เสียงจากข้าราชการ "สำนักนายกฯ-มหาดไทย" เมื่อรัฐบาลจะแบ่งจ่ายเงินเดือน 2 รอบ

ที่มาของภาพ, getty images
- Author, ธันยพร บัวทอง และ ทศพล ชัยสัมฤทธิ์ผล
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
ทันทีที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ประกาศมติคณะรัฐมนตรีครั้งแรกในสมัยของเขา หน่วยงานแห่งหนึ่งในสำนักนายกรัฐมนตรี ก็เกิดเสียงเซ็งแซ่และปรากฏคำพูดแสดงความวิตก เมื่อนายกฯ ที่เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของพวกเขา ประกาศจะเปลี่ยนการจ่ายเงินข้าราชการจากเดือนละ 1 รอบ เป็นเดือนละ 2 รอบ ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2567 เป็นต้นไป
“ผมเชื่อว่าจะเป็นเรื่องที่บรรเทาทุกข์ให้กับข้าราชการชั้นผู้น้อยได้เยอะพอสมควร ถ้ามีการจ่ายเงินเดือน 2 รอบ จะได้ไม่มีการกู้หนี้ยืมสิน ไม่ต้องคอยให้ถึงสิ้นเดือนก่อน" เศรษฐา อธิบาย
แต่สิ่งที่ข้าราชการสำนักนายกฯ ที่บีบีซีไทยขอใช้นามสมมติว่า “ธัญญา” คิดในเวลานั้น คือ ค่าใช้จ่ายกว่า 40,000 บาท ที่เธอและสามีที่เป็นข้าราชการเช่นกัน ต้องเสียตอนสิ้นเดือน ว่าหากได้เงินเพียงครึ่งหนึ่ง จะเพียงพอหรือไม่
ไม่ว่าจะเป็น “ค่าบ้านสวัสดิการข้าราชการ เงินกู้ข้าราชการ บวกกับ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)” ที่ตัดผ่านสลิปเงินเดือนข้าราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ก่อนสิ้นเดือน 3 วัน หรือที่เรียกกันว่า “หักหน้าซอง”
แล้วปลายเดือน ธัญญา และสามี ที่มีเงินเดือนรวมกันกว่า 75,000 บาท ยังต้องชำระ “ค่าเลี้ยงลูก ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่างวดมอเตอร์ไซต์ ค่าประกันพ่อแม่อีก 2 กรมธรรม์ ค่า กยศ.-กรอ. ค่าประกันรถยนต์” สรุปครอบครัวของเธอเหลือเงินใช้จ่าย 3 คนแม่ลูก ที่ราว 30,000 บาทเท่านั้น
ขนาดเธอและสามีที่ถือเป็นข้าราชการรายได้ปานกลาง ยังต้องคิดหนัก ธัญญา บอกบีบีซีไทยว่า ข้าราชการชั้นผู้น้อยเงินเดือนเริ่มต้น 15,000 บาท จึงต่างออกมาโอดครวญที่นายจ้าง หรือหน่วยงานราชการ จะจ่ายเงินเดือน 2 งวด งวดละครึ่งเดียว
“คนที่เพิ่งบรรจุ เงินเดือน 15,000 บาท แม้จะยังไม่มีหนี้ ยังไม่มีบ้าน แต่พวกเขาก็เช่าหออยู่ อยู่หอ กทม. ก็ 4,000-5,000 บาทแล้ว” ธัญญา กล่าวถึงรุ่นน้องเธอคนหนึ่ง ซึ่งเริ่มบ่นอุบว่า สมมติว่าได้เงินงวดสอง 7,500 บาท แล้วไม่มีเงินเก็บเหลือจากงวดแรก และต้องมาจ่ายค่าหอ 5,000 บาท หมายความว่ารุ่นน้องเธอคนนี้จะเหลือเงินใช้ 2,500 บาทให้อยู่รอดไปจนถึงครึ่งเดือนถัดไป
“มันเลยไม่มีใครเห็นด้วย... ข้าราชการในสำนักนายกฯ ก็ไม่มีใครเห็นด้วย” เธอกล่าว

ที่มาของภาพ, getty images
สามี-ภรรยา ผู้เป็นข้าราชการ
ปัจจุบัน ธัญญา มีลูกเล็กวัยน่ารัก เธอและสามีที่เป็นข้าราชการกันทั้งคู่ จึงนำเงินเดือนมารวมเป็นกองเดียวกัน และให้เธอบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน รวมสองคนได้เดือนละ 75,000 บาท
เธอแจกแจงค่าใช้จ่ายรายเดือนกับบีบีซีไทย ได้ดังนี้
- สินเชื่อบ้านสวัสดิการจากธนาคารอาคารสงเคราะห์: 14,000 บาท แบบ “หักหน้าซอง”
- สินเชื่อเพื่อข้าราชการ: 14,000 บาท แบบ “หักหน้าซอง”
- กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ: 2,000 บาท แบบ “หักหน้าซอง”
- กองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กรอ.): 600 บาท แบบ “หักหน้าซอง”
- ค่าเลี้ยงดูบุตรโดยเฉลี่ย: 3,500 บาท
- ค่าน้ำ: 300-500 บาทต่อเดือน
- ค่าไฟ: 1,500 – 1,900 บาท
- ค่างวดจักรยานยนต์ (คันใหม่): 2,300 บาท
- ค่าประกันของพ่อแม่ – 1,000 บาท
- ค่าประกันรถยนต์ – 500 บาท
เมื่อหักค่าใช้จ่ายกับรายรับของทั้งคู่ จะเหลือ 75,000-40,300 = 32,000 บาท สำหรับพ่อแม่และลูกเล็ก ในการใช้ชีวิตตลอดเดือน และเก็บออม
เหตุผลที่ ธัญญา กังวลว่า ชีวิตของพวกเธอจะยากลำบากหากรัฐบาลเปลี่ยนมาจ่ายเงินเดือนค่าราชการ 2 งวด คือ ค่าใช้จ่ายแบบ “หักหน้าซอง” และค่าใช้จ่ายผูกพันที่พวกเธอต้องชำระ ซึ่งส่วนใหญ่ต้องจ่ายสิ้นเดือน ดังนั้น หากพวกเธอบริหารจัดการเงินงวดแรกไม่ดีพอ เงินงวดที่สอง อาจไม่เพียงพอจ่ายหนี้ได้หมด
ธัญญา อธิบายต่อในฐานะข้าราชการหญิงผู้เป็นแม่คนว่า ชีวิตมีความไม่แน่ไม่นอนสูง ไม่ว่าจะค่าใช้จ่ายรายวัน ค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน ที่อาจเกิดขึ้นได้โดยไม่คาดฝัน “รายรับเราเยอะ รายจ่ายเราก็เยอะ ถ้าไม่มีเงินเก็บสำรอง เราก็ตายนะ”
“แล้วถ้ามันไม่พอ สุดท้ายก็ต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาจ่าย... ผู้บริหารต้องมองจุดนี้ด้วย” ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ที่นายเศรษฐาต้องการช่วยเหลือข้าราชการ ตามที่ประกาศออกมาเมื่อวันที่ 13 ก.ย.

ที่มาของภาพ, getty images
เสียงจากข้าราชการมหาดไทย
สำหรับ ธาดา (นามสมมติ) ข้าราชการกระทรวงมหาดไทย อายุราชการ 7 ปี บอกกับบีบีซีไทยว่า แม้ไม่ได้มีภาระหนี้ก้อนใหญ่อย่างการผ่อนบ้าน แต่ค่าใช้จ่ายประจำรายเดือนที่คิดเป็นกว่า 40% ของเงินเดือน ทำให้เขากังวลว่าการได้รับเงินเดือนครั้งละครึ่งหนึ่ง จะทำให้เงินที่ใช้จ่ายช่วงที่เหลือของเดือนไม่เพียงพอ
ค่าใช้จ่ายประจำตายตัวของธาดา ได้แก่ ค่าน้ำ ค่าไฟ การออมผ่านกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ที่หักจากเงินเดือน ประกันออมทรัพย์ที่ซื้อเองจ่ายในหลักพันต่อเดือน ประกันรถยนต์ผ่อนจ่ายรายเดือน และค่าบัตรเครดิตส่วนหนึ่ง เป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องชำระหนี้ ภายในวันที่ 10 ของทุกเดือน ซึ่งหมายถึงเงินเดือนที่ได้รับทุกสิ้นเดือนต้องนำมาจ่ายในช่วงนี้
"ถ้าเงินก้อนแรก มันไปจ่ายหนี้ซะเกือบทั้งหมดแล้ว ระหว่างเดือนเราเหลือเงินนิดหน่อยกว่าเงินเดือนรอบที่สองจะมา เราต้องไปยืมเพื่อนร่วมงานไหม ยืมหัวหน้างานใช้ไหม" เขากล่าว
"มันยากนะครับ มันเหมือนเบี้ยหัวแตก มันจะใช้จ่ายส่วนตัวก็ไม่เต็มที่ มันจะออมก็ไม่เต็มที่ มันทำได้อย่างเดียวคือใช้หนี้ แล้วอยู่ให้รอดครบเดือน"
ธาดา เปิดเผยว่า ข้อกังวลในหมู่เพื่อนข้าราชการ คือ หลายคนกู้เงินซื้อบ้านผ่านสัญญาที่หน่วยงานต้นสังกัดทำเอ็มโอยูกับธนาคารอย่างเช่น ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ซึ่งสัญญากู้เงินระบุเรื่องการหักเงินเดือนจากเงินเดือนหรือที่เรียกว่า หักจาก "หน้าซอง" ซึ่งส่วนนี้เป็นหนี้ก้อนหลัก หากรับเงินเดือนเพียงครึ่งเดือนก่อน แต่ภาระหนี้ก้อนใหญ่ต้องจ่ายเต็ม เช่นเดิม เรื่องนี้ข้าราชการกังวลว่าจะไม่เหลือเงินมาดำรงชีวิตในวันที่เหลือ
"เงินตรงนี้ (เงินหักหน้าซอง) มันไม่ได้เข้าบัญชีเราก่อนแล้วไปส่งหน้าเคาเตอร์" เขากลัวว่าถ้าหักเงินเดือนไปแล้ว เขาจะมีเงินสดดูแลตัวเองไปครึ่งเดือนไหม
ประเด็นนี้ในหมู่ข้าราชการ ยังไม่เห็นความชัดเจนของกรมบัญชีกลาง ว่า "กรมบัญชีกลางจะไปคุยกับสถาบันการเงินซึ่งเป็นเจ้าหนี้ให้กับข้าราชการยังไง"

ที่มาของภาพ, getty images
รัฐบาลจะเปลี่ยนระบบ แต่ทำไม่ครบทั้งวงจร
ในทัศนะของธาดา เขามองว่า เหตุผลที่รัฐบาลระบุว่า จ่ายเงินเดือน 2 รอบ เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินให้ข้าราชการ ไม่น่าจะใช่วิธีที่ตรงจุด และการประกาศดังกล่าว ข้าราชการอย่างเขาไม่เคยได้รับทราบแนวทางหรือได้รับการสำรวจความคิดเห็นมาก่อน
"มันไม่ใช่เป็นการแก้ไขหนี้สินข้าราชการเสียด้วยซ้ำ เพราะให้ตายยังไง ข้าราชการก็มีหนี้เท่าเดิม"
ข้าราชการมหาดไทยรายนี้ บอกว่า หากรัฐบาลจะใช้วิธีการจ่ายเงินรูปแบบนี้จริง ทั้งรัฐบาลและกรมบัญชีกลางต้องรับเป็นเจ้าภาพ คุยกับสถาบันการเงินทั้งธนาคาร ไฟแนนซ์ สหกรณ์ออมทรัพย์ตามส่วนราชการ เพื่อปรับระบบการหักจ่ายหนี้ให้สอดคล้องกับการจ่ายเงินเดือนที่แบ่งเป็น 2 รอบ ไม่ใช่ให้เป็นภาระรายบุคคลที่ต้องเจรจากับสถาบันการเงินเอง เช่น หากเขาต้องการกู้ซื้อบ้านในอนาคต ซึ่งต้องมีภาระหนี้ก้อนใหญ่หลายสิบปี เขาจะต้องไปต่อรองกับเจ้าหนี้เองหรือเปล่า
"ถ้าสถาบันการเงินไม่ปรับตามที่ทางรัฐบาลต้องการ ผมก็กังวล เพราะว่า ณ จุดนั้นรัฐบาลคงไม่มาซัพพอร์ตอะไรเรา เพราะว่าเป็นเรื่องส่วนตัวว่าเราเป็นคนกู้ซื้อบ้าน... ไม่ใช่ว่าให้ข้าราชการแบกภาระ (ไปติดต่อสถาบันการเงิน) หนี้เราจ่ายอยู่แล้ว แต่ถ้ามาเปลี่ยนวิธีรับรายรับเราก็ได้รับผลกระทบ เพราะเราไม่อยากเป็นคนผิดนัดชำระหนี้" ธาดา กล่าว
"ทุกอย่างต้องไปทั้งวงจร มันจะให้ส่วนหนึ่งของระบบมันเปลี่ยน แล้วที่เหลือมันเป็นเหมือนเดิม มันก็ไม่ได้"
ท้ายที่สุด ธาดา เห็นด้วยกับสิ่งที่รัฐบาลออกมาระบุล่าสุดว่าจะเปิดทางเลือกวิธีรับเงินเดือน เพราะแต่ละคนย่อมรู้ดีว่าวิธีไหน "เหมาะสมกับชีวิตตัวเอง" จากภาระหนี้สิน ภาระทางครอบครัว ที่ไม่เหมือนกัน
เศรษฐา ยอมถอย แจงมี "ออพชั่น" ให้เลือก ยันรัฐบาลไม่ได้มีปัญหากระแสเงินสด
หนึ่งวันหลังแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดแรก ว่าจะปรับวิธีการจ่ายเงินเดือนข้าราชการเป็น 2 ครั้ง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวย้ำว่า เป็นการช่วยแบ่งเบาภาระของคนมีหนี้สิน ให้สามารถจ่ายหนี้คืนได้เร็วขึ้น พร้อมปฏิเสธว่า นโยบายนี้เกิดขึ้นเพราะรัฐบาลมีปัญหากระแสเงินสด
"จริง ๆ แล้วมีบางท่านบอกว่าเป็นเรื่องของกระแสเงินสด รัฐบาลมีปัญหา ไม่ใช่เลย เราจ่ายเร็วขึ้น จ่ายวันที่ 15 จ่ายทุก ๆ ครึ่งเดือน แล้วก็จ่ายปลายเดือน ถ้าใครไม่มีหนี้ก็สามารถเอาไปทำประโยชน์อื่นได้ ไปลงทุน ฝากธนาคาร ทั้งนี้ทั้งนั้นก็คงให้เป็นทางเลือก" นายกฯ กล่าว
นายเศรษฐาย้ำด้วยว่า ทางกรมบัญชีกลางจะทำเป็นออฟชั่นให้เลือกว่าจะเอาแบบไหน เพราะฉะนั้น ขอให้ "ใจเย็นนิดนึง" พร้อมระบุว่ามีการศึกษาและถามทุกระดับ
ผู้สื่อข่าวถามว่า สถาบันการเงินขานรับกรณีแบ่งจ่าย 2 งวดหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า น่าจะทำได้ พูดคุยได้ เพราะสถาบันการเงินต้องการแค่หนี้คืน
"เรื่องเหล่านี้ผมเชื่อว่าทุกคนทราบดีว่าพี่น้องประชาชนประสบปัญหาเยอะเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องกระแสเงินสด เราคิดมาให้ ทำมาให้ส่วนเรื่องผลตอบแทนที่สูงขึ้นนั้น เป็นแผนระยะยาวของเรา ต้องดูองค์รวมทั้งหมดของข้าราชการที่เกษียณและเข้ามาใหม่อย่างไร ถ้าพร้อมจะแถลงอีกทีหนึ่ง"
ข้าราชการไทยมีจำนวนเท่าไหร่
ตัวเลขกำลังคนภาครัฐ ของไทยปัจจุบันมีจำนวน 2.9 ล้านอัตรา แบ่งเป็นข้าราชการ 1.7 ล้านอัตรา และกำลังคนที่ไม่ใช่ข้าราชการ 1.2 ล้านอัตรา เช่น พนักงานจ้าง พนักงานราชการ พนักงานมหาวิทยาลัย พนักงานรัฐวิสาหกิจ เป็นต้น
ในปี 2565 รายจ่ายบุคลากรภาครัฐซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงเงินเบี้ยหวัด บำเหน็จและบำนาญ ที่ซ่อนอยู่ในงบกลาง มีสัดส่วนมากถึง 42% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือคิดเป็น 1.3 ล้านล้านบาท ซึ่งก้อนนี้เป็นส่วนของเงินเดือนและค่าจ้างของบุคลากรภาครัฐที่ยังทำงานอยู่ราว 8.3 แสนล้านบาท











