เศรษฐกิจไทยแพ้เวียดนามตรงไหน ? เทียบตัวเลขเศรษฐกิจ-ทุนมนุษย์-เทคโนโลยี

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, ปณิศา เอมโอชา
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
รายงานการจัดอันดับเศรษฐกิจในอนาคตของประเทศต่าง ๆ ที่จัดทำโดย ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจในสหราชอาณาจักร (Centre for Economics Business Research - CEBR) ประจำปี 2025 กลายมาเป็นที่สนใจอีกครั้งจนขึ้นหน้าแรกของฟีดข่าวออนไลน์หลายสำนักในไทย ในช่วงเวลาเดียวกับที่สำนักวิจัยหรือประเมินด้านเศรษฐกิจต่างประเทศสำนักต่าง ๆ พากันแสดงความกังวลต่อประเทศไทย ซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่สองของอาเซียนในปัจจุบัน
รายงานดังกล่าววิเคราะห์ว่าภายในปี 2039 เศรษฐกิจเวียดนามจะขึ้นไปอยู่ในอันดับที่ 25 ของโลก จากปัจจุบันรั้งอันดับที่ 34 ในปี 2024
ในทางกลับกัน ไทยซึ่งปัจจุบันอยู่ในอันดับที่ 31จะอยู่ในอันดับเดิม นั่นหมายความว่าภายในปี 2039 เวียดนามจะขึ้นมาเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองในอาเซียนแทนไทย
หากย้อนกลับไปดูสถิติในอดีตจะพบว่าไทยเคยรั้งอันดับที่ 31 มาแล้วในปี 2009 และ 2014 ก่อนที่อันดับจะขยับดีขึ้นอย่างมากในปี 2019 ไปอยู่ที่อันดับ 23 แต่แล้วก็หล่นลงมาเป็นอันดับ 31 ในปัจจุบัน
ในทางตรงกันข้ามอันดับของเวียดนามค่อย ๆ ปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้นมาตั้งแต่ปี 2009 ซึ่งตอนนั้นรั้งอันดับ 51
เกือบ 3 ปีที่แล้ว ภายใต้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา บีบีซีไทยได้เผยแพร่รายงานข่าวว่า ตลอด 8 ปีภายใต้รัฐบาลประยุทธ์ เวียดนามแซงไทยไปมากแค่ไหน
ในช่วงเวลานั้นสถิติบ่งชี้ว่าเวียดนามได้รับเงินลงทุนจากต่างประเทศมากกว่าไทย มีมูลค่าการส่งออกแซงไทย มีข้อตกลงการค้าเสรีที่ครอบคลุมและกว้างขวางกว่าไทยถึงสามเท่า ทั้งยังรองรับผู้นำจากต่างประเทศมากกว่าไทยด้วยซ้ำ เท่านั้นยังไม่พอ ตลาดแรงงานและฝั่งผู้บริโภคก็อยู่ในขาที่กำลังเติบโต
มาในวันนี้ภายใต้นายกรัฐมนตรีคนที่สองที่มาจากพรรคเพื่อไทย (พท.) ซึ่งชูจุดขายเรื่องการแก้ปัญหาปากท้องเศรษฐกิจนั้น บีบีซีไทยขอพาผู้อ่านไปสำรวจความจริงในปัจจุบัน ว่าเมื่อเทียบกันหมัดต่อหมัด เรายังต้องแปลกใจอีกหรือไม่กับพาดหัวข่าวครั้งต่อไปว่า "เวียดนามแซงไทยแล้ว"
ไทย-เวียดนาม: เทียบหมัดต่อหมัด

ที่มาของภาพ, Getty Images
รายงานเศรษฐกิจประจำไตรมาสของแมคคินซีย์ (McKinsey) บริษัทวิจัยชั้นนำของโลก ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ได้วิเคราะห์ข้อมูลของปี 2024 พบว่าเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ อย่าง อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม เศรษฐกิจของไทยโตต่ำที่สุดทั้งในไตรมาสสุดท้ายและตัวเลขรวมทั้งปี ขณะที่เวียดนามมีสถิติดีที่สุดแบบทิ้งคู่แข่งอย่างชัดเจน
เมื่อเทียบชุดข้อมูลพื้นฐานทางเศรษฐกิจมหภาคสำคัญ ๆ พบว่า:
- ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไทยในปี 2024 โตเพียง 2.5% ขณะที่เวียดนามโต 7.09%
- การบริโภคภาคเอกชนในไตรมาสสุดท้ายของไทยเติบโต 3.4% ขณะที่เวียดนามโต 7.54%
- การส่งออกของไทยทั้งปีโต 5.8% ขณะที่เวียดนามโต 14.3%
- ตลอดปี 2024 ภาคการผลิตของไทยติดลบ 0.5% ขณะที่เวียดนามโต 8.4% สูงสุดในรอบ 4 ปี
- ในไตรมาสสุดท้ายอัตราการว่างงานของไทยอยู่ที่ 0.88% สำหรับเวียดนาม ตัวเลขการว่างงานในช่วงเวลาเดียวกันอยู่ที่ 2.22%
จากข้อมูลข้างต้น คำถามคือปัจจัยใดทำให้เวียดนามเติบโตเช่นนี้ ในรายงานจาก CEBR ระบุว่า ในเชิงภาพใหญ่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเวียดนามยังได้อานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตของบริษัทข้ามชาติที่ตีตัวออกจากจีน
และแม้เวียดนามจะเป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออกสูงซึ่งทำให้สุ่มเสี่ยงกับแรงกระแทกจากภายนอกประเทศ อาทิ การขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ แต่การส่งออกของประเทศก็ยังคงเติบโตได้ดีอยู่ในปี 2024
อีกเหตุผลคือสถานการณ์ที่เรียกว่า "ความตึงตัวของตลาดแรงงาน" (tightness of the labour market) หรือสถานการณ์ที่มีตำแหน่งงานมากกว่าจำนวนแรงงานที่พร้อมใช้งาน ทำให้ผู้จ้างงานต้องแย่งกันชิงตัวแรงงาน สถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลดีหรือกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภค

ที่มาของภาพ, Getty Images
ตัดภาพกลับมาที่ไทย รายงานฉบับเดียวกันนี้ชี้ว่า เศรษฐกิจไทยยังคงเปราะบางเป็นพิเศษต่อปัจจัยลบจากภายนอก เช่น ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลกที่ยังดำเนินต่อไป และความเสี่ยงจากมาตรการภาษีนำเข้าที่อาจมีขึ้นจากสหรัฐฯ
นอกจากนี้ ในมิติเรื่องแรงงานที่ตัวเลขโดยรวมของไทยถือว่าต่ำ แต่รายงานได้แสดงความน่ากังวลมากขึ้นเกี่ยวกับการว่างงานในกลุ่มเด็กจบใหม่ รวมไปถึงปัญหาการจ้างงานนอกระบบของไทยซึ่งยังคงแพร่หลายอยู่มาก โดยเฉพาะในภาคการเกษตรและบริการ
รายงานวิเคราะหเศรษฐกิจฉบับนี้แนะนำว่า ไทยควรลดระดับหนี้ของภาคเอกชนที่อยู่ในระดับสูง และการลดการพึ่งพิงภาคการท่องเที่ยว เพื่อสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่มีความหลากหลายและแข็งแกร่งมากขึ้น
รู้เขารู้เรา
เพื่อทำความเข้าใจกับพื้นฐานเศรษฐกิจของเวียดนามเพิ่มเติมนั้น ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานสถิติของรัฐบาลเวียดนามประจำปี 2024 ระบุว่า โครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศเวียดนาม แบ่งเป็นภาคบริการ 42.36% ภาคอุตสาหกรรมและก่อสร้าง 37.64% ภาคเกษตรกรรม ป่าไม้ และการประมง 11.86% ขณะที่ส่วนที่เหลือเป็นฝั่งภาษีสินค้าสุทธิจากเงินอุดหนุนสินค้า (ภาษีสินค้าหักด้วยเงินอุดหนุนสินค้า) อีก 8.14%
จะเห็นว่าภาคบริการของเวียดนามถือเป็นปัจจัยสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมาก ซึ่งตัวอย่างของอุตสาหกรรมที่เติบโตได้ดีได้แก่ ภาคการค้าปลีกและค้าส่งที่เติบโตถึง 7.96% ในปี 2024 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (YoY) ยังมีธุรกิจขนส่งและคลังสินค้าที่โต 10.82% YoY กิจกรรมด้านการเงิน ธนาคาร และประกันภัยเพิ่มขึ้น 7.11% YoY รวมถึงธุรกิจที่พักและบริการอาหารเพิ่มขึ้น 9.76% YoY
แม้ตัวเลขนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางไปเวียดนามในปี 2024 จะต่ำกว่าไทยมาก แต่ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติมากกว่า 17.5 ล้านคน ในปีที่ผ่านมา ก็ส่งให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวทั้งปีของเวียดนามเพิ่มขึ้นถึง 39.5% เมื่อเทียบกับปี 2023
ด้านอุตสาหกรรมและการผลิต ภาคส่วนสำคัญอย่างการจัดหาน้ำ การจัดการน้ำเสีย การบริหารและการจัดการของเสียโตขึ้น 9.43% YoY การผลิตและการจำหน่ายไฟฟ้า เพิ่มขึ้น 10.05% YoY ส่วนการก่อสร้างเพิ่มขึ้น 7.87% YoY

ที่มาของภาพ, Getty Images
นอกจากโครงสร้างหลัก ๆ เหล่านี้ซึ่งโดยพื้นฐานไม่ค่อยแตกต่างจากไทยมากนัก ยังมีอีกสองแง่มุมสำคัญที่ควรถูกพูดถึงคือ อุตสาหกรรมการส่งออก และสัดส่วนเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นอีกมิติที่ทั้งไทยและเวียดนามมีความต้องการและจุดยืนคล้าย ๆ กัน
สำหรับภาคการส่งออกทั้งปี 2024 นั้น ไทยมีมูลค่ารวม 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 5.4% จากปีก่อนหน้า ขณะที่สถิติของเวียดนามคือ 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 14.3% จากปีก่อนหน้า
ก่อนหน้านี้ บีบีซีไทยได้สัมภาษณ์ นายคงฤทธิ์ จันทริก ผู้อำนวยการบริหารสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ซึ่งระบุว่า สินค้าส่งออกของไทยโดยเฉพาะสินค้าบริโภคทั่วไปมีเวียดนามเป็นคู่แข่ง แต่เพราะต้นทุนการผลิตและค่าจ้างแรงงานของเวียดนามถูกกว่าไทย จึงได้เปรียบกว่าเรื่องราคา
บีบีซีไทย ยังเคยประเมินไว้ว่าหากคำนวณจากค่าแรงขั้นต่ำในไทยโดยใช้ตัวเลขสูงสุด 400 บาท/วัน หรือราว 12,000 บาท/เดือน ซึ่งเป็นค่าแรงขั้นต่ำที่มากที่สุดของไทยใน จ.ภูเก็ต เทียบกับค่าแรงขั้นต่ำสูงสุดของเวียดนาม ซึ่งอยู่ประมาณ 6,860 บาท/เดือน ดังนั้น ค่าแรงขั้นต่ำสูงสุดของไทยสูงกว่าเวียดนามประมาณ 75%
สำหรับเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ในปี 2024 นั้น ธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่าไทยมี FDI สุทธิที่ราว 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เม็ดเงินลงทุนที่เกิดขึ้นจริงของเวียดนามคือ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
ในประเด็นของ FDI นั้น เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องพิจารณาเม็ดเงินที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งแตกต่างจากมูลค่าเงินลงทุนรวมจากการขอรับการส่งเสริม ซึ่งปกติแล้วสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จะเป็นผู้รายงาน โดยในปีที่ผ่านมา ไทยมีสถิติมูลค่าเงินลงทุนจากการขอรับการส่งเสริมทั้งหมด 3,137 รายการ ถึงราว 3.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ตัวเลขดังกล่าวของเวียดนามคือ 3.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
เทคโนโลยี-ความพร้อม-ความน่าดึงดูดของภาคธุรกิจ
"เอเชียตะวันออกเลื่องชื่อในฐานะฐานแห่งการผลิต และปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัลใหม่ ๆ กลายเป็นแหล่งของนวัตกรรม การจ้างงาน และการเติบโตทางเศรษฐกิจ" มานูเอลา วี. เฟอร์โร รองประธานธนาคารโลกประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกกล่าวถึงประเทศในเอเชียตะวันออกและเอเชียแปซิฟิก เมื่อปลายปี 2024 ที่ผ่านมา
เขาเสริมอีกว่า "รัฐบาลสามารถทำอะไรได้มากกว่านี้เพื่อปลดล็อกศักยภาพของภาคบริการ ตัวอย่างเช่น พวกเขาสามารถส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อเพิ่มผลิตภาพ" เพราะเทคโนโลยีเชื่อมประสานอยู่กับภาคธุรกิจอย่างแน่นแฟ้น และเป็นกำลังสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ หากจะเปรียบเทียบแนวโน้มการเติบโตของสองประเทศจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะหันมาดูประเด็นนี้ด้วย
หากเริ่มด้วยดัชนีนวัตกรรมโลก หรือ Global Innovation Index (GII) ประจำปี 2024 ซึ่งจัดทำโดย องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก พบว่า ไทยถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 41 จากทั้งหมด 133 ประเทศ ขณะที่เวียดนามตามหลังมาติด ๆ ในอันดับที่ 44
ขณะที่เพื่อนบ้านในภูมิภาคของเราอีก 2 ประเทศ อย่างสิงคโปร์และมาเลเซียถูกจัดให้อยู๋ในอันดับที่ 4 และ 33 ตามลำดับ
รายงานฉบับนี้ยังวิเคราะห์จุดเด่นของไทยและเวียดนามเพิ่มเติมว่า เมื่อวิเคราะห์ในมิติของการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูง การนำเข้าเทคโนโลยีขั้นสูง และการส่งออกสินค้าสร้างสรรค์ เวียดนามรั้งอันดับ 1 ของโลกในทุกกลุ่ม ขณะที่ไทยอยู่ในอันดับ 7 สำหรับการส่งออกสินค้าสร้างสรรค์ และอันดับ 8 สำหรับการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูง
ทั้งสองประเทศยังติดอันดับ 30 อันดับสูงสุดของโลกในด้านแบรนด์ระดับโลก โดยเวียดนามอยู่ในอันดับที่ 22 และไทยอยู่ในอันดับที่ 26 ของโลก

ที่มาของภาพ, Getty Images
ขณะที่ดัชนีความพร้อมทางเครือข่ายหรือ Network Readiness Index (NRI) ซึ่งประเมินแต่ละประเทศบน 4 มิติหลัก ได้แก่ เทคโนโลยี (Technology), คน (People), ธรรมาภิบาล (Governance) และผลกระทบ (Impact) ซึ่งครอบคลุมรอบคลุมประเด็นตั้งแต่เทคโนโลยีแห่งอนาคต อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) ไปจนถึงบทบาทของการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) พบว่า ในปี 2024 ไทยรั้งอันดับที่ 40 และเวียดนาม 45
เมื่อจำแนกประเทศออกเป็นตามกลุ่มรายได้ ไทยซึ่งถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับบน อยู่ในอันดับที่ 3 ตามหลังจีนและมาเลเซีย ขณะที่เวียดนามที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับล่าง รั้งอันดับที่ 1 ของกลุ่ม
รายงานระบุว่าไทยทำได้ดีในหลายส่วนทั้ง โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล จำนวนการสมัครใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านไฟเบอร์ (FTTH/building Internet) และด้านแบนด์วิดท์อินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ ระบบนิเวศดิจิทัลของไทยยังได้แรงหนุนจากปริมาณการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือภายในประเทศที่สูงมาก โดยอยู่ในอันดับที่ 8 ของโลก
ในด้านศักยภาพของคน ไทยอยู่ในอันดับที่ 32 โดยมีผลงานดีด้านการเข้าถึงบริการดิจิทัล ได้แก่ การลงทุนประจำปีในบริการโทรคมนาคมและขีดความสามารถด้านข้อมูล อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังคงเผชิญความท้าทายในด้านการกำกับดูแลเทคโนโลยีเกิดใหม่ และด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของภาคธุรกิจ ซึ่งยังอยู่ในอันดับที่ 76
สำหรับเวียดนาม รายงาน NRI ฉบับเดียวกันนี้ ยังชื่นชมว่าประเทศดำเนินงานสม่ำเสมอในหลายด้าน ได้แก่ เทคโนโลยี ผู้คน และผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจ หนึ่งในจุดแข็งของเวียดนามคือเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 20 ของโลก โดยมีแรงสนับสนุนจากขนาดตลาดภายในประเทศที่แข็งแกร่ง และเศรษฐกิจกิ๊ก (Gig Economy) ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว
ในขณะเดียวกัน เวียดนามมีแนวโน้มเติบโตอย่างมีศักยภาพในด้านการนำเทคโนโลยีเกิดใหม่มาใช้ และการส่งเสริมการลงทุนด้านเทคโนโลยีโดยภาครัฐ โดยทั้งหมดนี้หนุนให้เศรษฐกิจดิจิทัลของเวียดนามเติบโตได้ต่อเนื่อง บนพื้นฐานของโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมที่แข็งแรงและอัตราการใช้งานบริการดิจิทัลที่เพิ่มขึ้น
สำหรับรายงานฉบับสุดท้ายคือ รายงานระบบนิเวศสตาร์ทอัพโลก 2024 พบว่า ไทยรั้งอันดับที่ 54 ขณะที่เวียดนามรั้งอันดับที่ 56 แม้จะตามหลังไทยอยู่ ทว่ารายงานฉบับนี้สะท้อนความน่ากังวลเกี่ยวกับประเทศไทยไม่น้อย
ในขณะที่อันดับของเวียดนามขยับดีขึ้นจากปี 2023 ถึงสองอันดับ สถานการณ์ของไทยกลับกัน ไทยเคยได้อันดับที่ 50 ในปี 2020 ก่อนจะมีอันดับแย่ลงมาเรื่อย ๆ
มองอนาคต มองที่คน: เทียบดัชนีทุนมนุษย์-คุณภาพการศึกษาไทย-เวียดนาม

ที่มาของภาพ, Getty Images
ตามรายงานของ CEBR พวกเขาประเมินว่าจีดีพีของเวียดนามจะโตปีละประมาณ 5.8% ในช่วง 5 ปีต่อจากนี้ และระหว่างปี 2030-2039 จีดีพีจะโตลดลงเล็กน้อยเหลือราว 5.6% ต่อปี
สำหรับไทย พวกเขามองว่าจีดีพีจะโตแค่ราว 2.7% ต่อปี ระหว่างปี 2025-2039
อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจโดยตรงแต่สำคัญกับการเติบโตของประเทศเช่นเดียวกัน
เมื่อไปดูตัวเลขดัชนีทุนมนุษย์ (HDI) ปี 2025 ที่จัดทำโดยโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) พบว่าประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 76/193 ประเทศ ด้วยคะแนน 0.798 [เป็นการคำนวณด้วยข้อมูลจาก 1990-2023] ซึ่งถูกจัดว่าอยู่ในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหนึ่งดัชนีสำคัญอย่าง ดัชนีการพัฒนามนุษย์ที่ปรับตามความเหลื่อมล้ำ (IHDI) ซึ่งเป็นการเอาตัวเลขดัชนีทุนมนุษย์มาคำนวณถึงมิติของความเหลื่อมล้ำ ซึ่งพบว่าในปี 2023 ตัวเลขดัชนี IHDI ของไทยอยู่ที่ 0.677
"ประเทศไทยสูญเสียศักยภาพในการพัฒนามนุษย์ไป 15.16% เนื่องจากความเหลื่อมล้ำในสังคม" รายงานดัชนีทุนมนุษย์ของยูเอ็นระบุ
จากมาตรวัดเดียวกันนี้ เวียดนามมีดัชนีทุนมนุษย์ (HDI) ตามข้อมูลของปี 2023 อยู่ที่ 0.766 รั้งอันดับที่ 91 และเมื่อวัดดัชนี IHDI พบว่า อยู่ที่ 0.641 หรือคิดเป็นการสูญเสียศักยภาพในการพัฒนามนุษย์ราว 16.32%
แม้คะแนนโดยรวมของเวียดนามจะตามหลังไทยอยู่ ทว่าเราได้เห็นความพยายามในการปรับปรุงระบบการศึกษาของเวียดนามอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงการประกาศจากกระทรวงศึกษาธิการให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองในระบบการเรียนการสอนอย่างค่อยเป็นค่อยไประหว่างปี 2025-2035
หากไปดูกันที่ผลสอบสากลอย่าง โปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (Programme for International Student Assessment หรือ PISA) โดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development หรือ OECD) เพื่อประเมินนักเรียนอายุ 15 ปีในประเทศที่เข้าร่วม ทุก ๆ 3 ปี ข้อมูลล่าสุดจากปี 2022 พบว่า คะแนนรวมของไทยอยู่ที่ 1,182 ขณะที่เวียดนามอยู่ที่ 1,403
นอกจากนี้ เมื่อไปดูคะแนนรายวิชาที่สอบ ได้แก่ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และทักษะการอ่าน ก็พบว่าไทยได้คะแนนน้อยกว่าทั้งสิ้น คือ 394, 409, 379 ตามลำดับ ขณะที่คะแนนของเวียดนามคือ 469, 472, 462 ตามลำดับ











