เศรษฐา 1: รัฐบาลโต้ “ประวิงเวลา” แก้รัฐธรรมนูญ หลังมติ ครม. ให้ตั้ง กก.ศึกษา ไร้กรอบเวลาทำประชามติ

รธน.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างเป็นทางการนัดแรกเกิดขึ้นวันนี้ (13 ก.ย.) โดยหนึ่งในวาระสำคัญที่สังคมจับตามองคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 แต่ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องการประชามติแต่อย่างใด

มติ ครม. ที่ออกมา เป็นเพียงการตั้ง “คณะกรรมการศึกษาแนวทาง” เท่านั้น และไม่มีการเปิดเผยกรอบเวลาในการทำงานของคณะกรรมการชุดนี้ รวมถึงการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีเพียงข้อสั่งการจากนายกรัฐมนตรีว่า “ขอให้ดำเนินการโดยเร็ว”

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง แถลงภายหลังการประชุม ครม. ว่า การแก้ปัญหาความเห็นต่างในรัฐธรรมนูญ 2560 เห็นชอบให้นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เป็นผู้รับผิดชอบแต่งตั้ง “คณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติ โดยยึดตามแนวทางคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเป็นสำคัญ” โดยใช้เวทีรัฐสภาในการหารือรูปแบบแนวทางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการทำประชามติ เพื่อให้ประชาชนทุกภาคส่วนออกแบบกฎกติกาที่เป็นประชาธิปไตยร่วมกัน

สำหรับรัฐธรรมนูญ 2560 ยกร่างขึ้นภายหลังรัฐประหาร 2557 โดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) 21 คน ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้จัดการเลือกตั้งมาแล้ว 2 ครั้ง ในปี 2562 และ 2566 ผลปรากฏว่า พรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งต้องตกที่นั่งฝ่ายค้านในทั้ง 2 หน ไม่สามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ เนื่องจากมีบทเฉพาะกาลกำหนดให้ สว. 250 คนที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช. มีอำนาจร่วมกับ สส. 500 คน ในการให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

มีชัย

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, มีชัย ฤชุพันธุ์ นำกรรมการร่างรัฐธรรมนูญร่วมถ่ายภาพหมู่หน้าพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 7 อาคารรัฐสภา ถ.อู่ทองใน ก่อนร่วมพระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญ เมื่อ 6 เม.ย. 2560

ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา มีความพยายามจากทั้งนักการเมืองและภาคประชาชนในการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญกว่าสิบฉบับเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ซึ่งมีทั้งเสนอให้แก้ไขทั้งฉบับ และแก้ไขเป็นรายมาตรา แต่มีเพียงฉบับเดียวที่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา ซึ่งเป็นการแก้ไขเฉพาะเรื่องระบบเลือกตั้ง สส.

นอกจากนี้ยังมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 11 มี.ค. 2564 ระบุว่า รัฐสภามีหน้าที่และอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ โดยต้องให้ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติเสียก่อนว่าประชาชนประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และเมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ต้องให้ประชาชนลงประชามติเห็นชอบหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้งหนึ่ง

โหวตโน

ที่มาของภาพ, AFP/GETTY IMAGES

คำบรรยายภาพ, ประชาชนฝ่ายรณรงค์โหวตคว่ำร่างรัฐธรรมนูญแสดงความผิดหวัง หลังทราบผลประชามติ 7 ส.ค. 2559 ซึ่งประชาชน 16.8 ล้านคนโหวตเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ และ 15.1 ล้านเสียงโหวตรับคำถามพ่วงที่ให้อำนาจ สว. ร่วมเลือกนายกฯ

พร้อมพิจารณาคำถามจากไอลอว์ แต่ขอฟังกลุ่มอื่นด้วย

นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงย้ำว่า “หลักการง่าย ๆ คือ ครม. มีนโยบายจะแก้รัฐธรรมนูญให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น” และ “ไม่แก้หมวดที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์” ส่วนจะแก้อย่างไร เป็นไปตามคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ

โฆษกรัฐบาลซึ่งมาจากพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวต่อไปว่า ก่อนหน้านี้ พรรค พท. เคยยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ และผ่านการพิจารณาของรัฐสภา 2 วาระแล้ว แต่สุดท้ายไปติดที่ศาลรัฐธรรมนูญว่าต้องไปฟังเสียงของประชาชนก่อน รอบนี้จึงต้องทำประชามติ โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมแสดงความเห็นว่าต้องถามคำถามอะไรบ้าง ไม่ใช่คิดเอง

ก่อนหน้านี้ ภาคเครือข่ายประชาชนที่เรียกตัวเองว่า “กลุ่มประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ” นำโดยโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) ได้เปิดแคมเปญ “เขียนใหม่ทั้งฉบับ สสร. เลือกตั้ง 100%” โดยรวบรวมรายชื่อประชาชนได้ 212,139 คน เพื่อเสนอคำถามประชามติในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อรัฐบาล ซึ่งขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อยู่ระหว่างการตรวจสอบความถูกต้องของรายชื่อ ซึ่งเกณฑ์ขั้นต่ำตามกฎหมายคือต้องอย่างน้อย 50,000 รายชื่อ ก่อนส่งต่อให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ตรวจสอบความถูกต้องซ้ำ แล้วเสนอให้ ครม. พิจารณาต่อไป

นายชัยกล่าวว่า รัฐบาลไม่ปฏิเสธคำถามจากไอลอว์ โดยพร้อมนำมาพิจารณา แต่ขณะเดียวกันต้องนำความเห็นของกลุ่มอื่น ๆ ที่อาจเห็นต่างมาพิจารณาด้วย เพื่อให้แน่ใจว่าประชาชนมีส่วนร่วมจริง ๆ “ถ้าเรายึดตามที่ไอลอว์เสนอมา คนที่เขายังไม่ให้ความเห็นผ่านไอลอว์ ก็จะบอกว่าทำไมไปฟังที่เดียว ดังนั้นจะรอบด้านกว่าไหมถ้าเปิดรับฟังทุกกลุ่ม”

รธน.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, กลุ่มประชาชนร่างรัฐธรรมนูญยื่นข้อเรียกร้องต่อ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เมื่อ 28 ส.ค. ขอให้รับคำถามประชามติจากประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ

ส่วนสาเหตุที่รัฐบาลตัดสินใจตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางประชามติฯ ทั้งที่สภาผู้แทนราษฎรเคยตั้งคณะกรรมการ/คณะกรรมาธิการศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 มาหลายชุด จะถูกมองว่าจงใจ “ยื้อเวลา” หรือไม่นั้น

โฆษกรัฐบาลปฏิเสธเรื่องนี้ “อย่าไปมองว่ารัฐบาลไปประวิงเวลา เราตระหนักว่าไอลอว์เป็นองค์กรที่มีคุณภาพ หวังดีกับประเทศ แต่อย่าลืมว่าประเทศนี้มีความหลากหลาย คนที่เขามีความเห็นต่างก็มี ขอเวลารัฐบาลนิดเดียว”

เขาไม่ได้เปิดเผยกรอบเวลาในการดำเนินการที่แน่ชัดว่ากี่วัน กี่สัปดาห์ กี่เดือนถึงจะได้คำถามประชามติ “แต่นายกฯ บอกว่าขอให้ดำเนินการโดยเร็ว”

โฆษกรัฐบาลระบุ 2 หมายเหตุในการแก้ไขรัฐธรรมนูญคือ 1. ต้องมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น 2. ไม่แก้หมวดที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, โฆษกรัฐบาลระบุ 2 หมายเหตุในการแก้ไขรัฐธรรมนูญคือ 1. ต้องมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น 2. ไม่แก้หมวดที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์

ไม่แตะหมวด 1, 2

รัฐบาลผสม 11 พรรค รวม 314 เสียง ตัดสินใจไม่แตะต้องเนื้อหาในหมวด 1 บททั่วไป (มี 5 มาตรา) และหมวด 2 พระมหากษัตริย์ (มี 19 มาตรา) ของรัฐธรรมนูญ 2560

ในระหว่างการประชุมรัฐสภาเพื่ออภิปรายคำแถลงนโยบายของ ครม. ต่อรัฐสภาเมื่อ 12 ก.ย. นายภูมิธรรมชี้แจงว่าเป็นการล็อกไว้อยู่แล้วโดยรัฐธรรมนูญ

“เราล็อกตามรัฐธรรมนูญที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และเป็นความต้องการของพี่น้องประชาชนว่าเราไม่แตะต้องสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคาระสักการะของพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ" นายภูมิธรรมกล่าว

คำแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาระบุตอนหนึ่งว่า “เพื่อให้คนไทยมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น โดยยึดรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และไม่แก้ไขในหมวดพระมหากษัตริย์”

อย่างไรก็ตามในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง พรรค พท. ประกาศแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ โดยระบุว่า “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” จะจัดทำโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และผ่านขั้นตอนการออกเสียงลงประชามติโดยประชาชน