ผลวิจัยชี้ ปลาป่วยเพราะสารพิษปนเปื้อน ตอนนี้ 'แม่น้ำกก' อันตรายต่อมนุษย์-สัตว์น้ำ แค่ไหน ?

ที่มาของภาพ, สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต
- Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าสารโลหะหนักและสารกึ่งโลหะที่ปนเปื้อนลุ่มน้ำกกมาจากเหมืองในรัฐฉาน ประเทศเมียนมาที่อยู่ทางต้นลุ่มน้ำ โดยพบว่าราว 70% มาจากเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ (Rare Earth Element – REE) ขณะที่อีกราว 30% มีต้นตอจากเหมืองทองคำ จากการตรวจสอบด้วยวิธีการทางนิติวิทยาศาสตร์ล่าสุด
"ถือว่าเป็นข้อมูลที่ยังไม่เคยมีมาก่อน" รศ.ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ ผอ.หน่วยภารกิจฐานข้อมูลและระบบดิจิทัล สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) หัวหน้าคณะวิจัย บอกกับบีบีซีไทย
ขณะที่รายงานล่าสุดของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง หรือ เอ็มอาร์ซี (Mekong River Commission-MRC) ระบุว่า จากการประเมินคุณภาพน้ำเมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยเอ็มอาร์ซีเอง พบว่าสถานที่สุ่มตัวอย่าง 4 ใน 5 แห่ง มีความเข้มข้นของสารหนูซึ่งเป็นสารกึ่งโลหะปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานที่ระบุไว้ที่ 0.01 มิลลิกรัม/ลิตร และสถานการณ์การปนเปื้อนสารโลหะในลุ่มน้ำกกยังขยายไปสู่ลำน้ำโขงด้วย
ทางคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงยังบอกด้วยว่าเมื่อเทียบกับการประเมินเมื่อเดือน พ.ค. 2568 โดยกรมควบคุมมลพิษของไทย ยังทำให้เห็นด้วยว่า ระดับสารหนูในแม่น้ำโขงมีค่าสม่ำเสมอที่ราว 0.025 มิลลิกรัม/ลิตร และจากการตรวจพบสารหนูตามแนวชายแดนลาว-เมียนมา ยังบ่งชี้ว่าแหล่งที่มาอาจอยู่นอกพรมแดนประเทศ
จากรายงานการตรวจสอบดังกล่าว คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงจึงจัดประเภทการปนเปื้อนสารโลหะหนักในครั้งนี้เป็น "สถานการณ์ร้ายแรงระดับปานกลาง"
ด้าน นายสมเกียรติ เขื่อนเชียงสา นายกสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต บอกกับบีบีซีไทยว่า ทั้งจากรายงานการศึกษาของ สกสว. และเอ็มอาร์ซีกำลังแสดงให้เห็นว่า ปัญหามลพิษในลุ่มน้ำกกและลุ่มน้ำโขงเป็น "อาชญากรรมสิ่งแวดล้อมระดับภูมิภาค" ซึ่งผู้ก่อมลพิษและผู้รับซื้อแร่เหล่านั้นต้องเป็นผู้รับผิดชอบโดยไม่อาจปฏิเสธได้
"ผมไม่เคยเห็นอาชญากรรมสิ่งแวดล้อมที่มีขนาดใหญ่เช่นนี้ อาจเรียกได้ว่า เป็นปัญหามลพิษครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ผมเกิดมา" นายสมเกียรติ วัย 58 ปี กล่าว
พบธาตุแรร์เอิร์ธปนเปื้อนในแม่น้ำกก

ที่มาของภาพ, Getty Images
รศ.ดร.ธนพล เล่าว่าเมื่อช่วงปลายเดือน มิ.ย. ถึงต้นเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ทีมนักวิจัยไล่เก็บตัวอย่างน้ำ ตะกอนท้องน้ำ ดินริมตลิ่ง ไปจนถึงตัวอย่างพืช ตั้งแต่ต้นน้ำกกไปจนถึงปลายน้ำในไทย และเมื่อนำตัวอย่างทั้งหมดไปตรวจสอบในห้องปฏิบัติการ เขาก็พบว่าสัดส่วนของธาตุแรร์เอิร์ธหรือธาตุหายาก, ธาตุกัมมันตรังสี และโลหะหนักที่อยู่ในแม่น้ำกกนั้น สอดคล้องกับผลการศึกษาของเขาในรัฐคะฉิ่น ประเทศเมียนมา ซึ่งพบการปนเปื้อนในแหล่งน้ำรอบเหมืองแร่แรร์เอิร์ธจำนวน 2 แห่งด้วยกัน โดยงานศึกษาดังกล่าวตีพิมพ์เมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา
"มันทำให้เราเจอสิ่งที่เรียกว่า fingerprint (ร่องรอยหลักฐานที่พบ)" รศ.ดร.ธนพล อธิบาย "เหมืองในรัฐคะฉิ่นจะอยู่ต้นน้ำขึ้นไปอีก แต่ว่าอยู่ในแหล่งแร่เดียวกัน เราก็มาดูว่าสัดส่วนของธาตุสอดคล้องกันไหมแม้ว่าถูกเจือจางแล้ว และสอดคล้องกันประมาณเท่าไร เพื่อคำนวณย้อนกลับ"
รายงานสรุปการศึกษา ระบุว่า ตัวอย่างน้ำที่เก็บจากจุดต่าง ๆ ของแม่น้ำกก พบการปนเปื้อนสารหนู แมงกานีส ตะกั่ว ดิสโพรเซียม (Dy) ซึ่งเป็นธาตุแรร์เอิร์ธ ยูเรเนียมซึ่งเป็นธาตุกัมมันตรังสีในกระบวนการทำแร่แรร์เอิร์ธ รวมถึงทอเรียมซึ่งเป็นธาตุกัมมันตรังสีที่มักพบในกากเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ โดยช่วงต้นน้ำกกในประเทศไทยซึ่งอยู่ใกล้กับแหล่งกำเนิดในเมียนมามากที่สุดมีปริมาณปนเปื้อนสูง และเจือจางลงตามลำดับเมื่อไปถึงช่วงปลายน้ำ
นอกจากนี้ จากการวิเคราะห์ของ รศ.ดร.ธนพล ยังพบว่าองค์ประกอบทางเคมีของน้ำปนเปื้อนในแม่น้ำกกมีความคล้ายคลึงกับองค์ประกอบทางเคมีของน้ำทิ้งจากเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในรัฐคะฉิ่นประมาณ 68.5% และจากการวิเคราะห์ทางสถิติแบบการสหสัมพันธ์ (correlation analysis) ก็พบว่าสารหนูน่าจะมาจากเหมืองแร่แรร์เอิร์ธมากกว่าเหมืองทองคำ
"ความสัมพันธ์ระหว่างสารหนูที่อยู่ในแหล่งน้ำของไทย มันสัมพันธ์กับทอเรียม ยูเรเนียม เทอร์เบียม ดิสโพรเซียม มากกว่าสัมพันธ์กับเงินและทองแดง เพราะเงินและทองแดงเหมือนเป็น signature (ลายเซ็น) ที่มากับเหมืองทอง ขณะที่ธาตุกัมมันตภาพรังสีและธาตุแรร์เอิร์ธมาจากเหมืองแร่แรร์เอิร์ธมากกว่า" เขากล่าว
ทว่า งานศึกษาชิ้นนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเหมืองแห่งใดคือผู้ปล่อยสารพิษ เนื่องจากทีมนักวิทยาศาสตร์จากไทยยังไม่สามารถเข้าไปเก็บตัวอย่างน้ำที่ถูกปล่อยมาจากเหมืองแต่ละแห่งโดยตรง ซึ่งดำเนินการอยู่ในพื้นที่ควบคุมของกองทัพสหรัฐว้า (United Wa State Army - UWSA) หรือคนไทยเรียกกันในอีกชื่อหนึ่งว่า "ว้าแดง"
อย่างไรก็ดี รศ.ดร.ธนพลเห็นว่าข้อมูลชุดนี้ช่วยให้รัฐบาลไทยมุ่งเป้าการเจรจาไปยังกลุ่มธุรกิจหลักที่ปล่อยมลพิษ และสามารถโน้มน้าวให้กองกำลังสหรัฐว้าและรัฐบาลเมียนมาที่กรุงเนปิดอว์เห็นว่าไทยมีข้อมูลที่ค่อนข้างชัดเจน ซึ่งอาจนำไปสู่การเปิดทางให้เก็บตัวอย่างน้ำรอบเหมืองเพื่อหาผู้ปล่อยสารพิษลงลุ่มน้ำได้
"ข้อมูลนี้ทำให้เรามุ่งเป้าไปได้ว่าเหมืองแร่แรร์เอิร์ธต้องรับผิดชอบมากกว่า แต่ว่าเราไม่ได้ทิ้งเหมืองทองนะครับ อันนั้นก็ต้อง target (มุ่งเป้า) เหมือนกัน" เขาอธิบาย "แต่มันนำไปสู่การเจรจา เราสามารถนำไปข้อมูลนี้ไปโน้มน้าวอีกฝั่งได้ว่าอาจไม่ใช่ทุกเหมืองที่แย่ก็ได้ เขาจะได้กระตือรือร้นและหาผู้รับผิดที่แท้จริง ไม่โบ้ยกันไปมา"

ที่มาของภาพ, SHRF
ก่อนหน้านี้ มูลนิธิสิทธิมนุษยชนรัฐฉาน หรือ เอสเอชอาร์เอฟ (Shan Human Rights Foundation-SHRF) เปิดภาพถ่ายดาวเทียมที่แสดงให้เห็นว่ามีการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ 2 แห่ง และเหมืองทองคำ 2 แห่ง ตั้งใกล้บริเวณต้นน้ำกกในเมืองยอน และด้านใต้ของเมืองสาด รัฐฉาน ห่างจากชายแดนภาคเหนือของไทยประมาณ 25 กิโลเมตร โดยทางมูลนิธิฯ บอกว่าเหมืองดังกล่าวดำเนินภายใต้การได้รับอนุญาตและมีส่วนร่วมของรัฐบาลทหารเมียนมา ถึงแม้เป็นพื้นที่ควบคุมของกองทัพสหรัฐว้าก็ตาม โดยสินแร่ต่าง ๆ ต้องผ่านด่านตรวจที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพเมียนมาก่อนที่จะส่งออกไปได้
"การจัดวางตำแหน่งของแหล่งทำเหมืองที่ปรากฏบนภาพถ่ายดาวเทียม ซึ่งประกอบไปด้วยสระแปรรูปแบบวงกลมที่วางเรียงรายนั้น มีลักษณะเดียวกับการจัดวางตำแหน่งของแหล่งทำเหมืองแร่ธาตุหายากในรัฐคะฉิ่น ซึ่งบริษัทจีนเป็นผู้ขุดเทอร์เบียม (Tb) และดิสโพรเซียม (Dy) ในปริมาณมาก" รายงานของ SHRF ระบุ

ที่มาของภาพ, SHRF
เทอร์เบียมใช้ผลิตสารเรืองแสงสีเขียว โลหะผสมแม่เหล็ก Terfeno-D เซลล์เชื้อเพลิง ไปจนถึงแม่เหล็กมอเตอร์ ขณะที่ดิสโพรเซียมใช้ผลิตแม่เหล็กสถานะสูง แกนควบคุมเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ เลเซอร์เซนเซอร์ ไปจนถึงแบตเตอรีในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
ขณะเดียวกัน มูลนิธิฯ ก็พบว่าพื้นที่ควบคุมของกองทัพสหรัฐว้าที่ในเมืองป้อก รัฐฉาน ซึ่งเป็นพื้นที่ทางเหนือติดกับชายแดนจีนก็พบการเพิ่มขึ้นของเหมืองแร่แรร์เอิร์ธถึง 8 เท่าจากปี 2558 ที่เคยมีเพียง 3 แห่ง เป็น 26 แห่งในปัจจุบัน โดยพื้นที่ตั้งของเหมืองดังกล่าวตั้งอยู่บนที่ราบลุ่มของแม่น้ำสายหลักสองสาย ได้แก่ แม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำโขง แต่เส้นทางน้ำทำให้ไทย เมียนมา และลาว ได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อน โดยที่จีนไม่ได้รับผลกระทบดังกล่าว
รายงานของมูลนิธิสิทธิมนุษยชนรัฐฉาน ระบุว่า จากข้อมูลล่าสุดในปี 2564 ไม่พบว่ารัฐบาลเมียนมาอนุญาตให้ประกอบการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในพื้นที่เมืองป้อก "จึงเป็นไปได้ว่ามีความร่วมมือแบบทวิภาคีระหว่างกองทัพสหรัฐว้าและประเทศจีน เพื่ออนุญาตให้บริษัทเหมืองแร่ที่ได้รับการสนับสนุนจากจีน สามารถขุดเจาะและจัดส่งแร่แรร์เอิร์ธข้ามพรมแดนจีนไปได้ โดยไม่ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับหน่วยราชการ" ของรัฐบาลเมียนมาเลย
มูลนิธิ SHRF ยังพบด้วยว่าเหมืองที่พบในรัฐฉานใช้วิธีการทำเหมืองแบบที่พบในเหมืองแร่แรร์เอิร์ธทุนจีนในรัฐคะฉิ่น ซึ่งทำเหมืองแบบการชะล้างในแหล่งแร่ (in-situ leaching) อันเป็นวิธีการสกัดแร่ด้วยการฉีดสารละลายเคมีเข้าไปในแหล่งแร่ใต้ดิน เพื่อละลายแร่ออกมา จากนั้นจึงสูบสารละลายที่ผสมแร่นั้นขึ้นมาเพื่อนำไปสกัดแร่ต่อ
"กระบวนการทำเหมืองเช่นนี้ส่งผลร้ายแรงอย่างมากต่อสิ่งแวดล้อม สร้างความปนเปื้อนต่อแหล่งน้ำผิวดินและใต้ดิน คุกคามต่อสุขภาพและการประกอบอาชีพของชุมชนที่อยู่ท้ายเหมือง" รายงานของมูลนิธิ SHRF ระบุ
บีบีซีไทยตรวจสอบข้อมูลของ Discovery Alert ซึ่งเป็นบริการแจ้งเตือนข้อมูลการค้นพบหรือโอกาสลงทุนในเหมืองแร่ที่สำคัญในตลาดหุ้นของออสเตรเลีย ได้ระบุว่าเพียงแค่ปี 2567 เพียงปีเดียว เมียนมาจัดหาแร่แรร์เอิร์ธให้กับจีนมากถึง 44,000 ตัน หรือคิดเป็น 57% ของการนำเข้าแร่ธาตุหายากทั้งของจีน ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากจากเพียง 25,000 ตันในปี 2563 อันสะท้อนให้เห็นว่า เมียนมาขึ้นมาเป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่อุปทานแร่แรร์เอิร์ธของจีนอย่างรวดเร็ว
ในปัจจุบัน จีนแทบจะเป็นผู้ผูกขาดการสกัดและกลั่นแร่หายากทั้งหมด ซึ่งเป็นกระบวนการแยกแร่หายากออกจากแร่ธาตุชนิดอื่น ๆ โดยองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency) ประเมินว่า จีนผลิตแร่ธาตุหายากราว 61% ของการผลิตทั้งโลก และครอบครองสัดส่วนการแปรรูปมากถึง 92% จากสถิติปี 2566

ที่มาของภาพ, SHRF
เมื่อสอบถาม รศ.ดร.ธนพล ในตอนนี้สามารพูดได้อย่างเต็มปากหรือไม่ว่าประเทศจีนซึ่งเป็นอีกหนึ่งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ต้องรับผิดชอบต่อการปนเปื้อนในลุ่มน้ำสายหลักขณะนี้ เขาบอกว่าการระบุผู้รับผิดชอบอย่างเฉพาะเจาะจง เช่น บริษัททุนจีน จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อมีข้อมูลที่มากกว่านี้และดีกว่านี้ อาทิ การเก็บตัวอย่างน้ำที่ปล่อยจากเหมืองแต่ละแห่งในรัฐฉานมาวิเคราะห์
"ผมยังไม่รู้ว่าแร่ไปที่ไหน แต่ถ้าหากอ้างอิงว่าแร่แรร์เอิร์ธจากเมียนมาส่วนใหญ่ถูกส่งไปที่จีน ก็อาจตั้งสมมติฐานเช่นนั้นได้" เขากล่าว
อย่างไรก็ดี สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เคยแถลงการณ์เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 2568 ว่ากรณีที่มีข้อสงสัยว่าบริษัทจีนในเมียนมาทำกิจกรรมเหมืองที่ส่งผลให้แม่น้ำกก แม่น้ำสาขา และแม่น้ำอื่น ๆ ในไทยมีสารโลหะหนักปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานนั้น ฝ่ายจีนสนับสนุนให้ไทยและเมียนมาดำเนินการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ร่วมกัน และฝ่ายจีนยังกำหนดให้บริษัทจีนที่อยู่ในต่างประเทศปฏิบัติตามกฎหมายประเทศนั้น ๆ รวมถึงให้ความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ในลุ่มน้ำโขง เพื่อปกป้องระบบนิเวศและคุณภาพในลุ่มน้ำโขง
ไขข้อข้องใจ ปลาตัวเป็นตุ่มกินได้ไหม และน้ำจากแม่น้ำกกปลอดภัยเพียงใดในตอนนี้ ?
นายสมเกียรติ นายกสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต บอกกับบีบีซีไทยว่า ชุมชนที่พึ่งพาลุ่มน้ำกก ลุ่มน้ำสาย ลุ่มน้ำโขง ต่างมีความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของน้ำที่ใช้อุปโภคบริโภค การบริโภคปลาและพืชผักริมน้ำ ไปจนถึงผลกระทบต่อผิวหนังหากมีบาดแผลแล้วต้องสัมผัสน้ำ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวนา จ.เชียงราย ก็กังวลอย่างมากว่าน้ำและดินในพื้นที่เกษตรของพวกเขารวมกันมากกว่า 100,000 ไร่มีการปนเปื้อนหรือไม่ และเมื่อฤดูทำนาปรังช่วงปลายปีมาถึง พวกเขายังสามารถพึ่งพาน้ำจากแม่น้ำกกและแม่น้ำสายได้ 100% ดังเดิมหรือเปล่า
"นี่คือสิ่งที่ภาคประชาชนกังวลอย่างมาก ต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบ และตอบคำถามว่าพื้นที่เกษตรยังคงปลอดภัยอยู่หรือไม่" เขาบอก
สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิตยังเป็นภาคประชาสังคมกลุ่มแรก ๆ ที่หยิบยกประเด็นปลาแค้ (ชื่อวิทยาศาสตร์ Bagarius bagarius) ในแม่น้ำกกมีร่องรอยโรคเป็นตุ่มตามตัวขึ้นมา ซึ่งพวกเขาและชุมชนมองว่า พวกมันกำลังได้รับผลกระทบจากโลหะหนัก
เมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย เคยบอกกับบีบีซีไทยว่า ปลาที่มีตุ่มผิดปกติเกิดจากเชื้อโรคชนิดหนึ่ง ไม่ได้เป็นผลจากสารโลหะหนักที่เกินค่ามาตรฐานในน้ำ แต่กระนั้นงานวิจัยของ สกสว. ล่าสุด กลับให้ผลลัพธ์ที่ต่างกันออกไป

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ดร.ทนพ.ณัฐวุฒิ เจริญผล จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมวิจัยของ สกสว. นำปลาแค้ที่ได้จากแม่น้ำกกหลายจุดด้วยกันมาตรวจวิเคราะห์ทางโลหิตวิทยาและจุลพยาธิวิทยา พบว่าในตัวปลาเกิดการอักเสบทุกส่วน รวมถึงพบพยาธิและไข่พยาธิ ส่วนความเข้มข้นของสารโลหะและกึ่งโลหะในเนื้อปลานั้นยังไม่เกินค่ามาตรฐาน แต่ในบางกรณีพบว่ามีค่าเกินในลำไส้
ค่าปรอทที่จะไม่ส่งผลกระทบต่อความฉลาดทางปัญญาของเด็กทารกและเด็กเล็ก คือ 0.3 มิลลิกรัม/กิโลกรัม แต่ที่น่ากังวลคือค่าปรอทสูงสุดที่พบในเนื้อปลาอยู่ที่ 0.25 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ซึ่งใกล้เคียงกับเกณฑ์ดังกล่าวมาก
ทีมวิจัยได้ผลสรุปว่าสิ่งแวดล้อมในแม่น้ำกกทำให้ปลาแค้ติดเชื้อเรื้อรังหลายระบบ ทั้งจากพยาธิ แบคทีเรีย และสารพิษอื่น ๆ ร่วมกับความผิดปกติของระบบเม็ดเลือดขาวและแดงที่สะท้อนสุขภาวะของปลา
นอกจากนี้ ยังพบปลาที่ป่วยในพื้นที่ใกล้ประเทศเมียนมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นการปนเปื้อนข้ามแดนด้วย

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
รศ.ดร.ธนพล ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมวิจัย บอกว่า ผลการศึกษาล่าสุดเห็นแย้งกับผลการศึกษาของกรมประมงก่อนหน้านี้ที่บอกว่าอาการป่วยของปลาไม่เกี่ยวของกับสารโลหะหนักที่ปนเปื้อนในน้ำ
"แต่เราฟันธงว่าเกี่ยวข้องด้วย 2 สาเหตุ หนึ่ง อันแรก คือ การพบเซลล์เม็ดเลือดแดงแตก ซึ่งงานวิจัยบอกว่าแบบนี้มันเกิดจากโลหะหนัก และประการที่สอง คือ แม้แต่ค่าโลหะหนักในตัวปลาเอง ในไส้ของมัน เราก็พบว่ามันเกินค่าในปลาที่ไม่ป่วย สรุปคือปลาเป็นตุ่มเพราะติดเชื้อและพยาธิ ปลาไม่ได้เป็นมะเร็งอย่างที่แชร์กันในโลกออนไลน์ แต่สภาพการปนเปื้อนในน้ำทำให้ภูมิคุ้มกันมันทำงานแย่ลง จนส่งผลให้มันติดเชื้อ รวมไปถึงพยาธิต่าง ๆ"
รศ.ดร.ธนพล บอกว่าปลาแค้เป็นหนึ่งในปลานักล่าที่กินปลาเล็ก และมันอยู่อาศัยอยู่กับตะกอนในท้องน้ำ ดังนั้น ปลาชนิดนี้จึงเป็นตัววัดทางชีวภาพที่ดี และคำแนะนำของเขาในตอนนี้คือ ควรหลีกเลี่ยงบริโภคปลาแค้ที่เห็นรอยโรคที่เป็นตุ่มตามตัว
"ถามว่าปลาตัวไหนปนเปื้อนมากที่สุด มันก็คือปลานักล่าอย่างปลาแค้ เพราะก่อนหน้านี้เราอาจวัดสารปรอทในน้ำไม่เจอ แต่มันสะสมอยู่ในแพลงก์ตอนต่าง ๆ ที่ปลาเล็กกินเข้าไป พอปลาแค้กินปลาเล็กเข้าไปมันก็สะสมไว้มากสุด แล้วต่อไปมันก็จะสะสมในคนมากสุด" เขาอธิบายการขยายชีวภาพ (Biomagnification) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ความเข้มข้นของสารพิษหรือสารเคมีอันตรายต่าง ๆ เพิ่มขึ้นในสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในลำดับขั้นสูงขึ้นของห่วงโซ่อาหาร
"หลักการคำนวณค่ามาตรฐานต่อสุขภาพที่เรายอมรับได้มันเป็นตัวเลข 70 ปี ดังนั้น ไม่ใช่ว่ากินไป 5 เดือนแล้วจะมีปัญหา แต่คำถามคือ ให้กินไปสักเดือนไหม ผมก็ไม่เอา ก็เพราะรู้แล้วว่ามันไม่โอเค คือมันไม่ได้หมายความว่า 70 ปีจะไม่ป่วยเลย มันอาจสะสมขึ้นไปเรื่อย ๆ แล้วทำให้เราอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันลดลง และป่วยเป็นโรคอื่น ๆ แทน" รศ.ดร.ธนพล กล่าว และเห็นด้วยว่าพื้นที่ภาคเหนือของไทยกำลังถูกซ้ำเติมด้วยปัญหามลพิษทางน้ำ เพิ่มเติมจากปัญหามลพิษทางอากาศที่ยังแก้ไม่ตก
ส่วนคำถามว่าน้ำในแม่น้ำกกยังปลอดภัยหรือไม่ งานวิจัยของ สกสว. ชี้ให้เห็นว่าการปนเปื้อนสารโลหะหนักและสารกึ่งโลหะในแม่น้ำยังไม่เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพประชาชนเกินระดับที่ยอมรับได้ ไม่ว่าจะเป็นน้ำใต้ดินบ่อตื้น หรือพืชผักที่ปลูกโดยใช้น้ำจากแม่น้ำกก แต่ความเสี่ยงอาจเกินระดับที่ยอมรับได้ในอนาคต หากไม่ดำเนินการหยุดการปลดปล่อยจากแหล่งกำเนิด

ที่มาของภาพ, สกสว.
ด้านนายสมเกียรติเห็นว่า งานศึกษาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าห่วงโซ่อาหารไม่มีความปลอดภัย และสถานการณ์สิ่งแวดล้อมกำลังบั่นทอนความมั่นคงทางอาหารของประชากรในลุ่มน้ำกก-สาย-โขง มากกว่า 1 ล้านคน
"ความรุนแรงที่เกิดขึ้นยังไม่มีมาตรการใด ๆ มาปกป้องทรัพยากรทางธรรมชาติ และที่น่าเศร้ากว่าคือไม่มีอะไรคุ้มครองวิถีชีวิตของประชาชน" นายกสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต กล่าว
"ผมถือว่ามันเป็นโศกนาฏกรรม หากไม่สามารถยุติที่ต้นตอของปัญหาได้"
เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า ตอนลุ่มน้ำโขงได้รับผลกระทบจากเขื่อนจีน ตนเองยังมองโลกในแง่ดีว่าแม่น้ำระหว่างประเทศสายนี้อาจได้รับการฟื้นฟูในอนาคตอีกหลายสิบปีข้างหน้าก็ได้ แต่การทำเหมืองในพื้นที่กองทัพสหรัฐว้าซึ่งขึ้นชื่อว่าไร้ขื่อแป กลับไม่ทำให้ตนเองเห็นอนาคตในภาพเดียวกัน
"เราจะต้องอยู่อย่างนี้ไปอีกกี่ปีก็ไม่รู้ ชะตากรรมของเราจะอยู่ไปจนกว่าจะไม่มีเหมืองให้เค้าได้ประโยชน์ใช่ไหม มันจะอีกกี่ปีกัน 20, 30 หรือ 50 ปี ?"
รมช.มหาดไทย ยืนยัน รัฐบาล "จะไม่ปล่อยให้ประชาชนต้องเผชิญกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเพียงลำพัง"
น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยเปิดเผยผ่านจดหมายข่าวของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 7 ก.ค. ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับความปลอดภัยด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชนเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนที่อาจได้รับผลกระทบจากกิจกรรมในประเทศเพื่อนบ้าน โดยจากนี้จะต้องมีการเร่งจัดทำแผนฟื้นฟูแม่น้ำกกให้ครอบคลุมทุกมิติและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
"จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินมาตรการเชิงรุกร่วมมือกับทุกภาคีเครือข่าย ทั้ง ภาครัฐ ภาคเอกชนสถาบันการศึกษา และประชาชน ตลอดจนอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ ในการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุและดูแลช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบให้ดีที่สุด" ข้อความในจดหมายข่าวดังกล่าวระบุ
น.ส.ธีรัตน์ กล่าวต่อว่าทางมหาดไทยจะทำหน้าที่ประสานงานส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การดำเนินการแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และตอบสนองต่อความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างทันท่วงที โดยยืนยันว่า "จะไม่ปล่อยให้ประชาชนต้องเผชิญกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเพียงลำพัง"
ขณะเดียวกัน รมช.มหาดไทยก็ได้รับฟังข้อมูลจากทีมวิจัยของ สกสว. แล้ว และเห็นพ้องกันว่าจะนำระบบอัจฉริยะที่ทำงานด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของ สกสว. เข้ามาสนับสนุนงานแผนการดำเนินงานแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนในลุ่มน้ำกก
ในวันเดียวกัน น.ส.ธีรรัตน์ ยังเปิดเผยด้วยว่าสำหรับความคืบหน้าในการเจรจากับทางการเมียนมาเพื่อแก้ปัญหานั้น ขณะนี้รัฐบาลไทยได้หยิบยกประเด็นสารพิษข้ามพรมแดนขึ้นหารือในทุกเวที และนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีแผนเดินทางไปยังกรุงเนปิดอว์ ประเทศเมียนมา เพื่อเจรจาในประเด็นดังกล่าวโดยตรง
ด้านนายสมเกียรติ นายกสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต ท้วงติงว่า ตนเองได้ยินแผนการบินไปหารือของรองนายกรัฐมนตรีประเสริฐกับรัฐบาลเมียนมามาหลายครั้ง แต่เห็นเลื่อนมาหลายวาระ จนเกิดคำถามว่าติดขัดปัญหาประการใด

ที่มาของภาพ, สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่
ส่วนในระดับพื้นที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงมีการตรวจสอบคุณภาพน้ำประปาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเฝ้าระวังไม่ให้สารปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐาน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่ใช่ทุกพื้นที่เข้าถึงบริการประปาส่วนภูมิภาค
ขณะเดียวกัน สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่ ยังคงดำเนินการตรวจสอบคุณภาพน้ำในพื้นที่อย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน พร้อมกับประชาสัมพันธ์ผลการตรวจสอบผ่านสื่อต่าง ๆ และหน่วยงานยังทำปฏิบัติการเชิงรุกเข้าไปยังหมู่บ้านต่าง ๆ เพื่อให้ความรู้กับประชาชน รวมถึงให้ประชาชนนำน้ำในบ้านเรือนมาตรวจสอบสารหนูได้ตามวัน-เวลาราชการ ด้วยชุดทดสอบสารหนู (Test Kits)
อย่างไรก็ตาม นายสมเกียรติยังตั้งคำถามถึงการเผยผลตรวจสอบของกรมควบคุมมลพิษเอง รวมถึงสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่ ว่าเหตุใดไม่เผยผลคุณภาพน้ำแจกแจงรายละเอียดตามรายชื่อสารสำคัญที่ตรวจพบเหมือนช่วงต้นที่เกิดวิกฤต แต่นำเสนอเพียงแค่ค่าสารหนูเท่านั้น
"ผมเข้าใจว่ารัฐไม่อยากสื่อสารให้เกิดความตื่นตระหนก แต่ผมคิดว่ายิ่งปิดไว้ ชาวบ้านยิ่งไม่เชื่อมั่นในการทำงานของภาครัฐ การเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาต่างหากที่ช่วยลดความตื่นตระหนกของประชาชนได้ และทำให้พวกเรารู้ว่าต้องระมัดระวังตัวเองอย่างไร" เขากล่าวทิ้งท้ายกับบีบีซีไทย












