จ.น่าน ท่วมหนักจากน้ำป่าไหลหลากที่ อ.ปัว - เฝ้าระวังน้ำถึง อ.เมืองน่านใน 7-8 ชม.

ที่มาของภาพ, ประชาสัมพันธ์จังหวัดน่าน
เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ 4 อำเภอของ จ.น่าน โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.ปัว และ อ.ท่าวังผา หลังมีฝนตกหนักถึงหนักมากในภาคเหนือตอนบน ส่งผลให้บ้านเรือนประชาชนบางหลังจมมิดหลังคา เส้นทางคมนาคมหลายแห่งถูกตัดขาด ล่าสุด จ.น่าน เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำใน อ.เมือง ที่คาดว่ามวลน้ำจะมาถึงใน 7-8 ชั่วโมง
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ส่งข้อความแจ้งเตือนภัยพิบัติผ่านระบบเซลล์บรอดคาสต์ (Cell Broadcast) ในระดับเตือนภัยขั้นสูงสุด (Extreme Alert) ไปยังโทรศัพท์มือถือของประชาชนในพื้นที่ อ.ปัว และ อ.ท่าวังผา ขณะกรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศแจ้งเตือนว่าฝนตกตกหนักมากในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนจนถึงวันที่ 21 ส.ค. นี้
นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เปิดเผยความคืบหน้าของสถานการณ์น้ำท่วมล่าสุดกับสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสเมื่อเวลา 14.00 น. ว่าจุดที่เกิดสถานการณ์น้ำท่วม ได้แก่ อ.ปัว และ อ.ท่าวังผา โดยระบุว่าหลายพื้นที่ของ อ.ปัว น้ำเริ่มลดแล้วและเริ่มแห้ง เนื่องจากน้ำที่ท่วมฉับพลันเป็นน้ำป่าไหลหลากจึงเริ่มเข้าสู่ขั้นการฟื้นฟู เปิดเส้นทาง ล้างทำความสะอาดบ้านประชาชนที่ได้ผลกระทบ
ส่วนสถานการณ์ใน อ.ท่าวังผา นายชัยนรงค์ กล่าวว่ามวลน้ำเริ่มไหลลงต่ำไปยังอำเภอนี้และเข้าท่วมพื้นที่เทศบาลท่าวังผาและพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งคาดการณ์ว่าน้ำจะไหลออกจากพื้นที่ อ.ท่าวังผา อย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน
นายชัยนรงค์ ยังกล่าวถึงสถานการณ์ในอำเภอเมือง จ.น่าน ว่าระดับน้ำยังต่ำกว่าระดับตลิ่งแม่น้ำน่าน แต่คาดการณ์ว่าหลังจากนี้ราว 7-8 ชั่วโมง มวลน้ำจะเริ่มไหลเข้าพื้นที่อำเภอเมือง ซึ่งได้มีการเตรียมการรับมือน้ำไว้ตั้งแต่ต้นเดือนส.ค. ที่ผ่านมาโดยเฉพาะในเขตเศรษฐกิจ และตอนนี้ยังคงมีการเสริมพนังกั้นน้ำและถุงทราย ตลอดจนตั้งเครื่องสูบน้ำแต่ละจุดเพื่อเตรียมระบายน้ำออก
นอกจากนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ระบุว่ายังคงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอีกเป็นระยะเวลาสองคืนซึ่งเป็นช่วงเวลาที่จะมีฝนตกหนัก โดยเน้นเฝ้าระวังประชาชนที่อยู่ริมแม่น้ำน่าน ขณะที่ในด้านการรับมือ ส่วนราชการในจังหวัดได้เตรียมการตั้งศูนย์อพยพที่อำเภอและที่เทศบาลแต่ละแห่งแล้ว แต่ส่วนใหญ่พี่น้องประชาชนยังไม่ได้เข้าพักเนื่องจากเลือกอพยพไปอยู่ที่บ้านญาติก่อน
ด้านเทศบาลเมืองน่านประกาศ ออกประกาศเตือนภัยฉบับที่ 1 เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยแจ้งเตือนขอให้ชุมชนในเขตเทศบาลเมืองน่านที่มีความเสี่ยงโดยเฉพาะชุมชนที่เคยถูกน้ำท่วมเมื่อปี 2549 และปี 2567 เก็บข้าวของให้พ้นระดับน้ำท่วม เตรียมย้ายยานพาหนะไปไว้ในพื้นที่ที่ปลอดภัยและเตรียมอพยพกลุ่มเปราะบางไปอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัย
"สำหรับผู้ที่มีความประสงค์จะอยู่ในบ้านที่ท่านเชื่อว่าปลอดภัย ให้เตรียมอาหารน้ำดื่ม ยารักษาโรค ฯลฯ และเตรียมอุปกรณ์ให้แสงสว่าง อุปกรณ์การประกอบอาหาร การสื่อเครื่องมือสื่อสารให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ไม่น้อยกว่าสามวัน (การไฟฟ้าอาจงดจ่ายกระแสไฟฟ้าในพื้นที่บางส่วน)" ประกาศของเทศบาลเมืองน่านระบุ
พื้นที่ได้รับผลกระทบใน จ.น่าน
พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุน้ำท่วมอย่างหนักในเช้าวันนี้ (19 ส.ค.) ได้แก่ อ.ปัว และ อ.ท่าวังผา จ.น่าน ซึ่งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ส่งข้อความแจ้งเตือนผ่านระบบเซลล์บรอดคาสต์ในระดับเตือนภัยขั้นสูงสุดตั้งแต่ช่วงเวลา 06.18 น. เช้านี้ ให้ประชาชนยกของขึ้นที่สูงทันที เคลื่อนย้ายกลุ่มเปราะบาง และติดต่อผู้ใหญ่บ้านหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่ออพยพ
ต่อมาเวลาประมาณ 08.00 น. ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย จังหวัดน่าน รายงานสรุปสถานการณ์อุทกภัยโดยมีรายละเอียดดังนี้
- อ.ปัว กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.น่าน ระบุว่าเมื่อเวลา 04.00 น. เกิดฝนตกหนักจนน้ำป่าไหลหลากและล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนใน 8 ตำบลจาก 12 ตำบล ต่อมาเวลา 06.00 น. มีรายงานน้ำท่วมเส้นทางหลักบริเวณถนนลอยฟ้าสายปัว-บ่อเกลือ (ทางหลวงหมายเลข 1256) เกิดเหตุสะพานขาด รถทุกชนิดไม่สามารถสัญจรได้ ในช่วงนี้ยังมีรายงานเหตุดินถล่มปิดเส้นทางและต้นไม้ล้มขวางถนนโดยเฉพาะเส้นทางสันติสุข-อวน รถเล็กไม่สามารถผ่านได้
- อ.ท่าวังผา เกิดน้ำป่าไหลหลากเข้าพื้นที่ด้านทิศตะวันออก โดยเฉพาะ ต.ยม และ ต.จอมพระ

ที่มาของภาพ, ประชาสัมพันธ์จังหวัดน่าน
ขณะเดียวกันศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัดน่านและประชาสัมพันธ์จังหวัดน่านยังระบุถึงสถานการณ์ในอำเภออื่น ๆ ดังนี้
- อ.สันติสุข เมื่อเวลา 06.00 น. อ.สันติสุข รายงานสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่อง ส่งผลให้น้ำในลำน้ำหลายสายล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่การเกษตร ฝายนาเลาถูกกระแสน้ำพัดผนังพังทลายเสียหาย ล่าสุดมีรายงานเจ้าหน้าที่นำเรือยนต์เข้าช่วยเหลือประชาชนที่ติดค้างบริเวณสะพานข้ามลำน้ำมวบ บ้านน้ำโซ้ง ออกมายังพื้นที่ปลอดภัยท่ามกลางกระแสน้ำเชี่ยวกราก
- อ.ภูเพียง พบพื้นที่ได้รับผลกระทบ 2 ตำบล 2 หมู่บ้าน จากน้ำป่าจากห้วยมะเปียงไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนประมาณ 5 หลังคาเรือน ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลือ อพยพประชาชนไปยังพื้นที่ปลอดภัย และสำรวจความเสียหายเบื้องต้น
นอกจากนี้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ยังแจ้งเตือนภัยระวังฝนตกหนักในอีก 7 อำเภอของ จ.น่าน ได้แก่ อ.เมืองน่าน, อ.บ่อเกลือ, อ.เชียงกลาง, อ.บ้านหลวง, อ.เวียงสา, อ.นาน้อย และ อ.นาหมื่น ให้ระวังน้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม
ขณะที่พื้นที่จังหวัดอื่น ๆ บริเวณภาคเหนือที่ได้รับการแจ้งเตือนภัยระวังฝนตกหนัก ในเวลาเดียวกันได้แก่ อ.ปง และอ.เชียงม่วน จ.พะเยา และพื้นที่บางส่วนของ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน
รัฐดำเนินการอะไรไปแล้วบ้าง
เมื่อเวลา 08.00 น. ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ฯ จ.น่าน ระบุว่าได้มีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการ ณ ที่ว่าการอำเภอปัว และจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวและศูนย์อพยพภายใน อ.ปัว จำนวน 7 แห่ง ได้แก่ หอประชุมอำเภอปัว หอประชุมโรงเรียนชุมชนศิลาเพชร หอประชุมเทศบาลตำบลปัว วัดป่าเหมือด บริเวณสามแยกทางเข้าบ้านดอนไชย อบต.วรนคร โรงเรียนจอมแจ้ง และโรงเรียนบ้านเสี้ยว โดยนายอำเภอปัวได้ขอประสานจัดตั้งโรงครัวพระราชทาน และให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดตั้งโรงครัวประจำศูนย์พักพิงแล้ว
ขณะที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดน่านและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ส่งเรือยาว เรือท้องแบน เสื้อชูชีพ และเจ็ตสกี เข้าพื้นที่เพื่อช่วยเหลือประชาชนแล้ว ขณะเดียวกันยังแถลงว่ากองพันทหารม้าที่ 10 ได้ส่งกำลังพลจำนวน 50 นาย เข้าสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ด้วย

ที่มาของภาพ, ประชาสัมพันธ์จังหวัดน่าน
ฝนจะตกหนักจนถึงวันที่ 21 ส.ค. - ผู้เชี่ยวชาญเตือนระวังมวลน้ำรุนแรง
ตามประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา ฉบับที่ 8 (162/2569) เรื่อง "ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทยตอนบน (มีผลกระทบจนถึงวันที่ 21 สิงหาคม 2569)" ระบุถึงแนวโน้มสถานการณ์สถานการณ์ปริมาณฝนในประเทศไทย โดยคาดการณ์ว่าร่องมรสุมที่พาดผ่านภาคเหนือและประเทศลาวตอนบน จะยังคงส่งผลให้ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีปริมาณฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากไปจนถึงวันที่ 21 ส.ค. นี้
ขณะที่พยากรณ์อากาศในช่วงวันที่ 22-25 ส.ค. ระบุว่าประเทศไทยจะมีปริมาณฝนลดลง เนื่องจากร่องมรสุมจะเลื่อนขึ้นไปพาดผ่านประเทศเมียนมาและประเทศลาวตอนบน อย่างไรก็ตาม จะยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันตก
กรมอุตุนิยมวิทยายังเผยแพร่ ข้อมูลแผนที่คาดการณ์พื้นที่เสี่ยงภัยฝนตกหนักถึงหนักมาก ระบุว่ากลุ่มจังหวัดในภาคเหนือตอนบนจะยังคงอยู่ในระดับพื้นที่สีแดงหรือจังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักมาก ต่อไปอีกอย่างน้อย 3 วัน โดยเฉพาะ จ.น่าน, เชียงใหม่, พะเยา, แพร่ และแม่ฮ่องสอน
ขณะที่พื้นที่บริเวณภาคเหนือตอนล่าง เช่น สุโขทัย, พิษณุโลก, เพชรบูรณ์ รวมถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและภาคตะวันออก จัดอยู่ในกลุ่มจังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก

ที่มาของภาพ, ประชาสัมพันธ์จังหวัดน่าน
รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้สัมภาษณ์ในสถานีโทรทัศน์ทีเอ็นเอ็น เมื่อวันที่ 18 ส.ค. ระบุว่าสภาวะฝนตกหนักในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนครั้งนี้มีความรุนแรงที่สุดนับแต่ต้นปี 2569 เป็นต้นมา
รศ.ดร.เสรี วิเคราะห์ด้วยว่าน้ำท่วมครั้งนี้จะมาแบบ "มาเร็วไปเร็ว" เนื่องจากมีลักษณะเป็นน้ำป่าไหลหลากจากที่ลาดเชิงเขา ดังนั้นเมื่อฝนตกบนยอดดอยเริ่มลดลง มวลน้ำก็จะไหลผ่านไปอย่างรวดเร็วอย่างไรก็ดี ความเร็วของน้ำจะมีพลังงานสูงพอที่จะสร้างความเสียหายแก่ประชาชนและทรัพย์สินได้
แนวทางการเฝ้าระวัง
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย (ปภ.) เผยแพร่แนวทางเตรียมความพร้อมเมื่อเกิดฝนตกหนักและระดับน้ำท่วมสูง โดยระบุให้ประชาชนสังเกตระดับน้ำและติดตามประกาศแจ้งเตือนอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเตรียมยกสิ่งของขึ้นที่สูงและเตรียมความพร้อมสำหรับการอพยพ นอกจากนี้ ปภ. ยังเน้นย้ำให้ระมัดระวังการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้า และหลีกเลี่ยงการขับรถในเส้นทางที่มีน้ำท่วมขัง ตลอดจนติดตามข้อมูลสภาวะอากาศและข่าวสารจากทางราชการอย่างต่อเนื่องผ่านช่องทางที่รัฐกำหนด
ในกรณีที่ได้รับประกาศเตือนภัยหรือคำสั่งให้อพยพ ปภ. ได้กำหนดข้อปฏิบัติ 5 ขั้นตอน ได้แก่
- การตั้งสติและปฏิบัติตามประกาศอพยพทันทีโดยไม่รอให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น
- นำเฉพาะกระเป๋าฉุกเฉินและสิ่งของจำเป็นติดตัวไป
- ให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ป่วย
- ตัดระบบไฟฟ้าและปิดวาล์วน้ำโดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสขณะร่างกายเปียกหรือยืนในน้ำ
- เลือกเส้นทางอพยพที่ปลอดภัย
ปภ. ยังเตือนด้วยว่าห้ามย้อนกลับไปเก็บทรัพย์สินและไม่ควรกลับเข้าพื้นที่จนกว่าจะได้รับการยืนยันความปลอดภัย































