"คุณโชว์กินน้ำแค่ครั้งเดียวแล้วก็ไป แต่ชาวบ้านใช้น้ำทุกวัน" ฟังเสียงชาวเชียงราย เมื่อน้ำที่มีสารหนูเกินมาตรฐานถูกสูบมาทำน้ำประปา

.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ถังน้ำดิบสถานีผลิตน้ำวังคำ การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) สาขาเชียงราย
    • Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
    • Reporting from, รายงานข่าวจาก จ.เชียงราย

เกือบปีแล้วที่ประชาชนในภาคเหนือผู้พึ่งพิงลุ่มแม่น้ำกก สาย รวก โขง ต้องทนใช้น้ำที่ปนเปื้อนโลหะหนัก ถึงแม้ทางการบอกว่าเกณฑ์การปนเปื้อนยังอยู่ในค่ามาตรฐานก็ตาม

ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์จากสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ตั้งคำถามว่าประชาชนในภาคเหนือจะต้องสะสมสารโลหะหนักผ่านน้ำไปอีกนานแค่ไหน เนื่องจากมันถูกใช้ในการอุปโภค บริโภค การเกษตร ไปจนถึงกิจกรรมต่าง ๆ ในสถานประกอบการทั่วภาคเหนือ-อีสาน ที่พึ่งพาแหล่งน้ำเหล่านี้

นักวิชาการผู้นี้บอกว่าในความเห็นของเขา แม้เจอสารโลหะหนักไม่เกินค่ามาตรฐาน แต่มันหมายความว่า "มี" สารโลหะหนักในน้ำแล้ว

"การที่คุณบอกว่าประชาชนยังใช้น้ำได้ ร่างกายมีความสามารถขับออกได้ คุณก็พูดได้สิ หากคุณแค่มาโชว์กินปลา โชว์กินน้ำแค่ครั้งเดียวแล้วก็ไป แต่ชาวบ้านใช้น้ำทุกวัน ร่างกายของทุกคนมีความสามารถขับออกเท่า ๆ กันอย่างนั้นหรือ ในเมื่อมันสะสมเข้าไปทุกวัน" ดร.สืบสกุล ตั้งคำถามกับปัญหาคุณภาพน้ำที่พวกเขาต้องเผชิญ

ในตอนนี้ชาวเชียงรายส่วนหนึ่งกำลังระดมความเห็นว่าควรเปลี่ยนแปลงแหล่งน้ำดิบสำหรับการผลิตน้ำประปาหรือไม่ แม้การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ยืนยันว่าได้ปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตน้ำเพื่อกำจัดสารโลหะหนักจนได้น้ำที่ปลอดภัยสำหรับการอุปโภคบริโภค ตามมาตรฐานองค์การอนามัยโลกแล้วก็ตาม

บีบีซีไทยพาไปสำรวจว่า เหตุใดปัญหาน้ำประปาจึงเป็นเรื่องใหญ่ เมื่อแหล่งน้ำดิบของพวกเขากำลังเผชิญปัญหามลพิษข้ามแดนระดับภูมิภาค และ กปภ. ต้องแบกรับต้นทุนการผลิตน้ำเพิ่มเติมจากเดิมเท่าไร เพื่อกำจัดสารโลหะหนักดังกล่าว

ผลตรวจคุณภาพล่าสุดยังพบสารโลหะหนักในลุ่มน้ำหลักของภาคเหนือ-อีสาน

รายงานฉบับล่าสุดของสำนักสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (สคพ.1) เชียงใหม่ ระบุว่า ผลงานตรวจสอบคุณภาพครั้งที่ 13 ในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง รวมกัน 20 จุด รอบการเก็บวันที่ 4-7 พ.ย. 2568 พบว่าใน 10 จุดตรวจของแม่น้ำกก มีปัญหาเฉพาะบริเวณสะพานท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ที่มีค่าสารหนูเกินค่ามาตรฐาน โดยบริเวณนี้อยู่ใกล้กับพรมแดนไทย-เมียนมา มากที่สุด และตรวจวัดได้ 0.11 มิลลิกรัม/ลิตร

สำหรับอีก 9 จุดตรวจ พบว่าค่าสารหนูเป็นไปตามมาตรฐาน เช่นเดียวกับตะกั่วและแมงกานีส ส่วนแคดเมียม ทองแดง นิกเกิล โครเมียม สังกะสี และปรอท มีค่าไม่เกินมาตรฐานที่กำหนด

ทั้งนี้ ตามมาตรฐานของกรมอนามัยกำหนดว่าไม่ควรมีสารหนูปนเปื้อนน้ำเกิน 0.01 มิลลิกรัม/ลิตร ไม่เช่นนั้นจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพ

สำหรับคุณภาพแม่น้ำสายใน 3 จุดตรวจ พบว่ามีค่าสารหนูสูงเกินค่ามาตรฐานทุกจุดตรวจวัด โดยสามารถวัดได้ 0.027-0.031 มิลลิกรัม/ลิตร ขณะที่ตะกั่ว แมงกานีส มีค่าเป็นไปตามมาตรฐาน ส่วนแคดเมียม ทองแดง นิกเกิล โครเมียม สังกะสี และปรอท มีค่าไม่เกินมาตรฐานที่กำหนด

แม่น้ำรวกซึ่งเป็นแม่น้ำต่อเนื่องเดียวกันกับแม่น้ำสาย ทาง สคพ.1 เก็บน้ำบริเวณจุดสูบน้ำดิบของการประปาส่วนภูมิภาค สาขาแม่สายทั้งสองแห่ง และพบว่ามีค่าสารหนูเกินค่ามาตรฐานทุกจุดตรวจวัด โดยวัดได้ที่ประมาณ 0.014-0.015 มิลลิกรัม/ลิตร ส่วนตะกั่วมีค่าเป็นไปตามมาตรฐานทุกจุดตรวจวัด ขณะที่แคดเมียม ทองแดง นิกเกิล แมงกานีส ตะกั่ว โครเมียม สังกะสี และปรอท มีค่าไม่เกินมาตรฐานที่กำหนด

แม่น้ำสายบริเวณชายแดนไทย-เมียนมา

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, แม่น้ำสายบริเวณชายแดนไทย-เมียนมา

ทาง สคพ.1 เพิ่มการตรวจสอบคุณภาพในแม่น้ำโขงเข้ามาด้วยเช่นกัน โดยเก็บตัวอย่างน้ำบริเวณจุดสูบน้ำดิบของ กปภ. สาขาแม่สาย 2 จุดในเขตบริการเชียงแสน ต.เวียง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย และบริเวณบ้านสบกก ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน และพบว่าบริเวณจุดสูบน้ำดิบของ กปภ. ทั้ง 2 จุด มีสารหนูเกินค่ามาตรฐาน สามารถตรวจวัดได้ 0.014-0.015 มิลลิกรัม/ลิตร

ส่วนค่าแคดเมียม ทองแดง นิกเกิล แมงกานีส ตะกั่ว โครเมียม สังกะสี และปรอท มีค่าไม่เกินมาตรฐานที่กำหนด

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แค่แม่น้ำ 4 สายที่ไหลผ่านจากประเทศเพื่อนบ้านมาไทยเท่านั้นที่พบปัญหาสารโลหะหนักปนเปื้อน โดยเฉพาะสารหนู เนื่องจากเมื่อวันที่ 21 พ.ย. ที่ผ่านมา ผลตรวจสอบของ สคพ. 1 ยังพบว่าตลอดลำน้ำสาละวินที่ไหลผ่านประเทศไทยช่วง จ.แม่ฮ่องสอน มีสารหนูปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานในทั้งหมด 13 จุดตรวจวัด และมีหนึ่งจุดตรวจวัดที่พบตะกั่วเกินค่ามาตรฐาน

กลางปีที่ผ่านมา งานศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ระบุว่าจากการตรวจสอบด้วยวิธีการนิติวิทยาศาสตร์ สารโลหะหนักที่ปนเปื้อนในแม่น้ำกกมาจากมาจากเหมืองแร่หายากหรือแร่แรร์เอิร์ธ (Rare Earth Elements – REEs) ราว 70% ขณะที่อีก 30% มาจากเหมืองทองคำ ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา

แม้ยังไม่มีรายงานที่ชัดเจนว่าปัญหาสารโลหะหนักปนเปื้อนในแม่น้ำอื่น ๆ มาจากแหล่งเดียวกันหรือไม่ แต่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าอาจมาจากสาเหตุเดียวกัน

ล่าสุดจากรายงานของศูนย์สติมสัน (Stimson Center) สถาบันคลังสมองของสหรัฐอเมริกา พบว่าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีเหมืองมากกว่า 2,400 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นเหมืองผิดกฎหมายและไร้การควบคุม โดยพบมากสุดในประเทศเมียนมา หนึ่งในประเทศที่ส่งออกแร่แรร์เอิร์ธไปยังจีนมากที่สุด

กปภ. มีต้นทุนในการผลิตน้ำเพิ่มขึ้นแล้วกว่า 23 ล้านบาท นับตั้งแต่แหล่งน้ำดิบมีปัญหาสารโลหะหนักปนเปื้อน

นายจักรพงศ์ คำจันทร์ ผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่าสถานีผลิตน้ำของ กปภ. ที่ได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำสาย กก รวก และโขง มีทั้งหมด 5 สถานีผลิตน้ำใน กปภ.สาขาแม่สาย สาขาเชียงราย และสาขาเวียงเชียงของ

ผู้ว่าการ กปภ. บอกว่า ทางองค์กรไม่ได้นิ่งนอนใจเมื่อเกิดปัญหาดังกล่าว เพราะทราบดีว่าภารกิจหลักขององค์กรคือการผลิตน้ำประปาให้ได้คุณภาพและมาตรฐานที่กำหนดไว้ โดยปัจจุบันยึดถือเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก

เมื่อพบปัญหาการปนเปื้อนในแหล่งน้ำดิบ ทาง กปภ. จึงเพิ่มเงินลงทุนรวม 20.06 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงระบบจ่ายสารเคมีเพื่อจัดการโลหะหนัก ตลอดจนจัดหาชุดทดสอบโลหะหนักเบื้องต้น รวมถึงเครื่องมือสำหรับการตรวจวัดโลหะหนัก

ปัจจุบันระบบจ่ายสารเคมีที่ติดตั้งใหม่เริ่มใช้งานแล้วที่สถานีผลิตน้ำแม่สาย และสถานีผลิตน้ำเกาะช้าง ของ กปภ.สาขาแม่สาย ส่วนสถานีผลิตน้ำวังคำ กปภ.สาขาเชียงรายจะเริ่มใช้งานได้ในเดือน ธ.ค. นี้ ขณะที่สถานีผลิตน้ำเชียงแสน กปภ.สาขาแม่สาย และสถานีผลิตน้ำเวียงเชียงของ กปภ.สาขาเวียงเชียงของ อยู่ระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือน ม.ค. ปีหน้า

"เครื่องจ่ายสารเคมีตัวนี้จะมีความแม่นยำมากขึ้น ถ้าคุณภาพน้ำเป็นลักษณะแบบนี้ มันจะต้องปรับอัตราการจ่ายอะไร เท่าไร เราเอามาลงในพื้นที่วิกฤตก่อน ก็คือโรงผลิตน้ำของสาขาแม่สาย และที่วังคำของสาขาเชียงราย" นายจักรพงศ์ กล่าว

นับตั้งแต่เกิดปัญหาสารโลหะหนักในแหล่งน้ำดิบ กปภ.ต้องปรับปรุงกระบวนการผลิตต่างจากเดิม เพื่อกำจัดสารโลหะหนัก

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, นับตั้งแต่เกิดปัญหาสารโลหะหนักในแหล่งน้ำดิบ กปภ.ต้องปรับปรุงกระบวนการผลิตต่างจากเดิม เพื่อกำจัดสารโลหะหนัก

สำหรับใน 5 สถานีผลิตน้ำที่ใช้แหล่งน้ำดิบซึ่งมีปัญหาสารโลหะหนักปนเปื้อนนั้น ทางผู้ว่าการ กปภ. อธิบายว่าจากเดิมที่เคยใส่คลอรีนในขั้นตอนสุดท้ายเพียงครั้งเดียวเพื่อฆ่าเชื้อโรค ปัจจุบันได้เพิ่มคลอรีนใน 3 ขั้นตอน

นายจักรพงศ์อธิบายว่าในการปรับปรุงคุณภาพน้ำดิบซึ่งเป็นขั้นตอนแรก ทาง กปภ.จะจ่ายคลอรีนเข้าไป (pre-Cl2) เพื่อเปลี่ยนสารหนูเป็นตะกอน จากนั้นจ่ายโซดาไฟ (NaOH) เพื่อเปลี่ยนโลหะหนักชนิดอื่น ๆ เช่น ตะกั่ว ให้เป็นตะกอน จากนั้นจึงจ่ายโพลีอะลูมิเนียมคลอไรด์ (PACL) ร่วมกับโพลีไดอัลลิลไดเมทิลแอมโมเนียมคลอไรด์ (pDADMAC) เพื่อช่วงสร้างและเร่งการตกตะกอน

ต่อมาจึงส่งน้ำดิบที่ผ่านกระบวนการดังกล่าวเข้าสู่ระบบตกตะกอนและระบบกรอง โดยในขั้นตอนนี้จะมีการจ่ายคลอรีนอีกครั้ง (Intermediate Chlorination) เพื่อกำจัดสารหนูที่เหลือ ก่อนเข้าสู่ระบบกรอง

จากนั้นน้ำที่ผ่านการกรองแล้วจะถูกใส่คลอรีนอีกครั้ง (post-CL2) ในอัตราส่วนที่เหมาะสมเพื่อฆ่าเชื้อโรค แล้วนำไปเก็บในถังน้ำใสเพื่อการสูบจ่าย

ผู้ว่าการ กปภ. เปิดเผยว่าการใช้สารเคมีที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตของทั้ง 5 สถานี ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 3.7 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2568 เมื่อเทียบกับสถานการณ์ปกติในช่วงเดียวกัน 1-2 ปีก่อนหน้า

นอกจากนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้น้ำและรักษามาตรฐานคุณภาพการผลิตของ กปภ. นายจักรพงศ์บอกว่าทางหน่วยงานสั่งให้ทั้ง 5 สถานีเพิ่มความถี่ตรวจสอบคุณภาพแหล่งน้ำดิบ น้ำประปาในถังน้ำใส รวมถึงบ้านผู้ใช้น้ำ 2 ครั้งต่อเดือน ซึ่งถือว่าถี่ขึ้นมากสำหรับการตรวจสอบสารโลหะหนักในแหล่งน้ำดิบที่เคยกำหนดไว้ว่าให้ตรวจสอบอย่างน้อยปีละ 1ครั้ง

ตัวอย่างน้ำทั้งหมดจะถูกนำส่งไปตรวจในห้องปฏิบัติการของ กปภ. เอง และส่งให้ บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นผู้ตรวจสอบภายนอกเป็นผู้ตรวจสอบ โดยการตรวจสอบครอบคลุมสารโลหะหนัก 7 ชนิด ได้แก่ สารหนู ตะกั่ว แคดเมียม โครเมียม ปรอท ซีลีเนียม และแบเรียม

กปภ. เพิ่มความถี่ตรวจสอบคุณภาพน้ำตั้งแต่ต้นทางไปยังปลายทาง และนั่นทำให้พวกเขามีต้นทุนการตรวจสอบเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
คำบรรยายภาพ, กปภ. เพิ่มความถี่ตรวจสอบคุณภาพน้ำตั้งแต่ต้นทางไปยังปลายทาง และนั่นทำให้พวกเขามีต้นทุนการตรวจสอบเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ข้อมูลจาก กปภ. ระบุว่าในปีงบประมาณ 2569 ทางองค์กรต้องจัดสรรงบประมาณสำหรับการตรวจสอบโลหะหนักโดยหน่วยงานภายนอกเป็นเงินราว 2.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2568 ที่ใช้วงเงินไป 934,380 บาท

แม้ทาง กปภ. กำลังแบกรับต้นทุนการผลิตน้ำที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าเครื่องจักร ค่าสารเคมี และค่าตรวจสอบคุณภาพน้ำ แต่นายจักรพงศ์ยืนยันว่าค่าน้ำยังคงเท่าเดิม ไม่มีการปรับขึ้น และในตอนนี้ ทาง กปภ. ยังสามารถรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้

"แต่ในอนาคตก็ไม่แน่ ถ้ามีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นแล้วจะต้องมาปรับราคา แต่มันก็จะเหมือนการผลักภาระให้กับพี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ อันนี้ก็ต้องเป็นนโยบายของทางรัฐบาลด้วย" ผู้ว่าการ กปภ. กล่าว และเสริมว่าการขึ้นค่าน้ำประปาไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากต้องผ่านการพิจารณาจากหลายฝ่ายที่กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจแห่งนี้

กปภ. วางแผนระยะกลางใช้งบอย่างน้อย 1,133 ล้านบาท เล็งใช้ถ่านกัมมันต์ช่วยกรองเพิ่ม

นายจักรพงศ์ คำจันทร์ ผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค

ที่มาของภาพ, PWA

คำบรรยายภาพ, นายจักรพงศ์ คำจันทร์ ผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค

ในระยะกลาง ทาง กปภ. ยังมีแผนก่อสร้างระบบผลิตน้ำประปาขนาด 300 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อชั่วโมง ที่สถานีผลิตน้ำเกาะช้าง กปภ.สาขาแม่สาย โดยใช้แหล่งน้ำดิบจากแม่น้ำรวก พร้อมวางท่อส่งน้ำไปยังสถานีผลิตน้ำแม่สาย งบประมาณ 217.215 ล้านบาท โดยขอรับการจัดสรรจากงบประมาณปี 2570 หากดำเนินการเสร็จจะยกเลิกการผลิตน้ำประปาจากสถานีผลิตน้ำแม่สายซึ่งใช้แม่น้ำสายเป็นแหล่งน้ำดิบ

อีกโครงการหนึ่งคือ โครงการเชียงแสน ซึ่งเป็นการก่อสร้างระบบผลิตน้ำประปาขนาด 24,000 ลบ.ม./ชม. ที่สถานีผลิตน้ำเชียงแสน กปภ.สาขาแม่สาย ซึ่งใช้แหล่งน้ำดิบจากแม่น้ำโขงแทนแม่น้ำสายและแม่น้ำรวก รวมถึงก่อสร้างสถานีจ่ายน้ำแห่งใหม่อีก 3 แห่ง เพื่อส่งประปามายัง อ.แม่จัน อ.ห้วยไคร้ และ อ.แม่สาย ปัจจุบันเดินหน้าก่อสร้างแล้ว คาดว่าจะเสร็จสิ้นในปี 2570 งบประมาณ 916.094 ล้านบาท

บีบีซีไทยสอบถามนายจักรพงศ์ว่าแหล่งน้ำดิบของแผนระยะกลางยังมีปัญหาปนเปื้อนสารโลหะหนักอย่างที่ปรากฏจากผลตรวจสอบของ สคพ.1 เหตุใด กปภ. ยังคงดำเนินตามแผนดังกล่าว

ทางผู้ว่าการ กปภ. อธิบายว่าแผนระยะกลางได้รับการจัดสรรงบประมาณก่อนจะพบปัญหาสารโลหะหนักปนเปื้อนในแหล่งน้ำดิบจึงจำเป็นต้องเดินหน้าตามนั้น แต่ทาง กปภ. วางแผนไว้ว่าหากปัญหาการปนเปื้อนสารโลหะหนักวิกฤตหนักกว่าเดิม ทางหน่วยงานจะพิจารณาใช้ถ่านกัมมันต์ (activated carbon) เข้ามาร่วมด้วย เพิ่มเติมจากกระบวนการกรองและปรับปรุงคุณภาพน้ำที่กำลังทำอยู่เดิม

"เราเตรียมความพร้อมไว้ว่าหลังจากก่อสร้างเสร็จตามแผนระยะกลาง แล้วยังมีปัญหาอยู่ เราจะใช้ activated carbon เข้ามาช่วยในการกำจัด ซึ่งจะใช้ตัวนี้ก็ต่อเมื่อเจอสารโลหะหนักมากจริง ๆ แต่ถ้าเจอในปริมาณที่วัดได้ในตอนนี้อาจยังไม่ถึง activated carbon อย่างที่เรียนว่าที่เราเพิ่มขั้นตอนในกระบวนการผลิตอะไรต่าง ๆ นั้น เอาอยู่" นายจักรพงศ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาทาง กปภ. ดำเนินโครงการนำร่องใช้เทคโนโลยีการกรองและฟื้นฟูถ่านกัมมันต์ด้วยไอน้ำยวดยิ่ง (Activated Carbon Filtration and Regenerating Technology Using Superheated Steam) มาเพิ่มประสิทธิภาพการกำจัดสารโลหะหนัก โดยเฉพาะสารหนู ที่สถานีผลิตน้ำเกาะช้าง กปภ.สาขาแม่สาย ซึ่งใช้แหล่งน้ำดิบจากแม่น้ำรวก เมื่อวันที่ 23 ก.ย. ที่ผ่านมา ภายใต้ความร่วมมือจากเค-วอเตอร์ (K-Water) รัฐวิสาหกิจด้านการบริหารจัดการน้ำของเกาหลีใต้ รวมถึงบริษัทวินเทค โกลวิส (Wintec Glovis) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการบำบัดน้ำขั้นสูงจากเกาหลีใต้

ผู้ใช้น้ำ กปภ. ในเชียงรายเรียกร้องให้ย้ายแหล่งน้ำดิบโดยด่วน

ผู้ว่าการ กปภ. เปิดเผยว่าทางองค์กรมีแผนระยะยาวด้วยเช่นกัน นั่นคือการย้ายแหล่งน้ำดิบ และสำรวจหาแหล่งน้ำสำรองอื่น ๆ

โครงการแรกในแผนนี้ คือการก่อสร้างสถานีผลิตน้ำอ่างเก็บน้ำแม่คำ อ.แม่จัน จ.เชียงราย ซึ่งจะใช้แหล่งน้ำดิบจากอ่างเก็บน้ำแม่คำของกรมชลประทาน ซึ่งคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปี 2569 หรือ 2570 และผลิตน้ำประปาให้บริการพื้นที่ อ.แม่สาย อ.แม่จัน และ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย

อีกโครงการหนึ่งคือ แผนเปลี่ยนแปลงแหล่งน้ำดิบจากแม่น้ำกกเป็นแม่น้ำลาว โดยทาง กปภ. จะดำเนินการก่อสร้างสถานีผลิตน้ำแม่ลาวซึ่งผลิตน้ำประปาขนาด 4,000 ลบ.ม./ชม. เพื่อทดแทนสถานีผลิตน้ำวังคำ กปภ.สาขาเชียงราย งบประมาณรวม 2,248 ล้านบาท คาดว่าเริ่มต้นได้ในปีงบประมาณ 2571

แต่สำหรับคนเชียงรายจำนวนหนึ่งที่ใช้น้ำประปา กปภ. จาก กปภ.สาขาเชียงราย กลับเห็นว่าพวกเขาไม่สามารถรอการดำเนินการของ กปภ. ได้อีกแล้ว และเรียกร้องให้เปลี่ยนแหล่งน้ำดิบโดยด่วน

.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

นายสาโรช อินเทพ วัย 47 ปี ผู้ประกอบการโรงคั่วกาแฟและร้านกาแฟในตัว อ.เมืองเชียงรายมา 15 ปี บอกกับบีบีซีไทยว่าในฐานะที่เป็นชาวเชียงรายมาตั้งแต่เกิด ไม่เคยคาดคิดเลยว่าแม่น้ำกกซึ่งเป็นสายน้ำหลักของชาวเชียงรายจะต้องเผชิญกับปัญหาสารโลหะหนักปนเปื้อน ซ้ำเติมปัญหามลพิษทางอากาศฝุ่น PM 2.5 ที่ยังแก้ไขไม่ได้

นับตั้งแต่มีข่าวตรวจพบสารโลหะหนักปนเปื้อนในแม่น้ำกก ผู้ประกอบการรายนี้ลงทุนซื้อเครื่องกรองน้ำระบบรีเวิร์ส ออสโมซิส หรือ อาร์โอ (Reverse Osmosis - RO) มาติดตั้งที่ร้านและบ้านรวมกัน 4 เครื่อง สำหรับน้ำใช้ในร้านและในบ้าน ทำให้ต้องแบกรับต้นทุนค่ารักษาดูเครื่องกรอง และค่าไส้กรองเพิ่มเติม ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจซบเซา

เครื่องกรองเหล่านี้ถูกใช้เพื่อกรองน้ำประปาที่เขารับจาก กปภ.สาขาเชียงราย อีกครั้ง

ผลคุณภาพน้ำประปา กปภ.สาขาเชียงรายซึ่งเก็บตัวอย่างไปเมื่อวันที่ 31 ต.ค. และทราบผลวันที่ 22 พ.ย. ที่ผ่านมา ระบุว่าใน 4 จุดตรวจพบสารหนูราว 0.0010-0.0011 มก./ลิตร ถือว่าไม่เกินค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ 0.01 มก./ลิตร และพบแบเรียม 0.0298-0.030 มก./ลิตร ไม่เกินค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ที่ 0.7 มก./ลิตร

ถึงแม้ผลตรวจคุณภาพน้ำออกมาระบุว่าผ่านมาตรฐาน และตัวเลขต่าง ๆ ก็ไม่เกินค่ามาตรฐานที่กำหนด แต่นายสาโรชก็ยังกังวล

"เพราะก่อนหน้านี้มันไม่มี แต่ตอนนี้มันมี ดังนั้นเราเลยยังไม่มีความมั่นใจ" เขากล่าว

เขาเสริมด้วยว่าไม่ใช่เพียงต้นทุนของทางร้านที่ต้องเพิ่มระบบกรองน้ำเพิ่มเติมเข้ามา แต่ไส้กรองจำนวนมากที่ต้องเปลี่ยนในแต่ละครั้งยังทำให้เกิดขยะที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้

"สมมติว่าหลาย ๆ บ้าน หันมาติดเครื่องกรองเหมือนกัน แล้วในปี ๆ หนึ่ง เทศบาลต้องรับมือกับขยะเหล่านี้มากขนาดไหน มันต้องนำไปกำจัดอย่างไร" เขาตั้งคำถาม

นายสาโรช อินเทพ ชาวเชียงรายและผู้ประกอบการบอกว่าการเปลี่ยนแหล่งน้ำดิบผลิตน้ำประปาเป็นทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้
คำบรรยายภาพ, นายสาโรช อินเทพ ชาวเชียงรายและผู้ประกอบการบอกว่าการเปลี่ยนแหล่งน้ำดิบผลิตน้ำประปาเป็นทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้
กิจกรรมระดมความเห็นเรื่องการเปลี่ยนแหล่งน้ำดิบจัดขึ้นที่หน้าสนามเชียงราย ยูไนเต็ด เมื่อวันที่ 29 พ.ย. ที่ผ่านมา

ที่มาของภาพ, Facebook/Suebsakun Kidnukorn

คำบรรยายภาพ, กิจกรรมระดมความเห็นเรื่องการเปลี่ยนแหล่งน้ำดิบจัดขึ้นที่หน้าสนามเชียงราย ยูไนเต็ด เมื่อวันที่ 29 พ.ย. ที่ผ่านมา

ล่าสุดร้านของเขาเข้าร่วมกับร้านค้าอื่น ๆ อีกกว่า 20 แห่งในเชียงราย เพื่อรวบรวมความเห็นว่า กปภ.สาขาเชียงราย ควรเร่งเปลี่ยนแหล่งน้ำดิบหรือไม่ โดยกิจกรรมนี้จัดขึ้นโดยเครือข่ายปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง

แผ่นป้ายใหญ่กว่ากระดาษ A4 เล็กน้อยถูกแปะไว้หน้าเคาน์เตอร์ชำระเงินของร้าน และภายในไม่กี่นาที ลูกค้าที่เป็นชาวเชียงรายด้วยกันก็แปะสติ๊กเกอร์ให้ความเห็นว่า "เปลี่ยนแปลงแหล่งน้ำดิบ" ซึ่งแน่นอนว่าหนึ่งในนั้นมีสติ๊กเกอร์ของสาโรชอยู่ด้วย

เขาบอกว่าน้ำประปาเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในชีวิตประจำวัน เช่น การอาบน้ำ หรือการซักล้างต่าง ๆ และแม้พยายามป้องกันตัวเองที่บ้านด้วยการติดตั้งเครื่องกรองน้ำหลายชุด แต่สุดท้ายก็ต้องออกไปใช้ชีวิตและกินอาหารนอกบ้านอยู่ดี ซึ่งต่างก็ใช้น้ำประปาจาก กปภ. โดยตรง

ด้วยเหตุนี้ สาโรชจึงเห็นว่าการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงแหล่งน้ำดิบเป็นทางออกเร่งด่วนที่สุด เพื่อยุติวงจรการสะสมพิษในระยะยาว และฟื้นฟูความเชื่อมั่นของเมืองเชียงรายซึ่งพึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นหลัก

"ร้านแทบทุกร้านต้องใช้ประปา ถ้าหากน้ำปนเปื้อนแล้วใครจะอยากมาเที่ยวเชียงราย เพราะว่าน้ำพวกนี้ก็ต้องใช้ในร้าน ในการทำอาหารต่าง ๆ หรือในโรงแรมและที่พักทั้งหมด อย่างน้อยถ้ารัฐบาลหรือการประปาสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้คนที่นี่ได้ มันก็ทำให้คนที่มาเที่ยวมีความเชื่อมั่นเรื่องความปลอดภัย" นายสาโรช กล่าว

นายจักรพงศ์ ผู้ว่าการ กปภ. บอกว่าจากเดิมที่จะเสนอโครงการย้ายแหล่งน้ำดิบจากแม่น้ำกกไปแม่น้ำลาวเข้าปีงบประมาณ 2571 ขณะนี้ทางหน่วยงานผลักดันเข้าปีงบประมาณ 2570 แล้ว ซึ่งหมายความว่าต้องเร่งเสนองบภายใน 2-3 เดือนนี้

"ถ้าเข้าไปในปี 70 แล้วผ่านสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมถึงสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ประมาณเดือน ก.ย. 2569 ก็หาผู้รับจ้างและเริ่มลงมือปลายปีหน้าได้เลย" เขากล่าว

อย่างไรก็ตาม อาจารย์จาก ม.แม่ฟ้าหลวง ให้ความเห็นว่าหากรัฐบาลเห็นความสำคัญของปัญหา ก็คงเร่งรัดให้ดำเนินการเปลี่ยนแหล่งน้ำดิบโดยไม่ต้องรอของบประมาณ 2570 แต่ในเมื่อทุกอย่างเร่งรัดเป็นไปตามขั้นตอนเช่นนี้ ก็สะท้อนให้เห็นแล้วว่ารัฐบาลปัจจุบันมองปัญหานี้เช่นไร

"เรียกว่าขาดความมุ่งมั่นก็ได้ หรือไม่มี political will (เจตจำนงทางการเมือง)" ดร.สืบสกุล กล่าว

ต้นทุนที่ไม่ยุติธรรมต่อผู้ไม่ได้ก่อมลพิษโดยตรง

ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์จากสำนักวิชานวัตกรรมสังคม ม.แม่ฟ้าหลวง
คำบรรยายภาพ, ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์จากสำนักวิชานวัตกรรมสังคม ม.แม่ฟ้าหลวง

ดร.สืบสกุล ให้ความเห็นว่าสิ่งที่ กปภ. ดำเนินการอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงกระบวนการผลิตน้ำประปา ไปจนถึงการก่อสร้างสถานีผลิตน้ำแห่งใหม่ หรือย้ายแหล่งน้ำดิบ ล้วนต้องใช้งบประมาณอุดหนุนจากภาครัฐเข้ามาช่วย ด้วยเหตุนี้มันจึงไม่เป็นธรรมกับผู้เสียภาษีทุกคนในประเทศไทย ซึ่งไม่ใช่ผู้ก่อมลพิษลงแหล่งน้ำโดยตรง ขณะที่ผู้ก่อมลพิษจากเหมืองผิดกฎหมายบริเวณต้นน้ำในประเทศเพื่อนบ้าน กลับยังดำเนินการกิจการต่อไปโดยไม่ต้องชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้คนในภูมิภาค

ขณะเดียวกัน เขาพบว่าไทยนำเข้าแร่จากเมียนมา นำเข้ามาแต่งแร่ในประเทศ และส่งออกไปยังประเทศที่สาม รวมถึงเป็นทางผ่านให้กับแร่จากเมียนมาไปยังประเทศที่สาม ซึ่งไม่ได้สร้างรายได้ใด ๆ ให้กับประเทศเลย เนื่องจากเป็นสินค้าผ่านแดน

"การที่ไทยปล่อยให้มีการขนแร่ผ่านแดนโดยที่พวกคุณไม่ทำอะไร ในฐานะที่ผมเป็นประชาชนผู้ประสบภัย ผมก็ยิ่งรู้สึกไม่ยุติธรรม"

"เราต้องตั้งคำถามกับรัฐบาลไทย รัฐบาลจีน รัฐบาลพม่า และกลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์ต่าง ๆ ว่า ...โอเค เราเข้าใจความซับซ้อนต่าง ๆ ของปัญหานะว่ากลุ่มต่าง ๆ ต้องการเงินเพื่อไปสู้รบหรือสร้างประเทศ แต่คุณทำเหมืองแล้วคุณควบคุมไม่ได้ คุณได้ประโยชน์ แล้วพวกเราได้อะไร" เขากล่าวกับบีบีซีไทย