สหรัฐฯ เผยได้ยิงสกัดโดรนจากอิหร่าน ขณะที่บินเข้าใกล้เรือบรรทุกเครื่องบินในทะเลอาหรับ

ที่มาของภาพ, US Navy via Reuters
- Author, เอียน เอคแมน
- เวลาอ่าน: 2 นาที
กองทัพสหรัฐฯ ระบุว่า โดรนของอิหร่านถูกยิงตกหลังจากบินเข้ามาใกล้เรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯ "ด้วยท่าทีก้าวร้าว" ในทะเลอาหรับเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา
กัปตันทิม ฮอว์กินส์ โฆษกกองบัญชาการกลางสหรัฐกล่าวว่า เครื่องบินขับไล่ล่องหนเอฟ-35ซี ที่ขึ้นบินจากเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น ได้ยิงสกัดโดรนลำดังกล่าว "โดยป้องกันตนเอง" เพื่อคุ้มครองเรือและกำลังพลบนเรือ
ขณะเกิดเหตุ เรืออยู่ห่างจากชายฝั่งอิหร่านราว 500 ไมล์ โดยโดรนลำนี้บินเข้ามาใกล้ด้วย "เจตนาที่ไม่ชัดเจน"
ไม่มีอุปกรณ์ใดของสหรัฐฯ ได้รับความเสียหาย และไม่มีทหารได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งนี้
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่สหรัฐฯ ยังคงเสริมกำลังทางทหารในภูมิภาค ท่ามกลางสถานการณ์ที่ความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ และรัฐบาลอิหร่านยังคงอยู่ในระดับสูง
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ขู่จะใช้ปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน หากรัฐบาลอิหร่านไม่ยอมเจรจาทำข้อตกลงจำกัดโครงการนิวเคลียร์ของตน
ก่อนหน้านี้ เขาเคยกล่าวว่า มีความเป็นไปได้ได้สหรัฐฯจะดำเนินการแทรกแซง หลังจากเกิดเหตุทางการอิหร่านใช้มาตรการรุนแรงต่อผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาล
หลังเหตุโดรนของอิหร่านถูกยิงตก โฆษกทำเนียบขาว แคโรไลน์ เลวิตต์ ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์นิวส์ว่า การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงมีกำหนดจัดขึ้นภายในสัปดาห์นี้
เธอกล่าวว่า ทรัมป์ "ยังคงยึดมั่นในความพยายามใช้แนวทางการทูตเป็นลำดับแรกเสมอ" แต่เสริมว่า เขา "มีทางเลือกหลายทางบนกระดาน ซึ่งหนึ่งในนั้นรวมถึงการใช้กำลังทางทหารด้วย"
ก่อนหน้านี้ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เคยออกมาเตือนว่า หากมีการโจมตีใด ๆ ต่ออิหร่าน เหตุการณ์นั้นจะนำไปสู่ "สงครามระดับภูมิภาค" อย่างแน่นอน
ฝ่ายอิหร่านยังไม่แสดงความคิดเห็นต่อเหตุการณ์ยิงโดรนที่เกิดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา
ในอีกเหตุการณ์หนึ่งในวันอังคาร (3 ก.พ.) กองทัพสหรัฐฯ ระบุว่า กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ได้ "คุกคามเรือสินค้า" ที่ติดธงชาติสหรัฐฯ และมีลูกเรือเป็นชาวสหรัฐฯ ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่คึกคักที่สุดในโลก
กัปตันฮอว์กินส์ระบุว่า การสนับสนุนทางทหารของสหรัฐฯ "ช่วยลดความตึงเครียด" และทำให้เรือบรรทุกน้ำมันลำดังกล่าวสามารถเดินทางต่อไปได้อย่างปลอดภัย
ขณะเดียวกัน เลวิตต์ยังกล่าวเมื่อวันอังคารว่า สตีฟ วิตคอฟ ผู้แทนพิเศษของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นทูตต่างประเทศระดับสูงสุดของรัฐบาลทรัมป์ จะเข้าร่วมการเจรจาในนามของทำเนียบขาว
ก่อนหน้านี้ สื่อสหรัฐฯ รายงานว่า เขามีกำหนดพบกับอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน ที่นครอิสตันบูลของตุรกีในวันศุกร์ โดยรัฐมนตรีต่างประเทศของอียิปต์ โอมาน ปากีสถาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ก็ได้รับเชิญด้วย
แต่เว็บไซต์ข่าว Axios รายงานอ้างแหล่งข่าวสองรายว่า รัฐบาลอิหร่านต้องการให้มีการย้ายสถานที่จัดการเจรจาไปยังประเทศโอมาน และจำกัดให้ผู้เข้าร่วมมีเฉพาะเจ้าหน้าที่อิหร่านและสหรัฐฯ เท่านั้น
รายงานระบุว่า สหรัฐฯ เห็นชอบตามคำร้องขอนี้ โดยอ้างแหล่งข่าวจากประเทศอาหรับ ทั้งนี้ บีบีซีได้ติดต่อทำเนียบขาวเพื่อขอความเห็นต่อรายงานดังกล่าวแล้ว
ก่อนหน้านี้ ในวันอังคาร ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่าน กล่าวว่า อิหร่านพร้อมเปิดการเจรจากับสหรัฐฯ "หากมีปัจจัยแวดล้อมที่เหมาะสม"
ก่อนการเจรจาที่วางแผนไว้ รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ย้ำเตือนทางการอิหร่านหลายครั้งให้ระลึกถึงการโจมตีของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านเมื่อปีที่แล้ว โดยเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นระหว่างสงคราม 12 วันระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่าปฏิบัติการดังกล่าวได้ "ทำลายล้าง" สถานที่เสริมสมรรถนะนิวเคลียร์ของประเทศ
เขากล่าวว่า การโจมตีครั้งใหม่จะ "ร้ายแรงยิ่งกว่า" การโจมตีทางอากาศเมื่อเดือนมิถุนายนปีก่อนเสียอีก
ระหว่างความขัดแย้งโดยตรงระยะสั้นครั้งนั้น กองทัพอิสราเอลยังได้โจมตีสถานที่ปฏิบัติการด้านนิวเคลียร์รวมทั้งนักวิทยาศาสตร์ ตลอดจนผู้บัญชาการทหารและคลังขีปนาวุธของอิหร่าน
รัฐบาลอิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนหลายร้อยลูกใส่อิสราเอล และยังปฏิบัติการยิงขีปนาวุธใส่ฐานทัพอากาศขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ในกาตาร์ด้วย
อิหร่านยืนยันว่าโครงการนิวเคลียร์ของตนมีจุดประสงค์เพื่อสันติเท่านั้น และปฏิเสธว่าไม่ได้มีความพยายามพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวว่า เจ้าหน้าที่อิหร่าน "ต้องการทำข้อตกลงจริง ๆ" และพวกเขาต้องให้คำมั่นว่าจะ "ไม่มีนิวเคลียร์" และ "หยุดสังหารผู้ประท้วง"
สำนักข่าวนักกิจกรรมสิทธิมนุษยชน (HRANA) ซึ่งตั้งอยู่ในสหรัฐฯ ระบุว่า ได้ยืนยันตัวเลขผู้ประท้วงที่ถูกสังหารแล้ว 6,424 ราย เด็ก 152 ราย ผู้ที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล 214 ราย และผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์โดยบังเอิญอีก 58 ราย และยังอยู่ระหว่างตรวจสอบรายงานการเสียชีวิตอีก 11,280 ราย
องค์กรสิทธิมนุษยชนอิหร่าน (Iran Human Rights) ซึ่งมีสำนักงานในนอร์เวย์เตือนว่า จำนวนผู้เสียชีวิตสุดท้ายอาจสูงเกิน 25,000 ราย
ทางการอิหร่านยอมรับว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3,117 ราย แต่ระบุว่าส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่ความมั่นคงหรือผู้ที่อยู่โดยบังเอิญซึ่งถูกสังหารโดย "ผู้ก่อความไม่สงบ"
ความไม่สงบถูกจุดชนวนจากความไม่พอใจต่อการล่มสลายของค่าเงินอิหร่านและค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น แต่ก็ลุกลามจนกลายเป็นข้อเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
คาเมเนอีเรียกความไม่สงบครั้งนี้ว่าเป็น "การบ่อนทำลาย" ที่สหรัฐฯ และอิสราเอลอยู่เบื้องหลัง































