บทเรียนแรกหลังรับบทบาทใหม่ของ ชัย วัชรงค์ ผู้ขอเป็น “โฆษกรัฐบาลแบบเป็นตัวของตัวเอง”

หมอชัย

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ชัย วัชรงค์ ในชุดสูทสีน้ำเงิน ผูกเนคไทสีเหลือง ปรากฏตัวในตึกนารีสโมสร สถานที่แถลงข่าวของทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 13.10 น. วานนี้ (13 ก.ย.)

หลังตั้งไอแพดบนโต๊ะอย่างมั่นเหมาะ กวาดสายตาไปรอบ ๆ ห้องเพื่อสำรวจความพร้อมของช่างภาพและผู้สื่อข่าวหลายสิบชีวิตที่มาเฝ้ารอ-เฝ้าฟังการแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกของรัฐบาล “เศรษฐา 1” ชัยก็เริ่มต้นทำหน้าที่ใหม่ตามที่ได้รับมอบหมายจาก ครม.

“ต้องพูดว่าสวัสดีครับน้อง ๆ ผู้สื่อข่าว สื่อมวลชนทุกสำนัก ในนี้คงไม่มีใครอาวุโสกว่าผม ขอเรียกน้อง ๆ ทุกคน... นี่ถือเป็นการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในชีวิตการเมืองประมาณ 1 ปีของผม” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวทักทายผู้ฟังพอสังเขป

จากนั้นเขาเริ่มแถลงมติ ครม. อย่างลื่นไหล ไม่ใช้วิธีก้มอ่านโพยในไอแพด แต่สรุปข้อมูลมาสื่อสารตามความเข้าใจ สบตาผู้สื่อข่าว สลับกับมองกล้องทีวี-มือถือ ไม่ทันไรเวลา 30 นาทีของรายการ “เดี่ยวไมโครโฟน” ก็ผ่านไป ก่อนเปิดเวทีให้สื่อถาม-ตอบราว 15 นาที

ครม. มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง ชัย วัชรงค์ เป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แบบไม่พลิกโผ หลัง เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ออกมาเปิดเผยชื่อเอาไว้เมื่อสัปดาห์ก่อน

ครม.

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

คำบรรยายภาพ, เศรษฐา ทวีสิน นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานการประชุม ครม. นัดแรกเมื่อ 13 ก.ย.

สื่อมวลชนหลายสำนัก อาทิ ไทยรัฐ เนชั่น รายงานตรงกันโดยอ้าง 3 เหตุผลที่ทำให้นายกฯ คนที่ 30 เลือกใช้บริการชัยเป็นโฆษกรัฐบาลคือ 1. มีภาพลักษณ์ดี 2. มีความรู้ทางเศรษฐกิจ และ 3. ไม่ทำงานการเมืองแบบเน้นตอบโต้ทางการเมืองมากจนเกินไป

ชัย วัชรงค์ พูดคุยกับบีบีซีไทยถึง “บทเรียนแรก” หลังรับ “บทบาทใหม่” ในฐานะกระบอกเสียงของรัฐบาล

ดีเอ็นเอเพื่อไทย-ความท้าทายของโฆษกยุคแพ้เลือกตั้ง

โฆษกรัฐบาลวัย 64 ปี เป็นที่รู้จักในชื่อ “หมอชัย” ตามภูมิหลังที่เป็นนายสัตวแพทย์ (น.สพ.) มาก่อน

ในวันที่ตัดสินใจใช้ชีวิตที่ 2 ในฐานะนักการเมืองเต็มขั้นภายใต้สังกัดพรรคเพื่อไทย (พท.) ชัยให้เหตุผลว่าเป็นเพราะพรรคมี “ดีเอ็นเอ” ตรงใจ

“เพื่อไทยคือพรรคการเมืองที่ทำงานด้วยความจริงใจกับเกษตรกรมากที่สุด” ชัยระบุ

เขาเห็นว่า ดีเอ็นของพรรค พท. คือ สไตล์การทำการเมืองที่คิดใหม่-ใช้เทคโนโลยี-บริหารจัดการมีประสิทธิภาพ-แปรองค์ความรู้วิชาการสู่ภาคปฏิบัติ-จัดผลงานที่ประชาชนจับต้องได้

แต่นั่นคือภาพจำเมื่อ 2 ทศวรรษก่อนของรัฐบาลไทยรักไทย-พลังประชาชน-เพื่อไทยภายหลังชนะการเลือกตั้ง สิ่งที่ต่างออกไปคือรัฐบาลชุดปัจจุบันเกิดขึ้นหลังพรรค พท. ตกที่นั่งพรรคอันดับ 2 ในสภา ซ้ำยังมี “ต้นทุนติดลบ” จากการจัดตั้ง “รัฐบาลพิเศษสลายขั้ว” ซึ่งหมอชัยยอมรับว่าเจองานยาก

“ท้าทายครับ ถ้าแบบเดิมง่ายทุกอย่าง ตอนนี้มีแรงเสียดทานสูงขึ้นเยอะเลย แม้ทำงานให้มีประสิทธิภาพเท่าเดิม แต่อาจได้ผลลัพธ์ไม่เหมือนเมื่อ 20 ปีก่อน ก็เรียกว่าเจองานยาก ก็ต้องพยายามสร้างผลงานให้ดีกว่าเดิม” โฆษกรัฐบาลป้ายแดงกล่าว

“เรากำลังอยู่ในสังคมที่คนคิดลบเยอะ”

เห็นพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์เช้าวันนี้แล้วเป็นอย่างไรบ้าง บีบีซีไทยถาม

“ยังไม่ได้ดูเลย” ชัยตอบ ณ เวลา 09.30 น. ของวันที่ 14 ก.ย.

ตลอดช่วงเช้า เขาง่วนอยู่กับการเข้าสายรายการโทรทัศน์อย่างน้อย 3 ช่อง เพื่อแก้ข่าว-แก้ไขความเข้าใจ-ขยายความ มติ ครม. ใหม่อีกครั้ง โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการแบ่งจ่ายเงินเดือนข้าราชการเป็น 2 งวดที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ทำให้แฮชแท็ก “เงินเดือนข้าราชการ” ติดเทรนด์ยอดนิยมในเอกซ์ (ทวิตเตอร์เดิม) บีบีซีไทยเป็นสายที่ 4 ที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีขอชี้แจงประเด็นนี้

ชัยย้ำคำแถลงเดิมว่า ที่มาของการแบ่งจ่ายเงินเดือนข้าราชการ เป็นเพราะทีมงานพรรค พท. และนายกฯ ได้รับการร้องขอ เรียกร้องจากข้าราชการจำนวนมากว่าเงินเดือนหมุนไม่ทัน กว่าจะรับตอนสิ้นเดือน ต้องไปหมุนมา จึงอยากให้จ่ายล่วงหน้าครึ่งหนึ่งได้หรือไม่ จากนั้นจึงมีการศึกษาความเป็นไปได้ว่ากรมบัญชีกลางจะต้องเหนื่อยขึ้น ต้องจ่ายเงินเดือน 2 ครั้ง ต้องเตรียมเงินเร็วขึ้น หาเงินครึ่งหนึ่งมาจ่ายทุก 15 วัน นายกฯ ก็ตัดสินใจ เพื่อเสิร์ฟประชาชน เหนื่อยก็ต้องเหนื่อย

“มาตรการอันนี้ รัฐบาลยังมองไม่ออกเลยว่าจะทำให้เกิดผลกระทบอย่างไร ประชาชนมีแต่เสมอตัวกับได้ประโยชน์ คนเหนื่อยคือรัฐบาล แต่ด้วยความที่มีคนไปใช้โวหาร แล้วทำให้ประชาชนคิดไม่ทัน ไปจินตนาการว่าเงินเดือนจะเหลือ 50% ต้องจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเทอร์เน็ตสิ้นเดือน แล้วจะมีเงินไม่พอจ่าย ทั้งที่ในเดือนสุดท้ายก่อนเปลี่ยนวิธีแบ่งจ่ายแบบใหม่ ข้าราชการยังได้รับเงินเดือนเต็มจำนวน 100% แล้วพอเปลี่ยนวิธีจ่าย 50% กลางเดือน และอีก 50% ปลายเดือน พอสิ้นเดือนก็ได้เงินครบ 100% ตามเดิม” ชัยแจกแจง

ชัย

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ชัย วัชรงค์ แถลงข่าวในฐานะโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งแรกเมื่อ 13 ก.ย.

ในขณะที่รัฐบาลคาดหวังจะกระจาย “ข่าวดี” รับการทำงานทันทีของรัฐบาลชุดใหม่ด้วยการออกมติ ครม. เพื่อช่วยเหลือและลดค่าครองชีพให้แก่ประชาชน ดูเหมือนข้อสั่งการของนายกฯ เรื่องแบ่งจ่ายเงินเดือนข้าราชการ 2 งวด ได้กลบเสียงชื่นชมจากสังคม และมีแต่เสียงบ่นก่นด่าจากผู้เกี่ยวข้อง-ผู้ได้รับผลกระทบ จึงน่าสนใจว่า “กระบอกเสียงรัฐบาล” ประเมินการสื่อสารของรัฐบาลอย่างไร

ชัยยอมรับว่า ตั้งแต่ทีมงานทำข้อมูล และตัวเขารับข้อสรุปมา ทีมงานไม่ได้ตระหนักว่าคนจะเข้าใจผิด เพราะทีมงานมาจากภาคเอกชนซึ่งใช้ระบบแบ่งจ่ายเงินเดือน 2 งวด ครั้งละ 50% มานานแล้ว พนักงานพอใจ ไม่เคยมีปัญหาใด ๆ

“ความไม่ตระหนักตรงนี้สื่ออะไร แสดงว่าเรากำลังอยู่ในสังคมที่คนคิดลบเยอะ มันไม่ได้อยู่ในสังคม positive (คิดบวก) ถ้าคนคิดบวก จะไม่ออกมาอย่างนี้ และสังคมไทยถูกสร้างมาให้ perfectionist (มองโลกเชิงสมบูรณ์แบบ) สมมติเรื่องหนึ่งมีข้อดี 97% แต่คนจะมองจะสนใจอยู่แค่ 3% แล้วก็เอาตรงนั้นมาตี”

“สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ผมเรียนรู้ว่าสังคมบ้านเรา ต่อไปในการสื่อสารต้องระมัดระวังเรื่องทัศนคติและการมองโลกเชิงสมบูรณ์แบบ” ชัยสรุปบทเรียนใน 24 ชม. แรกของการรับบทบาทใหม่

เจตนาเบื้องหลังวาทะ “รัฐบาลนี้เป็นรัฏฐาธิปัตย์”

นอกจากประเด็นแบ่งจ่ายเงินเดือนข้าราชการแล้ว คำแถลงของนายสัตวแพทย์ชัยที่ว่า “ข้อสั่งการนายกฯ เทียบเท่ามติ ครม.” และ “มติ ครม. ยกเลิกคำสั่ง คสช. ได้” ยังก่อให้เกิดเสียงวิจารณ์เรื่องความรู้-ความเข้าใจข้อกฎหมายและระเบียบราชการ

ในระหว่างแถลงผลการประชุม ครม. ชัยกล่าวว่า นายกฯ สั่งการให้ทุกกระทรวง ทบวง กรม ที่ในอดีตรับคำสั่งหรืออำนาจจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แล้วยังต้องปฏิบัติการตามนั้น ไปทบทวนว่าคําสั่ง คสช. อันไหนที่ยังมีความจำเป็นต้องคงไว้หรือไม่ หากไม่เสนอมาในวันที่ 9 ต.ค. ให้ถือว่ายกเลิก

“มติคณะรัฐมนตรีก็ยกเลิกได้ ตอนนี้รัฐบาลนี้เป็นรัฏฐาธิปัตย์ยกเลิกได้อยู่แล้วครับ” เขาตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงวิธีการในการยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรัฐประหารปี 2557

เกือบทันทีทันใด สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตข้าราชการ อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และอดีตสมาชิกพรรคเสรีรวมไทย ได้ออกมา “รับน้องแรง” โดยระบุผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวของเขาว่า “เห็นข่าวท่านโฆษกแล้วสงสารรัฐบาลทันที” พร้อมอธิบายศักดิ์ทางกฎหมาย สรุปได้ ดังนี้

  • คำสั่ง คสช. มีฐานะเทียบเท่าพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การแก้ไขหรือยกเลิกคำสั่ง คสช. ต้องเสนอเป็นกฎหมายเข้าสภา ไม่สามารถใช้มติ ครม. ได้
  • คำสั่ง/การสั่งการของนายกฯ ไม่เท่ามติ ครม.
  • การกล่าวว่า “รัฐบาลนี้เป็นรัฏฐาธิปัตย์” เป็นความเข้าใจผิด เพราะรัฏฐาธิปัตย์ หรือการเป็นผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่สุดในรัฐนั้นคือคณะรัฐประหารที่รวมอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการไว้ที่เดียว สถานะปัจจุบันของรัฐบาล เป็นแค่ 1 ใน 3 ของอำนาจอธิปไตย หาใช่เป็นรัฏฐาธิปัตย์ไม่

หมอชัยฝากขอบคุณสมชัยที่ให้ความเห็นและขอน้อมรับคำวิจารณ์

“เจตนาของผมคือต้องการสื่อว่าทหารยึดอำนาจเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ศัพท์แสงนี้เป็นของแสลงของนักประชาธิปไตย แต่ผมไปนึกว่าเมื่อเข้าสู่ประชาธิปไตยแล้ว อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน เพียงแต่ประชาชนได้มอบอำนาจสูงสุดในการบริหารประเทศให้รัฐบาล กฎหมาย ระเบียบ คำสั่งต่าง ๆ หากฝ่ายบริหารเห็นว่าเป็นอุปสรรค ต้องมีอำนาจยกเลิกมัน และต้องดูว่าศักดิ์ของกฎหมายว่าเป็นอย่างไร หากเป็นมติ ครม. ก็แก้ด้วยมติ ครม. หากเป็น พ.ร.บ. รัฐบาลก็เสนอกฎหมายเข้าสภา”

“แต่ในช่วงแถลงข่าว ผมไม่ได้มีเวลาอธิบายยาวขนาดนั้น อันนี้ก็อาจเป็นเพราะผมไม่ชำนาญศัพท์แสงทางกฎหมายและการเมืองต่าง ๆ” ชัยกล่าว

นายกฯ รับแขก

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ดูอาร์เต ปาเชโก ประธานสหภาพรัฐสภา เข้าเยี่ยมคารวะนายกฯ ในโอกาสเยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐสภา เมื่อ 14 ก.ย. โดยมีโฆษกประจำสำนักนายกฯ ร่วมให้การต้อนรับ

การมีทั้งนายกฯ และโฆษกรัฐบาลที่มาจากภาคเอกชน ทำให้เกิดช่องว่าง-ช่องโหว่เรื่องการสื่อสารต่อประชาชนหรือไม่อย่างไร?

คำตอบของหมอชัยคือ ภาคเอกชนโฟกัสที่ประสิทธิภาพ ภาคราชการโฟกัสที่กฎระเบียบ

“แต่พอมีเวลาชี้แจงผ่านช่องทางต่าง ๆ ทีมงานก็บอกว่าคนเข้าใจแล้ว” เขากล่าวราวกับเชื่อมั่นว่ารัฐบาลสามารถสยบข่าวว้าวุ่นจากมติ ครม. นัดแรกได้แล้ว

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวต่อไปว่า เวลานี้รัฐบาลจะบุกเบิกเรื่องใหม่ ๆ ให้แก่ประเทศชาติ “ถ้าเป็นภาคเอกชนเรากล้าริเริ่ม แต่เวลาริเริ่ม ก็ต้องเจอเสียงวิจารณ์เป็นธรรมดา เมื่อวานผมก็มีโอกาสคุยกับท่านนายกฯ อยู่ ท่านให้ดีลกับประเด็นเนื้อหา ดีลกับความ ไม่มุ่งเน้นที่ตัวบุคคล”

คีย์แมนพรรค = แบ็กทางการเมือง

หาก เศรษฐา ทวีสิน ใช้เวลา 175 วันในการขึ้นสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรี (นับจากวันเปิดตัวเข้าพรรค พท. ถึงวันที่รัฐสภาลงมติเลือกนายกฯ คนที่ 30 - 1 มี.ค.-22 ส.ค. 2566) ชัยก็ใช้เวลา 1 ปี 99 วันในการเข้ารั้งเก้าอี้โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นับจากวันเปิดตัวเข้าพรรค ถึงวันที่ ครม. มีมติแต่งตั้งเป็นโฆษก – 7 มิ.ย. 2565-13 ก.ย. 2566)

สิ่งที่สังคมสงสัยคือ “แบ็กทางการเมือง” ที่ส่งคนการเมืองหน้าใหม่ไปถึงตึกนารีสโมสรคือใคร ท่ามกลางการแข่งขันช่วงชิงเก้าอี้อย่างดุเดือดจากบรรดา สต. อันหมายถึง “สส. สอบตก” ที่มีอายุงานการเมืองมากกว่า

“ถามว่าแบ็กคือใคร คิดว่าคือการที่ผมมีโอกาสไปร่วมงาน ร่วมคิดและถกเถียงนโยบายภาคการเกษตร ได้สัมผัสใกล้ชิด ‘คีย์แมนพรรรค’ ทั้งท่านนายกฯ หมอมิ้ง (นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกฯ) ท่านกิตติรัตน์ (ณ ระนอง รองหัวหน้าพรรค พท. และประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจของพรรค) ตรงนี้มีส่วนช่วย ถ้าไม่ได้เข้าไปตรงนั้น ก็ไม่มีทางได้มายืนอยู่ตรงนี้” ชัยเฉลย

นอกจากมีตำแหน่งเป็นกรรมการด้านเศรษฐกิจและการเกษตรของพรรค พท. ชัยยังเป็นตัวแทนขึ้นเวทีดีเบตในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนโยบายด้านการเกษตรด้วย

ในการเลือกตั้ง 14 พ.ค. ชัยลงสมัคร สส. เป็นครั้งแรกในชีวิต อยู่ในบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ลำดับที่ 91 ของเพื่อไทย ซึ่งใคร ๆ ต่างรู้กันดีว่าไม่มีโอกาสได้เข้าสภาแน่ แต่ถึงกระนั้นตำแหน่งท้ายตารางกลับเป็นที่หมายปองของคนใน เนื่องจาก “สไตล์ทักษิณ” มักจัดบัญชีแยกกันระหว่างบุคลากรฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร

ครั้งนี้ก็เช่นกัน เมื่อปรากฏชื่อปาร์ตี้ลิสต์ 3 จาก 10 ลำดับสุดท้ายเข้าไปร่วมวง ครม. “เศรษฐา 1” ได้แก่ จักรพงษ์ แสงมณี ปาร์ตี้ลิสต์ลำดับ 92 เป็น รมช.ต่างประเทศ, พวงเพ็ชร ชุนละเอียด ปาร์ตี้ลิสต์ลำดับ 98 เป็น รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ ภูมิธรรม เวชยชัย ปาร์ตี้ลิสต์ลำดับ 100 เป็นรองนายกรัฐมนตรี ควบ รมว.พาณิชย์

ไก่ชน-ไก่เชื่อมกับ “เจ้าสัวซีพี”

ชัยสำเร็จการศึกษาจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

จากนั้นเขาเข้าทำงานในภาคเอกชน มีตำแหน่งเป็น “ผู้จัดการ” ทั้งธุรกิจค้าอาหารสัตว์ วัคซีน และธุรกิจขายเครื่องมือ เครื่องใช้ และอุปกรณ์ทางการเกษตร

แม้ไม่เคยเป็นอาจารย์ของสถาบันการศึกษาใด แต่พรรค พท. ให้คำจำกัดความ น.สพ.ชัย ว่าเป็นนักวิชาการด้านเกษตรสมัยใหม่

“ผมทำรายการเชิงวิชาการอยู่ 5 ปี ชื่อรายการ ‘คุยจริงใจ สไตล์หมอชัย’ โดยพูดหัวข้อการเกษตรเป็นหลัก มีกลิ่นอายวิชาการ เลยทำให้คนเรียกผมว่านักวิชาการด้านการเกษตร” หมอชัยเล่า

แต่สิ่งที่ทำให้เขาเข้าไปเกี่ยวพันกับชนชั้นนำทั้งภาคการเมืองและภาคธุรกิจกลับหาใช่งานประจำ แต่เป็นงานอดิเรกนั่นคือการเลี้ยงไก่ชน ซึ่งเขาบอกว่า “ของผมเป็นกึ่งฟาร์มที่ จ.สุโขทัย เวลานี้นาน ๆ ไปที เรียกกว่าเป็นอาชีพเสริมไว้ดูแลน้อง ๆ”

ธนพร ศรียากูล นายกสมาคมรัฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ กล่าวในรายการ “เจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์” เมื่อ 8 ก.ย. โดยอ้างถึงชื่อ 2 บุคคลที่มีไก่ชนเป็นตัวเชื่อม

  • ธนินทร์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) “เป็นที่รู้จักว่าหมอชัยสนิทกับเจ้าสัวธนินทร์ และดูแลไก่ชน”
  • สมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.เกษตรและสหกรณ์ในรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร “หมอชัยเป็นกำลังสำคัญในช่วงการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนกปี 2547

ธนพรระบุว่า ในเวลานั้นมีการฆ่าไก่ไป 50 ล้านตัว และโรคทำท่าจะลามมาถึงไก่บ้านและมาถึงไก่ชนแน่นอน หมอชัย (ขณะนั้นเป็นอุปนายกสมาคมส่งเสริมอาชีพไก่ชนไทย) ก็ออกมาประกาศกับ ยืนยง โอภากุล หรือ “แอ๊ด คาราบาว” นายกสมาคมส่งเสริมอาชีพไก่ชนไทย ว่าเมืองจีนใช้วัคซีนกันแล้ว เมืองไทยยังมาฆ่าไก่อีก ซึ่งถือเป็นการคิดนอกกรอบ ให้หยุดการฆ่า แล้วมาฉีดวัคซีนแทน

สำหรับสาเหตุที่ธนพรอธิบายสายสัมพันธ์ของบรรดา “คนรักไก่ชน” ได้อย่างดี เป็นเพราะเขาเคยเป็นคณะทำงานทางการเมืองของสมศักดิ์ ตั้งแต่สังกัดพรรคไทยรักไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย

เกี่ยวกับประเด็นเรื่องคอนเนคชันกับ “เจ้าสัวซีพี” หมอชัยอธิบายว่า “เรื่องนานมา 20 กว่าปีแล้ว เราชอบงานอดิเรกเดียวกัน เวลาไปเจอกัน ก็คุยสนทนาเรื่องบ้านเมือง เรื่องเศรษฐกิจ แลกเปลี่ยนกัน ได้เห็นมุมมอง ความคิด ก็สืบทอดมาถึงปัจจุบัน แต่ถามว่าท่านสนับสนุนผมไหม ผมไม่รู้เลย”

ขอเป็น “โฆษกรัฐบาลแบบเป็นตัวของตัวเอง”

ชัย

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

ในวันแรกของการนั่งแท่นแถลงข่าว ไม่เพียงสื่อมวลชนและประชาชนที่รอติดตามการทำหน้าที่ของหมอชัย แต่ยังมีทีมงานนายกรัฐมนตรีเฝ้ามองอยู่ห่าง ๆ จากตึกไทยคู่ฟ้า

“มีทีมท่านนายกฯ ดูตลอด เวลาผมแถลง ผมออกรายการ จะมีทีมงานนายกฯ คอยมอนิเตอร์ ดู feedback (เสียงสะท้อน) นักวิชาการมาให้ความเห็นก็คงฟัง แต่ขณะเดียวกันก็ฟังประชาชนด้วย” เขาบอก

โดยความคิด-ตัวตนของหมอชัย เขาชอบนำนวัตกรรมมาปรับใช้ในการทำงาน ไม่ชอบทำเพราะคนอื่นเคยทำแบบนี้ มาตรฐานเป็นแบบนี้ พอโฆษกใหม่มาก็ต้องเดินตามแนวเดิม

“ผมไม่ชอบวิธีการทำงานที่ไม่สนุก ผมออกแบบการทำงานในแนวทางที่เป็นตัวตน และมีประสิทธิภาพ เช่น ถ้าบอกเป็นโฆษกต้องพูด ก.ไก่ ไป ข.ไข่ เลี้ยวซ้ายแล้วต้องเลี้ยวขวา ต้องถามว่าถ้าทำแบบเดิม ประชาชนดูไหม ฟังไหมที่โฆษกแถลง แล้วถ้าเราลองทำแบบใหม่ละ คนมีความรู้สึกอย่างไรกับรัฐบาล ถ้าผลลัพธ์ออกมาไม่ดี ผมก็พร้อมปรับเปลี่ยนวิธีการได้ตลอด” เขากล่าวทิ้งท้าย ด้วยความคาดหวังให้ประชาชนจดจำชื่อ ชัย วัชรงค์ ในฐานะ “โฆษกรัฐบาลแบบเป็นตัวของตัวเอง”