน Truth Social เมื่อค่ำวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า สหรัฐฯ จะล้างแค้นให้กับทหารที่เสียชีวิตและจะลงโทษระบอบอิหร่านด้วย "การโจมตีที่รุนแรงที่สุด"

พร้อมกล่าวว่าสหรัฐฯ กำลังดำเนินปฏิบัติการครั้งใหญ่เพื่อสร้างความมั่นคงเพื่อคนรุ่นถัดไป โดยย้ำว่านี่คือหน้าที่ของประชาชนผู้รักเสรีภาพ และยืนยันว่าการดำเนินการเหล่านี้เป็นเรื่องถูกต้องและจำเป็นเพื่อไม่ให้ชาวอเมริกันต้องเผชิญกับระบอบก่อการร้ายสุดโต่งที่กระหายเลือดซึ่งมีอาวุธนิวเคลียร์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าปฏิบัติการทางทหารจะดำเนินต่อไปอย่างเต็มกำลังจนกว่า "จะบรรลุทุกเป้าหมาย" พร้อมยอมรับว่าเป็นเรื่องน่าเศร้าที่อาจจะมีทหารสหรัฐฯ ต้องเสียชีวิตเพิ่ม อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ จะล้างแค้นและลงโทษผู้ที่ "ทำสงครามกับอารยธรรม" อย่างแน่นอน

เขายังเรียกร้องให้กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) และตำรวจทหารอิหร่านวางอาวุธเพื่อรับการคุ้มครองเต็มรูปแบบ มิฉะนั้นจะ "ต้องเผชิญกับความตายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้"

ทรัมป์ระบุว่าการโจมตีร่วมของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่านเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องและ จำเป็นเพื่อยุติ "ระบอบก่อการร้ายกระหายเลือดที่มีอาวุธนิวเคลียร์"

"ภัยคุกคามที่ยอมรับไม่ได้เหล่านี้จะไม่ปล่อยให้ดำเนินต่อไปอีก" เขากล่าว

เขายังเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง "ถึงชาวอิหร่านผู้รักชาติและแสวงหาเสรีภาพ จงฉกฉวยเวลานี้แสดงความกล้าหาญ" ทรัมป์แถลง "กล้าเข้าไว้ เป็นฮีโร่และยึดประเทศของคุณกลับคืนมา อเมริกาอยู่เคียงข้างคุณ"

ด้าน เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ถูกถ่ายภาพขณะนั่งหัวโต๊ะในห้องสถานการณ์ที่ทำเนียบขาว กระนั้นแล้วเขายังไม่ออกมาแสดงการสนับสนุนต่อการตัดสินใจโจมตีอิหร่านของประธานาธิบดี ไม่มีถ้อยแถลงไว้อาลัยต่อทหารที่เสียชีวิต หรือชื่นชมการสังหารอยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี ซารา สมิธ บรรณาธิการข่าวภูมิภาคอเมริกาเหนือของบีบีซีชี้ว่าท่าทีดังกล่าวทำให้เกิดกระแสคาดเดาว่าเขาอาจไม่เห็นด้วยกับการทำสงครามนี้

ก่อนหน้านี้ทรัมป์บัญชาการอยู่ที่บ้านพักในฟลอริดาโดยมีเพียงรัฐมนตรีต่างประเทศและหัวหน้าคณะทำงานอยู่เคียงข้าง ขณะที่รองประธานาธิบดีประจำการอยู่ที่กรุงวอชิงตัน

ตามรายงานของสถานีโทรทัศน์ซีบีเอสนิวส์ (CBS News) ระบุว่า รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ มาร์โค รูบิโอ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ความมั่นคงระดับสูง ได้แก่ รัฐมนตรีกลาโหม พีท เฮกเซธ ประธานคณะเสนาธิการร่วม แดน เคน และผู้อำนวยการซีไอเอ จอห์น แรตคลิฟฟ์ จะเข้าชี้แจงต่อสภาคองเกรสในประเด็นสถานการณ์อิหร่านในวันอังคาร (4 มี.ค.)

ด้านนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ระบุหลังประชุมร่วมกับรัฐมนตรีกลาโหม เสนาธิการทหาร และผู้อำนวยการหน่วยมอสสาดว่าได้สั่งการให้เดินหน้าปฏิบัติการโจมตีอิหร่านต่อไป

เขากล่าวว่า "กองกำลังของเรากำลังกระหน่ำโจมตีใจกลางกรุงเตหะรานด้วยความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น และจะยิ่งทวีความเข้มข้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า"

เนทันยาฮูยังระบุว่านี่คือ "วันที่เจ็บปวด" หลังมีผู้เสียชีวิตทั้งในเทลอาวีฟและเบต เชเมช พร้อมส่งความเสียใจไปยังครอบครัวผู้สูญเสีย และอวยพรให้ผู้บาดเจ็บหายดีโดยเร็ว เขาย้ำว่าอิสราเอลกำลังใช้ "ทุกขุมกำลังของกองทัพ" เพื่อปกป้องการดำรงอยู่และอนาคตของประเทศ

.

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, ทรัมป์ขณะเดินทางกลับทำเนียบขาว วันที่ 1 มี.ค.

นานาชาติว่าอย่างไร

นายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ ของสหราชอาณาจักร เผยแพร่แถลงผ่านวิดีโอบน X ระบุว่าสหราชอาณาจักรจะอนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพอังกฤษในการปฏิบัติการเชิงป้องกัน โดยชี้ว่าประเทศพันธมิตรในอ่าวอาหรับร้องขอให้สหราชอาณาจักรเพิ่มการป้องกัน และเครื่องบินรบอังกฤษได้ร่วมสกัดการโจมตีของอิหร่านแล้ว เขากล่าวว่าการยุติภัยคุกคามจำเป็นต้องโจมตีขีปนาวุธตั้งแต่แหล่งต้นทาง ทั้งคลังเก็บและแท่นยิง พร้อมระบุว่ารัฐบาลได้ตัดสินใจตอบรับคำร้องของสหรัฐฯ เพื่อป้องกันไม่ให้อิหร่านยิงขีปนาวุธสังหารพลเรือน และลดความเสี่ยงต่อชีวิตชาวอังกฤษและประเทศที่ไม่เกี่ยวข้อง

นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ ระบุในแถลงเดียวกันว่า สหราชอาณาจักรจะไม่เข้าร่วมการโจมตีอิหร่าน แต่จะคงปฏิบัติการเชิงป้องกันในภูมิภาคต่อไป และสหราชอาณาจักรไม่ได้มีส่วนในปฏิบัติการโจมตีระลอกแรก และจะไม่ร่วมปฏิบัติการเชิงรุกในครั้งนี้

"เราจำบทเรียนจากสงครามอิรักได้ดี" นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ระบุ

อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่าอิหร่านกำลังใช้นโยบายแบบ "เผาไม่ยั้ง" ทำให้สหราชอาณาจักรต้องสนับสนุนการป้องกันตนเองร่วมกับพันธมิตรในภูมิภาค ซึ่งเขามองว่าเป็น "หนทางที่ดีที่สุดในการกำจัดภัยคุกคามเร่งด่วนและป้องกันไม่ให้สถานการณ์ลุกลาม"

ด้าน คายา คัลลาส ผู้แทนระดับสูงด้านการต่างประเทศของสหภาพยุโรป ระบุว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางต้องไม่ลุกลามจนเป็นภัยต่อภูมิภาค ยุโรป และประชาคมโลก พร้อมประณามการโจมตีของอิหร่านว่าเป็นการกระทำที่ "ยอมรับไม่ได้"

เธอกล่าวว่าสหภาพยุโรป (EU) กำลังดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อความปลอดภัยของพลเมืองยุโรปในพื้นที่ และยืนยันท่าทีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับประเทศคู่มิตรที่ถูกโจมตี โดยระบุว่าสหภาพยุโรปจะเดินหน้าหนุนความพยายามทางการทูตเพื่อลดความตึงเครียดและป้องกันไม่ให้อิหร่านได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ทั้งยังเผยว่ากลุ่มอียูพร้อมปกป้องผลประโยชน์และความมั่นคงของยุโรปรวมถึงการออกมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมต่ออิหร่าน