"คุณโชว์กินน้ำแค่ครั้งเดียวแล้วก็ไป แต่ชาวบ้านใช้น้ำทุกวัน" ฟังเสียงชาวเชียงราย เมื่อน้ำที่มีสารหนูเกินมาตรฐานถูกสูบมาทำน้ำประปา

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
- Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Reporting from, รายงานข่าวจาก จ.เชียงราย
เกือบปีแล้วที่ประชาชนในภาคเหนือผู้พึ่งพิงลุ่มแม่น้ำกก สาย รวก โขง ต้องทนใช้น้ำที่ปนเปื้อนโลหะหนัก ถึงแม้ทางการบอกว่าเกณฑ์การปนเปื้อนยังอยู่ในค่ามาตรฐานก็ตาม
ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์จากสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ตั้งคำถามว่าประชาชนในภาคเหนือจะต้องสะสมสารโลหะหนักผ่านน้ำไปอีกนานแค่ไหน เนื่องจากมันถูกใช้ในการอุปโภค บริโภค การเกษตร ไปจนถึงกิจกรรมต่าง ๆ ในสถานประกอบการทั่วภาคเหนือ-อีสาน ที่พึ่งพาแหล่งน้ำเหล่านี้
นักวิชาการผู้นี้บอกว่าในความเห็นของเขา แม้เจอสารโลหะหนักไม่เกินค่ามาตรฐาน แต่มันหมายความว่า "มี" สารโลหะหนักในน้ำแล้ว
"การที่คุณบอกว่าประชาชนยังใช้น้ำได้ ร่างกายมีความสามารถขับออกได้ คุณก็พูดได้สิ หากคุณแค่มาโชว์กินปลา โชว์กินน้ำแค่ครั้งเดียวแล้วก็ไป แต่ชาวบ้านใช้น้ำทุกวัน ร่างกายของทุกคนมีความสามารถขับออกเท่า ๆ กันอย่างนั้นหรือ ในเมื่อมันสะสมเข้าไปทุกวัน" ดร.สืบสกุล ตั้งคำถามกับปัญหาคุณภาพน้ำที่พวกเขาต้องเผชิญ
ในตอนนี้ชาวเชียงรายส่วนหนึ่งกำลังระดมความเห็นว่าควรเปลี่ยนแปลงแหล่งน้ำดิบสำหรับการผลิตน้ำประปาหรือไม่ แม้การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ยืนยันว่าได้ปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตน้ำเพื่อกำจัดสารโลหะหนักจนได้น้ำที่ปลอดภัยสำหรับการอุปโภคบริโภค ตามมาตรฐานองค์การอนามัยโลกแล้วก็ตาม
บีบีซีไทยพาไปสำรวจว่า เหตุใดปัญหาน้ำประปาจึงเป็นเรื่องใหญ่ เมื่อแหล่งน้ำดิบของพวกเขากำลังเผชิญปัญหามลพิษข้ามแดนระดับภูมิภาค และ กปภ. ต้องแบกรับต้นทุนการผลิตน้ำเพิ่มเติมจากเดิมเท่าไร เพื่อกำจัดสารโลหะหนักดังกล่าว
ผลตรวจคุณภาพล่าสุดยังพบสารโลหะหนักในลุ่มน้ำหลักของภาคเหนือ-อีสาน
รายงานฉบับล่าสุดของสำนักสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (สคพ.1) เชียงใหม่ ระบุว่า ผลงานตรวจสอบคุณภาพครั้งที่ 13 ในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง รวมกัน 20 จุด รอบการเก็บวันที่ 4-7 พ.ย. 2568 พบว่าใน 10 จุดตรวจของแม่น้ำกก มีปัญหาเฉพาะบริเวณสะพานท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ที่มีค่าสารหนูเกินค่ามาตรฐาน โดยบริเวณนี้อยู่ใกล้กับพรมแดนไทย-เมียนมา มากที่สุด และตรวจวัดได้ 0.11 มิลลิกรัม/ลิตร
สำหรับอีก 9 จุดตรวจ พบว่าค่าสารหนูเป็นไปตามมาตรฐาน เช่นเดียวกับตะกั่วและแมงกานีส ส่วนแคดเมียม ทองแดง นิกเกิล โครเมียม สังกะสี และปรอท มีค่าไม่เกินมาตรฐานที่กำหนด
ทั้งนี้ ตามมาตรฐานของกรมอนามัยกำหนดว่าไม่ควรมีสารหนูปนเปื้อนน้ำเกิน 0.01 มิลลิกรัม/ลิตร ไม่เช่นนั้นจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพ
สำหรับคุณภาพแม่น้ำสายใน 3 จุดตรวจ พบว่ามีค่าสารหนูสูงเกินค่ามาตรฐานทุกจุดตรวจวัด โดยสามารถวัดได้ 0.027-0.031 มิลลิกรัม/ลิตร ขณะที่ตะกั่ว แมงกานีส มีค่าเป็นไปตามมาตรฐาน ส่วนแคดเมียม ทองแดง นิกเกิล โครเมียม สังกะสี และปรอท มีค่าไม่เกินมาตรฐานที่กำหนด
แม่น้ำรวกซึ่งเป็นแม่น้ำต่อเนื่องเดียวกันกับแม่น้ำสาย ทาง สคพ.1 เก็บน้ำบริเวณจุดสูบน้ำดิบของการประปาส่วนภูมิภาค สาขาแม่สายทั้งสองแห่ง และพบว่ามีค่าสารหนูเกินค่ามาตรฐานทุกจุดตรวจวัด โดยวัดได้ที่ประมาณ 0.014-0.015 มิลลิกรัม/ลิตร ส่วนตะกั่วมีค่าเป็นไปตามมาตรฐานทุกจุดตรวจวัด ขณะที่แคดเมียม ทองแดง นิกเกิล แมงกานีส ตะกั่ว โครเมียม สังกะสี และปรอท มีค่าไม่เกินมาตรฐานที่กำหนด

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ทาง สคพ.1 เพิ่มการตรวจสอบคุณภาพในแม่น้ำโขงเข้ามาด้วยเช่นกัน โดยเก็บตัวอย่างน้ำบริเวณจุดสูบน้ำดิบของ กปภ. สาขาแม่สาย 2 จุดในเขตบริการเชียงแสน ต.เวียง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย และบริเวณบ้านสบกก ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน และพบว่าบริเวณจุดสูบน้ำดิบของ กปภ. ทั้ง 2 จุด มีสารหนูเกินค่ามาตรฐาน สามารถตรวจวัดได้ 0.014-0.015 มิลลิกรัม/ลิตร
ส่วนค่าแคดเมียม ทองแดง นิกเกิล แมงกานีส ตะกั่ว โครเมียม สังกะสี และปรอท มีค่าไม่เกินมาตรฐานที่กำหนด
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แค่แม่น้ำ 4 สายที่ไหลผ่านจากประเทศเพื่อนบ้านมาไทยเท่านั้นที่พบปัญหาสารโลหะหนักปนเปื้อน โดยเฉพาะสารหนู เนื่องจากเมื่อวันที่ 21 พ.ย. ที่ผ่านมา ผลตรวจสอบของ สคพ. 1 ยังพบว่าตลอดลำน้ำสาละวินที่ไหลผ่านประเทศไทยช่วง จ.แม่ฮ่องสอน มีสารหนูปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานในทั้งหมด 13 จุดตรวจวัด และมีหนึ่งจุดตรวจวัดที่พบตะกั่วเกินค่ามาตรฐาน
กลางปีที่ผ่านมา งานศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ระบุว่าจากการตรวจสอบด้วยวิธีการนิติวิทยาศาสตร์ สารโลหะหนักที่ปนเปื้อนในแม่น้ำกกมาจากมาจากเหมืองแร่หายากหรือแร่แรร์เอิร์ธ (Rare Earth Elements – REEs) ราว 70% ขณะที่อีก 30% มาจากเหมืองทองคำ ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา
แม้ยังไม่มีรายงานที่ชัดเจนว่าปัญหาสารโลหะหนักปนเปื้อนในแม่น้ำอื่น ๆ มาจากแหล่งเดียวกันหรือไม่ แต่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าอาจมาจากสาเหตุเดียวกัน
ล่าสุดจากรายงานของศูนย์สติมสัน (Stimson Center) สถาบันคลังสมองของสหรัฐอเมริกา พบว่าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีเหมืองมากกว่า 2,400 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นเหมืองผิดกฎหมายและไร้การควบคุม โดยพบมากสุดในประเทศเมียนมา หนึ่งในประเทศที่ส่งออกแร่แรร์เอิร์ธไปยังจีนมากที่สุด
กปภ. มีต้นทุนในการผลิตน้ำเพิ่มขึ้นแล้วกว่า 23 ล้านบาท นับตั้งแต่แหล่งน้ำดิบมีปัญหาสารโลหะหนักปนเปื้อน
นายจักรพงศ์ คำจันทร์ ผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่าสถานีผลิตน้ำของ กปภ. ที่ได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำสาย กก รวก และโขง มีทั้งหมด 5 สถานีผลิตน้ำใน กปภ.สาขาแม่สาย สาขาเชียงราย และสาขาเวียงเชียงของ
ผู้ว่าการ กปภ. บอกว่า ทางองค์กรไม่ได้นิ่งนอนใจเมื่อเกิดปัญหาดังกล่าว เพราะทราบดีว่าภารกิจหลักขององค์กรคือการผลิตน้ำประปาให้ได้คุณภาพและมาตรฐานที่กำหนดไว้ โดยปัจจุบันยึดถือเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก
เมื่อพบปัญหาการปนเปื้อนในแหล่งน้ำดิบ ทาง กปภ. จึงเพิ่มเงินลงทุนรวม 20.06 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงระบบจ่ายสารเคมีเพื่อจัดการโลหะหนัก ตลอดจนจัดหาชุดทดสอบโลหะหนักเบื้องต้น รวมถึงเครื่องมือสำหรับการตรวจวัดโลหะหนัก
ปัจจุบันระบบจ่ายสารเคมีที่ติดตั้งใหม่เริ่มใช้งานแล้วที่สถานีผลิตน้ำแม่สาย และสถานีผลิตน้ำเกาะช้าง ของ กปภ.สาขาแม่สาย ส่วนสถานีผลิตน้ำวังคำ กปภ.สาขาเชียงรายจะเริ่มใช้งานได้ในเดือน ธ.ค. นี้ ขณะที่สถานีผลิตน้ำเชียงแสน กปภ.สาขาแม่สาย และสถานีผลิตน้ำเวียงเชียงของ กปภ.สาขาเวียงเชียงของ อยู่ระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือน ม.ค. ปีหน้า
"เครื่องจ่ายสารเคมีตัวนี้จะมีความแม่นยำมากขึ้น ถ้าคุณภาพน้ำเป็นลักษณะแบบนี้ มันจะต้องปรับอัตราการจ่ายอะไร เท่าไร เราเอามาลงในพื้นที่วิกฤตก่อน ก็คือโรงผลิตน้ำของสาขาแม่สาย และที่วังคำของสาขาเชียงราย" นายจักรพงศ์ กล่าว

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
สำหรับใน 5 สถานีผลิตน้ำที่ใช้แหล่งน้ำดิบซึ่งมีปัญหาสารโลหะหนักปนเปื้อนนั้น ทางผู้ว่าการ กปภ. อธิบายว่าจากเดิมที่เคยใส่คลอรีนในขั้นตอนสุดท้ายเพียงครั้งเดียวเพื่อฆ่าเชื้อโรค ปัจจุบันได้เพิ่มคลอรีนใน 3 ขั้นตอน
นายจักรพงศ์อธิบายว่าในการปรับปรุงคุณภาพน้ำดิบซึ่งเป็นขั้นตอนแรก ทาง กปภ.จะจ่ายคลอรีนเข้าไป (pre-Cl2) เพื่อเปลี่ยนสารหนูเป็นตะกอน จากนั้นจ่ายโซดาไฟ (NaOH) เพื่อเปลี่ยนโลหะหนักชนิดอื่น ๆ เช่น ตะกั่ว ให้เป็นตะกอน จากนั้นจึงจ่ายโพลีอะลูมิเนียมคลอไรด์ (PACL) ร่วมกับโพลีไดอัลลิลไดเมทิลแอมโมเนียมคลอไรด์ (pDADMAC) เพื่อช่วงสร้างและเร่งการตกตะกอน
ต่อมาจึงส่งน้ำดิบที่ผ่านกระบวนการดังกล่าวเข้าสู่ระบบตกตะกอนและระบบกรอง โดยในขั้นตอนนี้จะมีการจ่ายคลอรีนอีกครั้ง (Intermediate Chlorination) เพื่อกำจัดสารหนูที่เหลือ ก่อนเข้าสู่ระบบกรอง
จากนั้นน้ำที่ผ่านการกรองแล้วจะถูกใส่คลอรีนอีกครั้ง (post-CL2) ในอัตราส่วนที่เหมาะสมเพื่อฆ่าเชื้อโรค แล้วนำไปเก็บในถังน้ำใสเพื่อการสูบจ่าย
ผู้ว่าการ กปภ. เปิดเผยว่าการใช้สารเคมีที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตของทั้ง 5 สถานี ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 3.7 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2568 เมื่อเทียบกับสถานการณ์ปกติในช่วงเดียวกัน 1-2 ปีก่อนหน้า
นอกจากนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้น้ำและรักษามาตรฐานคุณภาพการผลิตของ กปภ. นายจักรพงศ์บอกว่าทางหน่วยงานสั่งให้ทั้ง 5 สถานีเพิ่มความถี่ตรวจสอบคุณภาพแหล่งน้ำดิบ น้ำประปาในถังน้ำใส รวมถึงบ้านผู้ใช้น้ำ 2 ครั้งต่อเดือน ซึ่งถือว่าถี่ขึ้นมากสำหรับการตรวจสอบสารโลหะหนักในแหล่งน้ำดิบที่เคยกำหนดไว้ว่าให้ตรวจสอบอย่างน้อยปีละ 1ครั้ง
ตัวอย่างน้ำทั้งหมดจะถูกนำส่งไปตรวจในห้องปฏิบัติการของ กปภ. เอง และส่งให้ บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นผู้ตรวจสอบภายนอกเป็นผู้ตรวจสอบ โดยการตรวจสอบครอบคลุมสารโลหะหนัก 7 ชนิด ได้แก่ สารหนู ตะกั่ว แคดเมียม โครเมียม ปรอท ซีลีเนียม และแบเรียม

ข้อมูลจาก กปภ. ระบุว่าในปีงบประมาณ 2569 ทางองค์กรต้องจัดสรรงบประมาณสำหรับการตรวจสอบโลหะหนักโดยหน่วยงานภายนอกเป็นเงินราว 2.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2568 ที่ใช้วงเงินไป 934,380 บาท
แม้ทาง กปภ. กำลังแบกรับต้นทุนการผลิตน้ำที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าเครื่องจักร ค่าสารเคมี และค่าตรวจสอบคุณภาพน้ำ แต่นายจักรพงศ์ยืนยันว่าค่าน้ำยังคงเท่าเดิม ไม่มีการปรับขึ้น และในตอนนี้ ทาง กปภ. ยังสามารถรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้
"แต่ในอนาคตก็ไม่แน่ ถ้ามีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นแล้วจะต้องมาปรับราคา แต่มันก็จะเหมือนการผลักภาระให้กับพี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ อันนี้ก็ต้องเป็นนโยบายของทางรัฐบาลด้วย" ผู้ว่าการ กปภ. กล่าว และเสริมว่าการขึ้นค่าน้ำประปาไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากต้องผ่านการพิจารณาจากหลายฝ่ายที่กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจแห่งนี้
กปภ. วางแผนระยะกลางใช้งบอย่างน้อย 1,133 ล้านบาท เล็งใช้ถ่านกัมมันต์ช่วยกรองเพิ่ม

ที่มาของภาพ, PWA
ในระยะกลาง ทาง กปภ. ยังมีแผนก่อสร้างระบบผลิตน้ำประปาขนาด 300 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อชั่วโมง ที่สถานีผลิตน้ำเกาะช้าง กปภ.สาขาแม่สาย โดยใช้แหล่งน้ำดิบจากแม่น้ำรวก พร้อมวางท่อส่งน้ำไปยังสถานีผลิตน้ำแม่สาย งบประมาณ 217.215 ล้านบาท โดยขอรับการจัดสรรจากงบประมาณปี 2570 หากดำเนินการเสร็จจะยกเลิกการผลิตน้ำประปาจากสถานีผลิตน้ำแม่สายซึ่งใช้แม่น้ำสายเป็นแหล่งน้ำดิบ
อีกโครงการหนึ่งคือ โครงการเชียงแสน ซึ่งเป็นการก่อสร้างระบบผลิตน้ำประปาขนาด 24,000 ลบ.ม./ชม. ที่สถานีผลิตน้ำเชียงแสน กปภ.สาขาแม่สาย ซึ่งใช้แหล่งน้ำดิบจากแม่น้ำโขงแทนแม่น้ำสายและแม่น้ำรวก รวมถึงก่อสร้างสถานีจ่ายน้ำแห่งใหม่อีก 3 แห่ง เพื่อส่งประปามายัง อ.แม่จัน อ.ห้วยไคร้ และ อ.แม่สาย ปัจจุบันเดินหน้าก่อสร้างแล้ว คาดว่าจะเสร็จสิ้นในปี 2570 งบประมาณ 916.094 ล้านบาท
บีบีซีไทยสอบถามนายจักรพงศ์ว่าแหล่งน้ำดิบของแผนระยะกลางยังมีปัญหาปนเปื้อนสารโลหะหนักอย่างที่ปรากฏจากผลตรวจสอบของ สคพ.1 เหตุใด กปภ. ยังคงดำเนินตามแผนดังกล่าว
ทางผู้ว่าการ กปภ. อธิบายว่าแผนระยะกลางได้รับการจัดสรรงบประมาณก่อนจะพบปัญหาสารโลหะหนักปนเปื้อนในแหล่งน้ำดิบจึงจำเป็นต้องเดินหน้าตามนั้น แต่ทาง กปภ. วางแผนไว้ว่าหากปัญหาการปนเปื้อนสารโลหะหนักวิกฤตหนักกว่าเดิม ทางหน่วยงานจะพิจารณาใช้ถ่านกัมมันต์ (activated carbon) เข้ามาร่วมด้วย เพิ่มเติมจากกระบวนการกรองและปรับปรุงคุณภาพน้ำที่กำลังทำอยู่เดิม
"เราเตรียมความพร้อมไว้ว่าหลังจากก่อสร้างเสร็จตามแผนระยะกลาง แล้วยังมีปัญหาอยู่ เราจะใช้ activated carbon เข้ามาช่วยในการกำจัด ซึ่งจะใช้ตัวนี้ก็ต่อเมื่อเจอสารโลหะหนักมากจริง ๆ แต่ถ้าเจอในปริมาณที่วัดได้ในตอนนี้อาจยังไม่ถึง activated carbon อย่างที่เรียนว่าที่เราเพิ่มขั้นตอนในกระบวนการผลิตอะไรต่าง ๆ นั้น เอาอยู่" นายจักรพงศ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาทาง กปภ. ดำเนินโครงการนำร่องใช้เทคโนโลยีการกรองและฟื้นฟูถ่านกัมมันต์ด้วยไอน้ำยวดยิ่ง (Activated Carbon Filtration and Regenerating Technology Using Superheated Steam) มาเพิ่มประสิทธิภาพการกำจัดสารโลหะหนัก โดยเฉพาะสารหนู ที่สถานีผลิตน้ำเกาะช้าง กปภ.สาขาแม่สาย ซึ่งใช้แหล่งน้ำดิบจากแม่น้ำรวก เมื่อวันที่ 23 ก.ย. ที่ผ่านมา ภายใต้ความร่วมมือจากเค-วอเตอร์ (K-Water) รัฐวิสาหกิจด้านการบริหารจัดการน้ำของเกาหลีใต้ รวมถึงบริษัทวินเทค โกลวิส (Wintec Glovis) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการบำบัดน้ำขั้นสูงจากเกาหลีใต้
ผู้ใช้น้ำ กปภ. ในเชียงรายเรียกร้องให้ย้ายแหล่งน้ำดิบโดยด่วน
ผู้ว่าการ กปภ. เปิดเผยว่าทางองค์กรมีแผนระยะยาวด้วยเช่นกัน นั่นคือการย้ายแหล่งน้ำดิบ และสำรวจหาแหล่งน้ำสำรองอื่น ๆ
โครงการแรกในแผนนี้ คือการก่อสร้างสถานีผลิตน้ำอ่างเก็บน้ำแม่คำ อ.แม่จัน จ.เชียงราย ซึ่งจะใช้แหล่งน้ำดิบจากอ่างเก็บน้ำแม่คำของกรมชลประทาน ซึ่งคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปี 2569 หรือ 2570 และผลิตน้ำประปาให้บริการพื้นที่ อ.แม่สาย อ.แม่จัน และ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย
อีกโครงการหนึ่งคือ แผนเปลี่ยนแปลงแหล่งน้ำดิบจากแม่น้ำกกเป็นแม่น้ำลาว โดยทาง กปภ. จะดำเนินการก่อสร้างสถานีผลิตน้ำแม่ลาวซึ่งผลิตน้ำประปาขนาด 4,000 ลบ.ม./ชม. เพื่อทดแทนสถานีผลิตน้ำวังคำ กปภ.สาขาเชียงราย งบประมาณรวม 2,248 ล้านบาท คาดว่าเริ่มต้นได้ในปีงบประมาณ 2571
แต่สำหรับคนเชียงรายจำนวนหนึ่งที่ใช้น้ำประปา กปภ. จาก กปภ.สาขาเชียงราย กลับเห็นว่าพวกเขาไม่สามารถรอการดำเนินการของ กปภ. ได้อีกแล้ว และเรียกร้องให้เปลี่ยนแหล่งน้ำดิบโดยด่วน

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
นายสาโรช อินเทพ วัย 47 ปี ผู้ประกอบการโรงคั่วกาแฟและร้านกาแฟในตัว อ.เมืองเชียงรายมา 15 ปี บอกกับบีบีซีไทยว่าในฐานะที่เป็นชาวเชียงรายมาตั้งแต่เกิด ไม่เคยคาดคิดเลยว่าแม่น้ำกกซึ่งเป็นสายน้ำหลักของชาวเชียงรายจะต้องเผชิญกับปัญหาสารโลหะหนักปนเปื้อน ซ้ำเติมปัญหามลพิษทางอากาศฝุ่น PM 2.5 ที่ยังแก้ไขไม่ได้
นับตั้งแต่มีข่าวตรวจพบสารโลหะหนักปนเปื้อนในแม่น้ำกก ผู้ประกอบการรายนี้ลงทุนซื้อเครื่องกรองน้ำระบบรีเวิร์ส ออสโมซิส หรือ อาร์โอ (Reverse Osmosis - RO) มาติดตั้งที่ร้านและบ้านรวมกัน 4 เครื่อง สำหรับน้ำใช้ในร้านและในบ้าน ทำให้ต้องแบกรับต้นทุนค่ารักษาดูเครื่องกรอง และค่าไส้กรองเพิ่มเติม ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจซบเซา
เครื่องกรองเหล่านี้ถูกใช้เพื่อกรองน้ำประปาที่เขารับจาก กปภ.สาขาเชียงราย อีกครั้ง
ผลคุณภาพน้ำประปา กปภ.สาขาเชียงรายซึ่งเก็บตัวอย่างไปเมื่อวันที่ 31 ต.ค. และทราบผลวันที่ 22 พ.ย. ที่ผ่านมา ระบุว่าใน 4 จุดตรวจพบสารหนูราว 0.0010-0.0011 มก./ลิตร ถือว่าไม่เกินค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ 0.01 มก./ลิตร และพบแบเรียม 0.0298-0.030 มก./ลิตร ไม่เกินค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ที่ 0.7 มก./ลิตร
ถึงแม้ผลตรวจคุณภาพน้ำออกมาระบุว่าผ่านมาตรฐาน และตัวเลขต่าง ๆ ก็ไม่เกินค่ามาตรฐานที่กำหนด แต่นายสาโรชก็ยังกังวล
"เพราะก่อนหน้านี้มันไม่มี แต่ตอนนี้มันมี ดังนั้นเราเลยยังไม่มีความมั่นใจ" เขากล่าว
เขาเสริมด้วยว่าไม่ใช่เพียงต้นทุนของทางร้านที่ต้องเพิ่มระบบกรองน้ำเพิ่มเติมเข้ามา แต่ไส้กรองจำนวนมากที่ต้องเปลี่ยนในแต่ละครั้งยังทำให้เกิดขยะที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้
"สมมติว่าหลาย ๆ บ้าน หันมาติดเครื่องกรองเหมือนกัน แล้วในปี ๆ หนึ่ง เทศบาลต้องรับมือกับขยะเหล่านี้มากขนาดไหน มันต้องนำไปกำจัดอย่างไร" เขาตั้งคำถาม


ที่มาของภาพ, Facebook/Suebsakun Kidnukorn
ล่าสุดร้านของเขาเข้าร่วมกับร้านค้าอื่น ๆ อีกกว่า 20 แห่งในเชียงราย เพื่อรวบรวมความเห็นว่า กปภ.สาขาเชียงราย ควรเร่งเปลี่ยนแหล่งน้ำดิบหรือไม่ โดยกิจกรรมนี้จัดขึ้นโดยเครือข่ายปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง
แผ่นป้ายใหญ่กว่ากระดาษ A4 เล็กน้อยถูกแปะไว้หน้าเคาน์เตอร์ชำระเงินของร้าน และภายในไม่กี่นาที ลูกค้าที่เป็นชาวเชียงรายด้วยกันก็แปะสติ๊กเกอร์ให้ความเห็นว่า "เปลี่ยนแปลงแหล่งน้ำดิบ" ซึ่งแน่นอนว่าหนึ่งในนั้นมีสติ๊กเกอร์ของสาโรชอยู่ด้วย
เขาบอกว่าน้ำประปาเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในชีวิตประจำวัน เช่น การอาบน้ำ หรือการซักล้างต่าง ๆ และแม้พยายามป้องกันตัวเองที่บ้านด้วยการติดตั้งเครื่องกรองน้ำหลายชุด แต่สุดท้ายก็ต้องออกไปใช้ชีวิตและกินอาหารนอกบ้านอยู่ดี ซึ่งต่างก็ใช้น้ำประปาจาก กปภ. โดยตรง
ด้วยเหตุนี้ สาโรชจึงเห็นว่าการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงแหล่งน้ำดิบเป็นทางออกเร่งด่วนที่สุด เพื่อยุติวงจรการสะสมพิษในระยะยาว และฟื้นฟูความเชื่อมั่นของเมืองเชียงรายซึ่งพึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นหลัก
"ร้านแทบทุกร้านต้องใช้ประปา ถ้าหากน้ำปนเปื้อนแล้วใครจะอยากมาเที่ยวเชียงราย เพราะว่าน้ำพวกนี้ก็ต้องใช้ในร้าน ในการทำอาหารต่าง ๆ หรือในโรงแรมและที่พักทั้งหมด อย่างน้อยถ้ารัฐบาลหรือการประปาสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้คนที่นี่ได้ มันก็ทำให้คนที่มาเที่ยวมีความเชื่อมั่นเรื่องความปลอดภัย" นายสาโรช กล่าว
นายจักรพงศ์ ผู้ว่าการ กปภ. บอกว่าจากเดิมที่จะเสนอโครงการย้ายแหล่งน้ำดิบจากแม่น้ำกกไปแม่น้ำลาวเข้าปีงบประมาณ 2571 ขณะนี้ทางหน่วยงานผลักดันเข้าปีงบประมาณ 2570 แล้ว ซึ่งหมายความว่าต้องเร่งเสนองบภายใน 2-3 เดือนนี้
"ถ้าเข้าไปในปี 70 แล้วผ่านสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมถึงสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ประมาณเดือน ก.ย. 2569 ก็หาผู้รับจ้างและเริ่มลงมือปลายปีหน้าได้เลย" เขากล่าว
อย่างไรก็ตาม อาจารย์จาก ม.แม่ฟ้าหลวง ให้ความเห็นว่าหากรัฐบาลเห็นความสำคัญของปัญหา ก็คงเร่งรัดให้ดำเนินการเปลี่ยนแหล่งน้ำดิบโดยไม่ต้องรอของบประมาณ 2570 แต่ในเมื่อทุกอย่างเร่งรัดเป็นไปตามขั้นตอนเช่นนี้ ก็สะท้อนให้เห็นแล้วว่ารัฐบาลปัจจุบันมองปัญหานี้เช่นไร
"เรียกว่าขาดความมุ่งมั่นก็ได้ หรือไม่มี political will (เจตจำนงทางการเมือง)" ดร.สืบสกุล กล่าว
ต้นทุนที่ไม่ยุติธรรมต่อผู้ไม่ได้ก่อมลพิษโดยตรง

ดร.สืบสกุล ให้ความเห็นว่าสิ่งที่ กปภ. ดำเนินการอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงกระบวนการผลิตน้ำประปา ไปจนถึงการก่อสร้างสถานีผลิตน้ำแห่งใหม่ หรือย้ายแหล่งน้ำดิบ ล้วนต้องใช้งบประมาณอุดหนุนจากภาครัฐเข้ามาช่วย ด้วยเหตุนี้มันจึงไม่เป็นธรรมกับผู้เสียภาษีทุกคนในประเทศไทย ซึ่งไม่ใช่ผู้ก่อมลพิษลงแหล่งน้ำโดยตรง ขณะที่ผู้ก่อมลพิษจากเหมืองผิดกฎหมายบริเวณต้นน้ำในประเทศเพื่อนบ้าน กลับยังดำเนินการกิจการต่อไปโดยไม่ต้องชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้คนในภูมิภาค
ขณะเดียวกัน เขาพบว่าไทยนำเข้าแร่จากเมียนมา นำเข้ามาแต่งแร่ในประเทศ และส่งออกไปยังประเทศที่สาม รวมถึงเป็นทางผ่านให้กับแร่จากเมียนมาไปยังประเทศที่สาม ซึ่งไม่ได้สร้างรายได้ใด ๆ ให้กับประเทศเลย เนื่องจากเป็นสินค้าผ่านแดน
"การที่ไทยปล่อยให้มีการขนแร่ผ่านแดนโดยที่พวกคุณไม่ทำอะไร ในฐานะที่ผมเป็นประชาชนผู้ประสบภัย ผมก็ยิ่งรู้สึกไม่ยุติธรรม"
"เราต้องตั้งคำถามกับรัฐบาลไทย รัฐบาลจีน รัฐบาลพม่า และกลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์ต่าง ๆ ว่า ...โอเค เราเข้าใจความซับซ้อนต่าง ๆ ของปัญหานะว่ากลุ่มต่าง ๆ ต้องการเงินเพื่อไปสู้รบหรือสร้างประเทศ แต่คุณทำเหมืองแล้วคุณควบคุมไม่ได้ คุณได้ประโยชน์ แล้วพวกเราได้อะไร" เขากล่าวกับบีบีซีไทย












