แนวคิดขยายอายุเกษียณจาก 60 เป็น 65 ปี แก้ปัญหาสังคมผู้สูงวัยได้จริงแค่ไหน ?

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, ปวีณา นิลบุตร
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
การขยายอายุเกษียณราชการของประเทศไทยจากเดิม 60 ปี กลับมาเป็นประเด็นถกเถียงกันในสังคมอีกครั้ง หลังนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ออกมายืนยันว่า รัฐบาลได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ศึกษาการขยายอายุราชการขึ้นจาก 60 ปี เป็น 65 ปี
รองนายกฯ ระบุถึงเหตุผลของการขยายอายุเกษียณครั้งนี้ว่าเป็นเพราะสังคมไทยกำลังจะเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ และอัตราการเกิดใหม่ของประชากรที่ต่ำ ทำให้คนวัยทำงานมีจำนวนลดลง ก็เป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง
"คนเกิดน้อยกว่าคนตายเข้าสู่ปีที่ 5 จะทำให้คนสูงอายุมากกว่าคนวัยทำงาน ตัวเลขคนทำงาน 2 คน ต้องดูแลผู้สูงอายุ 1 คน และในอีก 10 ปีข้างหน้าตัวเลขก็น่ากลัว โดยคนทำงาน 1 คน จะดูแลผู้สูงอายุเกิน 60 ปี 1 คน" นายบวรศักดิ์ กล่าวในงานเสวนาของสถาบันพระปกเกล้า หัวข้อปักหมุดเลือกตั้ง อบต. 69 กับความคาดหวังของสังคมไทย เมื่อวันที่ 26 พ.ย.
ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ยอมรับว่านโยบายการเพิ่มอายุเกษียณเป็นเรื่องที่ต้องทำ เพื่อตอบรับกับปัญหาไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยโดยสมบูรณ์ โดยหวังว่านโยบายนี้จะเป็นการที่รัฐเริ่มและเอกชนตาม
"เราต้องมีระบบที่เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุมีงานทำและมีรายได้...รองนายกรัฐมนตรี ก็จะไปหารือ หาแนวทางในการที่จะปรับเรื่องการเกษียณอายุราชการ เชื่อว่าในภาคเอกชนคงมีการรองรับทางด้านนี้อยู่แล้ว" นายอนุทิน กล่าวในปาฐกถาพิเศษ หัวข้อปรับโครงสร้างประเทศ ฟื้นเศรษฐกิจไทย เมื่อเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ สำนักงาน ก.พ. ชี้แจงว่า หน่วยงานกำลังศึกษาความเป็นไปได้เกี่ยวกับการขยายอายุเกษียณของข้าราชการ ทั้งจำนวนข้าราชการที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย จำนวนงบประมาณที่ต้องใช้เพิ่มขึ้น และผลกระทบต่อมิติต่าง ๆ เพื่อนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีต่อไป และยังไม่ได้มีผลสรุปใด ๆ ออกมาอย่างเป็นทางการ
อย่างไรก็ตาม ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) บอกกับบีบีซีไทยว่า การเพิ่มอายุเกษียณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มข้าราชการพลเรือนอาจไม่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาเรื่องสังคมสูงวัย เพราะเป็นทางออกที่ "ยากที่จะยั่งยืน" เช่นเดียวกันกับนายชาคิต พรหมยศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กิจการเพื่อสังคมที่ชื่อ ยังแฮปปี้ (Young Happy) ที่บอกกับบีบีซีไทยว่า การแก้ปัญหาด้วยวิธีดังกล่าวอาจเป็น "การเกาไม่ถูกจุด"
สถานการณ์กลุ่มผู้สูงวัยในวงการราชการเป็นอย่างไร ?
รายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทย ประจำปี 2566 ของกรมกิจการผู้สูงอายุ ระบุว่าปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์ (complete-aged society) ซึ่งจะนับเป็นชาติที่สองในอาเซียน รองจากสิงคโปร์ โดยกรมกิจการผู้สูงอายุให้คำอธิบายว่าสังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์ หมายถึงสังคมที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด หรือมีประชากรอายุมากกว่า 65 ปี มากกว่า 14% ของประชากรทั้งหมด
รายงานฉบับนี้ระบุด้วยว่าในปี 2566 ไทยมีประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปจำนวนราว 13.1 ล้านคน และเมื่อเทียบกับประชากรทั้งประเทศจำนวนราว 66 ล้านคน หมายความว่าไทยมีจำนวนผู้สูงอายุ 19.97% แล้ว
รายงานยังชี้ถึงสถิติในปี 2566 ที่ประชากรวัยแรงงาน 100 คน จะต้องรับภาระเลี้ยงดูผู้สูงอายุจำนวน 31.02 คน และอีกสถิติที่น่ากังวลคือ ข้อมูลจากโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ผู้สูงอายุ 39% จากผู้สูงอายุทั้งหมดในประเทศมีหนี้สิน
ดังนั้น นายบวรศักดิ์ ชี้ว่าเพื่อเป็นการป้องกันการขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะภาคข้าราชการในอนาคต รัฐจึงมองว่าการขยายอายุเกษียณเป็นหนึ่งในทางออก
"คนจะเข้าสู่ระบบราชการน้อยลง อีกทั้งคนเปลี่ยนนิสัย เจนซี (Gen Z) ถึงเจนอัลฟา (Gen Alpha) จะเน้นความสมดุลระหว่างการทำงานกับการใช้ชีวิต เข้ามาทำงาน 3 เดือน 6 เดือนก็ลาออก ซึ่งระบบราชการไม่สามารถใช้คนเช่นนี้ได้ รัฐบาลจึงต้องคิดขยายเกษียณอายุราชการ" นายบวรศักดิ์กล่าวไว้ในงานเสวนาของสถาบันพระปกเกล้า เมื่อปลายเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม เมื่อบีบีซีไทยตรวจสอบข้อมูลภาพรวมกำลังคนภาครัฐ ที่จัดทำโดยสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนตามปีงบประมาณ 2566 กลับพบว่า แนวโน้มกำลังคนภาครัฐย้อนหลังนับตั้งแต่ปี 2557-2566 จำนวนข้าราชการไม่ได้ลดลง แต่กลับเพิ่มขึ้น 0.67% หรือเพิ่มขึ้น 100,905 คน มาอยู่ที่ 1,756,259 คน

ที่มาของภาพ, Getty Images
ด้าน ดร.นณริฏ กล่าวกับบีบีซีไทยว่าสาเหตุที่รัฐบาลต้องการขยายอายุเกษียณ เฉพาะกลุ่มข้าราชการ หรือแรงงานในระบบก่อน เป็นเพราะว่ากลุ่มคนเหล่านี้ถือเป็น "หัวใจสำคัญ" เพราะเป็นกลุ่มที่ดูมีศักยภาพที่จะสามารถดูแลตัวเองได้ในอนาคตหากมีโอกาสได้ทำงานต่อหลังเกษียณ
"รัฐมองว่า [แรงงานในระบบ] สำคัญ เพราะกลุ่มนี้มีสิทธิสวัสดิการ และอาจมีรายได้สูงกว่า ดังนั้นถ้ายิ่งมีผู้สูงอายุจากคนกลุ่มนี้มาก ๆ พวกเขาก็จะเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มที่จะดูแลตัวเองได้" เขากล่าว
นักวิชาการจากทีดีอาร์ไออธิบายด้วยว่า นอกเหนือจากการมีผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นในสังคม การมีอายุที่ยืนยาวขึ้นของประชากร และสถานะการเงินของกลุ่มคนเกษียณก็เป็นอีกประเด็นสำคัญที่รัฐบาลมองว่าการเพิ่มอายุเกษียณอาจเป็นทางออกให้พวกเขา
"สิ่งที่มันเกิดขึ้นคือเราเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย (aging society) และคนก็อายุยืนยาวมากขึ้น เงินที่ทำงานมาราว 40 ปี ในอดีตที่เคยพอ ปัจจุบันก็อาจจะไม่พอ" ดร.นณริฏ กล่าว
ทั้งนี้ สถิติจากกรมกิจการผู้สูงอายุระบุว่า ในปี 2566 ผู้สูงอายุ 54.3% มีเงินออม แต่ในจำนวนนี้ 41.1% มีมูลค่าการออมน้อยกว่า 50,000 บาท และมีเพียง 11.9% ที่มีมูลค่าการออมสูงกว่า 400,000 บาท
ขยายอายุเกษียณเพื่อช่วยระบบประกันสังคม ?
"ประเทศที่พัฒนาแล้ว เราจะพบว่าอายุเกษียณจะอยู่ประมาณสัก 65 ปี และจะพยายามดันให้สูงขึ้นเรื่อย ๆ… แต่ถ้ามาดูประเทศที่กำลังพัฒนาเมื่อพูดถึงอายุเกษียณ เราจะพบภาพที่แตกต่างกัน โดยมากจะอยู่ที่ 60 ปี" ดร.นณริฏ อธิบาย
ทั้งนี้ ประเทศในภูมิภาคยุโรปอย่างประเทศนอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และอิตาลี มีอายุเกษียณอยู่ที่ 67 ปี และประเทศในภูมิภาคเอเชีย อย่างญี่ปุ่นก็มีอายุเกษียณอยู่ที่ 65 ปี
นักวิชาการอาวุโสรายนี้ระบุว่า การตั้งอายุเกษียณที่สูงของประเทศที่พัฒนาแล้วก็เพื่อป้องกันระบบประกันสังคมล้มละลาย
"ประเด็นที่สำคัญของการตั้งอายุเกษียณที่สูงกว่าของประเทศที่พัฒนาแล้ว เพราะเรื่องสิทธิสวัสดิการ ระบบประกันสังคม ของต่างประเทศถูกออกแบบมาไม่สมเหตุสมผล เพราะออกแบบตอนวัยแรงงานเยอะ ผู้เบิกเงินน้อย แต่พอเข้าสู่สังคมสูงวัย สถานการณ์ก็กลับกัน ระบบประกันสังคมจึงจะเจ๊ง ทางออกที่ทำได้คือเลื่อนอายุเกษียณ เพื่อเลื่อนเวลาที่คนจะถึงเงินออกจากฐานเกษียณไป" ดร.นณริฏกล่าว พร้อมเสริมด้วยว่า นี่เป็นกรณีเดียวกันกับประเทศไทย
"เพราะระบบประกันสังคมไทยน่าจะเจ๊งในอีก 27 ปี ซึ่งการเพิ่มอายุเกษียณก็จะช่วยเลื่อนเวลาออกไป แต่ก็ได้เพียงไม่กี่ปี มากสุด 3-5 ปี แต่ก็จะเจ๊งอยู่ดีหากไม่มีการตัดสิทธิประโยชน์ให้สมดุลกัน" เขากล่าวเสริม
โดยตัวเลขดังกล่าวมีความใกล้เคียงกับตัวเลขในรายงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) เมื่อปี 2556 ที่ระบุว่าเงินสำรองสำหรับบำนาญชราภาพของไทยจะหมดลงในปี 2597 หรือ ราว 29 ปีข้างหน้า หากไม่มีการทำนโยบายเพื่อแก้ไขสถานการณ์ เช่น
- การปรับเพิ่มอายุเกษียณแบบค่อยเป็นค่อยไป
- การเพิ่มอัตราเงินสมทบของผู้เข้าร่วม
- การเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุนอีกจากการบริหารจัดการกองทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
การปรับอายุเกษียณราชการช่วยผู้สูงวัยได้แค่บางกลุ่ม
ดร.นณริฏ อธิบายว่า ราชการไทยกำหนดอายุเกษียณไว้ที่ 60 ปี แตกต่างจ้างลูกจ้างเอกชน หรือคนที่ทำอาชีพอื่น ๆ ที่ไม่มีอายุเกษียณแบบเป็นทางการ
"การเกษียณอายุจะขึ้นอยู่กับพฤติกรรม กับอาชีพของแต่ละอุตสาหกรรม เช่น อาชีพเกษตรกร ที่ไม่มีอายุเกษียณ ทำไปจนกว่าทำไม่ไหวถึงเลิก" เขากล่าว
นั่นทำให้ผู้สูงอายุที่เป็นแรงงานนอกระบบ ไม่มีสิทธิ สวัสดิการ ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม ซึ่งเงื่อนไขการเกษียณทั้งหมดขึ้นอยู่กับสัญญาจ้างงานกับนายจ้าง เป็นกลุ่มที่จะไม่เข้าข่ายได้รับผลประโยชน์จากนโยบายขยายอายุเกษียณ
โดยรายงานจากกรมกิจการผู้สูงอายุพบว่า ผู้สูงอายุที่ยังทำงานส่วนมากมักทำงานเป็นแรงงานนอกระบบ โดยคิดเป็นกว่า 86.8% หรือราว 4.4 ล้านคน ของผู้สูงอายุที่ยังทำงานอยู่ทั้งหมด
"แรงงานนอกระบบ ไม่มีสิทธิ สวัสดิการ ทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ช่าง ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม รวมถึงฟรีแลนซ์ การเกษียณอายุก็ขึ้นอยู่กับสัญญากับนายจ้าง อาจทำงานได้นานกว่าอายุ 60 ปี ถ้าทำไหว แต่ก็ต้องแล้วแต่ด้วยว่าจะถูกจ้างงานไหม กลุ่มนี้ก็อาจจะเกิดปัญหาเมื่อประสบอุบัติเหตุ หรือตกงาน เพราะไม่มีการปกป้องคุ้มครองสิทธิ" ดร.นณริฏ อธิบาย

ที่มาของภาพ, Getty Images
แต่กลุ่มที่จะได้รับผลกระทบจากนโยบายเพิ่มอายุเกษียณ ในกรณีที่ภาคเอกชนดำเนินการตามการนำร่องโดยภาครัฐ คือ กลุ่มแรงงานในระบบ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีสิทธิสวัสดิการ ประกันสังคม และบางรายอาจมีทุนสำรองเลี้ยงชีพ
แต่ ดร.นณริฏ บอกกับบีบีซีไทยว่าแม้รัฐบาลจะพยายามดันอายุเกษียณจาก 60 ให้เป็น 65 ปี แต่ในทางปฏิบัติเรื่องนี้อาจเป็นไปได้ยาก เพราะแรงงานในระบบมักออกจากงานก่อนอายุเกษียณ
"แรงงานในระบบส่วนใหญ่ออกจากงานเร็วมาก ตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไป เช่น ผู้หญิงที่ต้องออกมาดูแลครอบครัว หรือไม่สามารถทำงานเดิมได้อีกต่อไป เช่น ต้องใช้หน้าตา ทำงานแนวหน้า เพราะเมื่ออายุ 55 ปี ก็จะมีสิทธิได้รับประกันสังคม บางคนจึงยอมออกไปเลยเพื่อให้ได้เงินก้อน" เขากล่าว
รายงานเรื่อง ทำงานหลังเกษียณ-ได้เรียนตลอดชีวิต: ทางรอดของคนไทยในสังคมอายุยืน จากทีดีอาร์ไอ เมื่อปี 2562 ระบุว่าในแต่ละปี แรงงานไทยราว 300,000 คนจะเริ่มออกจากตลาดแรงงานตั้งแต่อายุ 45 ปี
นอกจากนี้ นายชาคิต พรหมยศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ยังแฮปปี้ (Young Happy) บอกกับบีบีซีไทยด้วยว่า ข้าราชการไม่น้อยก็อาจไม่อยากได้การขยายอายุราชการ เพราะแม้เกษียณแล้วพวกเขาก็จะยังได้เงินบำนาญ
สำหรับองค์กรยังแฮปปี้เป็นกิจการเพื่อสังคมที่มุ่งสร้างชุมชนของผู้สูงอายุทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ด้วยการจัดกิจกรรม สร้างอาชีพ และพัฒนาความสามารถและศักยภาพของผู้สูงอายุ โดยเปิดทำการมาแล้วกว่าแปดปี
"ผมเชื่อว่าข้าราชการไม่ได้อยากขยายอายุข้าราชการ เพราะเขาเกษียณแล้วเขาก็ยังได้เงิน เราเห็นบทเรียนแล้วจากประเทศฝรั่งเศส ที่มีการขยับอายุเกษียณจาก 62 เป็น 64 ปี แล้วคนออกมาประท้วงกันทั่วประเทศ" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ยังแฮปปี้ กล่าว
เขาเสริมว่าแนวทางการขยายอายุราชการของรัฐ ยังถือเป็นการ "ไปผิดทาง แก้ผิดจุด" เพราะจะสามารถช่วยผู้สูงวัยได้เพียงกลุ่มเล็ก ๆ หรือราวสองล้านคนเท่านั้น
รัฐทำก่อน หวังเอกชนทำตาม เป็นไปได้จริงแค่ไหน ?

ที่มาของภาพ, Getty Images
"รัฐบอกเอกชนต้องเข้ามาช่วยจ้างงานผู้สูงวัย คำถามคือถ้าเขาไม่ได้อะไรกลับมา ทำไมเขาต้องลงมาทำ" นายชาคิตกล่าว
เขาอธิบายว่า หากรัฐต้องการให้เกิดการจ้างงานผู้สูงวัยในภาคเอกชน รัฐต้องนำเสนอผลประโยชน์บางอย่างเพื่อเป็นแรงจูงใจให้บริษัทเข้ามาช่วยแก้ปัญหา แต่ปัจจุบันสิทธิประโยชน์ที่รัฐนำเสนอนั้นยังไม่น่าดึงดูดมากพอ
"การที่เราชวนเอกชนมาร่วม นโยบายต้องน่าดึงดูดมากกว่าปัจจุบัน ในปัจจุบันเรื่องของการหักรายจ่ายได้ 2 เท่าของรายจ่ายประเภทเงินเดือนและค่าจ้างสำหรับการจ้างบุคลากรผู้สูงอายุ ผมเชื่อว่ามันยังไม่ค่อยน่าสนใจเท่าที่ควร" เขาอธิบาย
ทั้งนี้ เขาหมายถึงนโยบายหักรายจ่ายได้ 2 เท่าของรายจ่ายประเภทเงินเดือนและค่าจ้างสำหรับการจ้างบุคลากรผู้สูงอายุ 60 ปี ขึ้นไป และมีอัตราค่าจ้างไม่เกิน 15,000 บาทต่อคน ต่อเดือน เพื่อส่งเสริมให้นายจ้างเอกชนจ้างงานผู้สูงอายุ
นายชาคิต บอกว่าสาเหตุที่นโยบายการหักรายจ่ายได้ 2 เท่าไม่มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาสังคมผู้สูงวัย เพราะมีการตั้งเพดานเงินเดือนไว้ว่าการจ้างงานผู้สูงวัยต้องให้เงินเดือนไม่เกิน 15,000 บาท ซึ่งถือเป็นการ "ไปจำกัดความสามารถในการจ่ายเงินเดือนผู้สูงอายุที่มีศักยภาพ"
"การจ้างงานผู้สูงวัย [ในภาคเอกชน] ที่ออกมาจึงเป็นงานที่ใช้แรงงานที่ต้องใช้ทักษะทางกายภาพเป็นหลัก (blue collar jobs) ต้องมีการปรับเรื่องกรอบภาษีตรงนี้ใหม่ เพื่อขยายกรอบการจ้างงานให้มากกว่าแค่งานที่ใช้แรงงานเป็นหลัก" เขาเสริม
การทำงานหลังวัยเกษียณช่วยเรื่องสุขภาพจิต ?
นายชาคิต อธิบายว่าในวัยหลังเกษียณก็อาจมีคนกลุ่มหนึ่งที่ต้องการทำงานต่อ แต่ไม่ใช่เพื่อหาเงิน แต่เพื่อทำให้ตัวเองไม่เดียวดาย นั่นหมายความว่าเพื่อแก้ปัญหาสังคมสูงวัย ภาครัฐต้องเข้าใจด้วยว่างานที่กลุ่มผู้สูงอายุต้องการ สามารถแบ่งออกเป็นสองแบบ คืองานเลี้ยงใจและงานเลี้ยงกาย
"ผมถูกปลูกฝังว่าวันหนึ่งต้องดูแลพ่อแม่ให้ได้ดี ประสบความสำเร็จในชีวิตเพื่อกลับมาดูแลพวกเขา แต่พอวันหนึ่งที่ผมทำสิ่งเหล่านั้นได้ กลายเป็นว่าเราเห็นคุณพ่อ วัยเกษียณที่เราให้เขาหยุดทำงานอยู่บ้านเฉย ๆ เกิดเจอภาวะ ว่างเปล่า ซึมเศร้า" เขากล่าว
นายชาคิตบอกด้วยว่าการสร้างงานที่มีคุณค่าทางใจอาจเริ่มได้จากภาครัฐ
"การสร้างงานเลี้ยงใจ ก็มีบทบาทสำคัญว่าเราจะทำยังไงให้เอางานภาครัฐบางส่วนที่ต้องทำ เช่นงานบรรเทาสาธารณภัย งานระบบสาธารณสุข เราจะเอาผู้สูงวัยไปทำงานเหล่านี้ได้อย่างไรบ้าง โดยที่เราควรเลือกเฉพาะคนที่มีความพร้อมด้วย ว่าเขาจะมาทำงานภาคประชาสังคมอย่างไรได้บ้าง" นายชาคิต กล่าวเสริม
ขณะที่ ดร.นณริฏ ก็บอกด้วยว่าการที่ให้โอกาสคนอายุ 60 ถึง 65 ปี ได้มีโอกาสทำงานได้ จะมีค่ามหาศาล เพราะเป็นการทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า
"การมีงานทำแปลว่าคุณสามารถดูแลตัวเองได้ มันอาจทำให้คุณรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า ไม่ได้เป็นภาระของสังคม มันอาจทำให้เขารู้สึกมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่เขาได้ทำอะไรบางอย่างให้กับสังคมไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม" เขาอธิบาย











