ตรวจสอบการเคลื่อนพลของกองทัพสหรัฐฯใกล้อิหร่าน สะท้อนนัยอะไรบ้าง

USS Abraham Lincoln in the Arabian Sea and satellite image of the aircraft carrier
    • Author, ริชาร์ด เออร์ไวน์ บราวน์
    • Author, อเล็กซ์ เมอร์เรย์
  • เวลาอ่าน: 9 นาที

บีบีซีเวริฟาย (BBC Verify) ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมยืนยันพิกัดของเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น (USS Abraham Lincoln) ของสหรัฐฯ ล่องในน่านน้ำใกล้กับอิหร่าน ในช่วงที่รัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงกดดันอิหร่านเกี่ยวกับโครงการทางการทหารของประเทศและการปราบปรามผู้ชุมนุมอย่างรุนแรงเมื่อไม่นานมานี้

เจ้าหน้าที่ทางการของสหรัฐฯ และอิหร่านมีกำหนดจะหารือกันที่สวิตเซอร์แลนด์ในวันอังคารนี้ นับเป็นครั้งที่สองของการเจรจา โดยอิหร่านบอกว่าการประชุมดังกล่าวจะมุ่งเน้นไปที่โครงการนิวเคลียร์และหารือถึงความเป็นไปได้ที่จะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ เคยระบุไว้ก่อนหน้านี้ว่าพวกเขาต้องการหารือในประเด็นอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน

มีการรายงานว่าเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น ซึ่งนำหน่วยโจมตีที่ประกอบไปด้วยเรือพิฆาตบรรจุจรวดร่อนสามลำ บรรทุกเครื่องบิน 90 ลำ ซึ่งรวมถึงเครื่องบินรบ F35 และลูกเรือ 5,680 คน ถูกส่งไปยังภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียในช่วงปลายเดือน ม.ค. แต่มันไม่เคยปรากฏบนภาพถ่ายดาวเทียมจนกระทั่งปัจจุบัน ซึ่งมันถูกพบว่าล่องในน่านน้ำนอกชายฝั่งของโอมาน ราว 700 กม. จากอิหร่าน

และยังมีรายงานเพิ่มเติมว่าสหรัฐฯ ได้ส่งเรือยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์. ฟอร์ด (USS Gerald R Ford) เรือรบที่ใหญ่ที่สุดในโลก ไปยังตะวันออกกลางด้วยเช่นกัน ซึ่งมันอาจเดินทางไปถึงภูมิภาคดังกล่าวภายในสามสัปดาห์ข้างหน้า

การมาถึงของเรือบรรทุกเครื่องบินอับราฮัม ลินคอล์น คือความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมจากที่เราทราบกันอยู่แล้วเกี่ยวกับการเสริมกำลังทางการทหารของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางตลอดช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งบีบีซีเวริฟายตรวจสอบพบการเสริมกำลังเรือพิฆาต เรือรบ และเครื่องบินรบในภูมิภาคแห่งนี้

The U.S. Navy's Nimitz-class aircraft carrier USS Abraham Lincoln, Arleigh Burke-class guided-missile destroyer USS Frank E. Petersen Jr. and Lewis and Clark-class dry cargo ship USNS Carl Brashear sail during a photo exercise in the Arabian Sea, February 6, 2026.

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, ในเดือน ก.พ. กองทัพสหรัฐฯ เผยแพร่ภาพถ่ายหน่วยโจมตีบนเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส อับบราฮัม ลินคอล์น ในทะเลอาหรับ

สหรัฐฯ ได้ย้ายยุทโธปกรณ์ใดเข้าไปในตะวันออกกลางแล้วบ้าง

ภาพถ่ายจากดาวเทียมเซนติเนล-2 ของยุโรปที่เข้าถึงได้โดยสาธารณะ แสดงให้เห็นเรืออับราฮัม ลินคอล์น ลอยลำอยู่ในทะเลอาหรับราว 150 ไมล์ (240 กม.) จากชายฝั่งทะเลโอมาน

มันไม่เคยปรากฏตัวให้เห็นมาก่อนเลยนับตั้งแต่แรกเริ่มที่มีรายงานว่าเรือลำนี้เข้าสู่ภูมิภาคตะวันออกกลางไปตั้งแต่เดือน ม.ค. แต่มันได้แล่นผ่านท้องทะเลเปิดซึ่งวิสัยของดาวเทียมมีความครอบคลุมจำกัด สิ่งที่สามารถมองเห็นได้มากกว่าคือยุทโธปกรณ์ที่ถูกระดมขึ้นบนบกซึ่งมักจะถูกดาวเทียมจับภาพได้

ด้วยภาพถ่ายดาวเทียม ตอนนี้เราสามารถติดตามเรือสหรัฐฯ 12 ลำที่อยู่ในตะวันออกกลาง ประกอบด้วยเรืออับราฮัม ลินคอล์น, เรือบรรทุกเครื่องบินชั้นนิมิตซ์ (Nimitz-class carrier) พลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งอยู่ด้วยกันกับเรือพิฆาตชั้นอาร์เลห์เบิร์ค (Arleigh Burke class destroyers) รวมกันเป็นหน่วยโจมตีด้วยเรือบรรทุกเครื่องบิน

นอกจากนี้ยังมีเรือพิฆาตอีกสองลำที่มีศักยภาพในการโจมตีด้วยขีปนาวุธพิสัยไกล และเรือเฉพาะทางสำหรับการสู้รบใกล้ชายฝั่งอีกสามลำซึ่งปัจจุบันประจำการอยู่ที่ฐานทัพเรือบาห์เรนในอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงยังมีการพบเห็นเรือพิฆาตอีกสองลำทางตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนใกล้กับฐานทัพสหรัฐฯ ในอ่าวซูดา (Souda Bay) และอีกหนึ่งลำในทะเลแดง

เรายังได้ติดตามความเคลื่อนไหวของเครื่องบินสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้ ซึ่งเราพบการเพิ่มจำนวนเครื่องบินรบ F-15 และ EA-18 ประจำการในฐานทัพทหารมูวาฟฟาค ซัลติ (Muwaffaq Salti) ในจอร์แดน รวมถึงการเพิ่มจำนวนเครื่องบินขนส่งสินค้าของสหรัฐฯ เครื่องบินเติมเชื้อเพลิงและเครื่องบินสื่อสาร ที่มุ่งหน้าสู่ตะวันออกกลางโดยขึ้นบินจากสหรัฐฯ และยุโรป

Satellite image of USS Abraham Lincoln in the Arabian Sea next to map of Iran, Saudi Arabia, Yemen and Oman showing the USS Abraham Lincoln off the coast of Oman
คำบรรยายภาพ, ภาพถ่ายดาวเทียมของเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น ในทะเลอาหรับ ถัดจากภาพแผนที่ประเทศอิหร่าน, ซาอุดีอาระเบีย, เยเมน และโอมาน แสดงให้เห็นตำแหน่งที่ตั้งของเรือยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น นอกชายฝั่งโอมาน

อิหร่านตอบโต้อย่างไร

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (US Central Command) ปล่อยภาพถ่ายของเรืออับราฮัม ลินคอล์น ที่ขนาบข้างด้วยเรือพิฆาต เครื่องบินรบ เครื่องบินลาดตระเวน และเรือยามฝั่งในทะเลอาหรับ เพื่อแสดงความองอาจทางทหารเมื่อวันที่ 6 ก.พ. ขณะที่อิหร่านก็ได้โต้ตอบด้วยการแสดงพลังทางทหารของตัวเอง

เมื่อวันจันทร์ กองกําลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolutionary Guard Corps - IRGC) เปิดการซ้อมรบทางทะเลในช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งอยู่ในอ่าวเปอร์เซียช่วงระหว่างประเทศโอมานและอิหร่าน ในการฝึกซ้อมดังกล่าว พล.ต.โมฮัมหมัด ปักปูร์ ผู้บัญชาการ IRGC ได้ตรวจสอบเรือรบของกองทัพบริเวณท่าเรือ ก่อนที่จะมีการยิงขีปนาวุธออกจากเรือ ตามการรายงานของสำนักข่าวทัสนิม (Tasnim) ที่เชื่อมโยงกับ IRGC

ช่องแคบดังกล่าวถูกมองว่าเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งสินค้าที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และเป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านการขนส่งน้ำมันที่สำคัญ ราวหนึ่งในห้าของน้ำมันและก๊าซของโลกถูกขนส่งผ่านช่องแคบนี้ รวมถึงน้ำมันและก๊าซที่มาจากเกาะคาร์ก (Kharg Island) ซึ่งเป็นหนึ่งในท่าเรือส่งออกน้ำมันหลักของอิหร่าน โดยมีรายงานว่าปากปูร์อยู่บนเฮลิคอปเตอร์ที่บินเหนือเกาะดังกล่าวด้วย จากรายงานที่ระบุถึงการซ้อมรบครั้งล่าสุดนี้

USS Abraham Lincoln, Nimitz-class nuclear-powered aircraft carrier graphic showing speed 30+ knots 34.5pmh crew (ship & air) 5,680, propulsion 2 nuclear reactors 4 shafts aircraft 90 range unlimited displacement 88,000 tonnes and comparison in size with Eiffel Tower
คำบรรยายภาพ, เรือบรรทุกเครื่องบิน 'ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น' เรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ชั้นนิมิตซ์ มีความเร็ว 30+ นอต หรือ 34.5 ไมล์ต่อชั่วโมง, จำนวนลูกเรือ (ทั้งสำหรับเรือและอากาศยาน) 5,680 คน, ขับเคลื่อนด้วยเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ 2 เครื่อง และเพลาเรือ 4 ตัว, บรรทุกอากาศยาน 90 ลำ, มีพิสัยไม่จำกัด, มีระวางขับน้ำอยู่ที่ 88,000 ตัน โดยกราฟิกข้างต้นแสดงให้เห็นขนาดของมันเทียบเคียงกับหอไอเฟลในฝรั่งเศส

แตกต่างจากภารกิจในเวเนซุเอลาและปฏิบัติการมิดไนท์แฮมเมอร์อย่างไร

จัสติน ครัมป์ ผู้เชี่ยวชาญด้านข่าวกรองทางทหาร บอกกับบีบีซีเวริฟาย ว่าการเตรียมการทางการทหารครั้งล่าสุดของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางนั้น แสดงให้เห็นถึงความ "ลุ่มลึกและมั่นคงมากขึ้น" กว่าการซ้อมรบก่อนหน้าการจับกุมอดีตประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลาในเดือน ม.ค. หรือปฏิบัติการโจมตีทางอากาศกับโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านในเดือน มิ.ย. ที่แล้ว

ปฏิบัติทั้งหมดข้างต้นมีการใช้หน่วยโจมตีและเรือพิฆาตหลายลำที่ปฏิบัติการอย่างอิสระ ทว่าการระดมแสนยานุภาพทางทหารของสหรัฐฯ เข้าไปในเวเนซุเอลาและอิหร่านเมื่อปีที่แล้ว อยู่ภายใต้สถานการณ์ที่ค่อนข้างแตกต่าง

สหรัฐฯ ส่งเรือเจอร์รัล อาร์. ฟอร์ด ไปในทะเลแคริบเบียนก่อนหน้าการโจมตีเวเนซุเอลา ในเวลานั้นหนึ่งในแปดเรือรบที่เราติดตามอยู่ในตะวันออกกลางแล้ว แม้ว่าจะมีการใช้อากาศยานที่น้อยกว่า จากการที่พวกเขาสามารถส่งเครื่องบินรบขึ้นมาจากฐานทัพสหรัฐฯ ที่อยู่รอบ ๆ บนแผ่นดินอเมริกา หรือจากฐานทัพในเปอร์โตริโกได้ โดยสหรัฐฯ ยังได้ส่งเรือจู่โจมสะเทินน้ำสะเทินบกไปในทะเลแคริบเบียนด้วย ซึ่งสามารถใช้เป็นจุดปล่อยปฏิบัติการทางเฮลิคอปเตอร์ดังที่เห็นได้จากการจับกุมมาดูโร แต่โดยทั่วไปแล้วกองทัพเวเนซุเอลามักถูกมองว่ามีความสามารถในการป้องกันตัวเองหรือตอบโต้สหรัฐฯ ได้น้อยกว่า

แต่เมื่อสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการมิดไนท์แฮมเมอร์ โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านในปีที่แล้ว สหรัฐฯ กำลังโจมตีประเทศที่มีพลังทางการทหารเหนือกว่าเวเนซุเอลามาก โดยกองทัพอิหร่านมีศักยภาพที่จะโจมตีฐานทัพต่าง ๆ ของสหรัฐฯ ทั่วทั้งตะวันออกกลางได้

Map showing Jordan, Bahrain, Qatar and Iran. Fighter jets deployed to Muwaffaq Salti Air Base in Jordan. Destroyers and combat ships at Khalifa Bin Salman Port in Bahrain. New air defences at Al-Udeid Air Base in Qatar.
คำบรรยายภาพ, แผนที่แสดงให้เห็นจอร์แดน บาห์เรน กาตาร์ และอิหร่าน โดยมีการส่งเครื่องบินรบไปยังฐานทัพอากาศมูวาฟฟาค ซัลติ ในจอร์แดน, ส่งเรือพิฆาตและเรือรบไปยังท่าเรือคาลิฟา บิน ซัลมาน ในบาห์เรน และระบบป้องกันภัยทางอากาศใหม่ไปยังฐานทัพอากาศอัล-อูเดด ในกาตาร์

ระหว่างปฏิบัติการมิดไนท์แฮมเมอร์ สหรัฐฯ มีหน่วยโจมตีบนเรือบรรทุกเครื่องบินสองหน่วยบินทำการอยู่ในตะวันออกกลาง, มีเรือพิฆาตห้าลำอยู่ในทะเลเมดิเติอร์เรเนียนและทะเลแดง และยังมีเรือรบสามลำอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังเคลื่อนย้ายฝูงบินรบและเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงจากสหรัฐฯ ไปยังยุโรป ทว่าเครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหน B2 ที่ถูกใช้โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ฟอร์โด, อิสฟาฮาน และนาตันซ์ ก็ขึ้นบินจากฐานทัพสหรัฐฯ ในรัฐมิสซูรี

ครัมป์ ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทด้านความเสี่ยงและข่าวกรองซิบิลไลน์ (Sibylline) บอกว่าการระดมเรือรบและเครื่องบนของสหรัฐฯ ตลอดจนฐานทัพอากาศที่มีอยู่แล้วแปดแห่งในภูมิภาคจะทำให้สหรัฐฯ สามารถดำเนินการ "โจมตีที่ค่อนข้างหนักหน่วงและต่อเนื่องได้ในอัตรา" ราว 800 ครั้งต่อวัน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้การตอบโต้ใด ๆ ของอิหร่าน "ไม่ประสบผล"

"สิ่งที่เรากำลังเห็นอยู่นี้ไม่ใช่แค่การเตรียมโจมตีเท่านั้น แต่เป็นการปรับการระดมพลเป็นวงกว้าง ซึ่งมีศักยภาพการจะเพิ่มหรือลดขนาดการโจมตี" เขากล่าว "ทั้งยังสื่อด้วยว่าพวกเขามีความลุ่มลึกและมั่นคงมากขึ้นกว่าตอนที่มีการจัดกำลังพลสำหรับเวเนซุเอลาหรือมิดไนท์แฮมเมอร์เมื่อปีที่ผ่านมา มันถูกออกแบบให้สามารถร่วมหรือตอบโต้การตอบสนองใด ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นกับทรัพย์สินของสหรัฐฯ ในภูมิภาค รวมถึงกับอิสราเอล ได้ในระยะยาว"

รายงานเพิ่มเติมโดยบาร์บารา เมตซ์เลอร์, กอนเชห์ ฮาบิเบียซาด, โธมัส โคปแลนด์, อี้ หม่า