สุทิน คลังแสง รมต. “ไร้เหล่า-ไร้รุ่น” ท่องคาถาปรองดอง เปิดคัมภีร์ปกครองเพื่อครองใจนายพล

บิ๊กทิน

ที่มาของภาพ, Tossapol Chaisamritpol/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, สุทิน คลังแสง ยอมรับว่า “ยังไม่ชิน” และ “ขนลุกทุกครั้ง” ที่ถูกเรียกว่า “บิ๊กทิน”
    • Author, เรื่องโดย หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
    • Author, วิดีโอโดย ทศพล ชัยสัมฤทธิ์ผล
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

สุทิน คลังแสง รมว.กลาโหมพลเรือน เดินหน้าบริหารกำลังพล 5 เหล่าภายใต้หลัก “การพัฒนานำการทหาร” ไม่ขอ “จองเวร” กับกองทัพ แม้พรรคต้นสังกัดของเขาเคยถูกยึดอำนาจถึง 2 ครั้ง พร้อมแสดงความเห็นใจทหารที่ “ทำดีมาร้อยครั้ง แต่ยึดอำนาจครั้งเดียวหายหมด”

ครึ่งชีวิตแรกในทางการงานของเขาเริ่มต้นด้วยการเป็นครู โดยลูกศิษย์กลุ่มหลักของ “ครูสุทิน” คือ นักเรียนผู้พิการทั้งทางร่างกาย สายตา หู รวมถึงผู้มีความบกพร่องทางสติปัญญา ก่อนย้ายไปสอนหนังสือและทำวิจัยที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มีตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้ช่วยอธิการบดี

กระทั่งอายุครบ 40 ปี “นักการศึกษา” ได้ผันตัวมาเป็น “นักการเมือง” ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ครั้งแรกเมื่อปี 2544 ได้เป็น “สส.รุ่นแรก” ของพรรคไทยรักไทย และได้รับเลือกให้เป็นผู้แทนราษฎรติดต่อกัน 5 สมัย แบ่งเป็น สส.บัญชีรายชื่อ 3 สมัย และ สส.มหาสารคาม 2 สมัย

ชีวิตการเมืองของเขาเคยเจอมาทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ยุบสภา ยึดอำนาจ ยุบพรรค ถูกตัดสิทธิการเมือง แต่สุทินยังคงประจำการอยู่ที่พรรคเดิม-พรรคเดียว

ปี 2566 สุทิน วัย 62 ปี เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของกระทรวงกลาโหมในรอบกว่าศตวรรษ ในฐานะ รมว.กลาโหมพลเรือนคนแรกที่ไม่ใช่นายกรัฐมนตรี โดยเจ้าตัวยอมรับ “ไม่คิดว่าจะได้มาอยู่ตรงนี้”

กห.

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, กระทรวงกลาโหมตั้งอยู่ที่ ถ.สนามไชย แขวงพระบรมหาราชวัง กทม. ทำให้รหัสเรียกขานรัฐมนตรีที่ใช้ในวิทยุสื่อสารคือ “สนามไชย 1”

บีบีซีไทยพูดคุยกับ “รัฐมนตรีป้ายแดง” ผู้ไม่อาจลิขิตสถานะของตัวเองในรัฐบาล ถึงความท้าทายในการปกครองแม่ทัพนายกอง อดีตคู่แค้น ปัจจุบันของมวลชน อนาคตของกองทัพภายใต้นโยบายปฏิรูป/พัฒนาร่วม และชีวิตใหม่ภายใต้รหัสเรียกขาน “สนามไชย 1”

รมต. ผู้ไม่มีเหล่า ไม่มีรุ่น ไม่รับรู้สายทหาร

“ชีวิตเปลี่ยนไปเลย ไม่เคยคุยกับทหารมากขนาดนี้ ทั้งทหารเล็ก ทหารน้อย ทหารใหญ่ เมื่อก่อนคุยแต่กับครู พูดง่าย ๆ ว่าเหมือนมีญาติใหม่” สุทินเผยความรู้สึก และบอกว่า “ขนลุกทุกครั้ง” ที่ถูกเรียกว่า “บิ๊กทิน”

กลางสัปดาห์ที่ผ่านมา คนการเมืองผู้ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย-สไตล์ลูกทุ่ง ตื่นขึ้นมาแล้วพบว่ามี “ชายชุดดำ-หัวเกรียน” มารออยู่หน้าบ้านพักส่วนตัว ทราบในภายหลังว่าเป็นชุดอารักขาประจำตำแหน่ง จากศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) จำนวน 14 นายที่มารายงานตัว พรั่งพร้อมด้วยรถนำ-รถตามขบวน ซึ่งถือเป็นอัฐบริขารของ รมว.กลาโหม

หากถามว่าความคาดหวังของพรรคเพื่อไทย (พท.) ในการส่งนักการเมืองฝีปากกล้า เจ้าของฉายา “คลังแสงมหาสารคาม” เข้าไปเป็นเจ้ากระทรวงกลาโหมคืออะไร

“เรามาเพื่อผลักดันนโยบายพรรคให้ประสบความสำเร็จ” สุทินบอก

คำตอบของเขา ไม่ต่างจากเพื่อนร่วมพรรคอีก 16 คนที่เข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลที่นำโดย นายเศรษฐา ทวีสิน

แต่สิ่งที่ผิดแผกไปจากเสนาบดีกระทรวงอื่น ๆ คือ ผู้ใต้บังคับบัญชาของสุทินเป็นคนในเครื่องแบบ มาจาก 5 เหล่า (ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ กองทัพไทย และสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม) ขณะที่ตัวรัฐมนตรีไม่มีเหล่า ไม่มีรุ่น ไม่มียศนำหน้าชื่อ

“ผมไม่รู้จักใคร ผมไม่มีเพื่อนร่วมรุ่น ผมมาที่นี่ก็คือเป็นนายสุทิน และก็ให้โอกาสทุกคน ทุกเหล่า ทุกรุ่น” รมว.กลาโหมกล่าว

ไม่ว่านายทหารสายไหน “บูรพาพยัคฆ์” “วงศ์เทวัญ” หรืออื่น ๆ สุทินบอก “ผมไม่จำเป็นต้องรู้ ไม่รับรู้ ถ้ารับรู้แล้วจะทำให้การบริหารของเรา bias (อคติ) การจะรู้จักคนคือรู้จักว่าใครทำงาน ใครไม่ทำงานเท่านั้น ไม่หาข้อมูลว่าใครรุ่นไหน ค่ายไหน บูรพง บูรพา ผมไม่รู้”

ครม.

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

คำบรรยายภาพ, ครม. “เศรษฐา 1” ถ่ายภาพหมู่บริเวณสนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เมื่อ 5 ก.ย.

ยิ่งลักษณ์บอก “ไม่มีอะไรนะพี่สุทิน คนไปคิดกันมาก”

สุทินเป็นพลเรือนคนที่ 6 ที่มีโอกาสสัมผัสเก้าอี้ รมว.กลาโหม ในจำนวนนี้เป็นอดีตนักการเมืองร่วมพรรคของเขา 3 คน ประกอบด้วย สมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ คนที่ 25 และอดีตหัวหน้าพรรคพลังประชาชน (พปช.), สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ คนที่ 26 และอดีตรองหัวหน้าพรรค พปช. และ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ คนที่ 28 สังกัดพรรคเพื่อไทย

แม้อดีตนายกฯ ทั้งสามมีสถานะประมุขฝ่ายบริหารเป็น “เกราะกำบัง” ในระหว่างควบเก้าอี้ รมว.กลาโหม แต่นั่นหาใช่เครื่องการันตีว่าจะรอดพ้นจากการถูกเขย่าอำนาจ นายกฯ สมชายถูก “ปฏิวัติหน้าจอ” เมื่อปี 2551 ขณะที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ถูกรัฐประหารปี 2557

บทสรุปจากบทสนทนาระหว่าง รมว.กลาโหมคนปัจจุบันที่ต่อสายตรงถึงยิ่งลักษณ์ อดีต รมว.กลาโหมรุ่นพี่ที่อยู่แดนไกลคือ “ไม่มีอะไร”

  • สุทิน: ท่านเป็นพลเรือนเข้ามา ยิ่งเป็นผู้หญิงด้วย ท่านเจออะไรบ้างบอกผมหน่อย ผมจะได้เตรียมตัวเจอ เตรียมตัวระแวดระวัง
  • ยิ่งลักษณ์: ไม่มีอะไรนะพี่สุทิน คนไปคิดกันมาก เข้าไป เขาก็ให้เกียรติ เขาก็ให้การยอมรับ

อะไรทำให้นายกฯ หญิงที่ถูกยึดอำนาจ แล้วต้องหนีคดีไปใช้ชีวิตในต่างแดน กล่าวราวกับไม่รู้สึกถึงการตกเป็นผู้ถูกกระทำมาก่อน?

สุทินอธิบายว่า “รัฐประหารมันเป็นคนละเหตุผลกับการทำงานนะ การทำงานวันนี้ ระดับนี้เขาก็ทำงานไป ส่วนคนจะรัฐประหารมันอีกระดับหนึ่ง ไม่ใช่คนทั้งกองทัพ ไม่ใช่คนหมดกองทัพ อาจจะคิดกันคนสองคน”

ปู

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกฯ และ รมว.กลาโหมหญิงคนแรกของไทย ในช่วงที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็น ผบ.ทบ.

นายพล 3 ป. กับ มวลชนเสื้อแดง

การส่งนักเลือกตั้งอาชีพเข้าไปคุมขุนทหารเกิดขึ้นภายหลังพรรค พท. จัดตั้ง “รัฐบาลพิเศษสลายขั้ว” โดยดึงพรรค “2 ลุง” ทั้งพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) และพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เข้าร่วมรัฐบาล นั่นคล้ายเป็นสัญญาณว่า การเช็กบิลคณะรัฐประหารภายใต้เครือข่ายพี่น้อง 3 ป. - พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.), พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา – จะไม่เกิดขึ้น?

นอกจากนี้ยังมีภาพประวัติศาสตร์เมื่อ เศรษฐา นายกฯ คนที่ 30 เดินทางเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯ คนที่ 29 ผู้นำโค่นล้มอำนาจรัฐบาลเพื่อไทยเมื่อ 9 ปีที่แล้ว ก่อนออกมากล่าวถึง พล.อ.ประยุทธ์ ว่า “ท่านเป็นผู้ใหญ่ที่น่าเคารพ”

สุทินเองก็แย้มว่า เมื่อทำงานไประยะหนึ่ง หากมีปัญหาจะหาโอกาสไปพบทั้ง พล.อ.ประยุทธ์-พล.อ.ประวิตร โดยไม่ถือว่าเป็นฝ่ายไหน

“การไปพบ ผมถือว่าเป็นการส่งสัญญาณให้เกียรติเท่านั้น ทุกคนก็จะรู้ คนเราถ้าได้รับเกียรติ ใจมันก็ดีขึ้น ไม่รู้จะได้ไปหรือเปล่า ดีกว่าผมบอกว่าโน ๆ ไม่ไป แล้วเราจะไปสามัคคีปรองดองกันได้อย่างไร แต่เวลาผมบอกว่าจะไป ไม่ได้หมายความว่าคุณทำผิดแล้วจะไม่ได้รับผิด สิ่งที่ใครทำผิดอยู่แล้ว ก็ว่าไปตามนั้น ใครทำอะไรไว้ก็รับไป แต่การให้เกียรติเป็นคนละเรื่องกัน” รมว.กลาโหมแจกแจง

สองนายกฯ

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

คำบรรยายภาพ, หนึ่งวันหลังเศรษฐาได้รับการโหวตกลางสภาให้เป็นนายกฯ คนที่ 30 เขาได้เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯ คนที่ 29 ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ซึ่งไม่เคยปรากฏธรรมเนียมนี้มาก่อนในการเมืองไทย

แต่ละฉาก-แต่ละช็อตที่ออกมา คล้ายขยำขยี้หัวใจมวลชนเสื้อแดงที่เคยร่วมต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยกับพรรคสีแดง ทั้งในยุคหลังรัฐประหาร 2549, 2557 และยุคพลิกขั้วการเมืองตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร 2551

ทว่าในทัศนะของสุทิน “ทุกอย่างเป็นเรื่องของการปรองดองกันหมดแล้ว หันหน้าเข้าหากัน” และเชื่อว่า “คนเสื้อแดงเข้าใจ และพร้อมจะปรองดองด้วยซ้ำไป”

“การทำงานต่อไปนี้ เสื้อแดงก็ได้รับชัยชนะมาแล้วหลายระดับ คือเราก็ตั้งรัฐบาลเราได้ แต่ว่ามันจะไม่ได้อะไร 100% แต่จะไม่เสียอะไร 100% เมื่อก่อนเสื้อแดงเสียทั้งหมด รัฐบาลที่แล้ว รัฐบาลตัวเองก็ไม่ใช่ ทหารตัวเองก็ไม่ใช่ ทำอะไรก็ไม่ได้ ถูกกลั่นแกล้งรังแก แต่วันนี้ เพราะวิธีนี้ มันทำให้เราไม่เสียทั้งหมด วันนี้เราได้นายกฯ ของเรา ได้พรรคเราเป็นแกนนำ ได้นโยบายของเรา ส่วนเราจะเสียความรู้สึกบ้างก็คือได้คนที่นั่นเป็นหุ้นส่วน ดีกว่าเราไม่ได้อะไรเลย ถ้าวันนี้เราไม่ยอมปรองดอง ไม่ยอมเขา คือเราไม่ได้อะไรเลย เราไปเป็นฝ่ายค้านเท่านั้น จบ” นักการเมืองจากมหาสารคาม ซึ่งครั้งหนึ่งถูกจัดว่าเป็น “จังหวัดสีแดง” ระบุ

เสื้อแดง

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, แนวร่วมคนเสื้อแดงจาก จ.ปทุมธานี เดินทางมายังที่ทำการพรรคเพื่อไทย ถ.เพชรบุรี เพื่อให้กำลังใจ เศรษฐา ทวีสิน ในการจัดตั้งรัฐบาล เมื่อ 24 ส.ค.

ปรับปรนกับกองทัพ ไม่เกี่ยวทักษิณถูกจับเป็นตัวประกัน

ทุกความเคลื่อนไหวที่ปรากฏ สุทินปฏิเสธว่าไม่ใช่การ “ประนีประนอม” กับกองทัพ แต่เขาเรียกมันว่าการ “ปรับปรนปรับเปลี่ยน” พร้อมอธิบายว่าคือการปรับเปลี่ยนแล้วก็ผ่อนปรน ค่อยเป็นค่อยไปตามสถานการณ์ความเป็นจริง ตามบริบท

รมว.กลาโหมจากเพื่อไทยไม่เชื่อว่า การ “ปรับปรน” กับกองทัพจะทำให้พรรคต้นสังกัดต้องเสียคะแนนนิยมทางการเมือง ตราบที่ยัง “แน่วแน่หนักแน่นในเป้าหมาย แต่ยืดหยุ่นในวิธีการ... ทุกคนอยากได้เป้าหมาย ทำอะไรก็แล้วแต่ ขอให้มันสำเร็จ คุณจะใช้วิธีไหนก็แล้วแต่”

ส่วนที่มีการมองกันว่าการลดโทนของพลพรรคเพื่อไทย เป็นเพราะ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูก “จับเป็นตัวประกัน” นั้น เจ้ากระทรวงกลาโหมปฏิเสธทันควัน พร้อมยืนยันว่า “ไม่เกี่ยวกับท่านทักษิณ” และพยายามชี้ให้เห็นว่าบุคลิกส่วนตัวของเขาที่แสดงออกในสภาระหว่างการอภิปรายต่าง ๆ เป็นคนไม่หักหาญ-ขยี้ และคิดว่าได้ผลดีกว่าการเหี้ยม-ห้าว

สำหรับทักษิณ เปรียบเสมือน “ผู้นำทางจิตวิญญาณ” ของพรรค พท. เดินทางกลับเข้าประเทศเมื่อ 22 ส.ค. ในวันเดียวกับการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อโหวตเลือกเศรษฐาเป็นนายกฯ คนใหม่ ทั้งนี้ทักษิณต้องรับโทษตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 3 คดี รวม 8 ปี ก่อนทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ และได้รับพระราชทานอภัยลดโทษเหลือ 1 ปี ปัจจุบัน นักโทษเด็ดขาดรายนี้อยู่ระหว่างพักรักษาตัวที่ รพ.ตำรวจ

ทักษิณ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, แกนนำพรรคเพื่อไทยไปรอต้อนรับ ทักษิณ ชินวัตร กลับไทยในรอบ 15 ปี ที่สนามบินดอนเมือง เมื่อ 22 ส.ค.

“ถ้าไปจองเวรกันแล้ว บ้านเมืองไปไม่ได้”

ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ปฏิเสธไม่ได้ว่ากองทัพถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล จนถูกมองว่าเป็น “คู่แค้น-คู่ขัดแย้ง” กับ “พรรค-พวกทักษิณ” สะท้อนผ่านการถูกรัฐประหาร 2 ครั้ง ทั้งในยุคนายกฯ ชินวัตรผู้พี่และผู้น้อง

แม้ท่องคาถาปรองดอง แต่ชายผู้สวมหมวกอีกใบเป็นรักษาการรองหัวหน้าพรรค พท. ยอมรับว่า ความรู้สึกต่าง ๆ ไม่อาจหายไปได้ทันที แต่ไม่มีประโยชน์ที่จะไปจองเวรกัน

“ถ้าไปจองเวรกันแล้ว บ้านเมืองไปไม่ได้ ประชาชนเดือดร้อน คุณไม่เอาฉัน ฉันไม่เอาคุณ แล้วก็มารบกันต่อ ฉันก็วางแผนล้มคุณ รบกันต่อ มันก็ไปถึงสังคม ถึงชาวบ้าน” นายสุทินกล่าว

หลังรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 อดีต สส.มหาสารคามผู้นี้ถูกควบคุมตัวไว้ในเขตทหารเหมือนเพื่อนร่วมพรรคอีกหลายราย เขาต้องใช้ชีวิตอยู่ในค่ายทหารที่ราชบุรี 3 วัน และที่ร้อยเอ็ดอีก 4 วัน เมื่อออกมาแล้ว ก็ยังมีทหารจากกองทัพภาคที่ 2 คอยสอดแนม สะกดรอย เรียกไป “ปรับทัศนคติ” ก่อนที่ชีวิตจะกลับมาเป็นปกติเมื่อ คสช. ประกาศคืนอำนาจให้ประชาชนและจัดให้มีการเลือกตั้งปี 2562

เมื่อถูกถามถึงเหตุการณ์เหล่านี้ เขาบอกเพียงว่า “เรื่องผ่านมาแล้ว ไม่ได้คิดอะไร ทำงานด้วยกันได้”

ข้าม YouTube โพสต์
ยินยอมรับเนื้อหาจาก Google YouTube

บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Google YouTube เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Google YouTube และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google YouTube ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"

คำเตือน: บีบีซีไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่มาจากภายนอก เนื้อหาจาก YouTube อาจมีโฆษณา

สิ้นสุด YouTube โพสต์

ความ “ขื่นขม” ของผู้นำเหล่าทัพเมื่อพูดถึงการยึดอำนาจ

ในการให้สัมภาษณ์ครั้งหนึ่ง รมว.กลาโหมพลเรือนแสดงความเชื่อมั่นว่า “สถานการณ์จากนี้จนถึงอนาคต ไม่น่าจะมี (รัฐประหาร) แล้ว เราเดินผ่านจุดนั้นมาแล้ว”

จึงน่าสนใจว่า อะไรทำให้เขาแน่ใจว่ากองทัพจะไม่เข้าไปก้าวก่าย-แทรกแซง-แสดงบทบาททางการเมืองอีกในช่วง 4 ปีต่อจากนี้

“ตอนนี้ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องไปก้าวก่าย แต่ว่ามันคงไม่หมด 100% มันขึ้นกับสถานการณ์หลาย ๆ เรื่อง แต่ต้องมาจำกัดความว่าระดับไหนถือว่าก้าวก่าย ต้องบอกว่าหมายถึงว่าเขาจะไม่ปฏิวัติใช่ไหม หรือระดับไหน แต่เชื่อว่าการกดดันรัฐบาล บอกให้รัฐบาลต้องทำนั่นทำนี่ ผมว่าไม่มี”

นายกฯ ใหม่ รมว.กลาโหมใหม่ และว่าที่ผู้บัญชาการเหล่าทัพชุดใหม่ มีโอกาสพบปะ พูดคุย และรับประทานอาหารกลางวันร่วมกันครั้งแรกเมื่อ 3 ก.ย.

สิ่งที่เศรษฐา-สุทินสรุปตรงกันคือ กองทัพ “ทำมาก แต่พูดน้อย” และ “อ่อนประชาสัมพันธ์มาก”

นายกฯ กับนายพล

ที่มาของภาพ, POOL

คำบรรยายภาพ, นายกฯ เศรษฐา พร้อมด้วย รมว.กลาโหม และ รมว.ต่างประเทศ เชิญว่าที่ ผบ.เหล่าทัพร่วมรับประทานอาหาร เมื่อ 3 ก.ย. ประกอบด้วย พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ว่าที่ ผบ.ทหารสูงสุด, พล.อ.เจริญชัย หินเธาว์ ว่าที่ ผบ.ทบ. และ พล.ร.อ.อะดุง พันธุ์เอี่ยม ว่าที่ ผบ.ทร. มีเพียงว่าที่ ผบ.ทอ. ที่ไม่ได้เข้าร่วม เนื่องจากติดภารกิจไปต่างประเทศ

ในระหว่างร่วมวงสนทนาโต๊ะกลม สุทินสัมผัสได้ว่าผู้นำเหล่าทัพเป็นคนหัวสมัยใหม่ มีวิธีคิดทันสมัย พร้อมเปิดรับโลกภายนอก รับการเปลี่ยนแปลง และมีความคิดที่จะรับผิดชอบต่อประชาชน

“ฟังดู เขาก็ขื่นขมที่จะพูดเรื่องการยึดอำนาจ เขาก็ไม่อยากพูดถึง” สุทินบอก

“ถามทางตรง ทางอ้อม วิธีสนทนามันพอจะรู้กันได้ แม้ไม่ได้พูดตรง ๆ โอ้ย.. ครูเรียนจิตวิทยามา ก็พอรู้” สุทินแย้มแทคติกที่ใช้วิเคราะห์ “ความขื่นขม” ของบรรดานายพล-คู่สนทนา

“ก็น่าเห็นใจเขาละ ทำดีมาร้อยครั้ง ยึดอำนาจครั้งเดียวหายหมด คนก็ติดภาพนี้ ก็เกลียดเขา ซึ่งไปโทษส่วนใหญ่ไม่ได้นะ โทษเพียงไม่กี่คนที่ทำเรื่องนี้” ชายเจ้าของรหัสเรียกขานในวิทยุสื่อสารว่า “สนามไชย 1” ตามถนนที่ตั้งของกระทรวงกลาโหม กล่าว

แล้วถ้ามีคนย้อนว่า สุทินเป็นนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นนักประชาธิปไตยมาทั้งชีวิต พอมาเป็นรัฐมนตรีครั้งแรกก็อ่อนน้อมกับกองทัพเลย จะทำให้เสียต้นทุนการเมืองที่สั่งสมมาทั้งหมดหรือไม่

“ผมยังไม่คิดว่าจะเป็นอย่างนั้นนะ คนยังไม่เห็นผมทำงาน เพิ่งมาสัปดาห์เดียวเอง” เขาตอบเสียงเรียบ

ยึดหลัก “การพัฒนานำการทหาร” เลี่ยงคำแสลง “ปฏิรูปกองทัพ”

ในการจัดวางความสัมพันธ์ระหว่างรัฐมนตรีของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งกับผู้นำเหล่าทัพ สุทินจะใช้หลัก “การพัฒนานำการทหาร”

ความคาดหวังของ รมว.กลาโหมพลเรือนรายนี้คือต้องการเห็นกองทัพเป็น “ทหารมืออาชีพ” อันหมายถึง การอยู่ในภารกิจตัวเอง ป้องกันภัยความมั่นคง 10 ข้อตามคำจำกัดความของกองทัพ ซึ่งรวมถึงภัยคุกคามสมัยใหม่ด้วย

ไม่มีคำว่า “ปฏิรูปกองทัพ” ในนโยบายของรัฐบาลที่เตรียมแถลงต่อรัฐสภา 11-12 ก.ย. นี้ เพื่อไม่ให้เกิดความแสลงใจ มีแต่วาระ “พัฒนาร่วมกัน” ตามคำกล่าวของนายกฯ

“คนไปใช้คำว่าปฏิรูปในทำนองว่าจะรุกไล่กองทัพ คนใช้ก่อน ๆ ใช้ผิด เหมือนคล้าย ๆ กับจะรุก จะไล่ จะอะไรเขา จริง ๆ คำนี้มันก็ไม่น่าเกลียดหรอก เราเคยใช้ แต่เอาเข้าจริง เราคิดว่าคำนี้มันจะแสลงใจกัน มันจะทำให้เกิดขวัญกำลังใจที่ไม่ดี” สุทินกล่าว

สำหรับแผนร่วมพัฒนากองทัพของรัฐบาลเศรษฐา มีสาระสำคัญ 4 ส่วน สรุปจากคำให้สัมภาษณ์ของนายสุทินได้ดังนี้

  • เปลี่ยนระบบเกณฑ์ทหารมาเป็นแบบสมัครใจ: ตั้งแต่เดือน เม.ย. 2567 จะเห็นอัตราการเกณฑ์ทหารลดลงจากเดิมแล้วค่อย ๆ หมดไป โดยรัฐบาลจะทำให้จบเร็วขึ้น สร้างแรงจูงใจให้คนสมัครเยอะขึ้นด้วยกลยุทธ์ 2 ปรับ คือปรับสวัสดิการให้พลทหารเกณฑ์ และปรับทัศนคติของผู้คนที่มีต่อระบบ เช่นเดียวกับ “ทหารรับใช้บ้านทหารชั้นผู้ใหญ่” ซึ่งสุทินบอกว่า “มีได้ แต่เท่าไรถึงพองาม”
  • ลดกำลังพล: สังคมมองว่ากองทัพเทอะทะ มีนายพลมากเกินไป จึงมีแผนปรับลดกำลังพลภายในปี 2570 “เขามีแผนอยู่แล้ว อันนี้ต้องยกเครดิตให้กองทัพ ผมจะไปเคลมผลงานเขาได้ยังไง แต่ไม่มีเรา เขาก็ทำไม่ได้ เราต้องเติมส่วนอื่นให้เขา เช่น เทคโนโลยี นำมาใช้ทั้งทางบริหารและทางยุทธการ”
  • จัดซื้อจัดจ้างโปร่งใส: การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ต้องอยู่บนเหตุผล ถ้ามีความจำเป็นก็ซื้อ แต่ถ้าจะซื้อจริง ๆ ขอให้ดูอุตสาหกรรมภายในก่อน “สมมติเราซื้อเครื่องบินจากเขา (ต่างประเทศ) แต่ท่านสั่งซื้ออะไหล่ชิ้นส่วนจากเราได้ไหม เงินเราก็จะคืนมา พูดง่าย ๆ คือรัฐบาลนี้ต้องการส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ผลิตเพื่อใช้ในกองทัพและจำหน่าย เป็นรายได้ใหม่ของประเทศ ช่วยปีกเศรษฐกิจด้วย” อย่างไรก็ตามสุทินยังไม่ได้บอกชัดเจนว่าการจัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือจะเป็นอย่างไร โดยระบุเพียงว่า “นายกฯ จะมีทางออกที่เหมาะสม และสังคมไม่ผิดหวัง”
  • เพิ่มบทบาท “ทหารของประชาชน”: ต่อไปนี้จะเห็นกองทัพทำเรื่องลดภัยยาเสพติด ภัยโรคระบาด ภัยความยากจน ภัยแล้ง การพัฒนา บ่อน้ำ เหมือง ฝาย มากขึ้น
ทหาร

ที่มาของภาพ, Getty Images

ที่มาสกุล "คลังแสง"

ก่อนลงตัวที่สุทิน บุรุษที่ชื่อมีความหมายว่า “ผู้ให้สิ่งที่ดี” ได้ปรากฏสารพัดรายชื่อ พล.อ. ติดโผแคนดิเดต รมว.กลาโหม ทั้งคนสนิท พล.อ.ประยุทธ์ และคนใกล้ชิด พล.อ.ประวิตร

บีบีซีไทยถาม รมว.กลาโหมผู้นี้ตรง ๆ ว่าคิดว่าตัวเองมีดีอะไรถึงเบียดนายพลเหล่านั้นตกขอบไปได้

“ที่ดีกว่าก็คือ เขาคงคิดว่ารัฐบาลสมัยใหม่ ถ้าเป็นเรา จะทำให้หน้าตารัฐบาลอินเตอร์ที่พลเรือนมาคุมกลาโหม ในประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศก็เป็นอย่างนี้ ก็จะลดโทนความแข็งกร้าวลง หน้าตาเป็นสากลขึ้น ข้อดีเรานะ เป็นที่ยอมรับของสังคมโลกมากขึ้น”

อย่างไรก็ตามนายกฯ เศรษฐาไม่ได้แจ้งสุทินถึงเหตุผลในการเลือกเขาเป็นเจ้ากระทรวงกลาโหม เพียงแต่แซวกันเล่น ๆ ว่า “มีคลังแสง”

นักการเมืองวัย 62 ปีเปิดเผยที่มาของนามสกุลคลังแสงเป็นครั้งแรก โดยอ้างคำบอกเล่าของญาติ สืบสาแหรกได้ว่า บรรพบุรุษรุ่นก่อนทวดขึ้นไปเคยเป็นทหารชื่อ “ขุนวันชัย” หรือ “ขุนศรีจัน” ไม่แน่ใจนัก ได้ไปตีทัพ แล้วค่ายแตก จึงหนีไปตั้งรกรากอยู่ที่ จ.นครราชสีมา ฟังว่าขณะนั้นเขาเป็นคนคุมคลังแสง จึงกลายเป็นที่มาของนามสกุล ซึ่งตกทอดกันมาเรื่อย

นอกจากเป็นรัฐมนตรีที่ไม่มีรุ่น ไม่มีเหล่า ในเวลานี้เขายังไม่มี “ฝ่าย เสธ. ประจำตัว”

การนัดหมาย-จัดคิว-ดีลนายพลที่เดินสายไปพบปะพูดคุยและขอคำแนะนำ สุทินทำเองทั้งหมด โดยมีเลขานุการส่วนตัวที่ไม่ใช่ทหารเป็นผู้ช่วย

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา สุทินเข้าพบอดีต รมว.กลาโหมอย่างน้อย 4 คน ประกอบด้วย พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา อดีต รมว.กลาโหมในรัฐบาลทักษิณ, พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร อดีต รมว.กลาโหมในรัฐบาลทักษิณ, พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต อดีต รมว.กลาโหมในรัฐบาลยิ่งลักษณ์, พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯ และอดีต รมว.กลาโหม

สุทิน

ที่มาของภาพ, Tossapol Chaisamritpol/BBC Thai

คำบรรยายภาพ, พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร มอบพระพุทธรูปบูชาหลวงพ่อโสธร ให้แก่ รมว.กลาโหมรุ่นน้อง เพื่อความเป็นสิริมงคลในโอกาสรับตำแหน่งใหม่ เมื่อ 6 ก.ย.

ถึงเวลานี้ สุทินไม่รู้สึกว่ามีแรงต้านใด ๆ จากคนในกองทัพ ตรงกันข้าม มีอดีตนายทหารเข้ามา “เสนอตัวช่วยทำงาน” ซึ่งเขาบอกว่าจะพิจารณาให้เป็นคณะทำงานเป็นด้าน ๆ ไป

เขาพูดในหลายโอกาสเรื่องการให้เกียรติกองทัพ และย้ำว่าตัวเองมีเจตนาดี ไม่ได้เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ หรือเข้ามาทำร้ายใคร

ทั้งหมดนี้คือคัมภีร์การปกครองเพื่อครองใจ “นายพลบ่าแข็ง” ฉบับรัฐมนตรีคนธรรมดาที่ชื่อ สุทิน คลังแสง