สำรวจผลกระทบจากมาตรการภาษีที่ 'โง่' ของทรัมป์ต่อคนทั่วโลก

    • Author, นาดีน ยูซิฟ, เจมส์ ฟิตซ์เจอรัลด์, แบรนดอน เดรนอน และ ลอร่า บิกเกอร์
    • Role, บีบีซีนิวส์
Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

เมื่อวันที่ 4 มี.ค. ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้กำหนดอัตราภาษีศุลกากร 25% สำหรับสินค้าที่มาจากแคนาดาและเม็กซิโก

ขณะการนำเข้าสินค้าพลังงานจากแคนาดา เช่น น้ำมัน ถูกกำหนดให้ต้องเสียภาษีในอัตรา 10%

เดิมทีภาษีทั้งหมดนี้มีแผนจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 4 ก.พ. แต่ได้เลื่อนออกไปหนึ่งเดือน เพื่อให้เวลาแก่แคนาดาและเม็กซิโกเพิ่มการรักษาความมั่นคงบริเวณชายแดนให้มากขึ้น

ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังได้กำหนดอัตราภาษี 10% สำหรับสินค้านำเข้าจากจีนเพิ่มเติม นอกเหนือจากอัตราภาษี 10% ที่ได้ประกาศใช้ไปก่อนหน้านั้นตั้งแต่ช่วงต้นเดือน ก.พ.

ด้านแคนาดาได้ตอบโต้ด้วยการประกาศเก็บภาษี 25% กับสินค้าจากสหรัฐฯ ซึ่งมีมูลค่ารวม 1.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนเม็กซิโกระบุว่าจะประกาศมาตรการตอบโต้ในภายหลัง

สำหรับจีนได้ประกาศตั้งอัตราภาษี 10-15% กับการนำเข้าสินค้าอาหารจากสหรัฐฯ อาทิ ข้าวสาลี ข้าวโพด เนื้อวัว และถั่วเหลือง ไปแล้ว

ก่อนหน้านี้ จีนยังได้เรียกเก็บภาษีการนำเข้าถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ เครื่องจักรกลการเกษตร และรถยนต์เครื่องยนต์ขนาดใหญ่จากสหรัฐฯ และยังสั่งห้ามการส่งออกธาตุหายากหลายชนิดที่จำเป็นต่อการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ทางการทหารไปยังสหรัฐฯ อีกด้วย

เหล็กและอลูมิเนียม: ทั่วโลกพึงระวัง

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ณ ปี 2024 สหรัฐอเมริกานำเข้าอลูมิเนียมจากหลายประเทศหลัก โดย แคนาดา เป็นผู้ส่งออกอันดับหนึ่ง คิดเป็น 40.68% ของการนำเข้าอลูมิเนียมทั้งหมดของสหรัฐฯ

ในวันที่ 12 มี.ค. สหรัฐฯ มีกำหนดที่จะเริ่มเรียกเก็บภาษีในอัตรา 25% จากการนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียมที่มาจากทุกประเทศทั่วโลก

มาตรการนี้จะส่งผลกระทบต่อประเทศผู้ผลิตเหล็กขนาดใหญ่ เช่น บราซิล แคนาดา จีน เยอรมนี เม็กซิโก เนเธอร์แลนด์ เกาหลีใต้ และเวียดนาม รวมถึงประเทศผู้ผลิตอลูมิเนียมรายใหญ่ เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และบาห์เรน

ประธานาธิบดีทรัมป์ปฏิเสธข้อเสนอแนะที่ว่าภาษีดังกล่าวจะทำให้ราคาเหล็กในสหรัฐฯ สูงขึ้น โดยกล่าวว่า "สุดท้ายแล้วมันจะถูกลง"

นอกจากนี้ เขายังระบุว่าสหรัฐฯ จะเรียกเก็บภาษีกับสินค้าการเกษตรและรถยนต์นำเข้าจากต่างประเทศในวันที่ 2 เม.ย. ในอัตราราว 25% อีกด้วย

แคนาดา

นายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด ของแคนาดาได้ออกมาประณามมาตรการเก็บภาษีศุลกากรของโดนัลด์ ทรัมป์ที่บังคับใช้กับแคนาดาอย่างกว้างขวาง โดยเรียกว่าเป็น "การกระทำที่โง่เง่ามาก" และย้ำว่าจะดำเนินการ "ต่อสู้ไม่หยุดยั้ง" เพื่อปกป้องเศรษฐกิจของประเทศ

เขายังได้ประกาศเรียกเก็บภาษีตอบโต้สินค้าส่งออกจากสหรัฐฯ พร้อมเตือนว่าการทำสงครามการค้าจะส่งผลกระทบที่มีค่าใช้จ่ายสูงให้แก่ทั้งสองประเทศ

อย่างไรก็ตาม ทางฝั่งทรัมป์ได้แสดงท่าทีแข็งกร้าวยิ่งขึ้นในโพสต์บนแพลตฟอร์ม Truth Social ระบุว่า "ช่วยบอกผู้ว่าการทรูโดแห่งแคนาดาด้วยว่า เมื่อเขาเรียกเก็บภาษีตอบโต้สหรัฐฯ เราก็จะปรับขึ้นภาษีตอบโต้ในอัตราเดียวกันทันที!"

คำบรรยายวิดีโอ, ชมวิดีโอขณะนายกรัฐมนตรีแคนาดา จัสติน ทรูโด ตอบกลับมาตรการขึ้นภาษีของทรัมป์ พร้อมระบุว่า "เป็นการกระทำที่โง่เง่าอย่างยิ่ง"

จัสติน ทรูโด กล่าวหาประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่าวางแผน "บ่อนทำลายเศรษฐกิจแคนาดาให้สิ้นซาก เพื่อจะทำให้การผนวกแคนาดาเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ ทำได้ง่ายขึ้น"

"แต่เรื่องนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้น เราจะไม่มีทางที่จะตกเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ" ทรูโดกล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันอังคาร

"นี่คือช่วงเวลาที่เราต้องตอบโต้กลับอย่างหนัก และแสดงให้เห็นว่าการต่อสู้กับแคนาดาจะไม่มีใครเป็นผู้ชนะ"

ทรูโดย้ำว่าความตั้งใจหลักของแคนาดาคือทำให้สหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการภาษีเหล่านี้โดยเร็วที่สุด เพื่อให้ "มันจะไม่ให้ [มาตรการภาษี] ดำเนินต่อไปแม้แต่วินาทีเดียวอย่างเกินความจำเป็น"

ด้านทรัมป์ให้เหตุผลว่าตนเองกำลังปกป้องการจ้างงานและภาคการผลิตในสหรัฐฯ รวมถึงพยายามป้องกันการอพยพเข้าเมืองและการค้ายาเสพติดอย่างผิดกฎหมาย โดยเขาอ้างว่าต้องการควบคุมการแพร่ระบาดของเฟนทานิล (fentanyl) ซึ่งเป็นยาเสพติดที่มีฤทธิ์แรงในกลุ่มโอพิออยด์ (opioid) และได้โทษประเทศอื่น ๆ ว่าเป็นต้นทางที่ทำให้ยาเสพติดชนิดนี้เข้ามาถึงสหรัฐฯ

ทรูโดตอบโต้คำกล่าวหาดังกล่าวว่า ไม่มีเหตุผลสมควรที่จะออกมาตรการภาษีใหม่กับแคนาดา เพราะเฟนทานิลที่ถูกจับได้ตามชายแดนสหรัฐฯ ที่มาจากแคนาดานั้น "มีสัดส่วนไม่ถึง 1%"

ประธานาธิบดีคลอเดีย เชนบาวม์ ของเม็กซิโกก็เห็นสอดคล้องกัน โดยระบุว่า "ไม่มีมูลเหตุ ไม่มีเหตุผล ไม่มีความชอบธรรมใด ๆ" สำหรับการตัดสินใจของทรัมป์ และประกาศว่าจะออก "มาตรการภาษีและมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี" เพื่อตอบโต้เช่นกัน แต่รายละเอียดจะประกาศเพิ่มเติมในวันอาทิตย์

ศาสตราจารย์จอห์น โรเจอร์ส แห่งมหาวิทยาลัยอเมริกันอินเตอร์เนชั่นแนล ให้ความเห็นว่ามาตรการภาษีของทรัมป์มีแนวโน้มที่จะส่งผลให้ราคาสินค้าสูงขึ้น ทั้งสำหรับผู้บริโภคในสหรัฐฯ และในต่างประเทศ

สินค้าที่อาจได้รับผลกระทบเร็วที่สุดคืออาหาร เช่น ผัก ผลไม้ และผลผลิตทางการเกษตรอื่น ๆ ที่สหรัฐฯ นำเข้าจากเม็กซิโก จากนั้นอาจเป็นกลุ่มน้ำมันและก๊าซที่นำเข้าปริมาณมากจากแคนาดา

"ราคาน่าจะขยับขึ้นเร็ว ๆ นี้" ศ.โรเจอร์สเตือน แต่ยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าจะสูงขึ้นเท่าไร และเร็วแค่ไหน

"นี่เป็นสถานการณ์ใหม่ที่ไม่เคยเจอมาก่อน" เขากล่าวกับบีบีซี

ศ.โรเจอร์สแสดงความกังวลเป็นพิเศษถึงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับพันธมิตรการค้าของสหรัฐฯ ในระยะยาว

"มันเหมือนกับการจิ้มตาเพื่อนบ้านของตัวเอง" เขากล่าว พร้อมย้ำว่าในสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโก "ทุกฝ่ายล้วนต้องเสียประโยชน์"

"ไม่มีทางชนะในสงครามการค้า ทุกคนจะเจ็บตัว เพราะสุดท้ายจะต้องจ่ายแพงขึ้น และอาจเสียคุณภาพสินค้า"

ทั้งนี้ ภาษีศุลกากร (tariffs) เป็นภาษีที่เรียกเก็บจากสินค้านำเข้า มันได้รับการออกแบบมาเพื่อปกป้องการแข่งขันราคาที่ถูกกว่าในตลาดโลก และกระตุ้นธุรกิจและการจ้างงานในประเทศต้นทางที่กำหนดภาษี

คำบรรยายวิดีโอ, ฟังเสียงของแรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีความกังวลต่อการขึ้นภาษีของทรัมป์

ผลร้ายที่อาจตามมาต่อแคนาดาและเม็กซิโก

ศาสตราจารย์สตีเฟน มิลลาร์ด จากสถาบันวิจัยด้านเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในสหราชอาณาจักร ระบุว่า แคนาดาและเม็กซิโกจะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการเรียกเก็บภาษีแบบเหมารวมของสหรัฐฯ

ทั้งสองประเทศต้องพึ่งพาการค้ากับสหรัฐฯ เป็นอย่างมาก เม็กซิโกส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนถึง 83% ทั้งหมดสินค้าส่งออกทั้งหมด ส่วนแคนาดาส่งออกไปยังสหรัฐในสัดส่วน 76% ของการส่งออกทั้งหมด

"แคนาดาส่งออกน้ำมันและเครื่องจักรไปยังสหรัฐฯ ในปริมาณมาก" มิลลาร์ดกล่าว "และภาษีในอัตรา 25% อาจทำให้จีดีพี (GDP) ของแคนาดาหดตัวลงถึง 7.5% ภายในระยะเวลาห้าปี"

"ขณะที่จีดีพีของเม็กซิโกอาจจะลดลงถึง 12.5% ภายในห้าปีเช่นกัน นี่ถือเป็นผลกระทบที่รุนแรงอย่างยิ่ง"

ลิลา อาเบด จากสถาบันเม็กซิโก ภายใต้ศูนย์วิจัยวิลสัน ในสหรัฐฯ มองว่าภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ จะสร้าง "ความเสียหายอย่างรุนแรง" ให้แก่แรงงานชาวเม็กซิกัน

"ตำแหน่งงานประมาณ 5 ล้านตำแหน่งในสหรัฐฯ ขึ้นอยู่กับการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับเม็กซิโก… และผลการศึกษาล่าสุดระบุว่า งานราว 14.6 ล้านตำแหน่งในเม็กซิโกก็พึ่งพาการค้ากับพันธมิตรในอเมริกาเหนือเช่นเดียวกัน"

หลังมีข่าวการกำหนดภาษีชุดใหม่ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ในสหรัฐฯ และทั่วโลกต่างปรับตัวลดลง ซึ่งสะท้อนถึงความกังวลของนักลงทุนที่เกรงว่ามาตรการนี้จะส่งผลเสียต่อการค้าและเศรษฐกิจโลก

แอนดรูว์ วิลสัน จากสภาหอการค้านานาชาติ กล่าวว่า: "ที่เราเห็นอยู่ตอนนี้คือการปรับขึ้นอัตราภาษีที่มีผลในทางปฏิบัติสูงที่สุดของสหรัฐฯ นับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1940 ซึ่งมาพร้อมกับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่รุนแรง"

ขณะเดียวกัน เอลลา ฮ็อกซา จากบริษัทการเงินนิวตัน อินเวสต์เมนท์ แมเนจเมนต์ ซึ่งตั้งอยู่ในสหราชอาณาจักร เตือนว่าอาจเกิด "การเพิ่มขึ้นของราคา เนื่องจากบริษัทต่าง ๆ จะผลักภาระต้นทุนบางส่วนไปยังผู้บริโภค"

กรณีของจีน

"จีนจะต่อสู้จนถึงที่สุดในสงครามการค้าครั้งนี้" โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนในกรุงปักกิ่งประกาศ หลังจากที่จีนได้ประกาศมาตรการภาษีตอบโต้ กับการนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ

มาตรการนี้เกิดขึ้นภายในไม่กี่นาทีหลังจากที่สหรัฐฯ เริ่มบังคับใช้ภาษีศุลกากรอัตราใหม่ 10% กับสินค้านำเข้าจากจีนเมื่อวันอังคาร ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระภาษีจากที่มีอยู่แล้วทั้งจากสมัยแรกของทรัมป์และมาตรการที่เพิ่งประกาศไปเมื่อเดือนที่แล้ว

อย่างไรก็ตาม มาตรการตอบโต้ของจีนในครั้งนี้ยังคงเป็นเพียงการ "ออกหมัดเปิดเกม" มากกว่าการโจมตีเต็มกำลัง

แม้ว่ามาตรการนี้จะแสดงถึงความแข็งแกร่งและสามารถสร้างผลกระทบต่อบางภาคส่วนของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้ แต่ก็ยังเปิดช่องให้สามารถเจรจาหรือเพิ่มระดับความรุนแรงของมาตรการได้ในอนาคต

"เราขอแนะนำให้สหรัฐฯ หยุดทำตัวเป็นนักเลงและหันกลับเข้าสู่เส้นทางแห่งการเจรจาและความร่วมมือ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป" หลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าว

นี่เป็นรอบที่สองของมาตรการภาษีตอบโต้ระหว่างจีนและสหรัฐฯ แล้ว นับตั้งแต่เดือน ก.พ. แต่ครั้งนี้จีนพุ่งเป้าโจมตีไปยังจุดที่อาจสร้างความเสียหายให้กับโดนัลด์ ทรัมป์มากที่สุด นั่นคือกลุ่มเกษตรกรซึ่งถือเป็นหนึ่งในฐานเสียงหลักของเขา

คาดการณ์ว่า เกือบ 78% ของเขตที่พึ่งพาภาคเกษตรกรรมในสหรัฐฯ ลงคะแนนเลือกทรัมป์เป็นประธานาธิบดีในปี 2024

จีนถือเป็นหนึ่งในลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ เช่น ไก่ เนื้อวัว เนื้อหมู และถั่วเหลือง ซึ่งขณะนี้สินค้าทั้งหมดเหล่านี้กำลังจะถูกเก็บภาษี 10-15% โดยมาตรการดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 10 มี.ค.

"มาตรการภาษีเหล่านี้ส่งผลเชิงลบต่อภาคเกษตรของสหรัฐฯ โดยรวม และมีแนวโน้มกดดันราคาสินค้าเกษตรให้ลดลง"

โอเล เฮา จากบริษัท Ikon Commodities กล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์ ว่า "โลกมีปริมาณข้าวโพดและถั่วเหลืองเพียงพอให้จีนสามารถเปลี่ยนไปนำเข้าจากแหล่งอื่นได้ แต่ปัญหานี้จะกระทบกับสหรัฐฯ มากกว่า เพราะปัจจุบันยังคงมีถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ กว่า 30% ถูกส่งออกไปจีน"

รัฐบาลจีนอาจคาดหวังว่า มาตรการนี้จะช่วยกดดันรัฐบาลของทรัมป์ก่อนการเจรจาทางการค้าในอนาคต

สงครามการค้าเต็มรูปแบบ หรือ การเจรจา ?

ประกาศล่าสุดทำให้ความเป็นไปได้ของ "สงครามการค้าเต็มรูปแบบ" ระหว่างสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม จากแถลงการณ์ของกระทรวงต่าง ๆ ของจีน มีสองประเด็นที่ชัดเจน

ประเด็นแรกคือจีนพร้อมที่จะสู้ต่อไป "แรงกดดัน การบีบบังคับ และการข่มขู่ ไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องในการเจรจากับจีน" หลิน เจี้ยน (Lin Jian) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าว

ประเด็นที่สอง คือจีนยังเปิดช่องทางสำหรับการเจรจา

สำหรับในครั้งนี้ จีนไม่ได้ใช้โทนคำพูดแข็งกร้าวหรือวาทกรรมหรือปรับขึ้นภาษีอย่างรุนแรงเหมือนที่เคยทำในปี 2018 สมัยรัฐบาลทรัมป์สมัยแรก ซึ่งในตอนนั้น จีนเคยเรียกเก็บภาษี 25% กับถั่วเหลืองนำเข้าจากสหรัฐฯ

"มาตรการภาษีของจีนในรอบนี้กระทบสินค้าสหรัฐฯ ในจำนวนที่จำกัด และยังคงต่ำกว่า 20% โดยเจตนา" อีวาน เพย์ นักวิเคราะห์จาก Trivium China กล่าว

เขากล่าวเสริมว่า "รัฐบาลจีนกำลังส่งสัญญาณว่าพวกเขาไม่ต้องการให้สถานการณ์บานปลาย แต่ต้องการลดความตึงเครียด"

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, หลายฝ่ายเชื่อว่าจีนไม่น่าจะเป็นฝ่ายเริ่มเจรจาก่อน เนื่องจากไม่ต้องการถูกมองว่ายอมอ่อนข้อให้กับสหรัฐฯ

เมื่อเดือนที่แล้วมีการคาดการณ์ถึงการเจรจาระหว่างสองฝ่าย โดยทำเนียบขาวระบุว่าจะมีการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และโดนัลด์ ทรัมป์ แต่เหตุการณ์นั้นไม่เคยเกิดขึ้น

คำถามสำคัญคือ การเจรจาจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ และใครจะเป็นฝ่ายเริ่มก่อน ?

จีนไม่น่าจะเป็นฝ่ายเริ่มก่อน เนื่องจากไม่ต้องการถูกมองว่ายอมอ่อนข้อให้กับสหรัฐฯ

ขณะที่แคนาดาและเม็กซิโกได้ออกมาตรการเกี่ยวกับการควบคุมเฟนทานิลเพื่อรับมือกับแรงกดดันจากสหรัฐฯ จีนกลับไม่ได้ประกาศมาตรการใหม่เกี่ยวกับปัญหานี้ แต่เลือกใช้แนวทางเดิม โดยย้ำว่าปัญหาเฟนทานิลเป็น "ปัญหาของสหรัฐฯ" และจีนมีนโยบายต่อต้านยาเสพติดที่เข้มงวดที่สุดในโลก

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา คณะมุขมนตรีจีน (State Council) ได้เผยแพร่สมุดปกขาว (White Paper) ชื่อ "การควบคุมสารที่เกี่ยวข้องกับเฟนทานิล – บทบาทของจีน"

เอกสารนี้ระบุถึงมาตรการที่จีนได้ดำเนินการไปแล้วในการปราบปรามอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับเฟนทานิล รวมถึงการควบคุมสารเคมีตั้งต้นที่ใช้ในการผลิตยาเสพติด พร้อมเน้นย้ำว่าจีนกำลัง "ปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศด้านการควบคุมยาเสพติดอย่างเคร่งครัด"

แม้ว่าจีนจะยังไม่ยื่นมือไปหาสหรัฐฯ โดยตรง แต่เอกสารฉบับนี้ดูเหมือนจะเป็น "คำตอบทางอ้อม" ของจีนที่ต้องการสื่อว่า "เราได้ทำเต็มที่แล้วเกี่ยวกับปัญหาเฟนทานิล"

แรงกดดันที่มาพร้อมโอกาส

แม้ว่าจีนจะยืนยันว่า "จะไม่ยอมจำนน" แต่มาตรการภาษีล่าสุดนี้ก็ย่อมสร้างแรงกดดันไม่น้อย

ภาษีศุลกากรรวม 20% สำหรับสินค้าจีนทั้งหมด ถือเป็นภาระเพิ่มเติมจากมาตรการภาษีจำนวนมากที่ทรัมป์ได้กำหนดไว้ในสมัยแรกของเขา ซึ่งครอบคลุมสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และขณะนี้ประชากรจีนเองก็กำลังกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

สัปดาห์นี้ ผู้แทนนับพันคนกำลังรวมตัวกันที่กรุงปักกิ่งเพื่อเข้าร่วมการประชุมสภาประจำปี ซึ่งส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปที่ประเด็นทางเศรษฐกิจ อาทิ ราคาบ้านที่ยังคงลดลง และอัตราว่างงานของเยาวชนยังคงอยู่ในระดับสูง

หากเกิดสงครามการค้ากับสหรัฐฯ ธุรกิจและผู้บริโภคในจีนอาจได้รับผลกระทบด้านการเงินมากขึ้น ในช่วงเวลาที่พรรคคอมมิวนิสต์ต้องการกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนอาจมองเห็นโอกาสในสถานการณ์นี้ เนื่องจากโดนัลด์ ทรัมป์กำลังสร้างความไม่แน่นอนให้กับพันธมิตรระหว่างประเทศของเขาเอง

จีนสามารถใช้โอกาสนี้ในการโยนความผิดเกี่ยวกับปัญหาเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นต่อไปให้กับรัฐบาลสหรัฐฯ โดยระบุว่าสหรัฐฯ เป็นฝ่ายเริ่มต้นสงครามการค้า

สำนักข่าวซินหัว (Xinhua) ของทางการจีนได้เผยแพร่วิดีโอล้อเลียนหลายชุดในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยเสียดสีว่าสหรัฐฯ กำลังเก็บภาษีจากพันธมิตรและประเทศเพื่อนบ้านเอง ฉากต่าง ๆ ในวิดีโอแสดงให้เห็นสหรัฐฯ ในบทบาทของ "อันธพาลการค้า" สะท้อนคำพูดของผู้นำแคนาดาและเม็กซิโกที่เคยวิจารณ์ทรัมป์

ขณะเดียวกันกระทรวงพาณิชย์ของจีนก็ออกแถลงการณ์ย้ำว่าจีนพร้อมทำงานร่วมกับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกเพื่อต่อสู้กับมาตรการภาษีของทรัมป์

ดูเหมือนว่าจีนกำลังมองหาพันธมิตรในสงครามการค้านี้ ขณะเดียวกันก็พยายามทำให้สหรัฐฯ ดูเป็น "ตัวปัญหา" ที่พร้อมจะเล่นงานทั้งพันธมิตรและศัตรู

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่แนวคิด "อเมริกาต้องมาก่อน" (America First) ของโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังทำให้หลายประเทศในยุโรปและสหราชอาณาจักรเริ่มตั้งคำถามว่า "ระเบียบโลกที่นำโดยสหรัฐฯ กำลังสั่นคลอนแล้วหรือไม่ ?"