7 ฉากทัศน์ที่อาจเกิดขึ้น หากสหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน

A composite image of US President Donald Trump and Iran's Supreme Leader Ayatollah Ali Khamenei

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน
    • Author, แฟรงก์ การ์ดเนอร์
    • Role, ผู้สื่อข่าวความมั่นคง
  • เวลาอ่าน: 11 นาที

ดูเหมือนว่าตอนนี้สหรัฐฯ เตรียมพร้อมจะเปิดการโจมตีต่ออิหร่าน

เป็นเวลาหลายสัปดาห์ที่วอชิงตันได้เสริมกองกำลังของตนเองในภูมิภาคตะวันออกกลาง และตอนนี้ดูเหมือนว่าสหรัฐฯ จะเตรียมระดมกำลังรบทางอากาศในภูมิภาคนี้มากกว่าช่วงเวลาใด ๆ นับตั้งแต่การรุกรานอิรักในปี 2003

แน่นอนว่านี่อาจเป็นความเคลื่อนไหวอย่างตรงไปตรงมาเพื่อกดดันระบอบการปกครองอิหร่านเพื่อให้ยอมรับข้อตกลงที่อิหร่านไม่ต้องการ และเป็นที่ทราบกันดีว่าพันธมิตรของสหรัฐฯ ในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับได้เตือนถึงอันตรายจากการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลกระทบที่ไม่ได้ตั้งใจ

ในขณะที่เป้าหมายที่สหรัฐฯ จะโจมตีนั้นอาจพอคาดเดาได้ ทว่าผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นนั้นคาดเดาไม่ได้เลย

หากการเจรจาล้มเหลว และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ตัดสินใจสั่งการโจมตี แล้วผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นจะเป็นไปในทางใดได้บ้าง ?

1. การโจมตีเป้าหมายแบบเฉพาะเจาะจง แม่นยำ เกิดความสูญเสียต่อพลเรือนน้อยที่สุด และการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย

กองทัพอากาศและกองทัพเรือสหรัฐฯ ดำเนินการโจมตีเป้าหมายอย่างแม่นยำและจำกัด โดยมุ่งเป้าไปที่ฐานทัพของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) และกองกำลังบาซิจ (Basij unit) ซึ่งเป็นกองกำลังกึ่งทหารภายใต้การควบคุมของกองกำลัง IRGC โดยมุ่งเป้าการโจมตีไปยังฐานยิงขีปนาวุธ คลังเก็บขีปนาวุธ รวมถึงที่ตั้งของโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน

หลังจากนั้นระบอบการปกครองที่อ่อนแออยู่แล้วจะถูกโค่นล้ม ในที่สุดอิหร่านก็เปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ซึ่งทำให้อิหร่านสามารถกลับเข้าร่วมกับประชาคมโลกได้อีกครั้ง

นี่คือฉากทัศน์ที่มองโลกในแง่ดีอย่างมาก การเข้าแทรกแซงทางการทหารของชาติตะวันตกในประเทศอิรักและลิเบียต่างก็ไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านเป็นประชาธิปไตยได้อย่างราบรื่นนัก ถึงแม้ว่าในกรณีของทั้งสองประเทศจะสามารถหยุดยั้งเผด็จการอันโหดร้ายได้ แต่ก็นำไปสู่ช่วงเวลาหลายปีแห่งความโกลาหลและการนองเลือด

2. ระบอบอิหร่านยังคงอยู่รอด แต่ดำเนินนโยบายสายกลางมากขึ้น

หนทางนี้ถูกเรียกอย่างกว้างขวางว่าคือ "เวเนซุเอลาโมเดล" ซึ่งปฏิบัติการที่รวดเร็วและทรงพลังของสหรัฐฯ ยังคงไว้ซึ่งระบอบการปกครองเดิมที่ไม่บุบสลาย แต่มีการปรับเปลี่ยนนโยบายของตนให้ผ่อนปรนมากขึ้น

ในกรณีของอิหร่าน นั่นอาจหมายถึงว่าสาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้ยังคงอยู่รอด ซึ่งคงไม่เป็นที่พอใจของชาวอิหร่านจำนวนมาก ทว่าระบอบอิหร่านจะถูกบีบให้ลดทอนการสนับสนุนกองกำลังที่อิหร่านหนุนอยู่ทั่วทั้งตะวันออกกลาง รวมทั้งยุติหรือลดทอนโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธภายในประเทศ และผ่อนปรนการกดปราบการประท้วงภายในประเทศ

แต่นี่ก็เป็นฉากทัศน์ที่มีความเป็นไปได้น้อยมาก

ผู้นำสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านยังคงแข็งกร้าวและต่อต้านการเปลี่ยนแปลงมาตลอด 47 ปี และดูเหมือนว่าจะไม่สามารถเปลี่ยนทิศทางได้ในตอนนี้ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ซึ่งตอนนี้มีอายุ 80 กว่าปีแล้ว เป็นบุคคลที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงหรือการประนีประนอมเป็นพิเศษ

3. ระบอบล่มสลายและถูกแทนที่ด้วยการปกครองโดยทหาร

หลายคนมองว่าฉากทัศน์นี้น่าจะเป็นผลลัพธ์ที่เป็นไปได้มากที่สุด

ในขณะที่เห็นได้อย่างชัดเจนว่าระบอบการปกครองอิหร่านไม่เป็นที่นิยมสำหรับหลายคน และการประท้วงที่สืบเนื่องกันมาหลายปีก็ยิ่งทำให้ระบอบอิหร่านอ่อนแอลง แต่ก็ยังมีโครงสร้างแบบรัฐพันลึก (deep state) ของหน่วยงานด้านความมั่นคงขนาดใหญ่และแพร่กระจายอยู่ทุกที่ ซึ่งมีผลประโยชน์โดยตรงในการคงไว้ซึ่งสถานะเดิม ยกตัวอย่างเช่นกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งในระบบเศรษฐกิจของอิหร่าน

เหตุผลหลักที่ทำให้การประท้วงยังไม่สามารถโค่นล้มระบอบการปกครองได้จนถึงขณะนี้ คือยังไม่มีผู้ใดแปรพักตร์ไปอยู่ฝ่ายผู้ประท้วงอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่ฝ่ายที่กุมอำนาจไว้เตรียมจะใช้กำลังอย่างไม่จำกัดและโหดร้ายเพื่อคงไว้ซึ่งอำนาจของตนเอง

ในช่วงแห่งความสับสนวุ่นวายหลังการโจมตีของสหรัฐฯ มีความเป็นไปได้ว่าอิหร่านอาจถูกปกครองโดยผู้นำที่ทรงอำนาจ นั่นก็คือรัฐบาลทหารซึ่งประกอบไปด้วยบุคคลจากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) เป็นส่วนใหญ่

Police officers in all black clothing carrying guns patrol a crowd carrying Iranian flags.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, กองกำลังตำรวจพิเศษของอิหร่านเฝ้าระวังการเดินขบวนสนับสนุนรัฐบาลในกรุงเตหะรานเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา

4. อิหร่านโต้กลับด้วยการโจมตีกองกำลังของสหรัฐฯ ประเทศเพื่อนบ้านอาหรับ และอิสราเอล

แนวทางนี้มีความเป็นไปได้อย่างสูง

เมื่อเดือนที่แล้ว อิหร่านประกาศกร้าวว่าจะตอบโต้ต่อการโจมตีใด ๆ ก็ตามของสหรัฐฯ โดยบอกว่า "นิ้วมือของพวกเขาวางอยู่บนไกปืน" และอยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี กล่าวคำมั่นว่าจะ "ตบเข้าที่ใบหน้า" ของกองกำลังสหรัฐฯ หากว่ามีการโจมตี

ขุมกำลังรบของอิหร่านนั้นเทียบไม่ได้อย่างชัดเจนกับความยิ่งใหญ่ของกองทัพเรือและกองทัพอากาศสหรัฐฯ แต่อิหร่านก็ยังสามารถเล่นงานกองทัพสหรัฐฯ ด้วยกระสุนปืนใหญ่ ขีปนาวุธทิ้งตัว และโดรน ซึ่งส่วนใหญ่ถูกเก็บซ่อนอยู่ในถ้ำ ใต้ดิน หรือในภูเขาอันห่างไกล

มีฐานทัพและยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯ กระจายอยู่ตลอดแนวชายฝั่งอาหรับของอ่าวเปอร์เซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบาห์เรนและกาตาร์ แต่อิหร่านก็สามารถโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศใดก็ตามที่อิหร่านมองว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีของสหรัฐฯ (เช่น จอร์แดนหรืออิสราเอล) ได้เช่นกัน หากพวกเขาเลือกจะทำ

การโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนอย่างรุนแรงต่อโรงงานปิโตรเคมีของซาอุดีอารัมโก (Saudi Aramco) บริษัทน้ำมันแห่งชาติของซาอุดีอาระเบียเมื่อปี 2019 ซึ่งเชื่อว่าเป็นการกระทำของกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านในอิรัก แสดงให้เห็นว่าซาอุดีอาระเบียมีความเปราะบางต่อขีปนาวุธของอิหร่านมากเพียงใด

เพื่อนบ้านกลุ่มประเทศอาหรับในอ่าวเปอร์เซียของอิหร่าน ซึ่งล้วนเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ ต่างรู้สึกวิตกกังวลอย่างมากในขณะนี้ว่า การกระทำทางทหารใด ๆ ของสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบต่อประเทศของพวกเขาเองในที่สุด

เมื่อเดือนที่แล้ว ซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ระบุว่า พวกเขาจะไม่อนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้น่านฟ้าสำหรับการโจมตีใด ๆ แต่นั่นอาจไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะรอดพ้นจากการตอบโต้กลับของอิหร่าน

A blurry video grab shows protesters and smoke from a fire, with one person holding up a phone to capture events, taken in Mashhad in early January.

ที่มาของภาพ, UGC

คำบรรยายภาพ, แม้ว่าจะมีการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตในอิหร่านเมื่อช่วงต้นเดือน ม.ค. 2026 แต่คลิปวิดีโอการประท้วงต่อต้านรัฐบาลก็ยังคงปรากฏบนโซเชียลมีเดีย

5. อิหร่านโต้กลับด้วยการวางทุ่นระเบิดในอ่าวเปอร์เซีย

ฉากทัศน์นี้ถูกมองมาอย่างยาวนานว่าเป็นภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นต่อการขนส่งทางเรือและอุปทานน้ำมันของโลก นับตั้งแต่สงครามอิหร่าน-อิรักในช่วงปี 1980–1988 เมื่ออิหร่านได้ลงมือวางทุ่นระเบิดในเส้นทางเดินเรือจริง และเรือกวาดทุ่นระเบิดของกองทัพเรืออังกฤษได้เข้ามาช่วยกวาดล้างทุ่นระเบิดเหล่านั้น

ช่องแคบฮอร์มุซที่ตั้งอยู่ระหว่างอิหร่านและโอมานเป็นจุดคอขวดที่สำคัญ การส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลวหรือแอลเอ็นจี (LNG) ราว 20% ของโลก รวมถึงน้ำมันและและผลิตภัณฑ์จากน้ำมันราว 20-25% ของโลกล้วนแต่ผ่านช่องแคบแห่งนี้ในแต่ละปี

ในขณะที่การเจรจาข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเกิดขึ้นในนครเจนีวาเมื่อช่วงต้นสัปดาห์นี้ อิหร่านได้ปิดช่องแคบแห่งนี้เป็นเวลาสองสามชั่วโมงเพื่อซ้อมรบโดยใช้กระสุนจริง ซึ่งถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980 ที่มีการปิดช่องแคบแห่งนี้ และเป็นสัญลักษณ์หนึ่งที่แสดงถึงศักยภาพการรบ

เมื่อวันพฤหัสบดี (19 ก.พ.) มีรายงานว่าอิหร่านได้ฝึกซ้อมทางทหารร่วมกับทหารเรือรัสเซียในอ่าวโอมานและมหาสมุทรอินเดีย

นอกจากนี้ อิหร่านยังฝึกซ้อมการวางทุ่นระเบิดในทะเลอย่างรวดเร็วอีกด้วย หากว่าอิหร่านมีการซ้อมปฏิบัติการเช่นนี้อีกครั้ง นั่นก็จะส่งผลกระทบต่อการค้าโลกและราคาน้ำมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และผู้ที่เสียประโยชน์มากที่สุดในสถานการณ์นี้ก็คืออิหร่านเอง เนื่องจากอิหร่านพึ่งพารายได้จากการส่งออกน้ำมัน และมีลูกค้าหลักอยู่ในเอเชีย โดยเฉพาะจีน

Map showing where the Strait of Hormuz is in the Gulf of Oman, a key route for global oil transport. The strait lies between Iran and the peninsula of the United Arab Emirates and Oman. The map also shows countries in the wider Middle East region including Saudi Arabia, Iraq, Jordan and Israel
คำบรรยายภาพ, แผนที่แสดงบริเวณช่องแคบฮอร์มุซระหว่างโอมานและอิหร่าน จุดคอขวดของการขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดในโลก

6. อิหร่านตอบโต้ด้วยการจมเรือรบสหรัฐฯ

กัปตันของกองทัพเรือสหรัฐฯ ซึ่งประจำการอยู่บนเรือรบในอ่าวเปอร์เซียเคยบอกกับบีบีซีครั้งหนึ่งว่า ภัยคุกคามอย่างหนึ่งจากอิหร่านที่เขากังวลมากที่สุด คือการจู่โจมเป้าหมายพร้อมกันด้วยหลายกำลังรบ (swarm attack)

นี่คือสถานการณ์ที่อิหร่านปล่อยโดรนติดระเบิดแรงสูงจำนวนมาก รวมถึงเรือตอร์ปิโดเร็วโจมตีไปที่เป้าหมายเดี่ยวหรือหลายเป้าหมายพร้อมกัน ซึ่งแม้แต่ระบบป้องกันระยะประชิดอันทรงพลังของกองทัพเรือสหรัฐฯ ก็ไม่สามารถกำจัดกำลังอาวุธเหล่านี้ทั้งหมดได้ทันเวลา

กองทัพเรือของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ได้เข้ามาประจำการแทนกองทัพเรืออิหร่านแบบดั้งเดิมในอ่าวเปอร์เซียมานานแล้ว โดยผู้บัญชาการบางส่วนของกองทัพเรือ IRGC ได้รับการฝึกฝนโปรแกรมด้านการทหารที่วิทยาลัยดาร์ทมัธ (Dartmouth) ของสหรัฐฯ ในสมัยการปกครองของพระเจ้าชาห์ด้วยซ้ำ

กองทัพเรืออิหร่านได้มุ่งเน้นการฝึกซ้อมรบส่วนใหญ่ไปที่สงครามแบบไม่ธรรมดาหรือ "สงครามแบบไม่สมมาตร" โดยมุ่งหาวิธีเอาชนะหรือหลีกเลี่ยงความได้เปรียบทางเทคนิคที่คู่ต่อสู้หลักอย่างกองเรือที่ห้าของกองทัพเรือสหรัฐฯ มีอยู่

การจมเรือรบของสหรัฐฯ พร้อมกับการจับกุมลูกเรือที่รอดชีวิตได้ จะถือเป็นความอัปยศอันใหญ่หลวงสำหรับสหรัฐฯ

แม้เชื่อกันว่าฉากทัศนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้น แต่ในอดีตเรือพิฆาตยูเอสเอส โคล (USS Cole) มูลค่าพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ก็ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการโจมตีแบบฆ่าตัวตายของกลุ่มอัล-เคดา ที่ท่าเรือเอเดนเมื่อปี 2000 ส่งผลให้ลูกเรือชาวอเมริกันเสียชีวิต 17 นาย

สหรัฐฯ จะมีกองเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตีสองกองเรือในภูมิภาคนี้ เมื่อเรือยูเอสเอส เจรัลด์ อาร์ ฟอร์ด (USS Gerald R Ford) ซึ่งกำลังเดินทางอยู่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนในตอนนี้ เดินทางไปถึงตะวันออกกลางในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

A woman wearing a dark hijab and black dress walks past a mural on a wall depicting politicians from the US and Iran sitting opposite each other, taken in Tehran on 28 January.

ที่มาของภาพ, Anadolu via Getty Images

คำบรรยายภาพ, ภาพวาดฝาผนังต่อต้านสหรัฐฯ สามารถพบเห็นได้ในที่สาธารณะทั่วกรุงเตหะราน ขณะที่ภัยคุกคามจากการแทรกแซงทางทหารของสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้น

7. ระบอบล่มสลาย และถูกแทนที่ด้วยความโกลาหล

ฉากทัศน์นี้คืออันตรายอย่างแท้จริง และเป็นหนึ่งในความกังวลหลักของประเทศเพื่อนบ้านอย่างกาตาร์และซาอุดีอาระเบีย

นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดสงครามกลางเมืองดังเช่นที่เคยเกิดในซีเรีย เยเมน และลิเบีย อีกทั้งยังมีความเสี่ยงด้วยว่าในความโกลาหลและวุ่นวายนั้น ความตึงเครียดทางชาติพันธุ์อาจลุกลามไปสู่ความขัดแย้งทางอาวุธ เนื่องจากชาวเคิร์ด ชาวบาลูชี ชาวอาเซอร์ไบจาน และชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ ต่างพยายามปกป้องประชาชนของตนเองท่ามกลางสุญญากาศทางอำนาจทั่วประเทศ

ชาติส่วนใหญ่ในตะวันออกกลางคงจะยินดีที่จะเห็นสาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้หมดอำนาจไป โดยเฉพาะอิสราเอลซึ่งได้โจมตีอย่างหนักต่อกลุ่มตัวแทนของอิหร่านทั่วทั้งภูมิภาค และหวาดวิตกกับภัยคุกคามที่มีอยู่จากโครงการนิวเคลียร์ที่สงสัยว่าอิหร่านกำลังเดินหน้าอยู่

แต่ไม่มีใครอยากเห็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในตะวันออกกลางประเทศนี้ซึ่งมีประชากรราว 93 ล้านคน ตกอยู่ในความวุ่นวาย นำไปสู่วิกฤตด้านการอพยพลี้ภัยและด้านมนุษยธรรม

อันตรายอันใหญ่หลวงในตอนนี้คือการที่ประธานาธิบดีทรัมป์ซึ่งได้รวบรวมกำลังทหารจำนวนมหาศาลไว้ใกล้พรมแดนอิหร่าน อาจตัดสินใจว่าเขาต้องลงมือปฏิบัติการ หรือไม่เช่นนั้นจะเสียหน้า และสงครามก็จะเริ่มต้นขึ้นโดยไม่มีจุดจบที่ชัดเจน อีกทั้งอาจส่งผลกระทบในแบบที่คาดเดาไม่ได้และสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรง