สหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าตอบโต้ไทย 37% กระทบสินค้าส่งออกอะไรบ้าง ?

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ไทยถูกทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีศุลกากรในอัตรา 37% เมื่อวันที่ 2 เม.ย. ที่ผ่านมา
    • Author, ปณิศา เอมโอชา
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าแบบฐานขั้นต่ำในอัตรา 10% จากทุกประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ โดยไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้ ซึ่งจะถูกเก็บภาษีในอัตรา 36%

ก่อนที่ในเวลาต่อมาเอกสารแนบท้ายของประกาศจะมีการปรับแก้ตัวเลขเป็น 37%

น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ออกแถลงการณ์ท่าทีของประเทศไทยต่อนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ในวันนี้ (3 เม.ย.) โดยระบุว่า "รัฐบาลไทยตระหนักและเข้าใจถึงความจำเป็นของสหรัฐฯ ที่จะต้องปรับสมดุลทางการค้ากับประเทศคู่ค้าจำนวนมาก ผ่านนโยบายอัตราภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Trade and Tariffs)"

ในแถลงครั้งนี้นายกฯ ระบุว่า ไทยพร้อมที่จะหารือกับรัฐบาลสหรัฐฯ และได้มีการตั้งคณะทำงานพิเศษขึ้นมาแล้วตั้งแต่วันที่ 6 ม.ค. 2568

"ประเทศไทยมีเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ที่จะสร้างเสถียรภาพและสมดุลทางการค้ากับสหรัฐฯ ในระยะยาว มีศักยภาพเพียงพอต่อการเป็นหนึ่งในกลุ่มมิตรประเทศเพื่อการลงทุน" น.ส.แพทองธาร กล่าว

โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า วันที่ 2 เม.ย. 2568 ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐฯ คือ "วันประกาศอิสรภาพทางเศรษฐกิจของอเมริกา" พร้อมระบุว่า "ภาษีแบบตอบโต้" (reciprocal tariffs) จะเริ่มต้นที่อัตรา 10% แต่จะมี 60 ประเทศ ที่ถูกเก็บภาษีในอัตราที่สูงกว่านี้ โดยอาจสูงถึง 50% และภาษีดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ภายในไม่กี่วันข้างหน้า

ในบทความนี้ บีบีซีไทยจะอธิบายว่าภาษีนำเข้าที่ไทยถูกตั้งกำแพงภาษีสูงถึง 37% จากนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ ครั้งล่าสุด อุตสาหกรรมไหนจะได้รับผลกระทบมากที่สุด และรัฐบาลไทยควรแก้ปัญหาอย่างไร

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ในปี 2567 อินเดียถือเป็นประเทศคู่ค้าอันดับที่ 11 ของไทย ซึ่งไทยได้ดุลการค้าเพิ่มขึ้น 48.58% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า

อุตสาหกรรมใดบ้างของไทยที่ได้รับผลกระทบ

นายคงฤทธิ์ จันทริก ผู้อำนวยการบริหารสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) อธิบายว่าอุตสาหกรรมการส่งออกทุกภาคส่วนของไทยจะได้รับผลกระทบทั้งสิ้น แต่ขึ้นอยู่กับว่าสินค้าประเภทไหนจะได้รับผลกระทบมากน้อยกว่ากัน

เขากล่าวว่า ปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมแต่ละประเภท ไม่ได้ขึ้นอยู่แค่เพียงว่าประเภทสินค้าใดมีปริมาณการส่งออกไปยังสหรัฐฯ มากที่สุดหรือมีมูลค่าการส่งออกสูงที่สุด หรือสินค้าประเภทใดของไทยได้ดุลการค้าจากสหรัฐฯ (หมายถึงกรณีที่ไทยส่งออกสินค้ามากกว่านำเข้าสินค้าประเภทเดียวกันจากสหรัฐฯ) แต่ยังรวมไปถึงค่าเสียโอกาสในการส่งออกเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งขันของไทยที่ส่งออกสินค้าประเภทเดียวกันไปยังสหรัฐฯ

เขายกตัวอย่างเช่น สินค้าภาคการเกษตรอย่างสับปะรด ซึ่งไทยมีคู่แข่งในการส่งออกโดยตรงคือ ฟิลิปปินส์ ทว่าสหรัฐฯ กลับขึ้นภาษีฟิลิปปินส์แค่เพียง 17% เท่านั้น

ผู้อำนวยการบริหาร สรท. ยังยกตัวอย่างสินค้าประเภทยางพารา สินค้าที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ มากเป็นอันดับสาม ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 10.6% ของสินค้าที่ไทยส่งออกไปยังสหรัฐฯ ในปี 2567 คู่แข่งรายสำคัญต่อการส่งออกยางพาราของไทยคือมาเลเซีย แต่สหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้ากับมาเลเซียเพียง 24% เท่านั้น ในการประกาศครั้งล่าสุด

"สินค้าบริโภคทั่วไป ปกติเราแข่งกับจีนและเวียดนาม [ภาษี] เราสูงกว่าจีนเล็กน้อย ไม่แตกต่างมาก กับเวียดนามเราเหมือนจะได้เปรียบ แต่ยังต้องไปดูเรื่องต้นทุนการผลิต เพราะค่าแรงเราต่างกัน" คงฤทธิ์ กล่าว

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, แม้เวียดนามจะโดนสหรัฐฯ เก็บภาษีมากกว่าไทย แต่ยังได้เปรียบไทยเรื่องต้นทุนแรงงาน

ในการเพิ่มภาษีครั้งนี้ จีนถูกสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าที่อัตรา 34% ขณะที่เวียดนามโดนเก็บภาษีสูงถึง 46%

จากการคำนวณของบีบีซีไทย พบว่าหากประเมินค่าแรงขั้นต่ำในไทยโดยใช้ตัวเลขสูงสุด 400 บาท/วัน หรือราว 12,000 บาท/เดือน ซึ่งเป็นค่าแรงขั้นต่ำที่มากที่สุดของไทยใน จ.ภูเก็ต เทียบกับค่าแรงขั้นต่ำสูงสุดของเวียดนาม ซึ่งอยู่ประมาณ 6,860 บาท/เดือน ดังนั้น ค่าแรงขั้นต่ำสูงสุดของไทยสูงกว่าเวียดนามประมาณ 75%

จากข้อมูลจะเห็นว่า แม้รัฐบาลเวียดนามเสียเปรียบที่โดนเรียกเก็บภาษีมากกว่าไทย แต่เวียดนามยังได้เปรียบเรื่องต้นทุนการผลิตกว่าไทยอยู่ไม่น้อยเช่นเดียวกัน

"ต้องดูว่าผู้ประกอบการเวียดนามปรับตัวได้ดีกว่าไหม ที่ผ่านมาเราพยายามเรียกร้อง ให้มีการลดทุนการผลิต เพราะถ้าเราลดต้นทุนไม่ได้ ภาษีเราจ่ายน้อยกว่า ก็ยังนิ่งนอนใจไม่ได้" คงฤทธิ์ ระบุ

5 สินค้าสุ่มเสี่ยงของไทย

จริงอยู่ว่า เหตุ "แผ่นดินไหวทางเศรษฐกิจ" จากมาตรการภาษีที่ประกาศออกมาเมื่อวานนี้ของทรัมป์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อไทยโดยตรงเพิ่งจะเกิดขึ้น และยังต้องอาศัยเวลาและข้อมูลในการคำนวณเพิ่มเติม แต่จากการประเมินขั้นต้น ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด กล่าวกับบีบีซีไทยว่า สินค้าสำคัญที่ไทยส่งออกไปยังสหรัฐฯ ย่อมสุ่มเสี่ยงได้รับผลกระทบอย่างมหาศาลแน่นอน

ถ้าดูจากข้อมูลของสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) จะพบว่า สัดส่วนสินค้าที่ไทยส่งออกไปยังสหรัฐฯ มากที่สุด 5 อันดับแรกในปี 2567 ได้แก่:

  • เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 24.9% ด้วยมูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 11% ด้วยมูลค่ากว่า 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • ผลิตภัณฑ์ยาง 10.6% ด้วยมูลค่ากว่า 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์ และไดโอต 5.8% ด้วยมูลค่ากว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ด้วยมูลค่าเกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

แม้สินค้าส่วนมากที่ได้รับผลกระทบจะกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม แต่หากมาดูเรื่องสินค้าหลาย ๆ ประเภทที่ไทยเก็บภาษีนำเข้าในอัตราสูงกับสหรัฐฯ ก็จะพบว่าสินค้าเกษตรอยู่ในความเสี่ยงเช่นเดียวกัน

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นสินค้าส่งออกจากสหรัฐฯ ที่ไทยตั้งอัตราภาษีนำเข้าไว้ถึง 260%

ดร.ปิยศักดิ์ ชี้ว่าโดยเฉลี่ยแล้วไทยเก็บอัตราภาษีนำเข้ากับสินค้าสหรัฐฯ อยู่ที่ราว 8% อย่างไรก็ดี อัตราภาษีนำเข้าของสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ ที่ไทยเรียกเก็บกลับสูงเฉลี่ยถึง 42% แต่อัตราที่แท้จริงจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า

"ไส้ในอย่างข้าวสาลีเราเก็บ [ภาษีกับสหรัฐฯ] 27% ผลิตภัณฑ์นมเก็บ 40% และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เก็บ 260% ก็คือมหาศาลมาก หรือว่าอย่างตัวรถยนต์หรือยานยนต์ เราก็เก็บสหรัฐฯ 80% มันก็เลยกลายเป็นว่าที่ผ่านมาผู้ผลิตจากอเมริกาเขาหันมาลงทุนในบ้านเรา" หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด และบอกว่า "แต่ทรัมป์ไม่ต้องการ เขาต้องการให้ผู้ผลิตกลับไปบ้านเขา เขาถึงขึ้นประเด็นอย่างนี้มา" ดร.ปิยศักดิ์ อธิบาย

ผลกระทบต่อไทยและการต่อรอง

การประเมินเบื้องต้นจากบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด พบว่า หากความพยายามเจรจาของรัฐบาลไทยไม่เป็นผล และสินค้าไทยถูกเก็บภาษีในอัตรา 37% จริง ๆ "เศรษฐกิจบ้านเราจะหดตัวแรงมาก ตามการคำนวณของเราจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ) จากที่เคยจะโต 2.5% ในปีนี้ ก็จะกลายเป็น -1.1% ทันที"

ดร.ปิยศักดิ์ เสริมว่า ตัวการส่งออกจากที่จะอยู่ที่ -1.1% ตามการคาดการณ์ของในปีนี้จะกลายเป็นการ -5%

สำหรับการวิเคราะห์ตัวเลขการส่งออกนั้น ปัจจุบัน ณ วันที่ 3 เม.ย. 2568 ยังไม่มีการปรับลดประมาณการการเติบโตทั้งปีลงจาก 1-3% แต่อย่างใด ทว่าผู้อำนวยการบริหารสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ย้ำว่า "เราต้องปรับแน่นอน"

นายคงฤทธิ์ จันทริก ผู้อำนวยการบริหาร สรท. อธิบายว่า เมื่อสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้า ผู้นำเข้าสินค้าในสหรัฐฯ ก็จะมาเจรจากับประเทศผู้ส่งออก เช่น ไทย เพื่อปรับเงื่อนไขการค้าใหม่ การที่ต้นทุนการนำเข้าสูงขึ้นจะส่งผลให้ราคาสินค้าในสหรัฐฯ แพงขึ้น ซึ่งนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อและทำให้ผู้บริโภคจับจ่ายน้อยลง

เมื่อระบบต้นทุนเพิ่มขึ้นทั้งห่วงโซ่อุปทาน เศรษฐกิจในประเทศจะได้รับผลกระทบในลักษณะโดมิโนเอฟเฟกต์ ผู้บริโภคในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่อันดับต้น ๆ ของโลก จะเผชิญกับราคาสินค้าที่สูงขึ้นและอาจต้องลดการบริโภคลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งสุดท้ายจะวนกลับมากระทบไทย

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, การลดอัตราภาษีสินค้าเกษตรนำเข้าจากสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบกับเกษตรกรไทยเช่นเดียวกัน

ตอนนี้เรารู้แล้วว่า ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอาจเป็นอะไรได้บ้าง เมื่อนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ย้ำชัดว่าจะต้องเจรจา คำถามสำคัญคือเราจะเอาอะไรไปเจรจากับสหรัฐฯ และมีวิธีการใดบ้าง

ดร.ปิยศักดิ์ กล่าวว่า หากกลับมาเริ่มดูที่ตัวเลขเฉลี่ยภาษีศุลกากรระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ก็จะพบว่าสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีเราอยู่ที่ 2% แต่ไทยเก็บสหรัฐฯ อยู่ที่ 8% ดังนั้น มาตรการแรกที่อาจทำได้คือ การปรับลดอัตราภาษีนำเข้าทั้งกระดานที่เป็นช่วงว่างลงมาได้หรือไม่ แต่ "คำถามคือรัฐบาลจะกล้าหรือไม่"

ตามแถลงจากนายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า จะไม่รีบใช้มาตรการตอบโต้ แต่จะค่อย ๆ พิจารณาไปทีละอุตสาหกรรมซึ่ง ดร.ปิยศักดิ์ แย้งว่าอาจช้าเกินไป

คำแนะนำเรื่องการเร่งเจรจาสอดคล้องกับท่าทีของ สรท. เช่นเดียวกัน ผู้อำนวยการบริหาร สรท. ระบุว่า "ผลกระทบยังไงเราโดนแน่นอน จะโดนมากโดนน้อย แต่ถ้าเราเร่งเจรจา เราทำอย่างรวดเร็ว เราน่าจะโดนเก็บภาษีในอัตรา 10%"

หากประเมินบนฐานว่าไทยจะโดนภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ 10% ดร.ปิยศักดิ์ ระบุว่า ภาคการส่งออกของไทยจะลงมาเหลือ -3% จากกรณีสุดโต่งที่จะอยู่ที่ -5% ขณะที่จีดีพีจากที่เคยประมาณการว่าจะโต 2.5% ก็จะโตเหลือ 1.7%

อย่างไรก็ดี ทั้ง ดร.ปิยศักดิ์ และ สรท. ต่างก็ชี้ให้เห็นถึงปัญหาของการลดภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่อาจส่งผลมาถึงเกษตรกรไทยที่มีคู่แข่งมากขึ้นเช่นเดียวกัน

นอกจากต้องเร่งเจรจาแล้ว เขายังแนะนำว่าให้มีมาตรการช่วยเหลือภายในประเทศ โดยให้มีความร่วมมือกันสำหรับหน่วยงานทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง เช่น การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงจากฝั่งธนาคารแห่งประเทศไทย ความช่วยเหลือพิเศษสำหรับผู้ส่งออกจากกระทรวงการคลัง การแถลงย้ำความมั่นใจในการเจรจาจากกระทรวงพาณิชย์ ไปจนถึงฝั่งตลาดเงิน ตลาดทุน อย่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ขณะที่ สรท. เสริมว่า ไทยต้องไม่ปล่อยปะละเลยในการปฏิรูปโครงสร้างการส่งออกภายในประเทศ เช่น เรื่องการลดต้นทุนในการผลิต รวมถึงต้องมองหาตลาดส่งออกใหม่ ๆ เพิ่มด้วย

ภาษีศุลกากร (Tariffs) คืออะไร และทำงานอย่างไร ?

ภาษีศุลกากร คือ ภาษีที่เรียกเก็บกับสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ โดยทั่วไป ภาษีจะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าสินค้า เช่น หากสินค้าราคา 10 ดอลลาร์สหรัฐ และถูกเก็บภาษีในอัตรา 25% ก็จะต้องจ่ายเพิ่มอีก 2.50 ดอลลาร์สหรัฐ โดยบริษัทผู้นำเข้าสินค้าต่างประเทศจะต้องเป็นผู้จ่ายภาษีนี้ส่วนให้รัฐบาล และบริษัทเหล่านี้สามารถเลือกได้ว่าจะผลักภาระภาษีทั้งหมดหรือบางส่วนไปยังผู้บริโภคหรือไม่

การผลักภาระภาษีต่อผู้บริโภค อธิบายได้ง่าย ๆ คือ ตัวเลข 2.5 ดอลลาร์สหรัฐ นี้ บริษัทจะควักเนื้อจ่ายเอง หรือจะไปขึ้นราคาขายสินค้าให้ผู้บริโภคเป็นคนจ่าย

สำหรับ "ภาษีตอบโต้แบบสากล" (universal reciprocal tariffs) ที่ทรัมป์ประกาศใช้นั้น มีจุดประสงค์เพื่อ ตอบโต้ประเทศคู่แข่งที่เก็บภาษีนำเข้ากับสินค้าสหรัฐฯ อยู่ก่อนแล้ว แม้ว่าทรัมป์จะอ้างว่าภาษีของเขายังต่ำกว่าที่ประเทศเหล่านั้นเรียกเก็บกับสินค้าอเมริกัน

ทำไมทรัมป์ถึงใช้มาตรการภาษีศุลกากร ?

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, โดนัลด์ ทรัมป์ เคยกล่าวว่า "คำว่าภาษีคือคำโปรดของผม"

ภาษีเป็นศูนย์กลางของวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจของทรัมป์ เขาเคยกล่าวว่า "คำว่าภาษีคือคำโปรดของผม"

ทรัมป์ให้เหตุผลว่า ภาษีจะกระตุ้นให้ผู้บริโภคในสหรัฐฯ หันมาซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศมากขึ้น ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และทำให้รัฐมีรายได้จากภาษีเพิ่มขึ้น

เขายังต้องการลด "ดุลการค้า" หรือ ช่องว่างระหว่างมูลค่าสินค้าที่สหรัฐฯ นำเข้าและส่งออก ให้แคบลง ยกตัวอย่างเช่น ในปี 2024 สหรัฐฯ ขาดดุลการค้า 2.13 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ กับสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งทรัมป์เรียกว่า "เป็นความเลวร้าย"

ทรัมป์ยังกล่าวว่า มาตรการภาษีมีจุดประสงค์เพื่อกดดันจีน เม็กซิโก และแคนาดา ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศเป้าหมายแรกให้เพิ่มความร่วมมือในการหยุดยั้งการลักลอบข้ามพรมแดนของผู้อพยพและยาเสพติดเข้าสหรัฐฯ

แม้ทรัมป์จะไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยจากนโยบายภาษีเหล่านี้ แต่นายฮาวเวิร์ด ลัตนิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ กล่าวว่า "แม้เศรษฐกิจจะถดถอย แต่ภาษีก็คุ้มค่า"

ทั้งนี้ หลายมาตรการภาษีที่ทรัมป์เคยประกาศในอดีต ก็เคยถูกเลื่อน ปรับเปลี่ยน หรือยกเลิกในเวลาต่อมา

ราคาสินค้าจะสูงขึ้นสำหรับผู้บริโภคชาวอเมริกันหรือไม่ ?

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, มาตรการเก็บภาษีนำเข้าจะทำให้ราคาสินค้านำเข้าหลายประเภทในสหรัฐฯ แพงขึ้น

นักเศรษฐศาสตร์คาดว่า มาตรการเก็บภาษีนำเข้าจะทำให้ราคาสินค้านำเข้าหลายประเภทในสหรัฐฯ แพงขึ้น เนื่องจากบริษัทผู้นำเข้ามักจะผลักภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นให้กับผู้บริโภค ไม่ว่าจะทั้งหมดหรือบางส่วน

สินค้าที่อาจได้รับผลกระทบมีตั้งแต่ เบียร์ วิสกี้ เตกีลา น้ำเชื่อมเมเปิล น้ำมันเชื้อเพลิง ไปจนถึงอะโวคาโด

นอกจากนี้ บริษัทต่าง ๆ อาจลดการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศลง ซึ่งจะยิ่งทำให้สินค้าบางอย่างในตลาดมีจำนวนน้อยลง และราคาก็อาจยิ่งสูงขึ้น

หนึ่งในกลุ่มเป้าหมายของทรัมป์คือ ผู้ผลิตรถยนต์จากต่างประเทศ ในปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ นำเข้ารถยนต์ประมาณ 8 ล้านคัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณครึ่งหนึ่งของยอดขายรถยนต์ทั้งหมดในสหรัฐฯ

ภาษีนำเข้าใหม่ 25% สำหรับรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์จะเริ่มมีผลในวันที่ 2 เม.ย. โดยการเก็บเงินจากธุรกิจผู้นำเข้ารถยนต์จะเริ่มในวันถัดไป ส่วนภาษีสำหรับชิ้นส่วนอะไหล่จะเริ่มในภายหลัง ซึ่งอาจเป็นช่วงเดือน พ.ค.

ก่อนหน้านี้ก็มีการคาดการณ์ว่าราคารถยนต์จะสูงขึ้นอยู่แล้วจากมาตรการภาษีที่เก็บกับสินค้านำเข้าจากแคนาดาและเม็กซิโก เนื่องจากชิ้นส่วนรถยนต์มักถูกขนส่งข้ามพรมแดนระหว่างสหรัฐฯ เม็กซิโก และแคนาดาหลายครั้งก่อนจะประกอบเสร็จเป็นรถยนต์หนึ่งคัน จึงทำให้ต้นทุนสุดท้ายสูงขึ้นจากภาษีที่เรียกเก็บในแต่ละขั้นตอน

ราคารถยนต์ที่ผลิตจากชิ้นส่วนของเม็กซิโกและแคนาดาเพียงอย่างเดียว อาจเพิ่มขึ้นระหว่าง 4,000 - 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นอยู่กับรุ่นของรถ ตามการวิเคราะห์ของแอนเดอร์สัน อีโคโนมิก กรุ๊ป (Anderson Economic Group)

สำหรับภาษีที่ทรัมป์เคยประกาศใช้ในช่วงแรกที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีนั้น ส่งผลให้ราคาเหล็กและอะลูมิเนียมในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2.4% และ 1.6% ตามลำดับ ข้อมูลนี้มาจากคณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ แต่เมื่อภาษีเหล่านี้หมดอายุลง ราคาก็กลับมาลดลงอีกครั้ง