ตรวจสอบการเคลื่อนพลของกองทัพสหรัฐฯใกล้อิหร่าน สะท้อนนัยอะไรบ้าง

- Author, ริชาร์ด เออร์ไวน์ บราวน์
- Author, อเล็กซ์ เมอร์เรย์
- เวลาอ่าน: 9 นาที
บีบีซีเวริฟาย (BBC Verify) ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมยืนยันพิกัดของเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น (USS Abraham Lincoln) ของสหรัฐฯ ล่องในน่านน้ำใกล้กับอิหร่าน ในช่วงที่รัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงกดดันอิหร่านเกี่ยวกับโครงการทางการทหารของประเทศและการปราบปรามผู้ชุมนุมอย่างรุนแรงเมื่อไม่นานมานี้
เจ้าหน้าที่ทางการของสหรัฐฯ และอิหร่านมีกำหนดจะหารือกันที่สวิตเซอร์แลนด์ในวันอังคารนี้ นับเป็นครั้งที่สองของการเจรจา โดยอิหร่านบอกว่าการประชุมดังกล่าวจะมุ่งเน้นไปที่โครงการนิวเคลียร์และหารือถึงความเป็นไปได้ที่จะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ เคยระบุไว้ก่อนหน้านี้ว่าพวกเขาต้องการหารือในประเด็นอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน
มีการรายงานว่าเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น ซึ่งนำหน่วยโจมตีที่ประกอบไปด้วยเรือพิฆาตบรรจุจรวดร่อนสามลำ บรรทุกเครื่องบิน 90 ลำ ซึ่งรวมถึงเครื่องบินรบ F35 และลูกเรือ 5,680 คน ถูกส่งไปยังภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียในช่วงปลายเดือน ม.ค. แต่มันไม่เคยปรากฏบนภาพถ่ายดาวเทียมจนกระทั่งปัจจุบัน ซึ่งมันถูกพบว่าล่องในน่านน้ำนอกชายฝั่งของโอมาน ราว 700 กม. จากอิหร่าน
และยังมีรายงานเพิ่มเติมว่าสหรัฐฯ ได้ส่งเรือยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์. ฟอร์ด (USS Gerald R Ford) เรือรบที่ใหญ่ที่สุดในโลก ไปยังตะวันออกกลางด้วยเช่นกัน ซึ่งมันอาจเดินทางไปถึงภูมิภาคดังกล่าวภายในสามสัปดาห์ข้างหน้า
การมาถึงของเรือบรรทุกเครื่องบินอับราฮัม ลินคอล์น คือความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมจากที่เราทราบกันอยู่แล้วเกี่ยวกับการเสริมกำลังทางการทหารของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางตลอดช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งบีบีซีเวริฟายตรวจสอบพบการเสริมกำลังเรือพิฆาต เรือรบ และเครื่องบินรบในภูมิภาคแห่งนี้

ที่มาของภาพ, Reuters
สหรัฐฯ ได้ย้ายยุทโธปกรณ์ใดเข้าไปในตะวันออกกลางแล้วบ้าง
ภาพถ่ายจากดาวเทียมเซนติเนล-2 ของยุโรปที่เข้าถึงได้โดยสาธารณะ แสดงให้เห็นเรืออับราฮัม ลินคอล์น ลอยลำอยู่ในทะเลอาหรับราว 150 ไมล์ (240 กม.) จากชายฝั่งทะเลโอมาน
มันไม่เคยปรากฏตัวให้เห็นมาก่อนเลยนับตั้งแต่แรกเริ่มที่มีรายงานว่าเรือลำนี้เข้าสู่ภูมิภาคตะวันออกกลางไปตั้งแต่เดือน ม.ค. แต่มันได้แล่นผ่านท้องทะเลเปิดซึ่งวิสัยของดาวเทียมมีความครอบคลุมจำกัด สิ่งที่สามารถมองเห็นได้มากกว่าคือยุทโธปกรณ์ที่ถูกระดมขึ้นบนบกซึ่งมักจะถูกดาวเทียมจับภาพได้
ด้วยภาพถ่ายดาวเทียม ตอนนี้เราสามารถติดตามเรือสหรัฐฯ 12 ลำที่อยู่ในตะวันออกกลาง ประกอบด้วยเรืออับราฮัม ลินคอล์น, เรือบรรทุกเครื่องบินชั้นนิมิตซ์ (Nimitz-class carrier) พลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งอยู่ด้วยกันกับเรือพิฆาตชั้นอาร์เลห์เบิร์ค (Arleigh Burke class destroyers) รวมกันเป็นหน่วยโจมตีด้วยเรือบรรทุกเครื่องบิน
นอกจากนี้ยังมีเรือพิฆาตอีกสองลำที่มีศักยภาพในการโจมตีด้วยขีปนาวุธพิสัยไกล และเรือเฉพาะทางสำหรับการสู้รบใกล้ชายฝั่งอีกสามลำซึ่งปัจจุบันประจำการอยู่ที่ฐานทัพเรือบาห์เรนในอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงยังมีการพบเห็นเรือพิฆาตอีกสองลำทางตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนใกล้กับฐานทัพสหรัฐฯ ในอ่าวซูดา (Souda Bay) และอีกหนึ่งลำในทะเลแดง
เรายังได้ติดตามความเคลื่อนไหวของเครื่องบินสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้ ซึ่งเราพบการเพิ่มจำนวนเครื่องบินรบ F-15 และ EA-18 ประจำการในฐานทัพทหารมูวาฟฟาค ซัลติ (Muwaffaq Salti) ในจอร์แดน รวมถึงการเพิ่มจำนวนเครื่องบินขนส่งสินค้าของสหรัฐฯ เครื่องบินเติมเชื้อเพลิงและเครื่องบินสื่อสาร ที่มุ่งหน้าสู่ตะวันออกกลางโดยขึ้นบินจากสหรัฐฯ และยุโรป

อิหร่านตอบโต้อย่างไร
กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (US Central Command) ปล่อยภาพถ่ายของเรืออับราฮัม ลินคอล์น ที่ขนาบข้างด้วยเรือพิฆาต เครื่องบินรบ เครื่องบินลาดตระเวน และเรือยามฝั่งในทะเลอาหรับ เพื่อแสดงความองอาจทางทหารเมื่อวันที่ 6 ก.พ. ขณะที่อิหร่านก็ได้โต้ตอบด้วยการแสดงพลังทางทหารของตัวเอง
เมื่อวันจันทร์ กองกําลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolutionary Guard Corps - IRGC) เปิดการซ้อมรบทางทะเลในช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งอยู่ในอ่าวเปอร์เซียช่วงระหว่างประเทศโอมานและอิหร่าน ในการฝึกซ้อมดังกล่าว พล.ต.โมฮัมหมัด ปักปูร์ ผู้บัญชาการ IRGC ได้ตรวจสอบเรือรบของกองทัพบริเวณท่าเรือ ก่อนที่จะมีการยิงขีปนาวุธออกจากเรือ ตามการรายงานของสำนักข่าวทัสนิม (Tasnim) ที่เชื่อมโยงกับ IRGC
ช่องแคบดังกล่าวถูกมองว่าเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งสินค้าที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และเป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านการขนส่งน้ำมันที่สำคัญ ราวหนึ่งในห้าของน้ำมันและก๊าซของโลกถูกขนส่งผ่านช่องแคบนี้ รวมถึงน้ำมันและก๊าซที่มาจากเกาะคาร์ก (Kharg Island) ซึ่งเป็นหนึ่งในท่าเรือส่งออกน้ำมันหลักของอิหร่าน โดยมีรายงานว่าปากปูร์อยู่บนเฮลิคอปเตอร์ที่บินเหนือเกาะดังกล่าวด้วย จากรายงานที่ระบุถึงการซ้อมรบครั้งล่าสุดนี้

แตกต่างจากภารกิจในเวเนซุเอลาและปฏิบัติการมิดไนท์แฮมเมอร์อย่างไร
จัสติน ครัมป์ ผู้เชี่ยวชาญด้านข่าวกรองทางทหาร บอกกับบีบีซีเวริฟาย ว่าการเตรียมการทางการทหารครั้งล่าสุดของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางนั้น แสดงให้เห็นถึงความ "ลุ่มลึกและมั่นคงมากขึ้น" กว่าการซ้อมรบก่อนหน้าการจับกุมอดีตประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลาในเดือน ม.ค. หรือปฏิบัติการโจมตีทางอากาศกับโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านในเดือน มิ.ย. ที่แล้ว
ปฏิบัติทั้งหมดข้างต้นมีการใช้หน่วยโจมตีและเรือพิฆาตหลายลำที่ปฏิบัติการอย่างอิสระ ทว่าการระดมแสนยานุภาพทางทหารของสหรัฐฯ เข้าไปในเวเนซุเอลาและอิหร่านเมื่อปีที่แล้ว อยู่ภายใต้สถานการณ์ที่ค่อนข้างแตกต่าง
สหรัฐฯ ส่งเรือเจอร์รัล อาร์. ฟอร์ด ไปในทะเลแคริบเบียนก่อนหน้าการโจมตีเวเนซุเอลา ในเวลานั้นหนึ่งในแปดเรือรบที่เราติดตามอยู่ในตะวันออกกลางแล้ว แม้ว่าจะมีการใช้อากาศยานที่น้อยกว่า จากการที่พวกเขาสามารถส่งเครื่องบินรบขึ้นมาจากฐานทัพสหรัฐฯ ที่อยู่รอบ ๆ บนแผ่นดินอเมริกา หรือจากฐานทัพในเปอร์โตริโกได้ โดยสหรัฐฯ ยังได้ส่งเรือจู่โจมสะเทินน้ำสะเทินบกไปในทะเลแคริบเบียนด้วย ซึ่งสามารถใช้เป็นจุดปล่อยปฏิบัติการทางเฮลิคอปเตอร์ดังที่เห็นได้จากการจับกุมมาดูโร แต่โดยทั่วไปแล้วกองทัพเวเนซุเอลามักถูกมองว่ามีความสามารถในการป้องกันตัวเองหรือตอบโต้สหรัฐฯ ได้น้อยกว่า
แต่เมื่อสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการมิดไนท์แฮมเมอร์ โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านในปีที่แล้ว สหรัฐฯ กำลังโจมตีประเทศที่มีพลังทางการทหารเหนือกว่าเวเนซุเอลามาก โดยกองทัพอิหร่านมีศักยภาพที่จะโจมตีฐานทัพต่าง ๆ ของสหรัฐฯ ทั่วทั้งตะวันออกกลางได้

ระหว่างปฏิบัติการมิดไนท์แฮมเมอร์ สหรัฐฯ มีหน่วยโจมตีบนเรือบรรทุกเครื่องบินสองหน่วยบินทำการอยู่ในตะวันออกกลาง, มีเรือพิฆาตห้าลำอยู่ในทะเลเมดิเติอร์เรเนียนและทะเลแดง และยังมีเรือรบสามลำอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังเคลื่อนย้ายฝูงบินรบและเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงจากสหรัฐฯ ไปยังยุโรป ทว่าเครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหน B2 ที่ถูกใช้โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ฟอร์โด, อิสฟาฮาน และนาตันซ์ ก็ขึ้นบินจากฐานทัพสหรัฐฯ ในรัฐมิสซูรี
ครัมป์ ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทด้านความเสี่ยงและข่าวกรองซิบิลไลน์ (Sibylline) บอกว่าการระดมเรือรบและเครื่องบนของสหรัฐฯ ตลอดจนฐานทัพอากาศที่มีอยู่แล้วแปดแห่งในภูมิภาคจะทำให้สหรัฐฯ สามารถดำเนินการ "โจมตีที่ค่อนข้างหนักหน่วงและต่อเนื่องได้ในอัตรา" ราว 800 ครั้งต่อวัน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้การตอบโต้ใด ๆ ของอิหร่าน "ไม่ประสบผล"
"สิ่งที่เรากำลังเห็นอยู่นี้ไม่ใช่แค่การเตรียมโจมตีเท่านั้น แต่เป็นการปรับการระดมพลเป็นวงกว้าง ซึ่งมีศักยภาพการจะเพิ่มหรือลดขนาดการโจมตี" เขากล่าว "ทั้งยังสื่อด้วยว่าพวกเขามีความลุ่มลึกและมั่นคงมากขึ้นกว่าตอนที่มีการจัดกำลังพลสำหรับเวเนซุเอลาหรือมิดไนท์แฮมเมอร์เมื่อปีที่ผ่านมา มันถูกออกแบบให้สามารถร่วมหรือตอบโต้การตอบสนองใด ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นกับทรัพย์สินของสหรัฐฯ ในภูมิภาค รวมถึงกับอิสราเอล ได้ในระยะยาว"
รายงานเพิ่มเติมโดยบาร์บารา เมตซ์เลอร์, กอนเชห์ ฮาบิเบียซาด, โธมัส โคปแลนด์, อี้ หม่า































