รู้จัก อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน ที่เสียชีวิตจากการโจมตีร่วม สหรัฐฯ-อิสราเอล

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images
- Author, แซม วูดเฮาส์
- เวลาอ่าน: 12 นาที
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่า อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ถูกสังหารในวันแรกของการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ที่นำโดยสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล
จากนั้นสถานีโทรทัศน์ของอิหร่านก็ยืนยันว่าผู้นำวัย 86 ปี ซึ่งปกครองประเทศมาตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมา และถือเป็นหนึ่งในผู้ปกครองที่อยู่ในอำนาจยาวนานที่สุดในโลก ได้เสียชีวิตลงแล้ว
อิหร่านเคยมีผู้นำสูงสุดเพียง 2 คนเท่านั้นนับตั้งแต่เกิดการปฏิวัติอิสลามในปี 1979
ตำแหน่งนี้มีอำนาจสูงสุด ผู้นำสูงสุดคือประมุขของรัฐและผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพ ซึ่งรวมถึงกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ด้วย
คาเมเนอีไม่ใช่เผด็จการเต็มตัว แต่การดำรงตำแหน่งอยู่ท่ามกลางโครงข่ายอำนาจที่แข่งขันกันอย่างซับซ้อน ทำให้เขาสามารถวีโต้ยับยั้งนโยบายสาธารณะใด ๆ และคัดเลือกผู้สมัครรับตำแหน่งสาธารณะได้ด้วยตนเอง
ชาวอิหร่านรุ่นใหม่ไม่เคยใช้ชีวิตในช่วงที่เขาไม่เป็นผู้กุมบังเหียนอำนาจ
โทรทัศน์ของรัฐรายงานทุกความเคลื่อนไหวของคาเมเนอี ภาพของเขาถูกติดไว้ตามป้ายโฆษณาในพื้นที่สาธารณะ และภาพถ่ายของเขาปรากฏอยู่ทั่วไปในร้านค้า
ในต่างประเทศ ประธานาธิบดีอิหร่านที่เปลี่ยนหน้ากันไปมักเป็นผู้ได้รับความสนใจมากกว่า แต่ในประเทศ คาเมเนอีคือผู้คุมอำนาจตัวจริงอยู่เบื้องหลัง
ดังนั้นการเสียชีวิตของเขาย่อมถือว่าเป็นการเปิดฉากอนาคตใหม่ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งในอิหร่านและภูมิภาคโดยรอบ

ที่มาของภาพ, Getty Images
อาลี คาเมเนอี เกิดในเมืองมาชาด ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอิหร่าน ในปี 1939
ในฐานะบุตรคนที่ 2 จากพี่น้อง 8 คนในครอบครัวเคร่งศาสนา บิดาของเขาเป็นนักบวชระดับกลางของอิสลามนิกายชีอะห์ ซึ่งเป็นนิกายหลักในอิหร่าน
ในเวลาต่อมา คาเมเนอีเคยกล่าวเชิงโหยหาอดีตถึงวัยเด็กของตนเองว่า "ยากจนแต่เคร่งครัดในศาสนา" โดยบอกว่าเขากินเพียง "ขนมปังกับลูกเกด" อยู่บ่อย ๆ
การศึกษาของเขาถูกครอบงำด้วยการเรียนคัมภีร์กุรอาน และเขาผ่านคุณสมบัติได้เป็นนักบวชตั้งแต่อายุเพียง 11 ปี แต่เช่นเดียวกับผู้นำศาสนาหลายคนในยุคนั้น งานของเขามีความเป็นการเมืองพอ ๆ กับงานด้านจิตวิญญาณ
คาเมเนอีเป็นนักปราศรัยที่มีทักษะ เขาเข้าร่วมกลุ่มวิจารณ์พระเจ้าชาห์แห่งอิหร่าน กษัตริย์ที่ในท้ายที่สุดก็ถูกโค่นล้มจากการปฏิวัติอิสลาม
ตลอดระยะเวลาหลายปีมานี้ คาเมเนอีต้องใช้ชีวิตหลบซ่อนหรือถูกคุมขัง เขาถูกจับกุมโดยตำรวจลับของพระเจ้าชาห์ถึงหกครั้ง เผชิญการทรมานและการเนรเทศภายในประเทศ

ที่มาของภาพ, Gamma-Rapho via Getty Images
หลังการปฏิวัติอิสลาม อยาตอลเลาะห์ รูฮอลเลาะห์ โคไมนี ผู้นำการปฏิวัติ แต่งตั้งให้คาเมเนอีเป็นอิหม่ามผู้นำละหมาดวันศุกร์ประจำกรุงเตหะราน
ทุกสัปดาห์ คำเทศนาทางการเมืองของเขาถูกถ่ายทอดไปทั่วประเทศ ซึ่งทำให้คาเมเนอีถูกวางตัวอย่างมั่นคงในฐานะหนึ่งในผู้นำชุดใหม่ของอิหร่าน
ในช่วงเดือนแรก ๆ หลังการปฏิวัติอันโกลาหล กลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยผู้ศรัทธาต่อโคไมนีได้เข้ายึดสถานทูตสหรัฐฯ และจับนักการทูตกับเจ้าหน้าที่สถานทูตหลายสิบคนเป็นตัวประกัน
เหล่าผู้นำการปฏิวัติอิหร่าน ซึ่งรวมถึงคาเมเนอี ให้การสนับสนุนนักศึกษาเหล่านั้น ซึ่งประท้วงการตัดสินใจของสหรัฐฯ ที่ให้ที่พักพิงแก่พระเจ้าชาห์ผู้ถูกโค่นอำนาจ การจับตัวประกันดังกล่าวยืดเยื้อเป็นเวลา 444 วัน
เหตุการณ์นี้มีส่วนทำลายรัฐบาลของประธานาธิบดีคาร์เตอร์ในสหรัฐฯ และผลักให้อิหร่านเดินบนเส้นทางต่อต้านอเมริกาและต่อต้านตะวันตก ซึ่งกลายเป็นลักษณะสำคัญของการปฏิวัติครั้งนั้น
นอกจากนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวยังถือเป็นจุดเริ่มต้นของการถูกโดดเดี่ยวจากประชาคมระหว่างประเทศมาอย่างยาวนานหลายทศวรรษของอิหร่าน

ที่มาของภาพ, Bettmann via Getty Images
ไม่นานหลังเหตุการณ์วิกฤตนั้น คาเมเนอีรอดชีวิตจากความพยายามลอบสังหารครั้งหนึ่งมาได้อย่างหวุดหวิด
ในเดือนมิถุนายน 1981 กลุ่มผู้เห็นต่างซ่อนระเบิดไว้ในเครื่องบันทึกเทป ซึ่งระเบิดขึ้นในขณะที่เขากำลังบรรยาย
เขาได้รับบาดเจ็บสาหัส ปอดของเขาต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะฟื้นตัว และแขนขวาของเขาสูญเสียการใช้งานไปอย่างถาวร
ต่อมาในปีเดียวกัน โมฮัมหมัด-อาลี รอจาอี ประธานาธิบดีแห่งอิหร่านถูกลอบสังหาร และคาเมเนอีลงสมัครในการเลือกตั้งที่จัดขึ้นหลังเหตุการณ์นั้น เพื่อสืบทอดตำแหน่งประธานาธิบดีที่ส่วนใหญ่มีบทบาทเพียงในเชิงสัญลักษณ์
โคไมนี ผู้นำสูงสุดในเวลานั้น เป็นผู้ควบคุมว่าใครมีสิทธิลงสมัคร ด้านคาเมเนอีชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียง 97% ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่ไม่น่าประหลาดใจ
สุนทรพจน์เข้ารับตำแหน่งของเขาช่วยกำหนดน้ำเสียงและท่าทีของรัฐบาล โดยคาเมเนอีประณาม "ความวิปลาส ลัทธิเสรีนิยม และกลุ่มฝ่ายซ้ายที่ได้รับอิทธิพลจากอเมริกา"

ที่มาของภาพ, Ayatollah Khamenei
ในช่วงการดำรงตำแหน่ง คาเมเนอีได้กลายเป็นผู้นำในยามสงคราม
ไม่กี่เดือนก่อนหน้านั้น ประเทศเพื่อนบ้านอย่างอิรักได้เปิดฉากบุกโจมตีอิหร่าน เนื่องจากอิรักภายใต้การนำของ ซัดดัม ฮุสเซน เกรงว่าการปฏิวัติอิสลามของ อยาตอลเลาะห์ รูฮอลเลาะห์ โคไมนี จะลุกลามไปยังต่างประเทศและบ่อนทำลายระบอบของตน
สงครามครั้งนั้นโหดร้ายและนองเลือด กินเวลานานถึง 8 ปี ทั้งสองฝ่ายมีผู้เสียชีวิตหลายแสนคน
คาเมเนอีใช้เวลาหลาายเดือนอยู่แนวหน้า ซึ่งมีผู้บังคับบัญชาและทหารจำนวนมากที่เขาพบและรู้จักถูกสังหารในสนามรบ

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images
กองทัพอิรักใช้สารเคมีกับหมู่บ้านตามแนวพรมแดนในอิหร่าน และยิงขีปนาวุธถล่มเมืองต่าง ๆ ที่อยู่ไกลออกไป รวมถึงกรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่านด้วย
ฝ่ายอิหร่านเองต้องพึ่งยุทธวิธีการใช้ทหารบกบุกเป็นระลอก ๆ เพื่อทำลายแนวป้องกันของอิรัก ซึ่งประกอบด้วยเยาวชนผู้มีศรัทธา ซึ่งหลายคนแทบจะยังไม่ถึงวัยต่อสู้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก
สงครามครั้งนั้นทำให้ความไม่ไว้วางใจระหว่างคาเมเนอีกับสหรัฐฯ และชาติตะวันตก ซึ่งให้การสนับสนุนการรุกรานของ ซัดดัม ฮุสเซน ฝังรากลึกยิ่งขึ้น
ในปี 1989 คาเมเนอีได้รับการคัดเลือกจากสภาผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นสภานักบวช แต่งตั้งให้เขาเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งของโคไมนีซึ่งถึงแก่อสัญกรรมในวัย 86 ปี
ผู้นำสูงสุดคนใหม่ได้รับเลือก แม้จะถูกมองว่าไม่มีผลงานโดดเด่นด้านวิชาการศาสนาก็ตาม
"ข้าพเจ้าเป็นบุคคลที่มีข้อบกพร่องและจุดอ่อนมากมาย และแท้จริงแล้วเป็นเพียงนักศึกษาศาสนาระดับล่างเท่านั้น" เขากล่าวยอมรับในสุนทรพจน์แรกหลังเข้ารับตำแหน่ง
"อย่างไรก็ตาม ภาระหน้าที่ได้ถูกวางไว้บนบ่าของข้าพเจ้า และข้าพเจ้าจะใช้ความสามารถทั้งหมดและศรัทธาที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้า เพื่อให้สามารถแบกรับความรับผิดชอบอันหนักหนานี้ได้"

ที่มาของภาพ, Hulton Archive via Getty Images
เนื่องจากขาดทั้งความเคารพในหมู่นักบวชและความนิยมส่วนตัวแบบที่โคไมนีเคยมี ผู้นำสูงสุดคนใหม่จึงค่อย ๆ เดินเกมอย่างระมัดระวังเพื่อสร้างฐานอำนาจของตนเอง
ทว่า ในช่วง 30 ปีต่อมา คาเมเนอีได้สร้างเครือข่ายผู้ภักดีในทุกพื้นที่ของระบอบอิหร่าน ซึ่งรวมถึงรัฐสภา ระบบตุลาการ ตำรวจ สื่อ และนักบวชระดับชนชั้นนำ
คาริม ซัดจาดปูร์ นักวิจัยจากสถาบันคาร์เนกีเพื่อสันติภาพระหว่างประเทศในกรุงวอชิงตัน กล่าวว่า อำนาจของผู้นำสูงสุดนั้นขึ้นอยู่กับ "กลุ่มอิทธิพลที่แน่นแฟ้นของบรรดาผู้นำทางศาสนาหัวรุนแรงและเหล่าทหารพิทักษ์การปฏิวัติผู้มั่งคั่งหน้าใหม่"
คาเมเนอียังสนับสนุนลัทธิบูชาบุคคลเพื่อให้เกิดความศรัทธาต่อเขาในหมู่สาธารณชน เสริมด้วยการกดปราบทางการเมืองและการจับกุมฝ่ายตรงข้ามตามอำเภอใจ
เขาแทบไม่เดินทางไปต่างประเทศเลย และจากรายงานต่าง ๆ ระบุว่า เขาใช้ชีวิตอย่างมัธยัสถ์ในเขตที่พักกลางกรุงเตหะรานร่วมกับภรรยา ลูก 6 คน และหลาน ๆ อีกหลายคน

ที่มาของภาพ, Hulton Archive via Getty Images
ในประเทศ เขาปราบปรามฝ่ายต่อต้านอย่างราบคาบ
ในปี 1999 การประท้วงของนักศึกษาเป็นช่วงเวลาที่อันตราย แต่ก็ถูกปราบลง
หนึ่งทศวรรษต่อมา การก่อกบฏต่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ถูกกล่าวหาว่าโกง ทำให้ผู้ประท้วงถูกปราบปรามด้วยสเปรย์พริกไทย ถูกทุบตี และถูกยิง
ในปี 2019 เมื่อราคาน้ำมันที่พุ่งสูงส่งผลให้เกิดการประท้วงบนท้องถนน อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี สั่งปิดอินเทอร์เน็ตเป็นเวลาหลายวันเพื่อป้องกันการเดินขบวนที่ผิดกฎหมาย รายงานจากองค์กรแอมเนสตี อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่าหลังจากนั้นตำรวจก็ยิงผู้ประท้วงหลายคนเสียชีวิตด้วยปืนกล
เขาได้ขจัดอุปสรรคทางการศึกษาของสตรีที่ผู้นำคนก่อนวางไว้ แต่คาเมเนอีก็ไม่เชื่อในความเสมอภาคทางเพศ
ผู้หญิงที่รณรงค์ต่อต้านการสวมฮิญาบถูกจับกุม ทรมาน และคุมขังเดี่ยว ผู้ที่สนับสนุนพวกเธอก็ถูกเพ่งเล็งด้วย ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนคนหนึ่งถูกตัดสินโทษจำคุก 38 ปี และถูกเฆี่ยน 148 ครั้ง
ในปี 2022 หนึ่งในความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดต่อการปฏิวัติอิสลามเกิดขึ้นหลังการเสียชีวิตของ มาห์ซา อามินี หญิงวัย 22 ปี ขณะถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวเนื่องจากถูกกล่าวหาว่าไม่สวมฮิญาบอย่างถูกต้อง
กลุ่มสิทธิมนุษยชนระบุว่าระหว่างการประท้วงที่เกิดขึ้นหลังการเสียชีวิตของเธอ มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 550 คน และมีผู้ถูกกองกำลังความมั่นคงควบคุมตัวกว่า 20,000 คน

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images
ในต่างประเทศ คาเมเนอีถูกกล่าวหาอย่างกว้างขวางว่าเป็นผู้นำของประเทศที่ถูกสังคมโลกโดดเดี่ยว โดยช่วงหลังเหตุโจมตีสหรัฐฯ เมื่อ 11 ก.ย. 2001 ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช จัดให้อิหร่านเป็นส่วนหนึ่งของ "แกนความชั่วร้าย (Axis of Evil)" ร่วมกับอิรักและเกาหลีเหนือ
อิหร่านใช้ฮิซบอลเลาะห์ กลุ่มติดอาวุธชีอะห์ในเลบานอน เป็นตัวแทนของคาเมเนอีในความขัดแย้งกึ่งถาวรกับอิสราเอล
แม้เขาจะใช้วาทกรรม "ความตายจงมีแก่อเมริกา" ต่อประชาชนในประเทศ แต่ในทางนโยบายต่างประเทศ คาเมเนอีวางแนวทางอย่างรอบคอบ โดยไม่ได้ประนีประนอมกับวอชิงตัน แต่ก็ไม่เข้าปะทะโดยตรง
ประเด็นที่สร้างแรงเสียดทานมากที่สุด คืออาวุธนิวเคลียร์
เมื่อ 20 ปีก่อน คาเมเนอีประกาศว่าอาวุธนิวเคลียร์เป็นสิ่ง "ขัดต่อหลักอิสลาม" และออกฟัตวาห้ามการพัฒนาสิ่งนี้ แต่ภายใต้การปกครองของเขา อิสราเอลและชาติตะวันตกเชื่อมั่นว่าอิหร่านพยายามพัฒนาศักยภาพด้านอาวุธนิวเคลียร์อย่างลับ ๆ
การคว่ำบาตรที่ชาติมหาอำนาจกำหนดเพื่อตอบโต้นั้น ทำให้อิหร่านซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก ตกอยู่ในสภาพยากลำบาก และอัตราการว่างงานที่สูงขึ้นก็ทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ประชาชนเป็นวงกว้าง
คาเมเนอีไม่คัดค้านข้อตกลงนิวเคลียร์ในปี 2015 ซึ่งจำกัดกิจกรรมนิวเคลียร์ของอิหร่านเพื่อแลกกับการผ่อนปรนการคว่ำบาตร แต่เขาแสดงความสงสัยว่าสหรัฐฯ จะยึดถือข้อตกลงดังกล่าวในระยะยาวได้หรือไม่

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images
ในปี 2018 ทรัมป์ละทิ้งข้อตกลงนิวเคลียร์และนำมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่านกลับมาใช้ใหม่เพื่อบีบให้ประเทศเจรจาข้อตกลงฉบับใหม่
2 ปีต่อมา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีคำสั่งลอบสังหาร คาเซ็ม สุเลมานี ซึ่งเป็นนายพลระดับสูงของกองกำลังคุดส์ที่ใกล้ชิดกับผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ที่อิรัก
คาเมเนอีสาบานว่าจะล้างแค้นและเริ่มใกล้ชิดกับรัสเซียและจีนมากขึ้น
ในเดือนมิถุนายน 2025 เมื่อกองกำลังอิสราเอลโจมตีอิหร่าน โดยมุ่งเป้าต่อโครงการนิวเคลียร์ ขีปนาวุธพิสัยไกล และผู้บัญชาการทหารระดับสูงของประเทศ อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธเป็นชุด ๆ ใส่หลายเมืองของอิสราเอล
เมื่อสหรัฐฯ เข้าร่วมสงคราม โดยโจมตีที่ตั้งโรงงานนิวเคลียร์หลักของอิหร่าน 3 แห่ง คาเมเนอีให้คำมั่นว่าจะไม่ยอมจำนน แต่ก็เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เขาดูอ่อนแอ
ในเดือน ม.ค. 2026 ระบอบของคาเมเนอีเผชิญการประท้วงบนท้องถนนครั้งใหญ่ที่ปะทุจากความล้มเหลวของเศรษฐกิจอิหร่าน และรัฐบาลตอบโต้ด้วยการปราบปรามอย่างโหดเหี้ยม ซึ่งกลุ่มสิทธิมนุษยชนระบุว่ามีผู้ประท้วงเสียชีวิตอย่างน้อย 6,488 คน และอีก 53,700 คน ถูกควบคุมตัว
ในสัปดาห์ถัดมา ทรัมป์สั่งเสริมกำลังทหารสหรัฐฯ ในภูมิภาค และขู่ที่จะโจมตีอิหร่านหากพวกเขาไม่ยอมตกลงทำข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับใหม่ รวมถึงต้องละทิ้งสิ่งที่เขาเรียกว่า "ความทะเยอทะยานนิวเคลียร์อันชั่วร้าย"
ทว่า คาเมเนอีปฏิเสธที่จะยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม
"ชาวอเมริกันควรรู้ว่า หากพวกเขาเริ่มสงคราม คราวนี้มันจะเป็นสงครามระดับภูมิภาค" คาเมเนอีเตือนในช่วงปลายเดือน ม.ค. 2026
คาเมเนอีคงอำนาจไว้ในมืออย่างแข็งกร้าวและบ่อยครั้งก็โหดเหี้ยม
บางครั้งผู้นำสูงสุดคนนี้พยายามวางตัวเหนือการเมือง ด้วยการชำเลืองมองลงไปยังการทะเลาะเบาะแว้งระหว่างฝ่ายปฏิรูปและฝ่ายอนุรักษนิยมของอิหร่าน แต่จริง ๆ แล้วอยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี แทบไม่เคยยอมให้เสียงคัดค้านดังเกินไป หรืออนุญาตให้เกิดนโยบายที่เขาไม่เห็นด้วยพัฒนาต่อไปได้
ปัจจุบันชีวิตชาวอิหร่านในประเทศอยู่ภายใต้กฎหมายที่เขาวางไว้ น้อยคนนักที่จะบอกได้อย่างแน่ชัดว่าใครจะเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากเขา และด้วยเหตุนี้จึงยากที่จะบอกได้ว่าการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างที่จะเกิดขึ้น




























