"ตอนนี้เราเหมือนคนตกหน้าผา" ปัจจัยใดบ่งชี้เศรษฐกิจไทยจะถูกเวียดนาม "แซงแน่นอน" แค่ยังไม่ใช่ตอนนี้ ?

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, ปณิศา เอมโอชา
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

เมื่อวันที่ 5 ม.ค. ที่ผ่านมา สำนักงานสถิติแห่งชาติของเวียดนามประกาศตัวเลขอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจประจำไตรมาส 4/2568 อยู่ที่ 8.46% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า นับเป็นตัวเลขการเติบโตไตรมาสสุดท้ายของปีที่สูงที่สุดในรอบ 14 ปี นับตั้งแต่ปี 2554-2568 การเติบโตนี้ส่งผลให้ตัวเลขประเมินผลิตภัณฑ์มวลรวมทั้งปี หรือ จีดีพี สูงถึง 8.02% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

ในวันเดียวกันนั้นเอง สำนักข่าวนิกเกอิ เอเชีย เผยแพร่รายงานข่าวที่พาดหัวว่า "จีดีพีเวียดนามอาจแซงไทยภายในปีนี้ หลังการเติบโตเร่งตัวขึ้น"

เนื้อหาในรายงานชิ้นนี้อ้างอิงถึงโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในเวียดนามที่ช่วยกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจ รวมไปถึงเป้าหมายจีดีพีที่รัฐบาลตั้งไว้สูงถึง 10% สำหรับปี 2569

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

อย่างไรก็ดี ประเด็นหลักของรายงานชิ้นนี้อยู่ที่การคาดการณ์ว่า หากการเติบโตของเวียดนามเป็นไปตามแผนที่รัฐบาลตั้งไว้ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่เป็นตัวเงินหรือโนมินัล จีดีพี (Nominal GDP) อาจแตะอยู่ที่ราว 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2026 หรือ 2027 แซงหน้าประเทศไทย และมีแนวโน้มก้าวขึ้นเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 3 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่รายได้ต่อหัว (GDP per capita) จะเพิ่มขึ้นเกิน 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ ใกล้เคียงกับระดับของอินโดนีเซีย

แทบจะทันทีหลังจากที่สำนักข่าวนิกเกอิ เอเชีย เผยแพร่รายงานฉบับดังกล่าว สื่อไทยสายเศรษฐกิจจำนวนไม่น้อยต่างนำประเด็นนี้มารายงานข่าวและรายงานบทวิเคราะห์เพิ่มเติม ในรายงานชิ้นนี้ บีบีซีไทยและบีบีซีแผนกภาษาเวียดนามได้พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญของทั้งสองประเทศ รวมถึงเปิดมิติสำคัญทั้งประเด็นเรื่องการเปรียบเทียบไปจนถึงทางรอดของไทย

Nominal GDP คืออะไร ทำไมนักเศรษฐศาสตร์มองว่าใช้เป็นมาตรวัดไม่ได้

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ เปรียบเทียบว่า สมมติทั้งไทยและเวียดนามขายบะหมี่เหมือนกัน ในจำนวนเท่ากัน แต่เวียดนามขายในราคาที่แพงกว่า มูลค่ารวมจึงสูงกว่า "นั่นไม่ได้เท่ากับว่าเศรษฐกิจของเวียดนามผลิตของให้คนกินได้มากกว่า"

จีดีพีของเวียดนามที่สำนักข่าวนิกเกอิ เอเชีย รายงานถึงคือผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่เป็นตัวเงินหรือโนมินัล จีดีพี (Nominal GDP)

ในทัศนะของ ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายกับบีบีซีไทยว่ามีเหตุผล 2 ประการที่ไม่ควรใช้ตัวชี้วัด Nominal GDP ในการเปรียบเทียบการเติบโตระหว่างสองประเทศ

ประการแรก นักวิชาการเศรษฐศาสตร์จาก มธ. กล่าวว่าในเชิงทฤษฎี Nominal GDP คือ มูลค่าของผลผลิตภายในประเทศ โดยวัดจากมูลค่าของสินค้าและบริการที่วัด ณ ระดับราคาสินค้าในปีที่ผลิตสินค้าและบริการนั้น ๆ ซึ่งเมื่ออ้างอิงจากหลักการนี้ ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ เปรียบเทียบต่อไปว่า สมมติทั้งไทยและเวียดนามขายบะหมี่เหมือนกัน ในจำนวนเท่ากัน แต่เวียดนามขายในราคาที่แพงกว่า มูลค่ารวมจึงสูงกว่า "นั่นไม่ได้เท่ากับว่าเศรษฐกิจของเวียดนามผลิตของให้คนกินได้มากกว่า"

ขณะที่เหตุผลข้อที่สองคือเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนของทั้งฝั่งไทยและเวียดนาม ซึ่งมีความแตกต่าง รวมไปถึงมีความผันผวน ด้วยเหตุนี้ ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ จึงบอกว่า "แค่ใช้ [Nominal GDP] ก็ผิดหลักเศรษฐศาสตร์แล้ว… นักเศรษฐศาสตร์จึงไม่มองเรื่องนี้"

เมื่อถามต่อว่า เช่นนั้นมาตรวัดใดจึงจะนับว่าเหมาะสมสำหรับใช้ในการเปรียบเทียบเศรษฐกิจของสองประเทศ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์รายนี้ชี้ว่าสิ่งนั้นคือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่แท้จริง (Real GDP) ซึ่งคือกระบวนการที่เขาอธิบายว่าเป็นการตัดราคาของปีดังกล่าวออกไปจากสมการ ผ่านการปรับให้เป็นราคาปีฐานที่ใช้เป็นมาตรฐาน แล้วกลับมาดูว่าระหว่างไทยกับเวียดนามใครผลิตก๋วยเตี๋ยวได้มากกว่ากัน เขายกตัวอย่าง

"พื้นฐานการวัดจีดีพีคือการวัดความสามารถในการผลิตของประเทศเพื่อให้รู้ว่าประเทศนั้นผลิตของให้คนกินพอไหม ใช้พอไหม… ถ้าเกิดราคาเท่าเดิมคือชามละ 10 บาทเท่ากัน แต่ปีต่อไปผลิตก๋วยเตี๋ยวสามชามก็แสดงว่าเศรษฐกิจโตจริงเพราะมันเกิดจากการผลิตที่เพิ่มขึ้นจริง ๆ"

เมื่อไปดูจีดีพีที่แท้จริงระหว่างเวียดนามและไทย ประจำปี 2025 ของธนาคารโลก ซึ่งเป็นการวัดที่ราคาคงที่ปีฐาน 2015 และแปลงจากสกุลเงินท้องถิ่นเป็นดอลลาร์สหรัฐ พบว่า มูลค่าจีดีพีที่แท้จริงของไทยอยู่ที่ 4.71 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เวียดนามอยู่ที่ 4.05 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมีส่วนต่างประมาณ 7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ดี หากไปย้อนกลับไปดูสถิติตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา จะพบว่าช่องว่างระหว่างมูลค่าจีดีพีที่แท้จริงของไทยและเวียดนามใกล้กันขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา

เวียดนาม: ไซส์ยังเล็กกว่า แต่โตเร็วกว่าไทย

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, บรรยากาศผู้คนในเวียดนามแห่ไปซื้อ-ขายทอง

แม้ ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ จะออกมาโต้อย่างชัดเจนว่าประชาชนไม่ควรไปมองที่ประเด็น Nominal GDP แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาปฏิเสธการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเศรษฐกิจเวียดนาม

"ถ้าเรามองสถานการณ์ปัจจุบัน ไซส์เรายังใหญ่กว่า แต่อย่าลืมว่าเวลาแข่งจริง มันแข่งด้วยความเร็ว เราอ้วนกว่า แต่เราอ้วนทีละนิด แต่เขาตัวเล็ก แต่เขาอ้วนเร็วกว่าเรา สักวันเขาจะอ้วนกว่าเราแน่นอน เพราะฉะนั้นความน่ากลัวจึงไม่ใช่ปัจจุบัน แต่ความน่ากลัวคือในอนาคตอีก 5 ปี 10 ปีข้างหน้า เขามีโอกาสแซงเราได้แน่นอน" ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว

ประเด็นที่นักเศรษฐศาสตร์หรือสถาบันด้านเศรษฐกิจออกมาวิเคราะห์ว่าเศรษฐกิจเวียดนามจะโตแซงไทยไม่ใช่เรื่องใหม่

เมื่อกลางปีที่แล้ว บีบีซีไทยรายงานบทวิเคราะห์ว่าเศรษฐกิจไทยแพ้เวียดนามตรงไหน หลังจากที่รายงานการจัดอันดับเศรษฐกิจในอนาคตของประเทศต่าง ๆ ที่จัดทำโดย ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจในสหราชอาณาจักร (Centre for Economics Business Research - CEBR) ประจำปี 2025 วิเคราะห์ว่าภายในปี 2039 เศรษฐกิจเวียดนามจะขึ้นไปอยู่ในอันดับที่ 25 ของโลก จากปัจจุบันที่รั้งอันดับที่ 34 ในปี 2024

ในทางกลับกัน ไทยซึ่งปัจจุบันอยู่ในอันดับที่ 31 จะอยู่ในอันดับเดิม นั่นหมายความว่าภายในปี 2039 เวียดนามจะขึ้นมาเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองในอาเซียนแทนไทย

หากอ้างอิงตามข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติของเวียดนามในปี 2025 พวกเขามีเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจหลักอยู่ 4 ประเภท ซึ่งหากเรียงจากภาคส่วนที่สำคัญได้สุด ได้แก่ 1. ภาคบริการ มีสัดส่วนถึง 42.75% ของจีดีพีรวม 2. ภาคอุตสาหกรรมและก่อสร้าง มีสัดส่วน 37.65% ของจีดีพีรวม 3. ภาคเกษตรกรรม-ป่าไม้-ประมง มีสัดส่วน 11.64% ของจีดีพีรวม และ 4. ภาษีสุทธิจากเงินอุดหนุนสินค้า อีก 7.96% ของจีดีพีรวม

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

การเข้าใจว่าเวียดนามมีเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอะไรบ้าง จะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจว่าเหตุใดเวียดนามถึงได้เติบโตอย่างรุนแรงและรวดเร็ว

จากข้อมูลในช่วงเวลาเดียวกันของสำนักงานสถิติแห่งชาติของเวียดนาม บีบีซีไทยยังพบว่าทั้งฝั่งบริการและอุตสาหกรรม-ก่อสร้าง ยังเติบโตอย่างมากเช่นกัน

สำหรับฝั่งอุตสาหกรรม-ก่อสร้าง เติบโตสูงถึง 8.59% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ขณะที่ฝั่งบริการโตถึง 8.62% ส่วนภาคเกษตรกรรมโดยรวมโตเพียงแค่ 3.78% เท่านั้น ส่งผลให้จีดีพีรวมของปี 2025 อยู่ที่ 8.02%

"มันต้องดูสัดส่วนกับการเติบโตคู่กัน… นึกภาพว่าเรามีรถหลายคันขับตามกัน แล้วเราผูกเชือกด้วยกัน ถ้าเกิดรถคันใหญ่สุด [สัดส่วนของจีดีพี] สูงสุด ขับช้า ต่อให้ข้างหลังเป็นมอเตอร์ไซค์ 100 คัน ช่วยกันลาก รถนี้ก็ไม่ขึ้น… ถ้าเป็นเซ็กเตอร์เล็ก ๆ สัดส่วนของจีดีพี 1% ต่อให้มันโต 100% มันก็คืออะมีบาในบ่อน้ำ มันไม่โตหรอก" ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ เปรียบเทียบ

เมื่อบีบีซีไทยถามต่อว่า เบื้องหลังการเติบโตของเวียดนามไม่ได้อยู่แค่เพราะค่าแรงถูกใช่หรือไม่ ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ตอบกลับว่า ปัจจัยเรื่องค่าแรงแรงงานถูกจะไม่ทำให้เวียดนามโตได้ขนาดนี้ แต่เพราะประเทศกำลังอยู่ในช่วงปรับโครงสร้าง รวมไปถึงข้อได้เปรียบเรื่องคุณภาพคน

"ความสามารถในการทำงาน แล้วก็ความพร้อมจะทำงานหนักของเขาค่อนข้างสูง ถ้าเทียบรุ่นต่อรุ่นกับคนไทยเพราะฉะนั้นเรากำลังพูดถึงผลิตภาพแรงงาน (labour productivity) ที่โดยเปรียบเทียบสูงกว่า มันก็ไม่แปลกที่เขาโตเร็วกว่า แล้วเราก็รู้ว่าเงินลงทุนที่เข้ามาช่วง 5 ปีหลัง ไม่ใช่ในส่วนที่เป็นอุตสาหกรรม/การผลิตที่ใช้แรงงานเข้มข้น แต่เป็นเงินลงทุนที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจ เพราะเป็นเงินลงทุนที่มาจากบริษัทที่เป็นบริษัทเศรษฐกิจใหม่หมดเลย… น่ากลัว" ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ให้ความเห็น

เจาะภาคท่องเที่ยวเวียดนาม เหตุใดจึงบูมขึ้น

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของเวียดนามถูกจัดอยู่ในประเภทการบริการ ซึ่งเป็นภาคส่วนที่ใหญ่ที่สุดของจีดีพีประเทศ ซึ่งเป็นภาคส่วนที่เติบโตภาคส่วนหลัอยู่ที่ 8.62%

สำหรับภาคการท่องเที่ยวของเวียดนาม ตลอดปี 2025 ที่ผ่านมามีตัวเลขนักท่องเที่ยวเติบโตขึ้นถึง 20.4% เมื่อเทียบกับสถิติในปี 2024

สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ จากตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมที่เดินทางไปเยือนเวียดนามราว 21.16 ล้านคน กว่า 25% เป็นนักท่องเที่ยวจีนหรือคิดเป็นตัวเลขถึง 5.28 ล้านคน สถิตินี้สะท้อนว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นถึง 41% จากปีก่อน

เมื่อเทียบกัน ตัวเลขนักท่องเที่ยวรวมของไทยในปี 2025 อยู่ที่ 32.9 ล้านคน ซึ่งแม้จะสูงกว่าเวียดนามอยู่กว่าสิบล้านคน แต่ก็นับเป็นสถิติที่ลดลงถึง 7.23% เมื่อเทียบกับปี 2024 อีกทั้ง ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนทั้งปีของไทย ก็อยู่แค่เพียง 4.47 ล้านคน น้อยกว่าตัวเลขรวมของเวียดนาม และคิดเป็นการหดตัวถึง 33.55% เมื่อเทียบกับสถิติในปี 2024

สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ ดร.สุริยา คำหว่าน อาจารย์ประจำสาขาพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อม คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม บอกกับบีบีซีเวียดนามในการให้สัมภาษณ์เมื่อเดือน พ.ย.ปีที่ผ่านมาว่าเป็นเพราะหลายปัจจัย ทั้งภาพลักษณ์ที่ดูอันตรายขึ้นของไทยจากกรณีดังกับนักแสดงชายชาวจีนที่ชื่อ หวัง ซิง หรือ ซิง ซิง ซึ่งถูกหลอกและควบคุมตัวไว้ในแหล่งหลอกลวงในเมียนมา หลังจากเดินทางมายังประเทศไทยเพื่อรับงานแสดง ไปจนถึงสถานการณ์ด้านชายแดนไทย-กัมพูชา

นอกจากนี้ ดร.สุริยา ยังมองว่า นักท่องเที่ยวชาวจีนในปัจจุบันมีแนวโน้มต้องการไปสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ มากกว่าสถานที่ที่คุ้นเคยอย่างกรุงเทพฯ เชียงใหม่ พัทยา หรือภูเก็ต

ขณะเดียวกัน ยังมีโพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์ของจีนจำนวนมากที่ออกมาบ่นว่าค่าใช้จ่ายในประเทศไทย ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร ค่าแท็กซี่ และบริการต่าง ๆ ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายคนรู้สึกว่าการเดินทางมาเที่ยว "ดินแดนแห่งรอยยิ้ม" ไม่ได้คุ้มค่าเหมือนในอดีต

"ในทางกลับกัน เวียดนามสามารถมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีต้นทุนต่ำกว่าได้ เนื่องจากค่าเงินดองเวียดนามอ่อนค่ากว่าเงินบาท ทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกว่าค่าอาหารและการจับจ่ายใช้สอยในเวียดนามถูกกว่า และให้ความรู้สึกว่า 'คุ้มค่าเงิน'" อาจารย์ผู้นี้กล่าว

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, "เวียดนามสามารถมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีต้นทุนต่ำกว่าได้ เนื่องจากค่าเงินดองเวียดนามอ่อนค่ากว่าเงินบาท ทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกว่าค่าอาหารและการจับจ่ายใช้สอยในเวียดนามถูกกว่า และให้ความรู้สึกว่า 'คุ้มค่าเงิน'"

นอกจากปัจจัยภายนอก อย่างสถานการณ์ในประเทศไทย นายเหงียน วัน มี ประธานบริษัทท่องเที่ยวลัวเวียด (Lua Viet Travel Company) บอกกับบีบีซีเวียดนามว่าหากพิจารณาในแง่ศักยภาพด้านการท่องเที่ยว เวียดนามมีแหล่งท่องเที่ยวบางประเภทที่ไทยไม่มี เช่น พื้นที่ที่ราบสูง ระบบคลองในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง และถ้ำต่าง ๆ อีกทั้งเวียดนามยังถูกมองว่าเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพทางการเมือง ไม่มีการประท้วง เหตุโจมตี หรือสงคราม

อย่างไรก็ดี นายมีย้ำว่ายังมี "สิ่งที่เวียดนามยังตามหลังประเทศอื่นอย่างมากคือเรื่องการเชื่อมโยง (connectivity) นักท่องเที่ยวในไทยสามารถกิน เที่ยว และใช้บริการที่ไหนก็ได้ แต่ในเวียดนาม หากไปอีกพื้นที่หนึ่ง อาจไม่สามารถใช้บริการใด ๆ ได้ ถูกมองด้วยสายตาไม่เป็นมิตร หรือถึงขั้นถูกทำพิธีสะเดาะเคราะห์ใส่"

เขาเสริมว่าในประเทศไทย มีการเชื่อมโยงแหล่งช้อปปิ้งเข้าด้วยกัน และกระจายรายได้จากจุดเหล่านั้น ทำให้แพ็กเกจทัวร์ไทยสามารถยกเว้นค่าเดินทางทั้งหมดได้ นอกจากนี้ ยังมีการคืนเงินให้กับบริษัททัวร์ ผู้ให้บริการขนส่ง ไปจนถึงไกด์จากเวียดนาม ส่งผลให้ทัวร์มาเที่ยวไทยมีราคาถูกมาก

บีบีซีเวียดนามพบว่าบนแพลตฟอร์มให้บริการท่องเที่ยว แพ็กเกจทัวร์ไทยแบบเหมารวมจากเวียดนามไปกรุงเทพฯ และพัทยา ระยะเวลา 5 วัน 4 คืน มีราคาเริ่มต้นเพียงกว่า 7 ล้านดองเวียดนาม (ประมาณ 8,400 บาทไทย) ซึ่งใกล้เคียง หรือบางครั้งถูกกว่าการท่องเที่ยวภายในประเทศเวียดนามเอง

ในการให้สัมภาษณ์กับบีบีซีเวียดนาม นาย ฝ่าม ฮา นักธุรกิจและประธานกรรมการบริหารของลักซ์ กรุ๊ป (Lux Group) บริษัทท่องเที่ยวที่เชี่ยวชาญด้านแพ็กเกจทัวร์ระดับไฮเอนด์ในเวียดนาม เห็นพ้องว่า เวียดนามมีทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวมากกว่าไทย และหากสามารถแก้ไข "คอขวด" ต่าง ๆ ได้ เช่น การมีนโยบายที่เปิดกว้างและโปร่งใสมากขึ้น รวมถึงการยอมรับภาคการท่องเที่ยวอย่างจริงจังว่าเป็นภาคเศรษฐกิจหนึ่ง เวียดนามก็จะมีโอกาสอย่างมากที่จะก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งและมหาอำนาจด้านการท่องเที่ยวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นายฮายังเห็นว่า สโลแกนส่งเสริมการท่องเที่ยวของเวียดนาม "Vietnam – Timeless Charm" [อาจแปลได้ว่า "เวียดนาม เสน่ห์ที่ไร้กาลเวลา"] ซึ่งใช้มาตั้งแต่ปี 2011 นั้นล้าสมัยแล้ว และควรได้รับการปรับปรุงใหม่ ควบคู่ไปกับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน

"ปัจจุบันหน่วยงานที่ดูแลด้านการท่องเที่ยวของเวียดนามยังไม่เข้มแข็งเท่าที่ควร หากมีความเข้มแข็งและศักยภาพเทียบเท่ากับของไทย เวียดนามก็มีโอกาสอย่างเต็มที่ที่จะกลายเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่โดดเด่นมากในอนาคต" เขากล่าวเพิ่ม

โจทย์ของไทยก่อนเป็น "เศรษฐกิจซอมบี้"

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, หากแก้ปัญหาไม่ได้ แล้วทิ้งให้เศรษฐกิจไทยเติบโตในระดับต่ำกว่า 2% ต่อไป อีก 2-3 ปี ประเทศไทยจะเจอปัญหาใหญ่ "เราจะกลายเป็น Zombie economy [เศรษฐกิจซอมบี้หรือเศรษฐกิจผีดิบ] ที่มันจะฟื้นไม่ได้"

กลับมาที่โจทย์ของประเทศไทย ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ เตือนว่าตอนนี้สิ่งที่ไทยต้องทำจริง ๆ ไม่ใช่คอยมองว่าเพื่อนบ้านกำลังทำอะไรอยู่ จะแซงไทยแล้วหรือไม่ เพราะ "ตอนนี้เราเหมือนคนตกหน้าผา แล้วโดนสิบล้อขับเหยียบซ้ำ เพราะฉะนั้นไม่ต้องสนใจว่าใครจะไปวิ่งมาราธอนหรือจะไปปิคนิกที่ไหน เราฟื้นฟูตัวเองก่อน คืออย่าไปมองโลกเลยแต่มองเราว่าวันนี้เราจะกลับมายืนอย่างเข้มแข็ง เราต้องทำอะไรบ้าง"

แล้วปัญหาของเศรษฐกิจอยู่ตรงไหน นักเศรษฐศาสตร์จาก ม.ธรรมศาสตร์ อธิบายว่าปัญหาของไทยตอนนี้มันมีสองสามเรื่องที่พันกัน โดยหลักแล้วไทยอยากจะปรับโครงสร้าง แต่ถ้าหันไปที่ฝั่งผู้ประกอบการ ให้เอาเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ ก็จะเจอปัญหาว่าคนไม่พร้อม ไปต่อไม่ได้ ขณะเดียวกัน ถ้าหันไปที่ฝั่งการพัฒนาคน แต่เศรษฐกิจยังไม่โต ฝั่งผู้ประกอบการก็จะเจอภาระค่าแรงสูง แต่ขายของไม่ได้ สุดท้ายก็ไปต่อไม่ได้เช่นกัน

ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ยังเตือนต่อไปว่า หากแก้ปัญหาที่พันกันตรงนี้ไม่ได้ แล้วทิ้งให้เศรษฐกิจไทยเติบโตในระดับต่ำกว่า 2% ต่อไป ไปอีก 2-3 ปี ประเทศไทยจะเจอปัญหาใหญ่ "เราจะกลายเป็น Zombie economy [เศรษฐกิจซอมบี้หรือเศรษฐกิจผีดิบ] ที่มันจะฟื้นไม่ได้"

โดยทั่วไปนั้น ผู้อ่านอาจเคยได้ยินคำว่า Zombie company หรือบริษัทซอมบี้หรือบริษัทผีดิบบ่อยกว่า ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยให้คำจำกัดความไว้ว่าคือ "บริษัทที่ไม่มีความสามารถในการทำกำไรในปัจจุบันและที่คาดการณ์ได้ในอนาคตมากเพียงพอที่จะนำมาชำระหนี้ของบริษัทได้ในระยะเวลานานต่อเนื่อง หรือพูดเป็นภาษาชาวบ้านว่า เป็นบริษัทที่มี 'หนี้สินล้นพ้นตัว'"

เมื่อนำมาปรับใช้กับสถานการณ์ระดับประเทศ ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ อธิบายว่า เศรษฐกิจซอมบี้คือสถานการณ์ที่ธุรกิจจะเริ่มมองแรงงานเป็นภาระ โดยเฉพาะกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอี ที่มีต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) ราว 60-70% เป็นค่าแรงคนงาน

"ธุรกิจต้องบริหารต้นทุนแน่นอน เพราะว่าถ้าขายของไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องมาตัดต้นทุน แล้วต้นทุนที่ตัดได้ดีที่สุดคือคน เพราะฉะนั้นเรื่องความไม่มั่นคงในการจ้างงานจะสูง"

ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ เขาเสริมว่าจะเกิดปรากฏการณ์ที่บริษัทจะเก็บพนักงานที่มีความสามารถสูง และเป็นทักษะที่ไม่ถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีไว้ จนทำให้เกิดภาวะการเติบโตรูปตัวเค ซึ่งหมายถึงสภาวะที่มีคนกลุ่มหนึ่งเติบโตขึ้นอย่างมาก ขณะที่คนอีกกลุ่มทรุดตัวลงอย่างหนัก จนนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำที่ซ่อนไว้และมองไม่เห็นในระยะสั้น แต่สุดท้ายสิ่งนี้จะกลายจากปัญหาเศรษฐกิจเป็นปัญหาสังคมและการเมือง "ซึ่งมันจะปะทุตอนที่คนทนไม่ไหว" เขากล่าว

เหตุใดนโยบายเศรษฐกิจไทยอาจกำลังไปผิดทาง

ท่ามกลางการหาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมืองมากมายในขณะนี้ ก่อนเข้าสู่วันที่ประชาชนไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ เตือนว่า สถานการณ์ที่ไทยเป็นอยู่ตอนนี้นั้นแย่มาก

"แล้วผมก็ยังตกใจว่าทำไมเราไม่รู้สึกว่ามันแย่ มันแย่มาก มันเพราะแย่เพราะเราถูกซ่อนไว้ด้วยความคิดว่าเดี๋ยวเราจะหางานได้ เดี๋ยวเราก็มีงานทำ"

บีบีซีไทยถามต่อว่า จากนโยบายยการหาเสียงของแต่ละพรรคที่เริ่มออกมาแล้ว เขามองว่ามีนโยบายใดที่กำลังไปถูกทางหรือไม่ อย่างไรก็ดี คำตอบของ ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ทำให้เราประหลาดใจเมื่อเขาบอกว่า ไม่มีนโยบายของพรรคใดมาถูกทางเลย

เขาอธิบายว่านโยบายที่ผ่าน ๆ มาของไทยนั้น เมื่อพูดถึงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ก็มักจะไปเน้นที่ฝั่งการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งเขาชี้ว่าตัวเองเห็นต่าง โดยอธิบายว่าหากกลับไปอ้างอิงตามตำราเศรษฐกิจ การเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน หรือการกระตุ้นจากฝั่งอุปทาน (supply) คือการตั้งสมมติฐานมีความอุปสงค์ (demand) มากเพียงพอ หากนำมาอธิบายในเชิงรูปธรรม อาจเทียบได้กับนโยบายที่ส่งเสริมให้ผลิตข้าวคุณภาพสูงขึ้น หรือออกแบบรถยนต์ที่สแกนม่านตาแล้วรู้ใจผู้ขับได้เลย โดยคิดว่าหากผู้ผลิตทำสินค้าเช่นนี้ได้ ผู้ซื้อก็พร้อมจะจ่ายเงิน แต่เขาตั้งคำถามว่า "แล้วมันจะขายที่ไหน"

ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ มองว่าสำหรับประเทศไทย ด้วยสภาพเศรษฐกิจตอนนี้ประกอบกับเศรษฐกิจโลก แนวทางที่ควรไปคือเน้นไปที่ฝั่งอุปสงค์แทน คือการไปหาสินค้าที่ตลาดต้องการให้เจอ จากนั้นกลับมาผลักดันผู้ประกอบการไทยแทน

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

เขายกตัวอย่างว่า กระทรวงพาณิชย์ภายใต้รัฐมนตรีศุภจี สุธรรมพันธุ์ เพิ่งมีนโยบาย "ข้าวประณีต" ออกมา โดยเป็นการชูไปที่ชาติ อัตลักษณ์ และข้อมูลเชิงลึก เป็นตัวขับเคลื่อนเพื่อเพิ่มมูลค่าแทนการแข่งขันด้านปริมาณ

ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ อธิบายว่าอย่างโครงการข้าวดังกล่าว สิ่งที่รัฐบาลทำได้คือการไปหาตลาดรองรับสินค้าประเภทนี้ขึ้นมาก่อน จากนั้นกลับมาคุยกับเกษตรกรว่าช่วยผลิตข้าวในรูปแบบใหม่นี้ออกมา โดยการันตีกับเกษตรกรได้ว่ามีความต้องการเช่นนี้ เขาก็มองว่าฝั่งเกษตรกรเองก็พร้อมปรับตัวเช่นกัน

เขายังยกอีกหนึ่งตัวอย่างกับอุตสาหกรรมปลาควักไส้ ซึ่งที่ผ่านมาชาวประมงอาจขายแบบนั้น โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มเท่าใดนัก แต่หากรัฐบาลสามารถทำสัญญาการค้ากับประเทศแถบตะวันออกกลางว่าสามารถส่งออกปลาควักไส้ที่เป็นฮาลาล มีมาตรฐานและความสะอาดมากขึ้น จากนั้นกลับมาช่วยฝั่งชาวประมงหรือโรงงาน ทั้งเรื่องเครื่องจักรหรือทุนสนับสนุน จะเป็นการช่วยปรับโครงสร้างที่นำโดยฝั่งอุปสงค์และมีผลกระทบในเชิงบวกอย่างแท้จริง

"การจะขายของให้โลก ขายแบบเก่าไม่ได้ เราต้องไปหาจุดในโลกที่จะซื้อของเรา แล้วเราทำตลาด แล้วไปเปลี่ยนผู้ประกอบการ เปลี่ยนแบบนี้ใครก็เปลี่ยนครับ เราใช้วิธีขับเคลื่อนด้วยอุปทานมาเกือบ 20 ปีในการพัฒนาผู้ประกอบการ มันยังไม่ได้ผล คือมันรู้แล้วว่าไม่ได้ผลตอนเศรษฐกิจดี แล้วเศรษฐกิจที่แย่จะได้ผลได้ยังไง"

เขาเสริมต่อไปว่าการทำนโยบายเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยอุปสงค์จะช่วยบีบให้ไทยต้องตั้งคำถามยาก ๆ อย่างว่าภาคส่วนใดควรไปต่อ หรืออุตสาหกรรมใดอาจต้องหยุดลง เขายกตัวอย่างว่า ประเทศอย่างออสเตรเลียเคยเจอคำถามนี้กับอุตสาหกรรมการผลิตและยานยนต์ ซึ่งประเทศเคยพยายามจะขับเคลื่อนต่อ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจตัดทิ้ง

"เราไม่เคยตั้งคำถามยาก ๆ ว่ายอมให้ภาคส่วนนี้ตายได้หรือเปล่า พอตั้งคำถามปุ๊ป มีเรื่องการเมือง มีเรื่องทำร้าย มีเรื่องตกงาน พอเราไม่กล้าตั้งคำถามยาก ๆ เราก็ไม่เคยเผชิญความจริง ไม่เผชิญความจริง เราก็แก้ไม่ได้"

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

ในความโชคร้ายของไทยนั้น ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ เสริมว่ายังพอมีข้อดีอยู่บ้าง คือดูเหมือนว่าภาคส่วนต่าง ๆ ของไทยยังไปต่อได้หมด เพียงแต่ต้องมีการปรับตัวและพัฒนาให้ดีขึ้น

"เกษตรกรรมก็ไปต่อได้ มันควรไปต่อ จะเป็นสิ่งทอก็ไปต่อได้ แต่ไม่ใช่สิ่งทอไปที่นั่งโรงงานเช้าถึงเย็น แต่เป็นสิ่งทอที่ทำเสื้อผ้า/เครื่องสวมใส่สำหรับอย่างอื่นที่มันมีค่ากว่า คือเสื้อผ้ามันไม่ใช่เสื้อผ้าอย่างเดียว มันสามารถใช้ทางการแพทย์ได้ มันใช้เป็นเรื่องวัสดุศาสตร์สำหรับการทำอย่างอื่นตกแต่งบ้านได้"

จริงอยู่ที่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญ แต่ปัญหาปากท้องของประชาชนรายวันขณะนี้ก็ทอดทิ้งไม่ได้ นักเศรษฐศาสตร์ผู้นี้ให้มุมมองว่าปัญหาของไทยนั้นต้องพยุงและปรับปรุงโครงสร้างคู่กัน เพราะการพยุงโครงสร้างเดิมไม่ให้มันถล่ม ก็คือการไม่ทำให้คนในประเทศลำบากจนเกินไป มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นยังจำเป็นอยู่ แต่ต้องมาพร้อมกับนโยบายที่ขับเคลื่อนด้วยอุปสงค์ เพราะหากเศรษฐกิจภาพใหญ่ยังทรุดอยู่ สุดท้ายรัฐจะมีรายได้จากภาษีลดลง แล้วก็จะกลับมากระทบกับนโยบายอุดหนุนคนตัวเล็กตัวน้อยอยู่ดี

บีบีซีไทยถามคำถามสุดท้ายกับ อาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ผู้นี้ว่า หากหลังการเลือกตั้ง รัฐบาลสามารถดำรงวาระได้ครบ 4 ปี แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาข้างต้นนี้ได้ ประเทศไทยจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร

"ผมว่าไม่ต้องรอ 4 ปี อีก 2 ปี เราก็ลำบากมากแล้ว เรากำลังอยู่ในจุดที่เขาเรียกว่า อยู่ใกล้แตะเส้นความยากจนใหม่ คือไม่ใช่แค่มีพอกินพอใช้ แต่ชีวิตเขาไม่มั่นคงและไม่มีอนาคต อีก 2 ปี ถ้าไม่ทำอะไร มันลงมาเยอะมากเลย เพราะฉะนั้น ถ้าเกิดทำอะไรเป็นรูปธรรมไม่ได้ใน 2 ปี ก็ลำบาก"

"สังเกตว่าคนรุ่นใหม่ทำงานหนัก และเครียดมากขึ้น เขาไม่ได้เปราะบางนะ แต่ว่าภาระงาน ความไม่แน่นอนที่เขาเจอมันหนักหนาสาหัสกว่าเมื่อก่อนเยอะเลย เพราะฉะนั้นใครที่บอกว่าคนรุ่นใหม่เปราะบาง ผมว่าไม่ใช่ แต่ว่าโจทย์ที่เขาเจอมันท้าทายกว่า มองภาพว่าเขายังไม่เห็นเลยว่า 5 ปี 10 ปีข้างหน้าอนาคตเขาจะเป็นยังไง ไม่เหมือนคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ที่เขารู้ว่าทำงานไปสักพักหนึ่ง เลื่อนขั้นจะซื้อบ้าน ชัดเจน แต่เดี๋ยวนี้ถามคนรุ่นใหม่สิ เขาไม่รู้เลยว่าจะโดนเปลี่ยนงานเมื่อไหร่ ไม่รู้เลยว่าอนาคตจะเป็นยังไง เขาอยู่กับความไม่แน่นอนขนาดนี้ ไม่เครียดก็แปลกแล้ว"