สำรวจความเป็นไปได้ว่า สหรัฐฯ กำลังเตรียมโจมตีอิหร่านอีกครั้งหรือไม่ ?

ที่มาของภาพ, Reuters
- Author, โจนาธาน บีล
- Role, ผู้สื่อข่าวด้านความมั่นคง
ต้นเดือนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกาได้ส่งข้อความถึงชาวอิหร่านที่กำลังประท้วงต่อต้านระบอบของผู้ปกครองว่า "ความช่วยเหลือกำลังเดินทางไป"
ตั้งแต่นั้นการรวบรวมกำลังทหารสหรัฐฯ ในภูมิภาคแห่งนี้ก็เริ่มขึ้นอย่างช้า ๆ มั่นคง และมีนัยสำคัญ
สหรัฐฯ ซึ่งมีกองทัพที่ทรงพลังที่สุดในโลก แสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขาสามารถโจมตีอิหร่านได้ จากปฏิบัติการ "มิดไนท์แฮมเมอร์" (Midnight Hammer) ในเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ที่โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน
ปฏิบัติการดังกล่าวใช้อากาศยานไปกว่า 100 ลำ โดยเครื่องบินล่องหนแบบ B-2 ได้บินตรงจากสหรัฐฯ ไปทิ้งระเบิดทำลายบังเกอร์ หรือ "บังเกอร์บัสเตอร์" (bunker buster) ที่มีความแม่นยำ
คำถามตอนนี้ก็คือว่า สหรัฐฯ กำลังเตรียมความพร้อมที่จะโจมตีอิหร่านอีกครั้งหรือไม่?
โพสต์ล่าสุดของทรัมป์บนโซเชียลมีเดียสื่อว่าเขาอาจจะทำเช่นนั้น เมื่อเขาได้เตือนอิหร่านว่าหากไม่ตกลงจำกัดโครงการนิวเคลียร์ของประเทศ "การโจมตีครั้งต่อไปจะแย่กว่าเดิมมาก"
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่า "กองเรือรบขนาดใหญ่" (Armada) กำลังมุ่งหน้าไปอิหร่าน และเฉกเช่นกับที่เวเนซุเอลาเมื่อครั้งสหรัฐฯ จับกุมนิโกลัส มาดูโร กองเรือนี้ "พร้อม เต็มใจ และสามารถที่จะบรรลุภารกิจได้ในทันทีทันใด ด้วยความรวดเร็วและรุนแรง หากจำเป็น"
เขาเรียกร้องให้อิหร่านเข้าสู่โต๊ะเจรจา แต่ก็เสริมว่าเวลา "กำลังจะหมดลงแล้ว"
สหรัฐฯ มีฐานที่มั่นที่สำคัญทางทหารในตะวันออกกลาง ด้วยการมีกำลังเจ้าหน้าที่ทหารถึง 50,000 นายที่อยู่ในภูมิภาคแห่งนี้
ในจำนวนนี้ราว 10,000 นายอยู่ที่ฐานทัพอากาศอัล-อูเดด (al-Udeid) ในกาตาร์ แต่สหรัฐฯ ก็ยังมีฐานทัพอื่น ๆ อยู่ในจอร์แดน ซาอุดีอาระเบีย โอมาน บาห์เรน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา รายงานข่าวกรองจากแหล่งเปิดระบุว่า มีเครื่องบินทหารของสหรัฐฯ จำนวนมากเดินทางมายังภูมิภาคนี้เพิ่มเติม
ภาพฐานทัพอากาศอัล-อูเดด ฐานทัพที่ใหญ่ที่สุดของอเมริกาในตะวันออกกลาง ที่ถูกถ่ายเมื่อวันอาทิตย์ แสดงให้เห็นโครงสร้างใหม่จำนวนหนึ่งที่ปรากฏบริเวณสถานที่รอบนอก
หลังสหรัฐฯ โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านในปีที่แล้ว รัฐบาลอิหร่านได้ยิงขีปนาวุธใส่อัล-อูเดด แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่ามีการติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันภัยทางอากาศ จากการเปิดเผยของผู้เชี่ยวชาญที่ได้แสดงภาพถ่ายดาวเทียมดังกล่าว

กระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ไม่ได้ให้รายละเอียดของความเคลื่อนไหวดังกล่าว แต่บีบีซี เวริฟาย (BBC Verify) สามารถยืนยันได้ว่ามีเครื่องบินขับไล่ F-15 และเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงหลายลำเข้ามาในพื้นที่
ขณะที่เว็บไซต์ติดตามการบินอย่าง "ไฟลท์เรดาร์ 24" (FlightRadar24) เคยพบว่ามีโดรนและเครื่องบินสอดแนม P-8 Poseidon ปฏิบัติการอยู่ใกล้น่านฟ้าของอิหร่าน
นอกจากนี้ยังมีการเข้ามาของเครื่องบินโดยสาร ซึ่งเชื่อกันว่าบางลำอาจลำเลียงระบบการป้องกันภัยทางอากาศเข้ามาเพิ่ม ซึ่งอาจบ่งชี้ได้ว่าอเมริกากำลังดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อที่จะป้องกันตนเองและพันธมิตรในอ่าวเปอร์เซีย หากทรัมป์มีคำสั่งให้โจมตีอิหร่าน
สหราชอาณาจักรเองก็ส่งฝูงเครื่องบินรบ Typhoon ลงไปในพื้นที่เพื่อ "เสริมความมั่นคงในภูมิภาค" เช่นกัน
กองทัพอากาศสหรัฐฯ ประกาศแล้วว่าพวกเขากำลังจะจัดการฝึกซ้อมครั้งใหญ่ในภูมิภาคที่เรียกว่า "ปฏิบัติการ อไจล์ สปาร์ตัน" (Operation Agile Spartan) "เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการระดมพล กระจายกำลัง และรักษาอำนาจการรบทางอากาศทั่วทั้งพื้นที่รับผิดชอบของกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (US Central Command)"
สเตฟาน วัตกินส์ ผู้ซึ่งติดตามเรือต่าง ๆ และเผยแพร่ข้อค้นพบของเขาลงบนโซเชียลมีเดีย ก็พบการเข้ามาของอากาศยานแจ้งเตือนล่วงหน้าและอากาศยานสอดแนมของสหรัฐฯ จำนวนหนึ่ง ในระหว่างปฏิบัติการมิดไนท์แฮมเมอร์ โดยอากาศยานต่าง ๆ ที่เขาพบว่าเข้ามา อาทิ เครื่องบินลาดตระเวน RC-135s, ระบบสื่อสารทางอากาศ E-11A BACN และอากาศยานควบคุมและแจ้งเตือนทางอากาศ E-3G Sentry
เขาระบุว่า นี่ "อาจบ่งชี้" ว่าการโจมตี "กำลังจะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ มากกว่าจะเกิดขึ้นในภายหลัง"
นอกจากนี้ การเข้ามาของเรือบรรทุกเครื่องบินจู่โจมสหรัฐฯ ในภูมิภาค ก็มีนัยสำคัญไม่แพ้กัน

ที่มาของภาพ, US Navy via Reuters
เรือบรรทุกเครื่องบิน "ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น" (USS Abraham Lincoln) เคยประจำการในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกในขณะที่มันถูกสั่งให้กลับลำและมุ่งหน้ามายังอ่าวเปอร์เซีย
ในขณะที่ไม่มีการเปิดเผยตำแหน่งที่ตั้งของเรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้ออกสู่สาธารณะมาเป็นเวลากว่าหนึ่งสัปดาห์แล้ว แต่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ข้อมูลเครื่องติดตามของเครื่องบินออสเปรย์ (Osprey) ได้ปรากฏบนเว็บไซต์ "ไฟลท์เรดาร์ 24" (FlightRadar24) ว่ามีการลงจอดในโอมาน หลังออกจากตำแหน่งที่ตั้งบริเวณชายฝั่งในอ่าวเปอร์เซีย นั่นบ่งชี้ว่าเรือ "ลินคอล์น" อาจกำลังปฏิบัติการอยู่ที่ไหนสักที่ใกล้กับโอมาน
หน่วยโจมตีของเครื่องบินรบคือหนึ่งในสัญลักษณ์ที่เด่นชัดที่สุดของของพลังทางทหารของอเมริกา ด้วยการที่มีกองบินราว 70 ลำ
บนเรือยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น ยังมีเครื่องบินล่องหน F-35 รุ่นล่าสุด ซึ่งสามารถหลบเลี่ยงการตรวจจับโดยเรดาร์ของศัตรูได้
หน่วยโจมตียังประกอบไปด้วยเรือพิฆาตสามลำที่บรรจุจรวดร่อนสำหรับโจมตีภาคพื้นดินโทมาฮอล์ก (Tomahawk) และโดยปกติก็จะมาพร้อมกับเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ที่ปล่อยอาวุธชนิดเดียวกันด้วย
นอกจากเรือพิฆาตสามลำนี้ ยังมีเรือพิฆาตอีกสองลำของสหรัฐฯ ที่ประจำการอยู่ในภูมิภาคอยู่แล้ว โดยประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่า "เรามีกองเรือขนาดใหญ่ที่กำลังเข้าไปในภูมิภาคและพวกเราจะดูว่าเกิดอะไรขึ้น"

เป้าหมายที่เป็นไปได้
แมทธิว ซาวิลล์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิทยาศาสตร์การทหารของสถาบันคลังสมองทางกลาโหม "รูซี" (Rusi) ระบุว่า ด้วยท่าทีทางการทหารในภูมิภาค ณ ปัจจุบัน สหรัฐฯ "อาจสามารถเข้าไปที่ใดก็ได้ในอิหร่าน และโจมตีได้เกือบทุกสิ่งอย่าง เว้นเพียงโครงสร้างที่ถูกฝังลึกใต้ดินสุด ๆ" ซึ่งอาจต้องใช้เครื่องบินทิ้งระเบิด B-2
ดังนั้น เป้าหมายที่เป็นไปได้ของสหรัฐฯ มีอะไรบ้าง หากทรัมป์มีคำสั่ง?
ซาวิลล์ ผู้ซึ่งทำงานติดตามนโยบายของอิหร่านกับรัฐบาลสหราชอาณาจักร ระบุว่า สหรัฐฯ มีทางเลือกหลากหลาย
ทางเลือกแรกอาจเป็นการโจมตีไปที่ขีดความสามารถทางการทหารของอิหร่าน "เช่นภัยคุกคามจากขีปนาวุธหรือระบบยิงขีปนาวุธชายฝั่ง" อย่างน้อยที่สุดก็อาจทำให้ผู้ปกครองในระบอบการปกครองของอิหร่านตอบโต้ได้ยากขึ้น ซึ่งพวกเขาก็ขู่ว่าจะตอบโต้
อิหร่านยังคงมีคลังขีปนาวุธพิสัยใกล้และโดรนพิสัยไกลอยู่ในจำนวนที่มีนัยสำคัญ นั่นทำให้ประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซียบางประเทศหวาดหวั่น ขณะที่บางประเทศก็ประกาศแล้วว่าพวกเขาจะไม่สนับสนุนการโจมตีของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านมากไปกว่านี้
อีกทางเลือกหนึ่งคือการมุ่งเป้าไปที่ระบอบการปกครองของอิหร่านโดยตรง
ซาวิลล์กล่าวว่า "พวกเขาอาจไล่ไปที่ศูนย์กลางของพลังทางการทหาร ซึ่งรวมถึงกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (Iran's Revolutionary Guard Corps) และอาจมุ่งไปที่กองกำลังติดอาวุธที่กำลังปราบปรามผู้ชุมนุม"
ก่อนหน้านี้อิสราเอลเคยมุ่งเป้าไปที่บุคคลระดับสูงของอิหร่านระหว่างช่วงสงคราม 12 วันเมื่อปีที่แล้ว โดยมีทั้งการติดตามบอดี้การ์ดเพื่อค้นหาตำแหน่งของพวกเขา แต่อิหร่านมีแนวโน้มที่เพิ่มการรักษาความปลอดภัยและการกระจายกันอยู่
ซาวิลล์ ระบุว่าสหรัฐฯ "อาจสามารถค้นหาและฆ่าบุคคลระดับสูงได้ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะมีผลอะไรตามมาได้บ้าง"
"เราอาจจะได้เห็นความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในจุดจบครั้งสุดท้ายของระบอบการปกครองปัจจุบัน แต่ปัญหาก็คือมันอาจต้องใช้เวลาหลายเดือนหรือแม้แต่หลายปีกว่าจะได้ผลสรุป" ซาวิลล์กล่าวเสริม
ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้พิสูจน์แล้วว่าเขาพร้อมที่จะใช้กำลังทางการทหาร แต่เขาก็ได้แสดงความชัดเจนว่าเขาไม่มีความปรารถนาที่จะเข้าไปยุ่งในความขัดแย้งที่ยืนยาวและยืดเยื้อ
การแทรกแซงทางการทหารของเขาจนถึงขณะนี้เกิดขึ้นในระยะสั้น มีความเฉียบคม และจำกัดวง
และเขายังไม่ตัดหนทางการแก้ปัญหาด้วยการทูต ซึ่งอิหร่านจะต้องตกลงที่จะจำกัดโครงการนิวเคลียร์ของประเทศ
ซาวิลล์มองว่าทรัมป์ในตอนนี้จะต้อง "ชั่งน้ำหนักระหว่างความปรารถนาที่จะถูกมองว่าเป็นคนเด็ดขาด กับโอกาสที่จะบรรลุผลโดยเด็ดขาดได้อย่างแท้จริง"










