สุทิน คลังแสง รมต. “ไร้เหล่า-ไร้รุ่น” ท่องคาถาปรองดอง เปิดคัมภีร์ปกครองเพื่อครองใจนายพล

ที่มาของภาพ, Tossapol Chaisamritpol/BBC Thai
- Author, เรื่องโดย หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Author, วิดีโอโดย ทศพล ชัยสัมฤทธิ์ผล
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
สุทิน คลังแสง รมว.กลาโหมพลเรือน เดินหน้าบริหารกำลังพล 5 เหล่าภายใต้หลัก “การพัฒนานำการทหาร” ไม่ขอ “จองเวร” กับกองทัพ แม้พรรคต้นสังกัดของเขาเคยถูกยึดอำนาจถึง 2 ครั้ง พร้อมแสดงความเห็นใจทหารที่ “ทำดีมาร้อยครั้ง แต่ยึดอำนาจครั้งเดียวหายหมด”
ครึ่งชีวิตแรกในทางการงานของเขาเริ่มต้นด้วยการเป็นครู โดยลูกศิษย์กลุ่มหลักของ “ครูสุทิน” คือ นักเรียนผู้พิการทั้งทางร่างกาย สายตา หู รวมถึงผู้มีความบกพร่องทางสติปัญญา ก่อนย้ายไปสอนหนังสือและทำวิจัยที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มีตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้ช่วยอธิการบดี
กระทั่งอายุครบ 40 ปี “นักการศึกษา” ได้ผันตัวมาเป็น “นักการเมือง” ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ครั้งแรกเมื่อปี 2544 ได้เป็น “สส.รุ่นแรก” ของพรรคไทยรักไทย และได้รับเลือกให้เป็นผู้แทนราษฎรติดต่อกัน 5 สมัย แบ่งเป็น สส.บัญชีรายชื่อ 3 สมัย และ สส.มหาสารคาม 2 สมัย
ชีวิตการเมืองของเขาเคยเจอมาทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ยุบสภา ยึดอำนาจ ยุบพรรค ถูกตัดสิทธิการเมือง แต่สุทินยังคงประจำการอยู่ที่พรรคเดิม-พรรคเดียว
ปี 2566 สุทิน วัย 62 ปี เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของกระทรวงกลาโหมในรอบกว่าศตวรรษ ในฐานะ รมว.กลาโหมพลเรือนคนแรกที่ไม่ใช่นายกรัฐมนตรี โดยเจ้าตัวยอมรับ “ไม่คิดว่าจะได้มาอยู่ตรงนี้”

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai
บีบีซีไทยพูดคุยกับ “รัฐมนตรีป้ายแดง” ผู้ไม่อาจลิขิตสถานะของตัวเองในรัฐบาล ถึงความท้าทายในการปกครองแม่ทัพนายกอง อดีตคู่แค้น ปัจจุบันของมวลชน อนาคตของกองทัพภายใต้นโยบายปฏิรูป/พัฒนาร่วม และชีวิตใหม่ภายใต้รหัสเรียกขาน “สนามไชย 1”
รมต. ผู้ไม่มีเหล่า ไม่มีรุ่น ไม่รับรู้สายทหาร
“ชีวิตเปลี่ยนไปเลย ไม่เคยคุยกับทหารมากขนาดนี้ ทั้งทหารเล็ก ทหารน้อย ทหารใหญ่ เมื่อก่อนคุยแต่กับครู พูดง่าย ๆ ว่าเหมือนมีญาติใหม่” สุทินเผยความรู้สึก และบอกว่า “ขนลุกทุกครั้ง” ที่ถูกเรียกว่า “บิ๊กทิน”
กลางสัปดาห์ที่ผ่านมา คนการเมืองผู้ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย-สไตล์ลูกทุ่ง ตื่นขึ้นมาแล้วพบว่ามี “ชายชุดดำ-หัวเกรียน” มารออยู่หน้าบ้านพักส่วนตัว ทราบในภายหลังว่าเป็นชุดอารักขาประจำตำแหน่ง จากศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) จำนวน 14 นายที่มารายงานตัว พรั่งพร้อมด้วยรถนำ-รถตามขบวน ซึ่งถือเป็นอัฐบริขารของ รมว.กลาโหม
หากถามว่าความคาดหวังของพรรคเพื่อไทย (พท.) ในการส่งนักการเมืองฝีปากกล้า เจ้าของฉายา “คลังแสงมหาสารคาม” เข้าไปเป็นเจ้ากระทรวงกลาโหมคืออะไร
“เรามาเพื่อผลักดันนโยบายพรรคให้ประสบความสำเร็จ” สุทินบอก
คำตอบของเขา ไม่ต่างจากเพื่อนร่วมพรรคอีก 16 คนที่เข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลที่นำโดย นายเศรษฐา ทวีสิน
แต่สิ่งที่ผิดแผกไปจากเสนาบดีกระทรวงอื่น ๆ คือ ผู้ใต้บังคับบัญชาของสุทินเป็นคนในเครื่องแบบ มาจาก 5 เหล่า (ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ กองทัพไทย และสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม) ขณะที่ตัวรัฐมนตรีไม่มีเหล่า ไม่มีรุ่น ไม่มียศนำหน้าชื่อ
“ผมไม่รู้จักใคร ผมไม่มีเพื่อนร่วมรุ่น ผมมาที่นี่ก็คือเป็นนายสุทิน และก็ให้โอกาสทุกคน ทุกเหล่า ทุกรุ่น” รมว.กลาโหมกล่าว
ไม่ว่านายทหารสายไหน “บูรพาพยัคฆ์” “วงศ์เทวัญ” หรืออื่น ๆ สุทินบอก “ผมไม่จำเป็นต้องรู้ ไม่รับรู้ ถ้ารับรู้แล้วจะทำให้การบริหารของเรา bias (อคติ) การจะรู้จักคนคือรู้จักว่าใครทำงาน ใครไม่ทำงานเท่านั้น ไม่หาข้อมูลว่าใครรุ่นไหน ค่ายไหน บูรพง บูรพา ผมไม่รู้”

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
ยิ่งลักษณ์บอก “ไม่มีอะไรนะพี่สุทิน คนไปคิดกันมาก”
สุทินเป็นพลเรือนคนที่ 6 ที่มีโอกาสสัมผัสเก้าอี้ รมว.กลาโหม ในจำนวนนี้เป็นอดีตนักการเมืองร่วมพรรคของเขา 3 คน ประกอบด้วย สมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ คนที่ 25 และอดีตหัวหน้าพรรคพลังประชาชน (พปช.), สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ คนที่ 26 และอดีตรองหัวหน้าพรรค พปช. และ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ คนที่ 28 สังกัดพรรคเพื่อไทย
แม้อดีตนายกฯ ทั้งสามมีสถานะประมุขฝ่ายบริหารเป็น “เกราะกำบัง” ในระหว่างควบเก้าอี้ รมว.กลาโหม แต่นั่นหาใช่เครื่องการันตีว่าจะรอดพ้นจากการถูกเขย่าอำนาจ นายกฯ สมชายถูก “ปฏิวัติหน้าจอ” เมื่อปี 2551 ขณะที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ถูกรัฐประหารปี 2557
บทสรุปจากบทสนทนาระหว่าง รมว.กลาโหมคนปัจจุบันที่ต่อสายตรงถึงยิ่งลักษณ์ อดีต รมว.กลาโหมรุ่นพี่ที่อยู่แดนไกลคือ “ไม่มีอะไร”
- สุทิน: ท่านเป็นพลเรือนเข้ามา ยิ่งเป็นผู้หญิงด้วย ท่านเจออะไรบ้างบอกผมหน่อย ผมจะได้เตรียมตัวเจอ เตรียมตัวระแวดระวัง
- ยิ่งลักษณ์: ไม่มีอะไรนะพี่สุทิน คนไปคิดกันมาก เข้าไป เขาก็ให้เกียรติ เขาก็ให้การยอมรับ
อะไรทำให้นายกฯ หญิงที่ถูกยึดอำนาจ แล้วต้องหนีคดีไปใช้ชีวิตในต่างแดน กล่าวราวกับไม่รู้สึกถึงการตกเป็นผู้ถูกกระทำมาก่อน?
สุทินอธิบายว่า “รัฐประหารมันเป็นคนละเหตุผลกับการทำงานนะ การทำงานวันนี้ ระดับนี้เขาก็ทำงานไป ส่วนคนจะรัฐประหารมันอีกระดับหนึ่ง ไม่ใช่คนทั้งกองทัพ ไม่ใช่คนหมดกองทัพ อาจจะคิดกันคนสองคน”

ที่มาของภาพ, Getty Images
นายพล 3 ป. กับ มวลชนเสื้อแดง
การส่งนักเลือกตั้งอาชีพเข้าไปคุมขุนทหารเกิดขึ้นภายหลังพรรค พท. จัดตั้ง “รัฐบาลพิเศษสลายขั้ว” โดยดึงพรรค “2 ลุง” ทั้งพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) และพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เข้าร่วมรัฐบาล นั่นคล้ายเป็นสัญญาณว่า การเช็กบิลคณะรัฐประหารภายใต้เครือข่ายพี่น้อง 3 ป. - พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.), พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา – จะไม่เกิดขึ้น?
นอกจากนี้ยังมีภาพประวัติศาสตร์เมื่อ เศรษฐา นายกฯ คนที่ 30 เดินทางเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯ คนที่ 29 ผู้นำโค่นล้มอำนาจรัฐบาลเพื่อไทยเมื่อ 9 ปีที่แล้ว ก่อนออกมากล่าวถึง พล.อ.ประยุทธ์ ว่า “ท่านเป็นผู้ใหญ่ที่น่าเคารพ”
สุทินเองก็แย้มว่า เมื่อทำงานไประยะหนึ่ง หากมีปัญหาจะหาโอกาสไปพบทั้ง พล.อ.ประยุทธ์-พล.อ.ประวิตร โดยไม่ถือว่าเป็นฝ่ายไหน
“การไปพบ ผมถือว่าเป็นการส่งสัญญาณให้เกียรติเท่านั้น ทุกคนก็จะรู้ คนเราถ้าได้รับเกียรติ ใจมันก็ดีขึ้น ไม่รู้จะได้ไปหรือเปล่า ดีกว่าผมบอกว่าโน ๆ ไม่ไป แล้วเราจะไปสามัคคีปรองดองกันได้อย่างไร แต่เวลาผมบอกว่าจะไป ไม่ได้หมายความว่าคุณทำผิดแล้วจะไม่ได้รับผิด สิ่งที่ใครทำผิดอยู่แล้ว ก็ว่าไปตามนั้น ใครทำอะไรไว้ก็รับไป แต่การให้เกียรติเป็นคนละเรื่องกัน” รมว.กลาโหมแจกแจง

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
แต่ละฉาก-แต่ละช็อตที่ออกมา คล้ายขยำขยี้หัวใจมวลชนเสื้อแดงที่เคยร่วมต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยกับพรรคสีแดง ทั้งในยุคหลังรัฐประหาร 2549, 2557 และยุคพลิกขั้วการเมืองตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร 2551
ทว่าในทัศนะของสุทิน “ทุกอย่างเป็นเรื่องของการปรองดองกันหมดแล้ว หันหน้าเข้าหากัน” และเชื่อว่า “คนเสื้อแดงเข้าใจ และพร้อมจะปรองดองด้วยซ้ำไป”
“การทำงานต่อไปนี้ เสื้อแดงก็ได้รับชัยชนะมาแล้วหลายระดับ คือเราก็ตั้งรัฐบาลเราได้ แต่ว่ามันจะไม่ได้อะไร 100% แต่จะไม่เสียอะไร 100% เมื่อก่อนเสื้อแดงเสียทั้งหมด รัฐบาลที่แล้ว รัฐบาลตัวเองก็ไม่ใช่ ทหารตัวเองก็ไม่ใช่ ทำอะไรก็ไม่ได้ ถูกกลั่นแกล้งรังแก แต่วันนี้ เพราะวิธีนี้ มันทำให้เราไม่เสียทั้งหมด วันนี้เราได้นายกฯ ของเรา ได้พรรคเราเป็นแกนนำ ได้นโยบายของเรา ส่วนเราจะเสียความรู้สึกบ้างก็คือได้คนที่นั่นเป็นหุ้นส่วน ดีกว่าเราไม่ได้อะไรเลย ถ้าวันนี้เราไม่ยอมปรองดอง ไม่ยอมเขา คือเราไม่ได้อะไรเลย เราไปเป็นฝ่ายค้านเท่านั้น จบ” นักการเมืองจากมหาสารคาม ซึ่งครั้งหนึ่งถูกจัดว่าเป็น “จังหวัดสีแดง” ระบุ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ปรับปรนกับกองทัพ ไม่เกี่ยวทักษิณถูกจับเป็นตัวประกัน
ทุกความเคลื่อนไหวที่ปรากฏ สุทินปฏิเสธว่าไม่ใช่การ “ประนีประนอม” กับกองทัพ แต่เขาเรียกมันว่าการ “ปรับปรนปรับเปลี่ยน” พร้อมอธิบายว่าคือการปรับเปลี่ยนแล้วก็ผ่อนปรน ค่อยเป็นค่อยไปตามสถานการณ์ความเป็นจริง ตามบริบท
รมว.กลาโหมจากเพื่อไทยไม่เชื่อว่า การ “ปรับปรน” กับกองทัพจะทำให้พรรคต้นสังกัดต้องเสียคะแนนนิยมทางการเมือง ตราบที่ยัง “แน่วแน่หนักแน่นในเป้าหมาย แต่ยืดหยุ่นในวิธีการ... ทุกคนอยากได้เป้าหมาย ทำอะไรก็แล้วแต่ ขอให้มันสำเร็จ คุณจะใช้วิธีไหนก็แล้วแต่”
ส่วนที่มีการมองกันว่าการลดโทนของพลพรรคเพื่อไทย เป็นเพราะ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูก “จับเป็นตัวประกัน” นั้น เจ้ากระทรวงกลาโหมปฏิเสธทันควัน พร้อมยืนยันว่า “ไม่เกี่ยวกับท่านทักษิณ” และพยายามชี้ให้เห็นว่าบุคลิกส่วนตัวของเขาที่แสดงออกในสภาระหว่างการอภิปรายต่าง ๆ เป็นคนไม่หักหาญ-ขยี้ และคิดว่าได้ผลดีกว่าการเหี้ยม-ห้าว
สำหรับทักษิณ เปรียบเสมือน “ผู้นำทางจิตวิญญาณ” ของพรรค พท. เดินทางกลับเข้าประเทศเมื่อ 22 ส.ค. ในวันเดียวกับการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อโหวตเลือกเศรษฐาเป็นนายกฯ คนใหม่ ทั้งนี้ทักษิณต้องรับโทษตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 3 คดี รวม 8 ปี ก่อนทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ และได้รับพระราชทานอภัยลดโทษเหลือ 1 ปี ปัจจุบัน นักโทษเด็ดขาดรายนี้อยู่ระหว่างพักรักษาตัวที่ รพ.ตำรวจ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
“ถ้าไปจองเวรกันแล้ว บ้านเมืองไปไม่ได้”
ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ปฏิเสธไม่ได้ว่ากองทัพถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล จนถูกมองว่าเป็น “คู่แค้น-คู่ขัดแย้ง” กับ “พรรค-พวกทักษิณ” สะท้อนผ่านการถูกรัฐประหาร 2 ครั้ง ทั้งในยุคนายกฯ ชินวัตรผู้พี่และผู้น้อง
แม้ท่องคาถาปรองดอง แต่ชายผู้สวมหมวกอีกใบเป็นรักษาการรองหัวหน้าพรรค พท. ยอมรับว่า ความรู้สึกต่าง ๆ ไม่อาจหายไปได้ทันที แต่ไม่มีประโยชน์ที่จะไปจองเวรกัน
“ถ้าไปจองเวรกันแล้ว บ้านเมืองไปไม่ได้ ประชาชนเดือดร้อน คุณไม่เอาฉัน ฉันไม่เอาคุณ แล้วก็มารบกันต่อ ฉันก็วางแผนล้มคุณ รบกันต่อ มันก็ไปถึงสังคม ถึงชาวบ้าน” นายสุทินกล่าว
หลังรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 อดีต สส.มหาสารคามผู้นี้ถูกควบคุมตัวไว้ในเขตทหารเหมือนเพื่อนร่วมพรรคอีกหลายราย เขาต้องใช้ชีวิตอยู่ในค่ายทหารที่ราชบุรี 3 วัน และที่ร้อยเอ็ดอีก 4 วัน เมื่อออกมาแล้ว ก็ยังมีทหารจากกองทัพภาคที่ 2 คอยสอดแนม สะกดรอย เรียกไป “ปรับทัศนคติ” ก่อนที่ชีวิตจะกลับมาเป็นปกติเมื่อ คสช. ประกาศคืนอำนาจให้ประชาชนและจัดให้มีการเลือกตั้งปี 2562
เมื่อถูกถามถึงเหตุการณ์เหล่านี้ เขาบอกเพียงว่า “เรื่องผ่านมาแล้ว ไม่ได้คิดอะไร ทำงานด้วยกันได้”
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Google YouTube เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Google YouTube และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google YouTube ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด YouTube โพสต์
ความ “ขื่นขม” ของผู้นำเหล่าทัพเมื่อพูดถึงการยึดอำนาจ
ในการให้สัมภาษณ์ครั้งหนึ่ง รมว.กลาโหมพลเรือนแสดงความเชื่อมั่นว่า “สถานการณ์จากนี้จนถึงอนาคต ไม่น่าจะมี (รัฐประหาร) แล้ว เราเดินผ่านจุดนั้นมาแล้ว”
จึงน่าสนใจว่า อะไรทำให้เขาแน่ใจว่ากองทัพจะไม่เข้าไปก้าวก่าย-แทรกแซง-แสดงบทบาททางการเมืองอีกในช่วง 4 ปีต่อจากนี้
“ตอนนี้ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องไปก้าวก่าย แต่ว่ามันคงไม่หมด 100% มันขึ้นกับสถานการณ์หลาย ๆ เรื่อง แต่ต้องมาจำกัดความว่าระดับไหนถือว่าก้าวก่าย ต้องบอกว่าหมายถึงว่าเขาจะไม่ปฏิวัติใช่ไหม หรือระดับไหน แต่เชื่อว่าการกดดันรัฐบาล บอกให้รัฐบาลต้องทำนั่นทำนี่ ผมว่าไม่มี”
นายกฯ ใหม่ รมว.กลาโหมใหม่ และว่าที่ผู้บัญชาการเหล่าทัพชุดใหม่ มีโอกาสพบปะ พูดคุย และรับประทานอาหารกลางวันร่วมกันครั้งแรกเมื่อ 3 ก.ย.
สิ่งที่เศรษฐา-สุทินสรุปตรงกันคือ กองทัพ “ทำมาก แต่พูดน้อย” และ “อ่อนประชาสัมพันธ์มาก”

ที่มาของภาพ, POOL
ในระหว่างร่วมวงสนทนาโต๊ะกลม สุทินสัมผัสได้ว่าผู้นำเหล่าทัพเป็นคนหัวสมัยใหม่ มีวิธีคิดทันสมัย พร้อมเปิดรับโลกภายนอก รับการเปลี่ยนแปลง และมีความคิดที่จะรับผิดชอบต่อประชาชน
“ฟังดู เขาก็ขื่นขมที่จะพูดเรื่องการยึดอำนาจ เขาก็ไม่อยากพูดถึง” สุทินบอก
“ถามทางตรง ทางอ้อม วิธีสนทนามันพอจะรู้กันได้ แม้ไม่ได้พูดตรง ๆ โอ้ย.. ครูเรียนจิตวิทยามา ก็พอรู้” สุทินแย้มแทคติกที่ใช้วิเคราะห์ “ความขื่นขม” ของบรรดานายพล-คู่สนทนา
“ก็น่าเห็นใจเขาละ ทำดีมาร้อยครั้ง ยึดอำนาจครั้งเดียวหายหมด คนก็ติดภาพนี้ ก็เกลียดเขา ซึ่งไปโทษส่วนใหญ่ไม่ได้นะ โทษเพียงไม่กี่คนที่ทำเรื่องนี้” ชายเจ้าของรหัสเรียกขานในวิทยุสื่อสารว่า “สนามไชย 1” ตามถนนที่ตั้งของกระทรวงกลาโหม กล่าว
แล้วถ้ามีคนย้อนว่า สุทินเป็นนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นนักประชาธิปไตยมาทั้งชีวิต พอมาเป็นรัฐมนตรีครั้งแรกก็อ่อนน้อมกับกองทัพเลย จะทำให้เสียต้นทุนการเมืองที่สั่งสมมาทั้งหมดหรือไม่
“ผมยังไม่คิดว่าจะเป็นอย่างนั้นนะ คนยังไม่เห็นผมทำงาน เพิ่งมาสัปดาห์เดียวเอง” เขาตอบเสียงเรียบ
ยึดหลัก “การพัฒนานำการทหาร” เลี่ยงคำแสลง “ปฏิรูปกองทัพ”
ในการจัดวางความสัมพันธ์ระหว่างรัฐมนตรีของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งกับผู้นำเหล่าทัพ สุทินจะใช้หลัก “การพัฒนานำการทหาร”
ความคาดหวังของ รมว.กลาโหมพลเรือนรายนี้คือต้องการเห็นกองทัพเป็น “ทหารมืออาชีพ” อันหมายถึง การอยู่ในภารกิจตัวเอง ป้องกันภัยความมั่นคง 10 ข้อตามคำจำกัดความของกองทัพ ซึ่งรวมถึงภัยคุกคามสมัยใหม่ด้วย
ไม่มีคำว่า “ปฏิรูปกองทัพ” ในนโยบายของรัฐบาลที่เตรียมแถลงต่อรัฐสภา 11-12 ก.ย. นี้ เพื่อไม่ให้เกิดความแสลงใจ มีแต่วาระ “พัฒนาร่วมกัน” ตามคำกล่าวของนายกฯ
“คนไปใช้คำว่าปฏิรูปในทำนองว่าจะรุกไล่กองทัพ คนใช้ก่อน ๆ ใช้ผิด เหมือนคล้าย ๆ กับจะรุก จะไล่ จะอะไรเขา จริง ๆ คำนี้มันก็ไม่น่าเกลียดหรอก เราเคยใช้ แต่เอาเข้าจริง เราคิดว่าคำนี้มันจะแสลงใจกัน มันจะทำให้เกิดขวัญกำลังใจที่ไม่ดี” สุทินกล่าว
สำหรับแผนร่วมพัฒนากองทัพของรัฐบาลเศรษฐา มีสาระสำคัญ 4 ส่วน สรุปจากคำให้สัมภาษณ์ของนายสุทินได้ดังนี้
- เปลี่ยนระบบเกณฑ์ทหารมาเป็นแบบสมัครใจ: ตั้งแต่เดือน เม.ย. 2567 จะเห็นอัตราการเกณฑ์ทหารลดลงจากเดิมแล้วค่อย ๆ หมดไป โดยรัฐบาลจะทำให้จบเร็วขึ้น สร้างแรงจูงใจให้คนสมัครเยอะขึ้นด้วยกลยุทธ์ 2 ปรับ คือปรับสวัสดิการให้พลทหารเกณฑ์ และปรับทัศนคติของผู้คนที่มีต่อระบบ เช่นเดียวกับ “ทหารรับใช้บ้านทหารชั้นผู้ใหญ่” ซึ่งสุทินบอกว่า “มีได้ แต่เท่าไรถึงพองาม”
- ลดกำลังพล: สังคมมองว่ากองทัพเทอะทะ มีนายพลมากเกินไป จึงมีแผนปรับลดกำลังพลภายในปี 2570 “เขามีแผนอยู่แล้ว อันนี้ต้องยกเครดิตให้กองทัพ ผมจะไปเคลมผลงานเขาได้ยังไง แต่ไม่มีเรา เขาก็ทำไม่ได้ เราต้องเติมส่วนอื่นให้เขา เช่น เทคโนโลยี นำมาใช้ทั้งทางบริหารและทางยุทธการ”
- จัดซื้อจัดจ้างโปร่งใส: การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ต้องอยู่บนเหตุผล ถ้ามีความจำเป็นก็ซื้อ แต่ถ้าจะซื้อจริง ๆ ขอให้ดูอุตสาหกรรมภายในก่อน “สมมติเราซื้อเครื่องบินจากเขา (ต่างประเทศ) แต่ท่านสั่งซื้ออะไหล่ชิ้นส่วนจากเราได้ไหม เงินเราก็จะคืนมา พูดง่าย ๆ คือรัฐบาลนี้ต้องการส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ผลิตเพื่อใช้ในกองทัพและจำหน่าย เป็นรายได้ใหม่ของประเทศ ช่วยปีกเศรษฐกิจด้วย” อย่างไรก็ตามสุทินยังไม่ได้บอกชัดเจนว่าการจัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือจะเป็นอย่างไร โดยระบุเพียงว่า “นายกฯ จะมีทางออกที่เหมาะสม และสังคมไม่ผิดหวัง”
- เพิ่มบทบาท “ทหารของประชาชน”: ต่อไปนี้จะเห็นกองทัพทำเรื่องลดภัยยาเสพติด ภัยโรคระบาด ภัยความยากจน ภัยแล้ง การพัฒนา บ่อน้ำ เหมือง ฝาย มากขึ้น

ที่มาของภาพ, Getty Images
ที่มาสกุล "คลังแสง"
ก่อนลงตัวที่สุทิน บุรุษที่ชื่อมีความหมายว่า “ผู้ให้สิ่งที่ดี” ได้ปรากฏสารพัดรายชื่อ พล.อ. ติดโผแคนดิเดต รมว.กลาโหม ทั้งคนสนิท พล.อ.ประยุทธ์ และคนใกล้ชิด พล.อ.ประวิตร
บีบีซีไทยถาม รมว.กลาโหมผู้นี้ตรง ๆ ว่าคิดว่าตัวเองมีดีอะไรถึงเบียดนายพลเหล่านั้นตกขอบไปได้
“ที่ดีกว่าก็คือ เขาคงคิดว่ารัฐบาลสมัยใหม่ ถ้าเป็นเรา จะทำให้หน้าตารัฐบาลอินเตอร์ที่พลเรือนมาคุมกลาโหม ในประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศก็เป็นอย่างนี้ ก็จะลดโทนความแข็งกร้าวลง หน้าตาเป็นสากลขึ้น ข้อดีเรานะ เป็นที่ยอมรับของสังคมโลกมากขึ้น”
อย่างไรก็ตามนายกฯ เศรษฐาไม่ได้แจ้งสุทินถึงเหตุผลในการเลือกเขาเป็นเจ้ากระทรวงกลาโหม เพียงแต่แซวกันเล่น ๆ ว่า “มีคลังแสง”
นักการเมืองวัย 62 ปีเปิดเผยที่มาของนามสกุลคลังแสงเป็นครั้งแรก โดยอ้างคำบอกเล่าของญาติ สืบสาแหรกได้ว่า บรรพบุรุษรุ่นก่อนทวดขึ้นไปเคยเป็นทหารชื่อ “ขุนวันชัย” หรือ “ขุนศรีจัน” ไม่แน่ใจนัก ได้ไปตีทัพ แล้วค่ายแตก จึงหนีไปตั้งรกรากอยู่ที่ จ.นครราชสีมา ฟังว่าขณะนั้นเขาเป็นคนคุมคลังแสง จึงกลายเป็นที่มาของนามสกุล ซึ่งตกทอดกันมาเรื่อย
นอกจากเป็นรัฐมนตรีที่ไม่มีรุ่น ไม่มีเหล่า ในเวลานี้เขายังไม่มี “ฝ่าย เสธ. ประจำตัว”
การนัดหมาย-จัดคิว-ดีลนายพลที่เดินสายไปพบปะพูดคุยและขอคำแนะนำ สุทินทำเองทั้งหมด โดยมีเลขานุการส่วนตัวที่ไม่ใช่ทหารเป็นผู้ช่วย
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา สุทินเข้าพบอดีต รมว.กลาโหมอย่างน้อย 4 คน ประกอบด้วย พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา อดีต รมว.กลาโหมในรัฐบาลทักษิณ, พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร อดีต รมว.กลาโหมในรัฐบาลทักษิณ, พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต อดีต รมว.กลาโหมในรัฐบาลยิ่งลักษณ์, พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯ และอดีต รมว.กลาโหม

ที่มาของภาพ, Tossapol Chaisamritpol/BBC Thai
ถึงเวลานี้ สุทินไม่รู้สึกว่ามีแรงต้านใด ๆ จากคนในกองทัพ ตรงกันข้าม มีอดีตนายทหารเข้ามา “เสนอตัวช่วยทำงาน” ซึ่งเขาบอกว่าจะพิจารณาให้เป็นคณะทำงานเป็นด้าน ๆ ไป
เขาพูดในหลายโอกาสเรื่องการให้เกียรติกองทัพ และย้ำว่าตัวเองมีเจตนาดี ไม่ได้เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ หรือเข้ามาทำร้ายใคร
ทั้งหมดนี้คือคัมภีร์การปกครองเพื่อครองใจ “นายพลบ่าแข็ง” ฉบับรัฐมนตรีคนธรรมดาที่ชื่อ สุทิน คลังแสง











