พบสารหนูและโครเมียมปนเปื้อนแม่น้ำสาละวินใน จ.แม่ฮ่องสอน เกินมาตรฐาน ต้นตอมาจากเหมืองในเมียนมาอีกหรือไม่ ?

ที่มาของภาพ, Getty Images
ผลการตรวจสอบล่าสุดโดยอาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ชี้ให้เห็นว่าแม่น้ำสาละวิน สายน้ำนานาชาติที่ยังรอดจากการสร้างเขื่อน กำลังถูกคุกคามจากปัญหาสารโลหะหนักปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐาน
แม่น้ำสายนี้มีต้นน้ำอยู่ในทิเบต ไหลผ่านจีน เมียนมา รวมถึงไทย และเป็นพรมแดนธรรมชาติกั้นระหว่างไทยกับเมียนมาบริเวณ จ.แม่ฮ่องสอน
ผศ.ดร.ว่าน วิริยา อาจารย์จากคณะวิทยาศาสตร์ มช. เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า ก่อนหน้านี้ได้รับแจ้งจากชาวบ้านในพื้นที่ว่าแม่น้ำสาละวินมีความขุ่นข้นผิดปกติ ประกอบกับฐานข้อมูลแหล่งเหมืองที่จัดทำโดยศูนย์วิจัยสติมสันเซ็นเตอร์ สถาบันคลังสมองของสหรัฐอเมริกา ระบุว่ามีเหมืองแร่หายากหรือแร่แรร์เอิร์ธ (rare earth) หลายแห่งบริเวณลำน้ำสาละวินในเมียนมา จึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่าความขุ่นข้นที่เห็นอาจเป็นสัญญาณว่าสาละวินกำลังเผชิญปัญหาปนเปื้อนสารโลหะหนักเหมือนกับที่ จ.เชียงใหม่ และ จ.เชียงรายกำลังเผชิญอยู่หรือไม่
ขณะนี้ แม่น้ำกก สาย รวก โขง กำลังเผชิญปัญหาปนเปื้อนสารโลหะหนักจากการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธหรือแร่หายาก รวมถึงเหมืองแร่ทองคำในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ซึ่งยังเป็นปัญหามลพิษข้ามแดนที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้
พบ 2 สารโลหะหนักปนเปื้อนสาละวินเกินค่ามาตรฐาน

ที่มาของภาพ, Google EARTH
ผศ.ดร.ว่าน บอกว่าได้รับตัวอย่างน้ำจากแม่น้ำสาละวิน 3 จุดที่ไหลผ่าน อ.แม่สะเรียง และ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน และเมื่อนำมาตรวจสอบหาค่าโลหะหนักและธาตุปกติในน้ำรวมกัน 26 ชนิดในห้องปฏิบัติการที่มีมาตรฐานเทียบเท่ากับห้องปฏิบัติการของกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เขาก็พบว่าตัวอย่างน้ำที่ได้มานั้น มีสารโลหะเกินค่ามาตรฐาน 2 ชนิด ได้แก่ สารหนู (arsenic) และโครเมียม (chromium)
ทั้งนี้ กรมอนามัยระบุว่าเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพน้ำบริโภค ต้องมีค่าสารหนูไม่เกินค่ามาตรฐานที่ 0.01 มิลลิกรัม/ลิตร ส่วนโครเมียมมีค่ามาตรฐานอยู่ที่ 0.05 มิลลิกรัม/ลิตร
ผลการตรวจสอบโดยห้องปฏิบัติการพบว่าตัวอย่างน้ำจากสาละวินที่เก็บได้จากจุดแรก คือ เหนือบ้านท่าตาฝั่ง ต.แม่ยวม อ.แม่สะเรียง และจุดที่ 2 คือ ท้ายบ้านท่าตาฝั่ง ต.แม่ยวม อ.แม่สะเรียง มีค่าสารหนูปนเปื้อนอยู่ที่ 0.05 มิลลิกรัม/ลิตร ซึ่งเกินจากค่ามาตรฐานของกรมอนามัยถึง 5 เท่า ส่วนจุดที่ 3 บริเวณเหนือบ้านแม่สามแลบ ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย มีค่าสารหนูปนเปื้อนอยู่ที่ 0.04 มิลลิกรัม/ลิตร ซึ่งเกินจากค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ถึง 4 เท่า
อาจารย์ด้านเคมีจาก มช. ผู้นี้ยังเปิดเผยด้วยว่า จากผลการตรวจสอบตัวอย่างน้ำทั้ง 3 จุด พบว่ามีโครเมียมปนเปื้อนอยู่ที่ 0.06 มิลลิกรัม/ลิตร ซึ่งถือว่าเกินค่ามาตรฐานที่กรมอนามัยกำหนด
"หากเทียบความรุนแรง มีพิษต่อสุขภาพ ถือว่าสารหนูมีพิษมากที่สุด" ผศ.ดร.ว่าน กล่าว

ที่มาของภาพ, HANDOUT/ WAN WIRIYA
ข้อมูลจากกรมอนามัยระบุว่าหากพบสารหนูเกินค่ามาตรฐาน 0.01 มิลลิกรัม/ลิตร ควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำ หรือนำไปปรุงอาหาร หรือรดน้ำพืชผัก ส่วนเด็กและมีสตรีมีครรภ์ควรหลีกเลี่ยงบริโภคน้ำที่มีค่าสารหนูเกินมาตรฐาน เนื่องจากเด็กมีน้ำหนักตัวน้อยจึงจะได้รับสารหนูในปริมาณที่สูงกว่าผู้ใหญ่ และสารหนูในน้ำนมแม่ยังสามารถผ่านรกไปสู่เด็กในครรภ์ได้
นอกจากนี้ การดื่มน้ำที่มีสารหนูเกินค่ามาตรฐานมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง แต่ขึ้นอยู่กับปริมาณที่ดื่มในแต่ละวัน และระยะเวลาการดื่มน้ำจากแหล่งนั้น ๆ รวมถึงชนิดของสารหนูในน้ำ
รายงานของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า โครเมียมมีทั้งประโยชน์และโทษ แต่ในกรณีที่ร่างกายได้รับโครเมียมปริมาณสูงเกินกว่าที่ร่างกายจะรับได้ อาจทำให้เกิดภาวะพิษโครเมียมทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง รวมถึงเป็นอีกหนึ่งในสารที่ก่อให้เกิดมะเร็งด้วย
ผศ.ว่านให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่าการตรวจพบสารโลหะหนักในแม่น้ำสาละวินครั้งนี้ ยืนยันข้อสันนิษฐานเบื้องต้นที่มองว่าเหมืองแร่ที่อยู่ทางลุ่มน้ำสาละวินตอนบน กำลังมีกิจกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เหมือนกับปัญหาที่กำลังส่งผลต่อแม่น้ำกก สาย รวก โขง ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่และเชียงราย
เขายังมองว่าปัญหานี้กำลังส่งผลต่อสุขภาพและวิถีชีวิตของกลุ่มชนชาติพันธุ์ต่าง ๆ ที่ใช้น้ำสาละวินสำหรับการอุปโภค-บริโภค โดยเฉพาะบ้านเรือนแพในแม่น้ำสาละวินที่มีชีวิตพึ่งพิงสายน้ำนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์
รองผู้ว่าฯ จ.แม่ฮ่องสอน เผยทางการกำลังรอผลตรวจสอบซ้ำจาก สคพ.1 และ กรมประมง
นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่าทางจังหวัดทราบเรื่องผลการตรวจสอบสารโลหะหนักปนเปื้อนในแม่น้ำสาละวินแล้ว และไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหาดังกล่าว
เขาบอกว่าเมื่อวานนี้ (5 พ.ย.) สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่) หรือ สคพ.1 ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำในแม่น้ำสาละวินบริเวณเดียวกันกับที่ ผศ.ดร.ว่าน วิริยา นำไปตรวจสอบก่อนหน้านี้ และคาดว่าจะทราบผลการวิเคราะห์หาสารโลหะหนักภายใน 7 วันข้างหน้า
ขณะเดียวกัน ทางกรมประมงก็ส่งเจ้าหน้าที่เก็บตัวอย่างปลาในแม่น้ำสาละวิน เพื่อนำไปตรวจหาสารปนเปื้อนในเนื้อปลา คาดว่าจะทราบผลภายใน 7 วันเช่นกัน
เขาเปิดเผยด้วยว่า ในการประชุมส่วนราชการของ อ.สบเมย วานนี้ นายคำผัน โมกไธสง นายอำเภอสบเมย แจ้งเตือนในที่ประชุมว่าขอให้ชาวบ้านพิจารณาชะลอการใช้น้ำสาละวินสำหรับอุปโภค-บริโภค รวมถึงชะลอการบริโภคเนื้อปลาจากแม่น้ำสาละวินออกไปก่อน จนกว่าทาง สคพ. 1 และ กรมประมง จะมีผลตรวจยืนยันชัดเจนอีกครั้งว่ามีสารโลหะหนักปนเปื้อนในแม่น้ำสาละวินตรงกันกับผลตรวจของอาจารย์ของ มช. หรือไม่
อย่างไรก็ตาม ทาง อ.แม่สะเรียง ยังไม่มีการแจ้งเตือนหรือคำสั่งใด ๆ ออกมา เนื่องจากรอผลตรวจสอบอย่างเป็นทางการของหน่วยงานรัฐเช่นกัน

ที่มาของภาพ, Getty Images
นายบุญลือ รองผู้ว่าฯ จ.แม่ฮ่องสอน บอกกับบีบีซีไทยว่า โดยหลัก ๆ แล้ว ชาวบ้านพึ่งพาลำน้ำสาละวินสำหรับการสัญจรเป็นส่วนใหญ่ ในตอนนี้จึงยังไม่มีผลกระทบในส่วนของน้ำอุปโภค เนื่องจากน้ำที่ชาวบ้านใช้สำหรับการอุปโภคเป็นน้ำจากระบบประปาภูเขาที่ใช้น้ำจากลำน้ำสาขาที่ไหลลงแม่น้ำสาละวิน ซึ่งไม่ใช่น้ำจากสาละวินโดยตรง
"ยกเว้นบางครอบครัวเท่านั้น ซึ่งมีอยู่ไม่กี่ครัวเรือนที่มีบ้านเป็นเรือนแพในลำน้ำสาละวิน เขาก็แก้ปัญหาด้วยการต่อสายยางจากหมู่บ้านข้ามถนนไปลงที่แพ ต่อจากระบบประปาภูเขาซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับน้ำสาละวิน"
สำหรับน้ำดื่มนั้น รองผู้ว่าฯ จ.แม่ฮ่องสอน บอกว่าไม่มีใครนำน้ำจากสาละวินมาบริโภคโดยตรง ส่วนใหญ่ชาวบ้านอาศัยน้ำประปาภูเขามาใช้ โดยผ่านระบบกรองและต้มก่อนนำไปบริโภค บางครอบครัวก็ซื้อน้ำดื่ม จึงถือได้ว่ายังไม่มีผลกระทบในเรื่องนี้
เขาบอกว่าผู้ได้รับผลกระทบในช่วงนี้คือผู้ที่ทำอาชีพประมงในสาละวินเป็นหลัก ซึ่งมีอยู่ประมาณ 10-20 ครัวเรือน เนื่องจาก "พอคนรู้ข่าวสารว่ามีข่าวสารหนูเกิน 5 เท่า คนก็กังวลใจที่จะกิน ก็อาจทำให้รายได้ในส่วนนี้ลดลงไปสักระยะหนึ่ง"
"โดยรวม ๆ แล้ว ชาวบ้านก็มีความตระหนักและอาจมีความกังวลใจบ้างเล็กน้อย พูดง่าย ๆ ว่าระหว่างนี้ชาวบ้านกำลังรอผลแล็บของกรมประมงและกรมควบคุมมลพิษ" รองผู้ว่าฯ จ.แม่ฮ่องสอน กล่าว
นอกจากนี้ นายบุญลือยังให้ความมั่นใจว่าในส่วนราชการ จ.แม่ฮ่องสอน ได้หารือและศึกษาวิธีรับมือของ จ.เชียงใหม่ กับ จ.เชียงรายไว้แล้ว เนื่องจากทั้งสองแห่งมีประสบการณ์จัดการกับปัญหาดังกล่าวมาก่อน ดังนั้น หากผลการตรวจสอบของหน่วยงานรัฐระบุว่าเกิดปัญหาสารโลหะหนักปนเปื้อนในสาละวินจริง เขามั่นใจว่าทางท้องถิ่นจะพร้อมรับมือกับปัญหาดังกล่าว
ต้นตอสารโลหะหนักในแม่น้ำสาละวินน่าจะมาจากที่ใด
นายบุญลือ รองผู้ว่าฯ จ.แม่ฮ่องสอน กล่าวต่อว่า หากผลการตรวจสอบของหน่วยงานรัฐสอดคล้องตรงกันกับผลตรวจสอบของ ผศ.ว่าน จาก ม.เชียงใหม่ ก็ต้องมาสืบหาความเชื่อมโยงต่อว่าแหล่งปล่อยมลพิษมาจากที่ใด
เขาบอกว่าถ้าหากดูจากเส้นทางของแม่น้ำสาละวินที่ไหลผ่านรัฐคะเรนนี หรือมีอีกชื่อหนึ่งว่ารัฐคะยาห์ เขาคิดว่ามีความเป็นไปได้ว่ากิจกรรมเหมืองแร่ต่าง ๆ ภายในรัฐนี้ อาจปล่อยน้ำหรือของเสียลงสู่สาละวิน
"เท่าที่เรารู้ตอนนี้มันมีเหมืองในรัฐคะเรนนีแน่ ๆ แต่จำนวนเท่าไร ผมไม่แน่ใจ" เขากล่าว
รองผู้ว่าฯ จ.แม่ฮ่องสอน บอกว่าหากสุดท้ายแล้วมันเป็นปัญหามลพิษข้ามแดน การแก้ไขปัญหาก็จะต้องอาศัยกลไกระดับประเทศจากส่วนกลาง เนื่องจากทางหน่วยงานท้องถิ่นเองคงไม่สามารถเข้าไปดำเนินการใด ๆ โดยตรงกับรัฐคะเรนนีของเมียนมาได้
ด้าน ผศ.ดร.ว่าน จาก ม.เชียงใหม่ บอกกับบีบีซีไทยว่าจากข้อมูลในพื้นที่ รวมถึงจากนักวิชาการคนอื่น ๆ พบว่ามีการทำเหมืองแร่หลายชนิดตามแนวแม่น้ำสาละวินในพื้นที่รัฐคะเรนนี เช่น เหมืองดีบุก พลวง แมงกานีส และทองคำ
"แร่ทองก็จะมีการทำเป็นหย่อม ๆ ตามสายน้ำ" ผศ.ดร.ว่าน ระบุ
เขาบอกด้วยว่าในกากแร่ดีบุกยังมีส่วนผสมของแร่แรร์เอิร์ธด้วย ดังนั้น "ถ้าทำดี ๆ มี concentration หรือความเข้มข้นสูง ๆ แล้วมันเหมาะสมต่อการทำ มันก็สามารถเอากากเหลือทิ้งไปผ่านกระบวนการต่าง ๆ ให้บริสุทธิ์ ถ้ามันคุ้มทุน"
อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.ว่าน เน้นย้ำว่าการสืบหาแหล่งปล่อยสารพิษคืองานที่ต้องทำต่อไป และเขามีแผนเก็บตัวอย่างน้ำในลำน้ำสาละวินเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ เขายังไม่ตัดประเด็นว่ากลุ่มเหมืองแร่แรร์เอิร์ธที่กระจุกตัวอยู่ทางสาละวินตอนบนในพื้นที่รัฐฉาน อาจเป็นแหล่งปล่อยสารโลหะหนักเหมือนกับที่เกิดขึ้นกับแม่น้ำกก สาย รวก โขง ด้วยเช่นกัน

ที่มาของภาพ, STIMSON CENTER
ฐานข้อมูลของศูนย์วิจัยสติมสันเซ็นเตอร์ระบุว่าในพื้นที่รัฐฉานมีเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ 5 แห่งตั้งอยู่ประชิดลำน้ำสาขาของสาละวิน และทั้งหมดใช้วิธีการสกัดแร่ด้วยวิธีชะล้างในแหล่งแร่ (in-situ leaching) ซึ่งเป็นวิธีการสกัดแร่ด้วยการฉีดสารละลายเคมีเข้าไปในแหล่งแร่ใต้ดิน เพื่อละลายแร่ออกมา จากนั้นจึงสูบสารละลายที่ผสมแร่นั้นขึ้นมาเพื่อนำไปสกัดแร่ต่อ
ในปีนี้ มีรายงานหลายชิ้นของมูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ระบุว่า การทำเหมืองแร่ด้วยวิธีการนี้สร้างปัญหาให้กับสิ่งแวดล้อมและชุมชนใกล้เคียงอย่างมาก เนื่องจากเหมืองมักปล่อยสารเคมีและของเสียจากกระบวนการสกัดแร่ลงแหล่งน้ำใกล้เคียง ทำให้สารเคมีและสารโลหะหนัก ๆ ปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำและสิ่งแวดล้อมโดยรอบ












