สำรวจความเป็นไปได้ว่า สหรัฐฯ กำลังเตรียมโจมตีอิหร่านอีกครั้งหรือไม่ ?

An F/A-18F Super Hornet, assigned to Strike Fighter Squadron (VFA) 41, prepares to make an arrested landing on the flight deck of the U.S. Navy Nimitz-class aircraft carrier USS Abraham Lincoln in the Pacific Ocean August 10, 2024. U.S.

ที่มาของภาพ, Reuters

    • Author, โจนาธาน บีล
    • Role, ผู้สื่อข่าวด้านความมั่นคง

ต้นเดือนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกาได้ส่งข้อความถึงชาวอิหร่านที่กำลังประท้วงต่อต้านระบอบของผู้ปกครองว่า "ความช่วยเหลือกำลังเดินทางไป"

ตั้งแต่นั้นการรวบรวมกำลังทหารสหรัฐฯ ในภูมิภาคแห่งนี้ก็เริ่มขึ้นอย่างช้า ๆ มั่นคง และมีนัยสำคัญ

สหรัฐฯ ซึ่งมีกองทัพที่ทรงพลังที่สุดในโลก แสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขาสามารถโจมตีอิหร่านได้ จากปฏิบัติการ "มิดไนท์แฮมเมอร์" (Midnight Hammer) ในเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ที่โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน

ปฏิบัติการดังกล่าวใช้อากาศยานไปกว่า 100 ลำ โดยเครื่องบินล่องหนแบบ B-2 ได้บินตรงจากสหรัฐฯ ไปทิ้งระเบิดทำลายบังเกอร์ หรือ "บังเกอร์บัสเตอร์" (bunker buster) ที่มีความแม่นยำ

คำถามตอนนี้ก็คือว่า สหรัฐฯ กำลังเตรียมความพร้อมที่จะโจมตีอิหร่านอีกครั้งหรือไม่?

โพสต์ล่าสุดของทรัมป์บนโซเชียลมีเดียสื่อว่าเขาอาจจะทำเช่นนั้น เมื่อเขาได้เตือนอิหร่านว่าหากไม่ตกลงจำกัดโครงการนิวเคลียร์ของประเทศ "การโจมตีครั้งต่อไปจะแย่กว่าเดิมมาก"

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่า "กองเรือรบขนาดใหญ่" (Armada) กำลังมุ่งหน้าไปอิหร่าน และเฉกเช่นกับที่เวเนซุเอลาเมื่อครั้งสหรัฐฯ จับกุมนิโกลัส มาดูโร กองเรือนี้ "พร้อม เต็มใจ และสามารถที่จะบรรลุภารกิจได้ในทันทีทันใด ด้วยความรวดเร็วและรุนแรง หากจำเป็น"

เขาเรียกร้องให้อิหร่านเข้าสู่โต๊ะเจรจา แต่ก็เสริมว่าเวลา "กำลังจะหมดลงแล้ว"

สหรัฐฯ มีฐานที่มั่นที่สำคัญทางทหารในตะวันออกกลาง ด้วยการมีกำลังเจ้าหน้าที่ทหารถึง 50,000 นายที่อยู่ในภูมิภาคแห่งนี้

ในจำนวนนี้ราว 10,000 นายอยู่ที่ฐานทัพอากาศอัล-อูเดด (al-Udeid) ในกาตาร์ แต่สหรัฐฯ ก็ยังมีฐานทัพอื่น ๆ อยู่ในจอร์แดน ซาอุดีอาระเบีย โอมาน บาห์เรน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา รายงานข่าวกรองจากแหล่งเปิดระบุว่า มีเครื่องบินทหารของสหรัฐฯ จำนวนมากเดินทางมายังภูมิภาคนี้เพิ่มเติม

ภาพฐานทัพอากาศอัล-อูเดด ฐานทัพที่ใหญ่ที่สุดของอเมริกาในตะวันออกกลาง ที่ถูกถ่ายเมื่อวันอาทิตย์ แสดงให้เห็นโครงสร้างใหม่จำนวนหนึ่งที่ปรากฏบริเวณสถานที่รอบนอก

หลังสหรัฐฯ โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านในปีที่แล้ว รัฐบาลอิหร่านได้ยิงขีปนาวุธใส่อัล-อูเดด แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่ามีการติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันภัยทางอากาศ จากการเปิดเผยของผู้เชี่ยวชาญที่ได้แสดงภาพถ่ายดาวเทียมดังกล่าว

Satellite images of al-Udeid air force base in Qatar on 17 January and on 25 January 2026
คำบรรยายภาพ, ภาพถ่ายดาวเทียมเปรียบเทียบความเปลี่ยนแปลงบริเวณฐานทัพอากาศอัล-อูเดดในกาตาร์ เมื่อวันที่ 17 ม.ค. และวันที่ 25 ม.ค. 2026

กระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ไม่ได้ให้รายละเอียดของความเคลื่อนไหวดังกล่าว แต่บีบีซี เวริฟาย (BBC Verify) สามารถยืนยันได้ว่ามีเครื่องบินขับไล่ F-15 และเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงหลายลำเข้ามาในพื้นที่

ขณะที่เว็บไซต์ติดตามการบินอย่าง "ไฟลท์เรดาร์ 24" (FlightRadar24) เคยพบว่ามีโดรนและเครื่องบินสอดแนม P-8 Poseidon ปฏิบัติการอยู่ใกล้น่านฟ้าของอิหร่าน

นอกจากนี้ยังมีการเข้ามาของเครื่องบินโดยสาร ซึ่งเชื่อกันว่าบางลำอาจลำเลียงระบบการป้องกันภัยทางอากาศเข้ามาเพิ่ม ซึ่งอาจบ่งชี้ได้ว่าอเมริกากำลังดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อที่จะป้องกันตนเองและพันธมิตรในอ่าวเปอร์เซีย หากทรัมป์มีคำสั่งให้โจมตีอิหร่าน

สหราชอาณาจักรเองก็ส่งฝูงเครื่องบินรบ Typhoon ลงไปในพื้นที่เพื่อ "เสริมความมั่นคงในภูมิภาค" เช่นกัน

กองทัพอากาศสหรัฐฯ ประกาศแล้วว่าพวกเขากำลังจะจัดการฝึกซ้อมครั้งใหญ่ในภูมิภาคที่เรียกว่า "ปฏิบัติการ อไจล์ สปาร์ตัน" (Operation Agile Spartan) "เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการระดมพล กระจายกำลัง และรักษาอำนาจการรบทางอากาศทั่วทั้งพื้นที่รับผิดชอบของกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (US Central Command)"

สเตฟาน วัตกินส์ ผู้ซึ่งติดตามเรือต่าง ๆ และเผยแพร่ข้อค้นพบของเขาลงบนโซเชียลมีเดีย ก็พบการเข้ามาของอากาศยานแจ้งเตือนล่วงหน้าและอากาศยานสอดแนมของสหรัฐฯ จำนวนหนึ่ง ในระหว่างปฏิบัติการมิดไนท์แฮมเมอร์ โดยอากาศยานต่าง ๆ ที่เขาพบว่าเข้ามา อาทิ เครื่องบินลาดตระเวน RC-135s, ระบบสื่อสารทางอากาศ E-11A BACN และอากาศยานควบคุมและแจ้งเตือนทางอากาศ E-3G Sentry

เขาระบุว่า นี่ "อาจบ่งชี้" ว่าการโจมตี "กำลังจะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ มากกว่าจะเกิดขึ้นในภายหลัง"

นอกจากนี้ การเข้ามาของเรือบรรทุกเครื่องบินจู่โจมสหรัฐฯ ในภูมิภาค ก็มีนัยสำคัญไม่แพ้กัน

Two massive war ships on the blue ocean water with a blue but hazy sky.

ที่มาของภาพ, US Navy via Reuters

คำบรรยายภาพ, เรือบรรทุกเครื่องบิน "ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น" ปรากฏโฉมในปี 2019

เรือบรรทุกเครื่องบิน "ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น" (USS Abraham Lincoln) เคยประจำการในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกในขณะที่มันถูกสั่งให้กลับลำและมุ่งหน้ามายังอ่าวเปอร์เซีย

ในขณะที่ไม่มีการเปิดเผยตำแหน่งที่ตั้งของเรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้ออกสู่สาธารณะมาเป็นเวลากว่าหนึ่งสัปดาห์แล้ว แต่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ข้อมูลเครื่องติดตามของเครื่องบินออสเปรย์ (Osprey) ได้ปรากฏบนเว็บไซต์ "ไฟลท์เรดาร์ 24" (FlightRadar24) ว่ามีการลงจอดในโอมาน หลังออกจากตำแหน่งที่ตั้งบริเวณชายฝั่งในอ่าวเปอร์เซีย นั่นบ่งชี้ว่าเรือ "ลินคอล์น" อาจกำลังปฏิบัติการอยู่ที่ไหนสักที่ใกล้กับโอมาน

หน่วยโจมตีของเครื่องบินรบคือหนึ่งในสัญลักษณ์ที่เด่นชัดที่สุดของของพลังทางทหารของอเมริกา ด้วยการที่มีกองบินราว 70 ลำ

บนเรือยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น ยังมีเครื่องบินล่องหน F-35 รุ่นล่าสุด ซึ่งสามารถหลบเลี่ยงการตรวจจับโดยเรดาร์ของศัตรูได้

หน่วยโจมตียังประกอบไปด้วยเรือพิฆาตสามลำที่บรรจุจรวดร่อนสำหรับโจมตีภาคพื้นดินโทมาฮอล์ก (Tomahawk) และโดยปกติก็จะมาพร้อมกับเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ที่ปล่อยอาวุธชนิดเดียวกันด้วย

นอกจากเรือพิฆาตสามลำนี้ ยังมีเรือพิฆาตอีกสองลำของสหรัฐฯ ที่ประจำการอยู่ในภูมิภาคอยู่แล้ว โดยประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่า "เรามีกองเรือขนาดใหญ่ที่กำลังเข้าไปในภูมิภาคและพวกเราจะดูว่าเกิดอะไรขึ้น"

Map of the Middle East showing the recent US military deployments around Iran, in the Gulf. Labels on the map say that in Jordan, fighter jets were deployed to Muwaffaq Salti Air Base; In Bahrain, destroyers and combat ships are at Khalifa Bin Salman Port; In Qatar, new air defences have been installed at Al-Udeid Air Base. And in the Indian Ocean, a fleet is led by USS Abraham Lincoln.
คำบรรยายภาพ, แผนที่ภูมิภาคตะวันออกกลางแสดงให้เห็นการระดมพลกองทัพสหรัฐฯ เข้าไปในอ่าวเปอร์เซียรอบ ๆ อิหร่านเมื่อไม่นานมานี้ โดยมีการระดมเครื่องบินรบเข้าไปที่ฐานทัพอากาศมูวาฟฟาค ซัลติ (Muwaffaq Salti) ในจอร์แดน, ระดมเรือรบและเรือพิฆาตไปที่ท่าเรือคาลิฟา บิน ซัลมาน (Khalifa Bin Salman) ในบาห์เรน, ติดตั้งระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ฐานทัพอากาศอัล-อูเดด (Al-Udeid) ในกาตาร์ และมีกองเรือที่นำโดยเรือยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น (USS Abraham Lincoln) อยู่ในมหาสมุทรอินเดีย

เป้าหมายที่เป็นไปได้

แมทธิว ซาวิลล์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิทยาศาสตร์การทหารของสถาบันคลังสมองทางกลาโหม "รูซี" (Rusi) ระบุว่า ด้วยท่าทีทางการทหารในภูมิภาค ณ ปัจจุบัน สหรัฐฯ "อาจสามารถเข้าไปที่ใดก็ได้ในอิหร่าน และโจมตีได้เกือบทุกสิ่งอย่าง เว้นเพียงโครงสร้างที่ถูกฝังลึกใต้ดินสุด ๆ" ซึ่งอาจต้องใช้เครื่องบินทิ้งระเบิด B-2

ดังนั้น เป้าหมายที่เป็นไปได้ของสหรัฐฯ มีอะไรบ้าง หากทรัมป์มีคำสั่ง?

ซาวิลล์ ผู้ซึ่งทำงานติดตามนโยบายของอิหร่านกับรัฐบาลสหราชอาณาจักร ระบุว่า สหรัฐฯ มีทางเลือกหลากหลาย

ทางเลือกแรกอาจเป็นการโจมตีไปที่ขีดความสามารถทางการทหารของอิหร่าน "เช่นภัยคุกคามจากขีปนาวุธหรือระบบยิงขีปนาวุธชายฝั่ง" อย่างน้อยที่สุดก็อาจทำให้ผู้ปกครองในระบอบการปกครองของอิหร่านตอบโต้ได้ยากขึ้น ซึ่งพวกเขาก็ขู่ว่าจะตอบโต้

อิหร่านยังคงมีคลังขีปนาวุธพิสัยใกล้และโดรนพิสัยไกลอยู่ในจำนวนที่มีนัยสำคัญ นั่นทำให้ประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซียบางประเทศหวาดหวั่น ขณะที่บางประเทศก็ประกาศแล้วว่าพวกเขาจะไม่สนับสนุนการโจมตีของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านมากไปกว่านี้

อีกทางเลือกหนึ่งคือการมุ่งเป้าไปที่ระบอบการปกครองของอิหร่านโดยตรง

ซาวิลล์กล่าวว่า "พวกเขาอาจไล่ไปที่ศูนย์กลางของพลังทางการทหาร ซึ่งรวมถึงกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (Iran's Revolutionary Guard Corps) และอาจมุ่งไปที่กองกำลังติดอาวุธที่กำลังปราบปรามผู้ชุมนุม"

ก่อนหน้านี้อิสราเอลเคยมุ่งเป้าไปที่บุคคลระดับสูงของอิหร่านระหว่างช่วงสงคราม 12 วันเมื่อปีที่แล้ว โดยมีทั้งการติดตามบอดี้การ์ดเพื่อค้นหาตำแหน่งของพวกเขา แต่อิหร่านมีแนวโน้มที่เพิ่มการรักษาความปลอดภัยและการกระจายกันอยู่

ซาวิลล์ ระบุว่าสหรัฐฯ "อาจสามารถค้นหาและฆ่าบุคคลระดับสูงได้ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะมีผลอะไรตามมาได้บ้าง"

"เราอาจจะได้เห็นความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในจุดจบครั้งสุดท้ายของระบอบการปกครองปัจจุบัน แต่ปัญหาก็คือมันอาจต้องใช้เวลาหลายเดือนหรือแม้แต่หลายปีกว่าจะได้ผลสรุป" ซาวิลล์กล่าวเสริม

ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้พิสูจน์แล้วว่าเขาพร้อมที่จะใช้กำลังทางการทหาร แต่เขาก็ได้แสดงความชัดเจนว่าเขาไม่มีความปรารถนาที่จะเข้าไปยุ่งในความขัดแย้งที่ยืนยาวและยืดเยื้อ

การแทรกแซงทางการทหารของเขาจนถึงขณะนี้เกิดขึ้นในระยะสั้น มีความเฉียบคม และจำกัดวง

และเขายังไม่ตัดหนทางการแก้ปัญหาด้วยการทูต ซึ่งอิหร่านจะต้องตกลงที่จะจำกัดโครงการนิวเคลียร์ของประเทศ

ซาวิลล์มองว่าทรัมป์ในตอนนี้จะต้อง "ชั่งน้ำหนักระหว่างความปรารถนาที่จะถูกมองว่าเป็นคนเด็ดขาด กับโอกาสที่จะบรรลุผลโดยเด็ดขาดได้อย่างแท้จริง"