"เรามีรัฐบาลอยู่หรือเปล่า ?" เหตุใดภาคประชาชนมองว่าภาครัฐยังแก้ไขปัญหาสารโลหะหนักปนเปื้อนแม่น้ำกก-แม่น้ำสาย ไม่ดีพอ

ที่มาของภาพ, กรมควบคุมมลพิษ
- Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
ภาคประชาสังคมใน จ.เชียงราย และ จ.เชียงใหม่ นัดจัดกิจกรรมครั้งใหญ่วันที่ 5 มิ.ย. ที่จะถึงนี้ เพื่อกระตุ้นให้รัฐบาลแก้ปัญหาสารโลหะหนักปนเปื้อนแม่น้ำกก-แม่น้ำสายอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม โดยตั้งใจว่าจะระดมคนให้ได้ 10,000 คน
น.ส.เพียรพร ดีเทศน์ ผอ.ฝ่ายรณรงค์องค์กรแม่น้ำนานาชาติ (Internation Rivers) บอกกับบีบีซีไทยว่าจุดเริ่มต้นของปัญหานี้เกิดขึ้นราวสองเดือนก่อน เมื่อชาวบ้านใน ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ สังเกตเห็นแม่น้ำกกมีสีขุ่นผิดปกติ และออกมาเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจเข้ามาดูปัญหาที่เกิดขึ้น จนนำไปสู่การเก็บตัวอย่างน้ำไปวิเคราะห์โดยสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่) กรมควบคุมมลพิษ และทราบผลอย่างเป็นทางการว่าแม่น้ำกกเกิดการปนเปื้อนสารโลหะหนัก เนื่องจากสารตะกั่วและสารหนูเกินค่ามาตรฐาน และต่อมาก็พบปัญหาเดียวกันในแม่น้ำสาย ซึ่งไหลผ่าน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ด้วย
ทางคณะทำงานจากภาคประชาชนจึงยื่นข้อร้องเรียนไปยังนายกรัฐมนตรี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร รวมถึงคณะกรรมการ (กมธ.) การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร โดยเบื้องต้นทาง กมธ. ลงพื้นที่ดูปัญหาและส่งข้อเสนอให้กับทางรัฐบาลแล้ว
ขณะที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ตอบหนังสือข้อร้องเรียนของคณะทำงานภาคประชาชนลุ่มน้ำกกและลุ่มน้ำสาย เมื่อวันที่ 14 พ.ค. ที่ผ่านมาว่า ได้ประสานส่งเรื่องให้กระทรวงมหาดไทย รวมถึงกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รับทราบเป็นข้อมูลและดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
น.ส.เพียรพร บอกว่าหลังได้อ่านหนังสือตอบกลับดังกล่าว เธอรู้สึกว่า "รัฐบาลไม่รู้สึกรู้สากับความเดือดร้อนของประชาชน" เนื่องจากยังอาศัยการสั่งการรับทราบตามลำดับขั้นมากกว่าจะมีนโยบายที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้เป็นรูปธรรม เธอและเครือข่ายจึงตกลงกันว่าจะถือโอกาสเคลื่อนไหวใหญ่อีกครั้งในวันสิ่งแวดล้อมโลกที่จะถึงนี้
ภาครัฐทำอะไรไปแล้วบ้าง ?
ความเคลื่อนไหวล่าสุดจากทางส่วนกลาง คือ เมื่อวันที่ 6 พ.ค. ที่ผ่านมา คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้มีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน โดยมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ส่วนรองประธานประกอบด้วย นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 29 หน่วยงานเป็นอนุกรรมการวิเคราะห์สถานการณ์ สภาพปัญหา และสาเหตุที่ส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำ รวมทั้งกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหา การบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และเจรจาระหว่างประเทศเพื่อควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษภายนอกประเทศ
ในระดับท้องถิ่น บีบีซีไทยสอบถามไปยัง นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย และเขายืนยันว่าภาครัฐดูแลประชาชนตั้งแต่วันแรกที่ทราบปัญหาการปนเปื้อนในลุ่มน้ำสายและลุ่มน้ำกก โดยปัจจุบันมีคณะกรรมการ 2 ชุดที่เข้ามาดูแลเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ ซึ่งกรรมการชุดแรกเป็นคณะทำงานระดับจังหวัด ส่วนอีกชุดเป็นระดับนโยบายตามที่อธิบายแล้วข้างต้น
นายประเสริฐบอกว่า คณะกรรมการระดับจังหวัดจะดูแลปัญหาการปนเปื้อนและปรับปรุงคุณภาพน้ำเป็นหลัก และมีการประชุมติดตามผลตรวจสอบคุณภาพน้ำทุกเดือน ซึ่งกำหนดการครั้งถัดไปคือวันที่พฤหัสบดีที่ 22 พ.ค. นี้ โดยเป็นการประชุมที่มีผู้ว่าฯ เชียงรายเป็นประธาน พร้อมด้วยส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาคเอกชน และนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เพื่อประเมินสภาพปัญหา
แม้ น.ส.เพียรพร และเครือข่ายภาคประชาชน รวมถึงนายรังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาชน ในฐานะ กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ มองว่าต้นตอสารโลหะหนักที่ปนเปื้อนในลุ่มน้ำกกและลุ่มน้ำสาย มาจากเหมืองบริษัทจีนในพื้นที่ควบคุมของกองทัพสหรัฐว้า (UWSA) ในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนไทยราว 20-30 กิโลเมตร ซึ่งพบว่ามีการเปิดหน้าดินบนเขาบริเวณต้นน้ำจำนวนมาก เพื่อประกอบกิจการเหมืองทองคำและเหมืองแร่ธาตุหายาก หรือ แร่แรร์เอิร์ธ (rare earth) ซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างมากในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก แต่รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายบอกกับบีบีซีไทยว่า ข้อสังเกตดังกล่าวเป็นเพียงข้อสันนิษฐานเบื้องต้นเท่านั้น
"ถึงแม้รูปการณ์มันจะสื่อออกมาแบบนั้นชัดเจน แต่การที่เราจะไปสรุปว่าสารหนูที่มันเกินขึ้นมา มันเกิดจากโรงงานแร่ในฝั่งพม่า ทั้งในแม่น้ำสายและแม่น้ำกก มันก็ยังพูดแบบนี้ไม่ได้ชัดเจน เพราะยังไม่ได้มีการตรวจพิสูจน์หรือตรวจวัดคุณภาพน้ำที่อยู่เหนือจากฝั่งเราขึ้นไป" เขากล่าว

ที่มาของภาพ, สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต
รองผู้ว่าฯ เชียงรายยังบอกด้วยว่า มีการสั่งตรวจสารโลหะหนักในพืชผลทางการเกษตร สัตว์น้ำ ตะกอนดิน รวมถึงตรวจคุณภาพน้ำจากการประปาส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น ก็พบว่าค่าสารโลหะหนักยังไม่เกินค่ามาตรฐาน สามารถใช้ได้ตามปกติ จึงต้องการสื่อสารไปยังประชาชนว่าไม่มีความจำเป็นต้องตื่นตระหนกกับปัญหานี้
"ผมขอเรียนว่า ถ้าสารหนูที่มันเกินค่ามาตรฐาน ถึงแม้มันจะเกินจริง ๆ แต่มันก็ยังไม่เกินค่ามาตรฐานที่ทางกรมอนามัย อนุโลมได้ถึง 0.05 [มก./ลิตร] ซึ่งค่านี้เป็นค่ามาตรฐานที่กรมอนามัย อนุโลมให้กับน้ำดื่มบรรจุขวด ผมจึงคิดว่ามันยังไม่น่าจะเป็นอันตรายได้" นายประเสริฐ กล่าว และยืนยันว่ายังไม่มีสารโลหะหนักปนเปื้อนเข้าไปในห่วงโซ่อาหารตามที่หลายฝ่ายกังวล
ทั้งนี้ คุณภาพน้ำลุ่มน้ำสายที่ยังไม่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพ ทางสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่) วิเคราะห์ผลประจำเดือน เม.ย. ล่าสุดพบว่า มีค่าสารหนูปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานอยู่ที่ราว 0.044-0.049 มก./ลิตร ขณะที่สารตะกั่วปนเปื้อนอยู่ราว 0.058-0.066 มก./ลิตร
อย่างไรก็ตาม กรมควบคุมมลพิษกำหนดค่ามาตรฐานสารหนูไว้ที่ 0.01 มก./ลิตร ขณะที่กรมอนามัยระบุที่ 0.01-0.05 มก./ลิตร ส่วนค่ามาตรฐานสารตะกั่ว ทั้งกรมควบคุมมลพิษและกรมอนามัยระบุตรงกันที่ 0.01 มก./ลิตร
รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายยังบอกกับบีบีซีไทยด้วยว่า ทางการได้ตรวจสอบแล้วว่าภาพรอยโรคบนผิวหนังของควาญช้างในหมู่บ้านกะเหรี่ยงรวมมิตร ต.แม่ยาว อ.เมือง จ.เชียงราย ไม่ได้เกิดจากสารหนูในแม่น้ำ รวมถึงภาพปลาที่มีตุ่มผิดปกติ ก็ไม่พบว่าเป็นผลจากสารโลหะหนักที่เกินค่ามาตรฐานแต่อย่างใด
"ทั้งหมดเป็นวิทยาศาสตร์ ปลาเกิดจากเชื้อโรคชนิดหนึ่ง แม้เขาจะพยายามอธิบายว่าสารหนูทำให้ปลาอ่อนแอจนเกิดโรค มันก็อธิบายแบบนั้นได้ แต่มันก็เป็นไปได้ทั้งสองอย่าง มันอาจจะไม่ใช่ก็ได้ มันอาจไม่ได้ป่วยจากสารหนู มันอาจป่วยจากธรรมชาติ" เขากล่าว
นายประเสริฐยืนยันว่าในระดับจังหวัดของเชียงราย ทางการยังคงเฝ้าระวังและติดตามผลการตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับเร่งสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน และเน้นย้ำว่าเชียงรายปลอดภัย ยังไม่ได้รับผลกระทบจากสารโลหะหนักดังกล่าว

ที่มาของภาพ, สำนักงานสาธารณสุข จ.เชียงราย
ขณะเดียวกัน นายศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่าทางจังหวัดมอบหมายให้สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่) ลงพื้นที่ตรวจสอบคุณภาพน้ำและตะกอนดิน นับตั้งแต่รับทราบปัญหานี้เมื่อช่วง มี.ค. ที่ผ่านมา และยังดำเนินการมาจนถึงตอนนี้
"ในขั้นต้นได้สั่งการให้ทางอำเภอแจ้งเตือนไปยังพี่น้องประชาชนทั้งสองฝั่งน้ำ ให้ระมัดระวังการใช้น้ำ และเท่าที่ผมสอบถามข้อมูลประชาชน ก็พบว่าไม่ได้ใช้แม่น้ำกกในการเกษตรและปศุสัตว์เลย ส่วนเรื่องสาธารณสุข ก็ให้ทางสาธารณสุขเข้าตรวจสอบสุขภาพพี่น้องประชาชน ให้ อสม. ไปเคาะทุกประตูบ้าน" เขาบอก
นายศิวกรให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าชาว อ.แม่อาย ใช้ลำน้ำฝางในการผลิตน้ำประปาเพื่อการบริโภค-อุปโภค แต่เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ทาง จ.เชียงใหม่ จึงสั่งการให้สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จ.เชียงใหม่ ประสานรถผลิตน้ำดื่มไปประจำการที่องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ท่าตอน อ.แม่อาย ด้วย
เขากล่าวต่อไปว่า จ.เชียงใหม่ ยังมีการประชุมไปแล้วหลายครั้ง เพื่อติดตามข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและการปนเปื้อนที่ทางสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่) เป็นผู้รวบรวม รวมถึงส่งหนังสือขอการสนับสนุนจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อวางแผนฟื้นฟูและปรับปรุงคุณภาพลุ่มน้ำกกในระยะยาว
ผลการตรวจสอบคุณภาพน้ำรอบเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่) พบว่าคุณภาพน้ำผิวดินแม่น้ำสาขาที่ไหลลงแม่น้ำกกไม่มีสารโลหะหนักเกินค่ามาตรฐาน แต่เกณฑ์คุณภาพบางแห่งมีปัญหาเสื่อมโทรม
อย่างไรก็ตาม ทาง จ.เชียงใหม่ ยังคงรอผลตรวจสารตกค้างในพืชผลการเกษตรอยู่ ซึ่งคาดว่าจะทราบผลในเร็ว ๆ นี้
ภาคประชาชนยืนยันต้องการให้รัฐบาลจัดหาสิทธิขั้นพื้นฐานที่พึงได้รับ
น.ส.เพียรพร ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่า "เกินค่ามาตรฐานก็คือเกินค่ามาตรฐาน" แม้ทางการจะหาเหตุผลมาอธิบายให้ประชาชนสบายใจอย่างไรก็ตาม เพราะสุดท้ายแล้วสารโลหะหนักเหล่านี้ก็จะสะสมในร่างกายระยะยาวและส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้คนในลุ่มน้ำกก ลุ่มน้ำสาย และลุ่มน้ำโขง โดยการตรวจพบสารหนูในจุดแม่น้ำโขงล่าสุดยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าปัญหามลพิษข้ามแดนในครั้งนี้ได้ขยายวงเป็นเรื่องระดับภูมิภาค
ผลการตรวจสอบรอบเดือน เม.ย. พบว่าจุดก่อนที่แม่น้ำกกไหลลงบรรจบแม่น้ำโขง ต.เวียง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย และจุดที่แม่น้ำกกไหลลงแม่น้ำโขง ผ่านบริเวณสบกก ที่บ้านแซว ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน จ.เชียงราย มีค่าสารหนูเกินค่ามาตรฐานราว 0.031-0.036 มก./ลิตร
เธอยังยืนยันว่าผู้ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้เป็นอันดับแรกคือคนจนที่อาศัยอยู่ในลุ่มน้ำกก ลุ่มน้ำสาย และลุ่มน้ำโขง ซึ่งต้องอาศัยพืชผักสองริมฝั่งแม่น้ำเป็นอาหาร รวมถึงรับประทานสัตว์น้ำจากแหล่งน้ำดังกล่าวโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้
"เรารู้สึกว่าพวกเราต้องออกมาเรียกร้องมากขึ้นกว่านี้ เราคิดว่าอยู่เฉยไม่ได้ และจากที่เราเห็น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำขุ่น การทำเหมืองทอง เห็นรายงานขององค์การสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ว่ามีการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ มีการเปิดหน้าดินมากมายจากที่เราเห็นในแผนที่ นี่มันเป็นแค่สารบัญของหายนะใหญ่หลวงที่กำลังจะเกิดขึ้น มันยังไม่ได้เริ่มบทที่หนึ่งเลยด้วยซ้ำ" เธอกล่าว
ข้อกังวลอีกประการหนึ่งคือเหมืองที่พวกเธอเชื่อว่าเป็นต้นตอของสารโลหะหนักในลุ่มน้ำทางตอนเหนือของไทย ตั้งอยู่ในพื้นที่ของกองทัพสหรัฐว้าหรือที่คนไทยรู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า "ว้าแดง" ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธที่ผลิตยาเสพติดเป็นอันดับต้น ๆ ในเมียนมา จากข้อมูลของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC)
"นอกจากผลิตยาให้ประเทศไทยเสียหายแล้ว ยังให้สัมปทานทุนจีนมาทำอะไรเถื่อน ๆ แบบนี้ ในพื้นที่ที่ไม่มีอะไรควบคุม ไม่มีกฎหมาย ทำไมไทยไม่ทำอะไร ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาการทูตหรือการทหาร นอกจากการที่จะมากล่อมประสาทประชาชนว่าไม่มีอะไร ไม่ต้องตื่นตระหนก มันเกินค่ามาตรฐานมานิดเดียว คำถามคือมันต้องเกินมาเยอะเท่าไรเหรอ คุณถึงจะรู้สึกรู้สา"

ที่มาของภาพ, กรมควบคุมมลพิษ
ก่อนหน้านี้ นายโกวิทย์ บุญธรรม ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอสศูนย์ข่าวภาคเหนือ รายงานว่า พันเอกไมตรี ศรีสันเทียะ เสนาธิการกองกำลังผาเมือง บอกว่าจากการหารือกับฝ่ายเมียนมาผ่านกลไกของฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ พบปัญหาว่าทางฝั่งเมียนมาบอกว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของว้าแดง รัฐบาลเมียนมาไม่สามารถเข้าไปมีอิทธิพลในพื้นที่นั้นได้ และจากการพูดคุยกับทางกองทัพสหรัฐว้าอย่างไม่เป็นทางการ ทางว้าแดงก็บอกว่าจะให้ทำอะไรก็ขอให้แจ้งผ่านทางการเมียนมา "เหมือนลักษณะโยนกันไปมา"
น.ส.เพียรพร ยืนยันว่าประชาชนแค่ต้องการเรียกร้องความปลอดภัยในชีวิต ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐบาลควรจัดหาให้ได้ แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรูปธรรม จนทำให้เกิดคำถามว่า "เรามีรัฐบาลอยู่หรือเปล่า ?"











