ยุทธศาสตร์ "เอาโลกมาล้อม" รอบใหม่ของฮุน มาเนต จะสร้างความได้เปรียบต่อข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชาหรือไม่ ?

ที่มาของภาพ, Reuters
- Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- เวลาอ่าน: 16 นาที
สมเด็จฮุน มาเนต ผู้นำกัมพูชากล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่ากองกำลังของไทยยังคงยึดครองดินแดนกัมพูชาหลังการสู้รบยุติลงเมื่อปีที่แล้ว ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ทำท่าเจ็บคอ เมื่อสื่อพยายามขอความเห็นต่อข้อกล่าวอ้างดังกล่าว
นายกรัฐมนตรีแห่งกัมพูชาเดินทางไปยังกรุงวอชิงตัน ดีซี เพื่อเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการสันติภาพ (Board of Peace-BOP) ซึ่งเป็นองค์กรที่ก่อตั้งโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ และในวันที่ 17 ก.พ. ที่ผ่านมา (ตามเวลาท้องถิ่น) เขาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่าจนถึงขณะนี้ สถานการณ์ในแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงอยู่ในสภาวะเปราะบาง
"เรายังมีกองกำลังไทยที่ประจำการลึกเข้ามาในดินแดนกัมพูชาหลายพื้นที่ และนี่เกินกว่าเส้นเขตแดนไทยอ้างสิทธิเพียงฝ่ายเดียวเสียอีก" สมเด็จฮุน มาเนต กล่าว พร้อมระบุว่าตอนนี้มีชาวกัมพูชาราว 80,000 คน ต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น
สมเด็จฮุน มาเนต ยังบอกด้วยว่าทหารไทยดำเนินการหลายอย่างที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อประชาชนชาวกัมพูชา เช่น การนำตู้คอนเทนเนอร์และลวดหนามมาปิดกั้นถนน โดยบอกว่าทั้งหมดนี้ "ไม่ใช่การกล่าวหา แต่เป็นการบอกเล่าข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่"
แม้ผู้นำกัมพูชาไม่ได้ระบุในการให้สัมภาษณ์ว่าพื้นที่ดังกล่าวคือจุดใด แต่บีบีซีไทยเข้าใจว่าเขาหมายถึงการวางตู้คอนเทนเนอร์ของกองกำลังบูรพา พร้อมด้วยรั้วลวดหนาม ในบริเวณบ้านหนองจาน ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับหมู่บ้านโชคชัย (Chouk Chey) ต.โอเบโจน (O Bei Choan) อ.โอ-จเริว จ.บันเตียเมียนเจย
บริเวณดังกล่าวเกิดกรณีข้อพิพาทเขตแดน เนื่องจากพื้นที่อ้างสิทธิของทั้งสองฝ่ายไม่ตรงกัน และเดิมทีบ้านหนองจานเคยเป็นศูนย์อพยพให้ชาวกัมพูชาที่หนีภัยจากการสู้รบเข้ามาหลบพักพิงชั่วคราวในแผ่นดินไทย

ที่มาของภาพ, Getty Images
ด้าน พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงยืนยันว่าไทยปฏิบัติตามข้อตกลงในถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) ระหว่างไทย-กัมพูชา อย่างเคร่งครัด
โฆษกกองทัพบกกล่าวว่า "กัมพูชาทราบอยู่แล้วว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ของประเทศไทย ที่ในอดีตไทยเคยได้ให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยจากการสู้รบของกัมพูชาเข้ามาพักพิง แต่เมื่อสงครามเสร็จสิ้น ประชาชนและทหารกัมพูชากลับไม่เดินทางกลับประเทศของตน ซ้ำยังมีการขยายชุมชนรุกล้ำเขตอธิปไตยของไทยอย่างต่อเนื่อง"
พล.ต.วินธัย ระบุว่าเรียกกลุ่มคนเหล่านั้นว่าเป็นผู้พลัดถิ่นไม่ได้ "แต่ถือเป็นกลุ่มบุคคลที่กระทำผิดกฎหมาย และกระทำการรุกล้ำอธิปไตยของไทยมาอย่างต่อเนื่อง"
ส่วนประเด็นที่สมเด็จฮุน มาเนต อ้างว่ากองกำลังของไทยรุกล้ำเข้าไปในดินแดนของกัมพูชา ทางโฆษกกองทัพบกยืนยันว่าฝ่ายไทยดำเนินตามข้อตกลงหยุดยิงในถ้อยแถลงร่วมฯ อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะข้อ 2 ที่ระบุว่าทั้งสองฝ่ายให้คงวางกำลังที่มีอยู่ในพื้นที่ปัจจุบันหลังการสู้รบ โดยไม่มีการเคลื่อนย้ายกำลังที่ตั้งอยู่เพิ่มเติม

ที่มาของภาพ, Reuters
สมเด็จฮุน มาเนต เดินทางไปยังกรุงวอชิงตัน ดีซี เพื่อเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการสันติภาพร่วมกับผู้นำชาติอื่น ๆ อีก 20 ชาติ ที่ตกลงเข้าร่วมองค์กรที่เพิ่งถูกสถาปนาขึ้นโดยผู้นำสหรัฐฯ ในวันพฤหัสบดีที่ 19 ก.พ.
กระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา ระบุว่าผู้นำกัมพูชาจะอาศัยโอกาสนี้จัดการประชุมทวิภาคีกับบุคคลสำคัญของสหรัฐฯ และผู้นำระดับนานาชาติ เพื่อหารือเกี่ยวกับการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตและขยายความร่วมมือในหลากหลายสาขา
ต่อจากนั้น สมเด็จฮุน มาเนต มีกำหนดเยือนยุโรปอย่างเป็นทางการ โดยจะเดินทางไปยังนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เพื่อพบปะผู้นำคนสำคัญ รวมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนหลัก ๆ เพื่อเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนระหว่างประเทศ
ขณะเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศของไทย ระบุว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ มีกำหนดเดินทางเยือนนครเจนีวาระหว่างวันที่ 23-25 ก.พ. นี้ เพื่อเข้าร่วมประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) โดยในโอกาสนี้ รมว.ต่างประเทศของไทยจะเข้าพบหารือผู้บริหารระดับสูงขององค์การสหประชาชาติ เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ที่สำคัญ ๆ ในภูมิภาค โดยเฉพาะสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา
นายสีหศักดิ์ให้สัมภาษณ์กับสื่อไทยวานนี้ (18 ก.พ.) ว่าไม่ได้ตามไปประกบผู้นำกัมพูชา แต่เป็นการประชุมที่มีกำหนดการอยู่แล้ว และพร้อมชี้แจงหากมีการกล่าวพาดพิงถึงไทยในที่ประชุมระดับสูงดังกล่าว
คณะกรรมการสันติภาพของทรัมป์ จะเข้ามาจัดการความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา หรือไม่ ?
ระหว่างการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ส สมเด็จฮุน มาเนต บอกด้วยว่าเขามีความเชื่อว่าคณะกรรมการสันติภาพจะเป็นกลไกเสริมที่มีคุณค่าต่อองค์กรระหว่างประเทศที่มีอยู่เดิม เนื่องจากสามารถมีส่วนช่วยส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และสร้างความมั่นคงในหลายภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากสงครามและความขัดแย้งได้
"ขณะนี้กัมพูชากำลังมีประเด็นปัญหาชายแดนกับประเทศไทยตลอดช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา และเราหวังว่าคณะกรรมการสันติภาพจะมีบทบาทช่วยลดความตึงเครียด และฟื้นฟูสันติภาพและเสถียรภาพระหว่างกัมพูชากับไทยด้วย" นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา กล่าว
ภายหลังที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) มีมติส่งเสริมสันติภาพและสนับสนุนความพยายามในการฟื้นฟูฉนวนกาซา เมื่อวันที่ 17 พ.ย. ปีที่แล้ว คณะกรรมการสันติภาพก็ถือกำเนิดขึ้นภายใต้แผนสันติภาพกาซาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
ผู้นำโลกหลายสิบคนได้รับจดหมายเชิญให้เข้าร่วมองค์กรเปลี่ยนผ่านระหว่างประเทศแห่งใหม่นี้ หนึ่งในนั้นคือกัมพูชา ขณะที่ไทยได้รับเชิญเช่นกัน แต่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมองค์กรดังกล่าวหรือไม่
ดร.ภัทรพงษ์ แสงไกร ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) บอกว่านี่เป็นการตัดสินใจที่สมเหตุสมผลหากพิจารณาในมุมมองของฝ่ายกัมพูชา
ที่ผ่านมากัมพูชาพยายามเดินหน้านำข้อพิพาทระหว่างสองประเทศเข้าสู่ที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) และการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (UNGA) มาแล้ว แต่ไม่มีความคืบหน้า ดังนั้นการเข้าร่วมคณะกรรมการสันติภาพจึงถือเป็นการทดลองใช้กลไกใหม่ ๆ เพื่อผลักดันวาระของตนเอง และเป็นการรักษาความสัมพันธ์กับผู้นำสหรัฐฯ ผู้มีบทบาทสำคัญในข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยกับกัมพูชาไปในตัว

ที่มาของภาพ, Reuters
เขากล่าวต่อว่าคณะกรรมการสันติภาพมีภารกิจหลัก ๆ คือการส่งเสริมสันติภาพและฟื้นฟูฉนวนกาซาก็จริง แต่เมื่อมองจุดริเริ่มขององค์กรนี้ เห็นได้ว่ามันคืองานต่อเนื่องจากมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เพราะฉะนั้นในอีกแง่หนึ่ง คณะกรรมการสันติภาพเองก็นำข้อมติ (resolution) ของ UNSC มาดำเนินการ (implement)
แม้ไทยไม่ได้เป็นคณะกรรมการสันติภาพ และกฎบัตรขององค์กรนี้ก็ดูเหมือนจะบังคับใช้กับประเทศอื่นที่ไม่ใช่สมาชิกได้ยาก แต่หากกัมพูชาผลักดันให้ UNSC มีมติเกี่ยวกับข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชาได้ ก็อาจเป็นอีกกลไกหนึ่งที่เปิดช่องให้คณะกรรมการสันติภาพเข้ามาจัดการข้อพิพาทของสองประเทศได้
"หากดูจากกรณีกาซา เราจะเห็นการนำเรื่องเข้าคณะมนตรีความมั่นคงฯ ก่อน จากนั้นมีมติออกมาซึ่งมีผลผูกพัน แต่คน implement (นำไปปฏิบัติ) คือ BOP (คณะกรรมการสันติภาพ) กัมพูชาก็อาจลองใช้วิธีเดียวกันได้ คือเอาเรื่องเข้าคณะมนตรีความมั่นคงฯ อีกครั้งหนึ่ง ด้วยความที่มีเสียงของประเทศ P5 ที่เรียกว่าคุยกันได้อยู่แล้ว" ดร.ภัทรพงษ์ กล่าว

ที่มาของภาพ, Getty Images
P5 หมายถึงสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งประกอบด้วย สหรัฐฯ ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร รัสเซีย และจีน
ความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชากับฝรั่งเศสนั้นมีรากฐานมาตั้งแต่ยุคอาณานิคม และแผนที่ที่เจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสกับเจ้าอาณานิคมสยามตกลงเขตแดนกันในอดีต ก็ทำให้ทั้งสองประเทศเผชิญข้อพิพาทจนถึงตอนนี้
เมื่อต้นเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา สมเด็จฮุน มาเนต ทำหนังสือถึงประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส เพื่อขอให้ฝรั่งเศสพิจารณาให้การสนับสนุนทางเทคนิค ความเชี่ยวชาญ และคำปรึกษา รวมถึงอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงและส่งมอบเอกสารทางประวัติศาสตร์และเอกสารทางเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับเส้นเขตแดนระหว่างประเทศของกัมพูชากับไทย ซึ่งเป็นมรดกตกทอดจากยุคที่กัมพูชาอยู่ภายใต้การอารักขาของฝรั่งเศสในช่วงยุคอาณานิคม
สิ่งนี้สะท้อนถึงความเฉพาะตัวของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ
ส่วนจีนนั้นเป็นมหาอำนาจที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของกัมพูชาอย่างมาก ในฐานะทุนต่างชาติลำดับต้น ๆ ที่เข้าไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ของประเทศกัมพูชา เนื่องจากประเทศนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ข้อริเริ่มโครงการแถบและเส้นทาง (BRI)
นอกจากนี้การอนุญาตให้จีนเข้าไปปรับปรุงฐานทัพเรือเรียม ยังทำให้กัมพูชาถูกมองว่ามีความสัมพันธ์แนบชิดกับจีนอย่างมาก เนื่องจากกำลังอนุญาตให้จีนเข้ามาตั้งฐานทัพในภูมิภาคนี้ แม้ผู้นำกัมพูชาจะยืนยันหนักแน่นว่าจะไม่อนุญาตให้มีฐานทัพทหารต่างชาติในประเทศก็ตาม
ใครเป็นฝ่ายได้เปรียบในเกม "เอาโลกมาล้อม"
ด้านนายสุภลักษณ์ กาญจนขุนดี ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงชายแดนและนักวิจัยอิสระ ระบุว่าความเคลื่อนไหวของไทยและกัมพูชาในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนยุทธศาสตร์ของทั้งสองประเทศที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
เขาอธิบายว่า กัมพูชามีท่าทีแน่นอนตั้งแต่ต้นว่าต้องการ "ทำให้เป็นประเด็นนานาชาติ" (Internationalization) โดยเร่งผลักดันข้อพิพาทชายแดนเข้าสู่เวทีสากลทันทีหลังเกิดเหตุปะทะเมื่อเดือน พ.ค. 2568 ไม่ว่าจะเป็นการประกาศเตรียมนำพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม ตาเมือนโต๊ด ปราสาทตาควาย และพื้นที่มอมเบย ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) หรือศาลโลก
กัมพูชายังใช้เหตุปะทะเป็นช่องทางนำเรื่องเข้าสู่การหารือในสหประชาชาติ อาเซียน รวมถึงดึงสหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทเป็นตัวกลางในการทำข้อตกลงหยุดยิงกับไทย
"เขาได้เปรียบในแง่ความเป็นประเทศเล็ก และกัมพูชามีทักษะเรื่องนี้ เนื่องจากเป็นประเทศซึ่งเกิดขึ้นด้วยน้ำมือนานาชาติ นั่นก็คือยูเอ็น (สหประชาชาติ)... กัมพูชานี่เป็นลูกรักของยูเอ็นเลยนะ เป็นผลผลิตสำคัญ เพราะฉะนั้นเขารู้กลไกและวิธีดำเนินการเรื่องเหล่านี้ดี"
ส่วนฝ่ายไทยนั้น นายสุภลักษณ์เห็นว่ายึดแนวทางรักษาปัญหาให้อยู่ในระดับทวิภาคี หวังพึ่งพาความได้เปรียบด้านอำนาจทางทหารและเศรษฐกิจเพื่อกดดันอีกฝ่าย หลีกเลี่ยงการนำข้อพิพาทเข้าสู่เวทีนานาชาติ และจำกัดให้ปัญหานี้อยู่ภายใต้อาเซียนเท่านั้น
"เห็นได้ว่ายุทธศาสตร์ของกัมพูชาอยู่ในบทบาทแบบ offensive (เชิงรุก) มาโดยตลอด ส่วนไทยต้องพยายามตั้งรับและป้องกันในลักษณะ defensive (เชิงรับ) เพราะยุทธศาสตร์ของแต่ละฝ่ายต่างกันมาตั้งแต่ต้น"
นายสุภลักษณ์กล่าวต่อว่าหากติดตามความเคลื่อนไหวของอีกฝ่าย เห็นได้ว่าฝ่ายกัมพูชามีความคงเส้นคงวาในการดำเนินตามยุทธศาสตร์ดังกล่าวมาตั้งแต่แรก ทำให้สามารถกำกับเรื่องเล่า (narrative) เพื่อกำหนดทิศทางการพูดคุยในระดับเวทีสากลได้
"ปัญหาคือเราเปิดประเด็นใหม่ ๆ อยู่เรื่อย ๆ โดยที่ไม่ยึดกุมกับแนวทางเดิม เช่นแรก ๆ เป็นปัญหาเรื่องเขตแดน ต่อมาบอกว่ามีปัญหาเรื่องทุ่นระเบิด สุดท้ายเราบอกว่ามีปัญหาเรื่องสแกมเมอร์ เพราะฉะนั้นหลาย ๆ อย่างทำให้โฟกัสเราเบลอ ไม่อยู่กับร่องกับรอย มันจึงเปิดโอกาสให้กัมพูชาขึ้นเป็นฝ่ายชักนำได้ง่าย ๆ"
ผู้เชี่ยวชาญความมั่นคงชายแดนกล่าวต่อว่า ประเด็นที่ไทยเปิดขึ้นมาล้วนต้องพึ่งพาเครื่องมือแบบพหุภาคีทั้งสิ้น ขัดแย้งกับแนวทางทวิภาคีที่พยายามยึดถือ เช่น การเก็บกู้ทุ่นระเบิดต้องอาศัยกลไกอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (อนุสัญญาออตตาวา) ขณะที่ประเด็นสแกมเมอร์และอาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) รวมถึงมหาอำนาจประเทศอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นจีนหรือสหรัฐฯ
"เพราะฉะนั้นเราไม่สามารถรักษายุทธศาสตร์ได้สักเรื่องเดียว" นายสุภลักษณ์ กล่าว

ที่มาของภาพ, Getty Images
ด้าน ดร.ภัทรพงษ์ ให้ความเห็นในทางสอดคล้องกัน เขาเห็นว่าหากมองจากมุมมองประเทศที่สามหรือฝ่ายที่สาม (third party) เรื่องเล่า (narrative) ของฝ่ายกัมพูชามีน้ำหนักมากกว่า และไทยกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบในเวลานี้
เขาชี้ว่ากัมพูชาสร้างภาพจำมาอย่างต่อเนื่องว่าตนเองพยายามใช้กลไกศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาเขตแดน "แต่ไทยปฏิเสธ แล้วยังไม่พอ ยังใช้กำลังทหารเข้าไปยึดครองเพื่อแก้ปัญหาเรื่องข้อพิพาทเขตแดนอีก"
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศมองว่านี่คือเรื่องเล่าที่สร้างน้ำหนักให้ทางกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง และส่งผลให้ไทยต้องเป็นฝ่ายตามแก้-ตามตอบ เสมอมา
รัฐบาล "อนุทิน" ไม่ได้กำลังลดความขัดแย้ง แต่กำลังทำตรงกันข้าม
ดร.ภัทรพงษ์มองว่ารัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งมีท่าทีแข็งกร้าวต่ออีกฝ่ายอย่างเห็นได้ชัด กำลังเดินหน้าไปสู่การเปิดประเด็นข้อพิพาทกับประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มเติม โดยเฉพาะการประกาศยกเลิก MOU 44
MOU 44 คือ บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน
เขามองว่าหากเป้าหมายของรัฐบาลไทยคือการนำน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในพื้นที่ทับซ้อนมาใช้ การยกเลิก MOU 44 จะยิ่งทำให้การเจรจาในเรื่องนี้ทำได้ยากมากขึ้น เพราะกรอบการเจรจาเดิมถูกยกเลิกไปโดยที่ไม่มีกรอบการเจรจาใหม่มารองรับ
ขณะเดียวกัน กัมพูชาเพิ่งเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) ซึ่งเป็นอีกเครื่องมือที่เอื้อให้ประเทศเล็กมีอำนาจต่อรองสูงขึ้นหากเกิดข้อพิพาทกับรัฐภาคีอื่น ๆ จึงมีความเป็นไปได้ว่าอีกฝ่ายจะอาศัยกลไกต่าง ๆ ภายใต้อนุสัญญาฯ นี้เพื่อบีบให้ไทยต้องเจรจาในสภาวะที่กัมพูชามีอำนาจต่อรองสูงขึ้น
"ผมไม่แน่ใจว่าที่ท่านอนุทินประกาศชิงบอกยกเลิก MOU 44 ท่านเห็นผลที่ตามมามากน้อยแค่ไหน" เขากล่าว
"ต้องมอง step (ขั้น) ถัดไปด้วยว่าในวันนี้กัมพูชาเข้าเป็นภาคี UNCLOS แล้ว และจะมีผลบังคับใช้ในเดือนหน้า ดังนั้นวิธีการวิเคราะห์ประเมินกรอบเจรจามันก็ต้องเปลี่ยนไป"

ที่มาของภาพ, Reuters
ในการสัมภาษณ์กับรอยเตอร์ส สมเด็จฮุน มาเนต กล่าวด้วยว่า ทั้งสองฝ่ายตกลงชัดเจนแล้วว่าจะให้คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมหรือเจบีซี (JBC) เป็นกลไกในการดำเนินงานปักปันเขตแดน เขาจึงต้องการให้กลไกทวิภาคีนี้กลับมาดำเนินการโดยเร็วที่สุด แม้จะเป็นในระดับคณะทำงานด้านเทคนิคก็ตาม
"กัมพูชาไม่ต้องการและไม่มีความประสงค์จะละเมิดอธิปไตยหรือบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศเพื่อนบ้าน และเราก็ไม่ยอมรับการละเมิดอธิปไตยหรือบูรณภาพแห่งดินแดนของเราเช่นกัน ดังนั้น วิธีเดียวที่จะพิสูจน์ได้คือการใช้กลไกทางเทคนิคที่เรามีอยู่ บนพื้นฐานของสนธิสัญญาและข้อตกลงทั้งหมดที่มีอยู่ เราหวังว่าประเทศไทยจะเห็นชอบและอนุญาตให้ JBC เริ่มทำงานโดยเร็วที่สุด ตามที่ระบุไว้ในแถลงการณ์ร่วมเมื่อวันที่ 27 ธ.ค." นายกรัฐมนตรีแห่งกัมพูชา ระบุ
ด้าน พล.ต.วินธัย โต้ว่าฝ่ายไทยโดยกระทรวงการต่างประเทศมีจุดยืนชัดเจนว่าพร้อมดำเนินการและใช้กลไกทวิภาคีทุกระดับมาแก้ไขปัญหาข้อพิพาท แต่มันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายมีความพร้อม อันประกอบด้วยหลายปัจจัย ได้แก่ การลดระดับความตึงเครียดทางทหาร ความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดนจากทุ่นระเบิด รวมถึงความพร้อมของรัฐบาลไทยที่อยู่ในระหว่างจัดตั้งรัฐบาลใหม่
นายสุภลักษณ์ชี้ให้เห็นว่าเป็นอีกครั้งที่ฝ่ายไทยปล่อยให้กัมพูชาเป็นผู้กำกับเรื่องเล่า (narrative) ในลักษณะที่ว่าฝ่ายไทยต่างหากที่ประวิงเวลาไม่ยอมใช้กลไกทวิภาคีเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน
"รัฐมนตรีต่างประเทศของเราบอกว่าช่องทางการสื่อสารของเรายังเปิดอยู่ แต่พอกัมพูชาบอกว่าเรามาประชุม JBC กันไหม จะได้ปักปันตรงบ้านหนองจาน ประชาชนจะได้กลับบ้าน ที่ของใครอยู่ตรงไหน มันจะได้ชัด เรากลับใช้วิธี delay ถ่วงเวลาออกไปด้วยท่าทีที่แข็งกร้าว"
เขากล่าวต่อว่าเมื่อมองท่าทีของนายอนุทินซึ่งก่อนหน้านี้เคยประกาศยกเลิก MOU 43 (บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก) ตามมาด้วยการประกาศปิดด่านชายแดนตลอดไป และประกาศยกเลิก MOU 44 ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลภายใต้การนำของเขากำลังวางฝ่ายกัมพูชาให้เป็น "ศัตรู" หรือ "ภัยคุกคาม" ซึ่งไม่ได้นำไปสู่สันติภาพแต่อย่างใด
"เขาควรจะตั้งหลักใหม่ มันต้องพยายามลดความขัดแย้ง ไม่ใช่เพิ่ม แต่ที่เห็นคือกระแสชาตินิยมและคะแนนความนิยมทางการเมือง มันเป็นตัวขับดันให้รัฐบาลอนุทินต้องเปิดประเด็นความขัดแย้งใหม่ ๆ เพื่อรักษาความนิยมของเขาในระยะยาว" นายสุภลักษณ์กล่าวกับบีบีซีไทย
































