เหตุใดอิหร่านอาจเลือกเผชิญหน้ากับสหรัฐฯ แทนที่จะ "ยอมจำนน"

ที่มาของภาพ, Reuters
- Author, อามีร์ อาซีมี
- Role, บีบีซีแผนกภาษาเปอร์เซีย
- เวลาอ่าน: 10 นาที
การเสริมกำลังทางทหารของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคอย่างต่อเนื่องขณะนี้ ชี้ให้เห็นว่าไม่ใช่เพียงการส่งสัญญาณอีกต่อไป แต่เป็นการเตรียมพร้อมมากกว่า
การมาถึงของกองกำลังโจมตีเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น ใกล้น่านน้ำอิหร่าน นั้นถือเป็นความเคลื่อนไหวที่สำคัญอยู่แล้ว
และล่าสุดเรือบรรทุกเครื่องบินอีกลำหนึ่ง คือ ยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์ ฟอร์ด ถูกพบใกล้ช่องแคบยิบรอลตาร์ และมุ่งหน้าไปทางตะวันออกเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการที่อาจเกิดขึ้น
ทรัพยากรทางทหารอื่น ๆ ก็ถูกเคลื่อนย้ายมายังภูมิภาคนี้เช่นกัน ทำให้ยิ่งเห็นภาพว่าวอชิงตันกำลังรวบรวมทางเลือกด้านปฏิบัติการทางทหารในหลายระดับ

ที่มาของภาพ, US Navy / Reuters
การส่งกำลังในลักษณะนี้สามารถใช้เป็นเครื่องต่อรองทางการทูตได้ ทว่าเมื่อพิจารณารวมกันแล้ว ยังอาจชี้ให้เห็นด้วยว่าการเจรจาทางอ้อมระหว่างเตหะรานและวอชิงตันมาถึงทางตัน ซึ่งอาจตามมาด้วยปฏิบัติการทางทหาร หากไม่มีฝ่ายใดยอมขยับจุดยืน
ประเด็นนี้ทำให้เกิดคำถามพื้นฐานว่าเหตุใดผู้นำอิหร่านยังคงไม่สยบยอมต่อกองทัพที่ทรงพลังที่สุดในโลก รวมถึงพันธมิตรระดับภูมิภาคที่แข็งแกร่งที่สุดของในตะวันออกกลาง อย่างน้อยจากท่าทีของเขาที่เห็นได้ในสาธารณะ
คำตอบนั้นอยู่ที่เงื่อนไขการเจรจาที่วอชิงตันประกาศไว้

ที่มาของภาพ, US Navy / Reuters
เงื่อนไขของสหรัฐฯ ถูกมองว่าเป็นการยอมจำนน
จากมุมมองของเตหะราน เงื่อนไขที่ทางสหรัฐฯ เรียกร้องไม่เรียกว่าการเจรจา แต่เป็นการยอมจำนน
ข้อเรียกร้องของอีกฝ่ายมีตั้งแต่การยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม การลดขนาดพิสัยของขีปนาวุธไม่ให้เป็นภัยต่ออิสราเอลอีกต่อไป การยุติการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธทั่วภูมิภาค และตามที่มาร์โก รูบิโอ รมว.ต่างประเทศของสหรัฐฯ ระบุ คือการเปลี่ยนแปลงวิธีที่สาธารณรัฐอิสลามปฏิบัติต่อประชาชนของตนเอง
สำหรับผู้นำอิหร่าน นโยบายเหล่านี้ไม่ใช่ประเด็นรอง แต่มันเป็นแกนหลักของสิ่งที่พวกเขามองว่าเป็นโครงสร้างด้านความมั่นคงของตนเอง
ในสภาวะที่ปราศจากพันธมิตรระหว่างประเทศที่ทรงพลัง เตหะรานใช้เวลาหลายทศวรรษสร้างสิ่งที่เรียกว่า "กลุ่มอักษะแห่งการต่อต้าน" (Axis of Resistance) ซึ่งเป็นเครือข่ายกลุ่มติดอาวุธที่เป็นพันธมิตรกับอิหร่าน
เครือข่ายนี้ถูกออกแบบมาเพื่อกันการเผชิญหน้าให้อยู่ห่างจากพรมแดนของประเทศ และผลักแรงกดดันกลับไปยังอิสราเอลมากขึ้น

ที่มาของภาพ, EPA
โครงการขีปนาวุธของอิหร่านทำหน้าที่ทดแทนกองทัพอากาศที่ล้าสมัย เนื่องจากเข้าถึงเทคโนโลยีทางทหารขั้นสูงได้อย่างจำกัด
โครงการนิวเคลียร์ แม้จะถูกระบุอย่างเป็นทางการว่าเป็นไปเพื่อสันติ แต่โดยทั่วไปแล้วถูกมองว่ามีคุณค่าในเชิงการป้องปราม
แม้ว่าจะไม่มีการนำไปใช้เป็นอาวุธ การควบคุมวงจรการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมอย่างเชี่ยวชาญจะสร้างสิ่งที่นักยุทธศาสตร์เรียกว่า "ขีดความสามารถขั้นพื้นฐาน"
เพียงแค่อาศัยการตัดสินใจทางการเมือง ก็สามารถทำให้โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ก้าวไปสู่การใช้งานทางทหารได้แล้ว และขีดความสามารถที่ซ่อนเร้นนี้เองที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือต่อรอง
จากมุมมองของเตหะราน การถอดองค์ประกอบเหล่านี้ออกไป จะเท่ากับการรื้อถอนรากฐานของขีดความสามารถในการป้องปรามของตนเอง

ที่มาของภาพ, Iran Army Office / EPA
ความเสี่ยงสำหรับผู้นำสูงสุด
จากมุมมองของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน การยอมรับเงื่อนไขดังกล่าวอาจดูอันตรายยิ่งกว่าการเสี่ยงทำสงครามที่มีขอบเขตจำกัดกับสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ภายใต้โดนัลด์ ทรัมป์ เนื่องจากการเผชิญหน้าทางทหาร แม้จะมีต้นทุนสูงก็ยังอาจพอเอาตัวรอดได้ แต่การถอยทางยุทธศาสตร์แบบสิ้นเชิงเช่นนี้ อาจไม่ใช่หนทางที่ดี
ถึงกระนั้น ความเสี่ยงที่แฝงอยู่ในชั่งตวงวัดเช่นนี้มีมากมาย และไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะอิหร่านเท่านั้น

ที่มาของภาพ, NurPhoto via Getty Images
ปฏิบัติการใด ๆ ของสหรัฐฯ อาจมุ่งเป้าผู้นำระดับสูงตั้งแต่ในช่วงเปิดฉาก หากอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ถูกสังหาร นั่นไม่เพียงแต่จะยุติการปกครองยาวนานกว่าสามทศวรรษเท่านั้น แต่ยังอาจทำให้กระบวนการสืบทอดตำแหน่งปั่นป่วนในช่วงเวลาที่อิหร่านกำลังเปราะบาง
การโจมตีต่อกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (Islamic Revolutionary Guard Corps-IRGC) และสถาบันความมั่นคงอื่น ๆ ก็อาจทำให้กลไกด้านความมั่นคงอ่อนแอลง หลังจากที่พวกเขาเพิ่งกลับมาควบคุมสถานการณ์ได้อีกครั้ง จากการเพิ่งผ่านพ้นการปราบปรามประชาชนที่รุนแรงที่สุดและมีผู้เสียชีวิตมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของสาธารณรัฐอิสลาม
ผู้ประท้วงที่ออกมาบนท้องถนนในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาและยอมถอยเพียงเพราะถูกบังคับด้วยกำลังที่เหนือกว่ายังคงรู้สึกไม่พอใจอย่างรุนแรง ดังนั้นการโจมตีที่ทำให้กลไกบีบบังคับของรัฐหยุดชะงักอย่างกะทันหัน อาจทำให้ดุลอำนาจภายในประเทศเปลี่ยนไปในรูปแบบที่คาดเดาไม่ได้

ที่มาของภาพ, Reuters
เตหะรานอาจมองว่าวัตถุประสงค์ของวอชิงตันจะจำกัดอยู่แค่การทำลายขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์และขีปนาวุธ แต่สงครามมักไม่เป็นไปตามสมมติฐานตั้งต้น เพราะความผิดพลาดในการคำนวณเกี่ยวกับเป้าหมาย ระยะเวลา หรือผลทางการเมือง อาจทำให้ความขัดแย้งขยายตัวอย่างรวดเร็ว
แรงกดดันทางเศรษฐกิจยิ่งเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้น เศรษฐกิจอิหร่านกำลังอยู่ภายใต้ภาวะตึงเครียดจากมาตรการคว่ำบาตร ปัญหาเงินเฟ้อ และกำลังซื้อที่ลดลง ทำให้ระบอบอยู่ในสภาพที่ยากจะรับแรงกระแทกเพิ่มเติม
นอกจากนี้ หากการส่งออกน้ำมันหยุดชะงักหรือเกิดความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน อาจยิ่งซ้ำเติมความไม่พอใจของสาธารณชนซึ่งถูกกดทับไว้มากกว่าจะได้รับการแก้ไข
ในบริบทนี้ การแสดงท่าทีท้าทายของอิหร่านจึงมีหลายวัตถุประสงค์ ทั้งการส่งสัญญาณความหนักแน่นไปยังภายนอกและการแสดงพลังต่อภายใน แต่ในเวลาเดียวกันก็ทำให้พื้นที่ประนีประนอมแคบลงด้วย

ที่มาของภาพ, Reuters
ความเสี่ยงสำหรับวอชิงตัน
ความเสี่ยงของวอชิงตันก็ไม่ได้น้อยไปกว่ากันเลย
ตามตัวเลขบนกระดาษ กองทัพสหรัฐฯ มีศักยภาพเพียงพอที่จะบรรลุเป้าหมายของผู้บัญชาการทหารสูงสุดหากความตึงเครียดทวีความรุนแรงขึ้น แต่สงครามไม่ได้ต่อสู้กันบนกระดาษ มันมักถูกกำหนดทิศทางจากสิ่งที่ไม่ได้คำนวณหรือคำนวณผิดพลาด การยกระดับสถานการณ์ และผลลัพธ์ที่ไม่ได้ตั้งใจ

ที่มาของภาพ, EPA
สงครามระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลระยะเวลา 12 วันเมื่อปีที่แล้ว เผยให้เห็นช่องโหว่ในโครงสร้างบัญชาการและโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของอิหร่าน แต่ก็ทำให้อิหร่านได้บทเรียนเกี่ยวกับการปรับตัว การรับมือกับการโจมตี การปรับจูน และการตอบโต้ภายใต้แรงกดดันด้วย
การเผชิญหน้าที่กว้างขึ้นอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่มีฝ่ายใดตั้งใจไว้ การที่อำนาจส่วนกลางในเตหะรานอ่อนแอลงไม่ได้แปลว่าจะก่อให้เกิดเสถียรภาพหรือสอดคล้องกับผลประโยชน์ของชาติตะวันตกโดยอัตโนมัติ
สุญญากาศทางอำนาจสามารถก่อให้เกิดศูนย์อิทธิพลใหม่ ๆ ที่แตกออกเป็นเสี่ยง ๆ หรือมีแนวโน้มสุดโต่งมากขึ้น ซึ่งจะยิ่งทำให้ดุลอำนาจในภูมิภาคมีความซับซ้อนขึ้นในแบบที่ไม่เป็นผลดีต่อวอชิงตันและพันธมิตร

ที่มาของภาพ, Iran's Supreme Leader Office via EPA
อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี กำลังเผชิญกับตัวเลือกที่แทบไม่มีข้อใดเอื้อประโยชน์ต่ออิหร่านเลย การยอมรับเงื่อนไขของวอชิงตันเสี่ยงต่อการทำให้ยุทธศาสตร์การป้องปรามของระบอบอ่อนแรงลง ขณะที่การปฏิเสธก็เพิ่มโอกาสการเผชิญหน้าในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเกิดสภาวะเปราะบางจากภายใน
ระหว่างสิ่งที่เขาอาจมองว่าเป็น "ทางเลือกที่เลวร้ายที่สุด" ซึ่งหมายถึงการยอมจำนนเชิงยุทธศาสตร์ กับ "ดีที่สุดในบรรดาทางเลือกที่เลวร้าย" หรือสงครามจำกัดวงที่ยังควบคุมได้ ทางเตหะรานดูเหมือนว่าจะเอนเอียงไปทางอย่างหลัง อย่างน้อยก็จากท่าทีที่เห็นในที่สาธารณะ
































