คำแถลงนโยบายรัฐบาลเศรษฐา ปัดฝุ่น “ผู้ว่า CEO” แก้ รธน.ไม่แตะหมวดสถาบันฯ

ที่มาของภาพ, thai news pix
การแถลงนโยบายรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ต่อรัฐสภาจะเกิดขึ้นในวันที่ 11 ก.ย. นี้ โดยในคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี ที่นายกรัฐมนตรีเตรียมแถลงต่อรัฐสภาในวันที่ 11 ก.ย. 2566 ปรากฏนโยบายเร่งด่วน 5 นโยบายหลัก
เอกสารคำแถลงนโยบายของรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ความยาว 52 หน้า ที่สื่อมวลชนได้รับ แบ่งเป็น 3 ส่วนหลักคือ นโยบายในกรอบระยะสั้น ซึ่งใจความระบุว่า รัฐบาลมีความจำเป็นต้องกระตุ้นการใช้จ่าย ให้เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจกลับมาเติบโตอีกครั้ง และเร่งแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของประชาชนอย่างเร่งด่วนและรวดเร็ว
ทั้งนี้ นโยบายเร่งด่วนทั้งสิ้น 5 นโยบาย ได้แก่ เงินดิจิทัลวอลเล็ท 10,000 บาท, การแก้ปัญหาหนี้สิน, การลดค่าค่าไฟ ก๊าซหุงต้ม น้ำมันเชื้อเพลิง, การสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว และการแก้ไขปัญหาความเห็นต่างในรัฐธรรมนูญ
นโยบายการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งถูกบรรจุในร่างคำแถลงนโยบายเร่งด่วน ระบุสาระสำคัญว่าการแก้ไขจะไม่แตะต้องหมวดพระมหากษัตริย์ และรัฐบาลจะหารือแนวทางการทำประชามติในการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป
ส่วนนโยบายกรอบระยะกลางและระยะยาว ระบุประเด็นนโยบาย 3 เรื่องหลัก ได้แก่ การสร้างรายได้ให้กับประชาชน การสร้างโอกาส และการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี โดยแตกย่อยได้เป็นอย่างน้อย 20 นโยบาย ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค, นโยบาย "พัฒนากองทัพ", นโยบาย 1 ครอบครัว 1 ทักษะซอฟต์เพาเวอร์ เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีส่วนของภาคผนวก ที่ระบุถึงความสอดคล้องระหว่างนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของ ครม. กับหน้าที่ของรัฐและแนวนโยบายแห่งรัฐของรัฐธรรมนูญปี 2560 และยุทธศาสตร์ชาติ
นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตได้ว่า คำแถลงนโยบายแทบไม่มีวาระเรื่องสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้
บีบีซีไทยสรุปสาระสำคัญของนโยบายของรัฐบาล “เศรษฐา 1” ดังนี้
5 นโยบายเร่งด่วน เงินดิจิทัลวอลเล็ท-พักหนี้เกษตรกร-ลดค่าไฟ ค่าน้ำมัน มาตามสัญญาหาเสียง
1. เติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ท
เอกสารแถลงนโยบายระบุว่า รัฐบาลจะทำหน้าที่เป็นตัวจุดชนวนที่จะกระตุกเศรษฐกิจประเทศให้ตื่นมาอีกครั้ง ด้วยการใส่เงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงและกระจายไปยังทุกพื้นที่ให้หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจฐานราก ก่อให้เกิดการหมุนเวียนของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ผ่านการขยายการลงทุน ขยายกิจการ จ้างงาน สร้างอาชีพ โดยรัฐบาลจะได้รับผลตอบแทนคืนมาในรูปของภาษี นอกจากนี้จะเป็นการวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลให้กับประเทศ เพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสให้กับกลไกการชำระเงินของระบบเศรษฐกิจและรัฐบาล
2. แก้ปัญหาหนี้สินในภาคเกษตร ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน
ภาคเกษตร - พักหนี้เกษตรกรตามเงื่อนไขและคุณสมบัติที่เหมาะสม
ภาคธุรกิจ และประชาชนทั่วไป - ช่วยประคองภาระหนี้สินและต้นทุนทางการเงินสำหรับประชาชนทั่วไป ครอบคลุมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และมีมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้สินของกลุ่มอื่น ๆ โดยไม่ขัดต่อวินัยทางการเงินและไม่ทำให้เกิดภาวะภัยทางจริยธรรม

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
3. ลดค่าไฟ ก๊าซหุงต้ม ค่าน้ำมัน ทันที
รัฐบาลจะสนับสนุนให้เกิดการบริหารจัดการทั้งค่าไฟฟ้า ค่าก๊าซหุงต้ม และค่าน้ำมันเชื้อเพลิงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมในทันที
คำแถลงระบุด้วยว่า จะปรับเปลี่ยนโครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศ โดยวางแผนความต้องการและสนับสนุนการจัดหาพลังงานอย่างเหมาะสม ส่งเสริมการผลิต และการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน เร่งเจรจาการใช้พื้นที่อ้างสิทธิกับประเทศข้างเคียงและสำรวจแหล่งพลังงานเพิ่มเติม พร้อมสนับสนุนการจัดหาพลังงานใหม่ ๆ
4. ผลักดันการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว ปรับปรุงการขอวีซ่า เพิ่มสนามบินและเที่ยวบินเข้าไทย
คำแถลงของรัฐบาลระบุว่า "การท่องเที่ยวจะเป็นกุญแจดอกแรกในการสร้างรายได้ที่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระยะสั้น"
รัฐบาลตั้งเป้าเปิดประตูรับนักท่องเที่ยว ด้วยการปรับปรุงขั้นตอนการขอวีซ่า และการยกเว้นการเก็บค่าธรรมเนียมวีซ่าสำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศเป้าหมาย, จัดทำ Fast Track VISA สำหรับผู้เข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติ (MICE), ร่วมกับภาคธุรกิจในทุกภาคส่วนเป็นเจ้าภาพจัดงานแสดงสินค้า งานเทศกาลระดับโลก, ปรับปรุงระบบคมนาคมทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ เช่น ปรับปรุงสนามบินและจัดเที่ยวบินของสนามบินทั่วประเทศ เพิ่มปริมาณเที่ยวบินให้สามารถนำนักท่องเที่ยวเข้าไทยได้มากขึ้น และแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันและปราบปรามการเอาเปรียบนักท่องเที่ยว
5. แก้ปัญหาความเห็นที่แตกต่างในรัฐธรรมนูญ ไม่แก้หมวดพระมหากษัตริย์
คำแถลงนโยบายระบุถึงนโยบายเร่งด่วนสุดท้าย คือการแก้ปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 เพื่อให้คนไทยมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น โดยยึดรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และไม่แก้ไขในหมวดพระมหากษัตริย์
คำแถลงนโยบายระบุว่า รัฐบาลจะหารือแนวทางในการทำประชามติที่ให้ความสำคัญกับการทำให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมออกแบบกฎกติกาที่เป็นประชาธิปไตย ทันสมัย และเป็นที่ยอมรับร่วมกัน รวมถึงการหารือแนวทางการจัดทำรัฐธรรมนูญในรัฐสภา
อย่างไรก็ตาม นโยบายเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่อยู่บนเว็บไซต์ของพรรคเพื่อไทย มีรายละเอียดว่า “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” จะจัดทำโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนและผ่านขั้นตอนการออกเสียงลงประชามติโดยประชาชน

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
"พัฒนากองทัพ" - 1 ครอบครัว 1 ซอฟต์เพาเวอร์ อยู่ในนโยบายระยะกลาง-ระยะยาว
นอกเหนือจากนโยบายเร่งด่วน เอกสารคำแถลงนโยบายระบุด้วยว่า รัฐบาลยังมีนโยบายที่ส่งผลกระทบระยะกลางและระยะยาว เพื่อสร้างชีวิตที่ดีกว่าให้กับคนไทยในหลายมิติ ครอบคลุม "การสร้างรายได้ สร้างโอกาส สร้างคุณภาพชีวิต และคืนศักดิ์ศรีของการเป็นคนไทย
บีบีซีไทยพบว่ามีนโยบายในระยะกลาง-ยาว ดังกล่าวทั้งสิ้นอย่างน้อย 22 นโยบาย ได้แก่
- สร้างรายได้ด้วย "การทูตเศรษฐกิจเชิงรุก" เร่งเจรจากรอบความร่วมมือทางการค้าระหว่างประเทศ (FTA) และเจรจาเพื่อยกระดับหนังสือเดินทางไทยให้เดินทางได้หลายประเทศมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องขอวีซ่า
- ปรับปรุงกระบวนการพิจารณาอนุมัติโครงการการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนและสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
- พัฒนาเศรษฐกิจใหม่ เช่น เศรษฐกิจดิจิทัล อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง อุตสาหกรรมสีเขียว และอุตสาหกรรมความมั่นคงของประเทศ
- พัฒนาเศรษฐกิจการค้าที่ถูกกฎหมายตามแนวชายแดน
- ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง
- สร้างรายได้ภาคเกษตร ด้วยการใช้นวัตกรรมเกษตรแม่นยำ (Precising Farming) การวิจัย พัฒนาพันธุ์ เพื่อเพิ่มผลผลิตและเพิ่มมูลค่าผลตอบแทนต่อไร่ให้สูงขึ้น
- หาตลาดให้สินค้าเกษตรได้ขายในราคาที่เหมาะสม เปลี่ยนแปลงการปลูกพืชให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและทางเศรษฐกิจ และการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรให้มีมูลค่าสูงขึ้น
- ฟื้นชีวิตอุตสาหกรรมประมงให้กลับมาเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของประชาชนอีกครั้ง
- เร่งให้ประชาชนมีสิทธิในที่ดิน พิจารณาเอกสารสิทธิการใช้ประโยชน์ให้เป็นโฉนด
- ปลดล็อกและปรับปรุงกฎหมายที่เป็นข้อจำกัดของประชาชน เช่น ปลดล็อกกฎระเบียบที่เกี่ยวกับสุราพื้นบ้าน
- นโยบายการกระจายอำนาจด้วย "ผู้ว่า CEO"
- เปิดรับแรงงานต่างด้าวและกลุ่มผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศเข้ามาทำงาน
- สร้างงาน สร้างรายได้ผ่านการส่งเสริม 1 ครอบครัว 1 ทักษะซอฟต์เพาเวอร์ (Soft Power)
- ส่งเสริมและพัฒนาด้านกีฬาอย่างเป็นระบบ
- ปฏิรูปการศึกษาและสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต
- ปรับโครงสร้างของหน่วยงานความมั่นคงให้ทันสมัยและสามารถตอบสนองต่อการคุกคาและภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่ในศตวรรษที่ 21
- นโยบาย "พัฒนากองทัพ" เช่น เกณฑ์ทหารเป็นแบบสมัครใจ
- ปราบปรามผู้มีอิทธิพลและยาเสพติดให้หมดไปจากสังคมไทย
- เร่งแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นวาระแห่งชาติ โดยเฉพาะเรื่องฝุ่นควัน PM2.5
- ยกระดับนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค
- สวัสดิการรัฐ คำแถลงนโยบายระบุว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมของคนทุกกลุ่ม ทั้งกลุ่มเปราะบาง คนพิการ ผู้สูงอายุ และกลุ่มชาติพันธุ์
- ผลักดันให้มีกฎหมายสนับสนุนสิทธิและความเท่าเทียมของกลุ่มความหลากหลายทางเพศ
จาก "ปฏิรูปกองทัพ" เป็น "พัฒนากองทัพ"
สำหรับนโยบายด้านความมั่นคงและการปฏิรูปกองทัพ ซึ่งเป็นที่ถูกจับตามองว่าการบริหารภายใต้รัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทยจะมีนโยบายในด้านนี้อย่างไร
เอกสารคำแถลงนโยบายระบุว่า รัฐบาลจะสนับสนุนให้มีการปรับโครงสร้างของหน่วยงานความมั่นคงให้มีความทันสมัยและสามารถตอบสนองต่อการคุกคามและภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่ในศตวรรษที่ 21 และ "รัฐบาลจะร่วมกันพัฒนากองทัพให้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของประเทศพร้อมกับประชาชน" ซึ่งมีนโยบายต่าง ๆ ดังนี้
- เปลี่ยนรูปแบบการเกณฑ์ทหารเป็นแบบสมัครใจ
- ปรับปรุงการฝึกนักศึกษาวิชาทหารหน่วยบัญชาการรักษาดินแดนให้เป็นแบบสร้างสรรค์
- ลดกำลังพลนายทหารชั้นสัญญาบัตรระดับสูง และกำหนดอัตรากำลังกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.)
- ปรับปรุงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงกลาโหมให้ทันสมัย โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับรูปแบบและความเสี่ยงของภัยคุกคามทั้งในปัจจุบันและอนาคต
- นำพื้นที่ของหน่วยทหารที่เกินความจำเป็นมาใช้ให้เป็นประโยชนต่อประชาชน โดยเฉพาะการใช้เพื่อการเกษตร พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค เพิ่มความสมบูรณ์ให้ระบบนิเวศ
รถไฟฟ้า 20 บาท ตลอดสาย นโยบายหาเสียงที่ไม่อยู่ในคำแถลงนโยบาย
นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายที่พรรคเพื่อไทย ใช้หาเสียงเลือกตั้ง ไม่ปรากฏในเอกสารคำแถลงนโยบาย ไม่ว่าจะในนโยบายเร่งด่วน หรือนโยบายระยะกลาง-ระยะยาว
เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า นี่เป็นนโยบายเร่งด่วน แต่เนื่องจากต้องใช้เวลาเจรจา มีหลายหน่วยงานและรถไฟฟ้ามีหลายสี และระยะเวลาสัมปทานแตกต่างกัน ขั้นตอนการเจรจาจึงต้องใช้เวลา
นายสุริยะกล่าวว่า การทำให้ราคาค่าบริการรถไฟฟ้าเป็น 20 บาทตลอดสาย ต้องมีระบบตั๋วร่วม ซึ่งต้องใช้งบประมาณราวหนึ่งพันล้านบาทในการติดตั้งระบบนี้สำหรับรถไฟฟ้าบีทีเอส ส่วนการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. มีระบบนี้อยู่แล้ว นายสุริยะยืนยันด้วยว่า หากรัฐบาลพรรคเพื่อไทยดำเนินการนโยบายนี้จะทำให้รายได้ของรถไฟฟ้าและผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น
รมว. คมนาคมกล่าวด้วยว่า นโยบายนี้ทำได้ในระยะเวลา 2 ปี ส่วนเรื่องคำแถลงนโยบายจะกล่าวในส่วนของระบบโลจิสติกส์ที่ทำเพื่อประชาชน นโยบายนี้ก็มีส่วนอยู่ เพราะมีความตั้งใจที่จะทำ แต่คงไม่ได้ไปเขียนนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท เพราะเป็นส่วนย่อยของนโยบายใหญ่
"ผู้ว่าซีอีโอ" ปัดฝุ่นนโยบายสมัยพรรคไทยรักไทย
ในแนวนโยบายด้านการสร้างและขยายโอกาสให้กับประชาชน คำแถลงนโยบายของ ครม. "เศรษฐา 1" กล่าวถึงการบริหารงานของรัฐบาลว่าจะใช้รูปแบบของการกระจายอำนาจ โดยระบุคำเฉพาะว่า "ผู้ว่า CEO" ซึ่งเป็นนโยบายที่เกิดขึ้นสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย (ทรท.) เมื่อปี 2544
"ผู้ว่า CEO" คือ นโยบายการบริหารจัดการราชการส่วนจังหวัด โดยผู้ว่าราชการจังหวัดแบบบูรณาการหรือผู้ว่าซีอีโอ ในอดีตสมัยรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร มีการนำร่องใน 5 จังหวัดเมื่อปี 2544 แนวคิดหลักคือ ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจเบ็ดเสร็จภายในจังหวัด ทั้งทางด้านงบประมาณ บุคลากร และการจัดการ
หลังจากนำร่องใน 5 จังหวัด ต่อมาในปี 2546 ได้มีการขยายระบบผู้ว่าซีอีโอไปปรับใช้กับการบริหารภาครัฐครบทั้ง 75 จังหวัด โดยผู้ว่าราชการจังหวัดมาจากการแต่งตั้งจากกระทรวงมหาดไทย เหมือนในปัจจุบัน แต่ข้อสังเกตทางนโยบายในเวลานั้นคือ การจัดสรรงบประมาณพิเศษลงไปยังจังหวัดหรือ "งบผู้ว่าซีอีโอ" เป็น "งบประมาณในการหาเสียงของรัฐบาล"

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images
นโยบายผู้ว่าซีอีโอในครั้งนั้น สิ้นสุดลงเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายจากรัฐบาลที่ตั้งโดยคณะรัฐประหารปี 2549 แต่ในการเมืองสมัยถัดมา เช่น รัฐบาลพรรคพลังประชาชน ก็พยายามเสนอ "ผู้ว่าซีอีโอ" ขึ้นมาใหม่ รวมทั้งในสมัยรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อปี 2559 ด้วย
อย่างไรก็ตาม เมื่อดูเนื้อหาในคำแถลงนโยบายของรัฐบาล "เศรษฐา 1" ระบุคำอธิบายของการกระจายอำนาจ และผู้ว่าซีอีโอว่า เป็นไปเพื่อสร้างประสิทธิภาพในการบริหารงานในแต่ละจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนแต่ละพื้นที่
คำอธิบายต่อมาชี้ว่า จะเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดเพื่อสร้างโอกาสและประโยชน์ให้ประชาชน รัฐบาลจะสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดสรรทรัพยากร ทั้งด้านงบประมาณและการเลือกตัวแทนของผู้บริหารที่จะเป็นตัวแทนการพัฒนาท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยให้เกิดการกระจายทรัพยากรและกระจายอำนาจการบริหารจัดการไปสู่ชุมชน
ดังนั้น จึงยังไม่แน่ชัดว่ารูปแบบการกระจายอำนาจผ่าน "ผู้ว่าซีอีโอ" ในยุครัฐบาลเศรษฐา 1 จะเป็นอย่างไร

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
นโยบายสันติภาพชายแดนใต้ เขียนไว้อย่างกว้าง
อีกข้อสังเกตที่น่าสนใจเกี่ยวกับนโยบายสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง ที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐบาลต้องมีในนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา
เอกสารคำแถลงนโยบายของ ครม. นายเศรษฐา ระบุประเด็นด้านนี้ไว้อย่างกว้างว่าจะมีการปรับโครงสร้างหน่วยงานความมั่นคงให้ทันสมัยและสอดคล้องต่อการคุกคามและภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่ และเป็นกลไกสำคัญในการพิทักษ์เอกราช สร้างความมั่นคง และความปลอดภัยในทุกพื้นที่ของประเทศ
นอกจากนี้ รัฐบาลจะสนับสนุนให้มีความร่วมมือระหว่างรัฐกับประชาชน และประชาชนกับประชาชนที่มีความแตกต่างทางความคิด ศาสนา และอุดมการณ์ ให้สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขภายใต้หลักนิติธรรม
ไม่มี "ค่าแรง 600 บาท" ในคำแถลงนโยบาย
นโยบายการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 600 บาทต่อวันภายในปี 2570 ของพรรคเพื่อไทย 1 ใน 10 นโยบายพลิกฟื้นประเทศ ที่มีการเปิดตัวเป็นนโยบายชุดแรก ๆ ในเดือน ธ.ค. 2565 ไม่ปรากฏในเอกสารคำแถลงนโยบาย
ในคำแถลงนโยบายมีเพียงการระบุเรื่อง การสร้างรายได้ผ่านนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาล "จะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างชีวิตของคนไทย ให้มีเกียรติ มีเงินเดือนและค่าแรงขั้นต่ำที่เป็นธรรม" สอดคล้องและเพียงพอต่อการดำรงชีวิต พร้อม ๆ กับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ และสามารถทำให้ผู้ใช้แรงงานเข้าถึงระบบสวัสดิการที่เหมาะสม
เมื่อย้อนกลับไปดูการประกาศนโยบายนี้ของ น.ส. แพทองธาร ชินวัตร ประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม พรรคเพื่อไทย และหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ได้ขยายความนโยบายนี้เมื่อเดือน ธ.ค. ว่า การขึ้นค่าแรง 600 บาท จะเป็นการขึ้นไปพร้อม ๆ กับเศรษฐกิจภาพรวมทั้งประเทศที่จะเติบโตพร้อมกันทั้งระบบ ทั้งนายจ้าง และลูกจ้างจะได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
"เราไม่ได้บอกว่าเราจะเอางบประมาณมาใช้ ไม่ใช่เรื่องของงบประมาณ อันนี้เป็นเรื่องของเศรษฐกิจภาพรวม ที่เราจะทำให้เศรษฐกิจทั้งประเทศดีขึ้น" น.ส. แพทองธาร กล่าว พร้อมย้ำถึงการประกาศว่า เพื่อไทยตั้งเป้าจะทำให้เศรษฐกิจโตเฉลี่ยปีละ 5%











