"มายาคติของความอ้วน" ลดน้ำหนักไม่สำเร็จเพราะอดทนมุ่งมั่นไม่มากพอจริงหรือ ?

- Author, นิก ทริกเกิล
- Role, ผู้สื่อข่าวสุขภาพ
"คนอ้วนน่ะต้องรู้จักควบคุมปากหรือห้ามใจตัวเองบ้าง" "มันคือเรื่องของความรับผิดชอบส่วนบุคคล" "ลดความอ้วนเหรอ...ง่ายมาก ก็แค่กินให้น้อยลง"
ข้อความเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความคิดเห็น 1,946 ข้อความ ที่บรรดาผู้อ่านบทความของผมเรื่องปากกาลดน้ำหนัก ต่างเข้ามาแสดงความเห็นเอาไว้เมื่อปีที่แล้ว เห็นได้ชัดว่าคนส่วนใหญ่รวมทั้งบุคลากรทางการแพทย์บางคน ต่างก็เชื่อมั่นอย่างจริงจังว่า การลดน้ำหนักให้สำเร็จขึ้นอยู่กับความตั้งใจมุ่งมั่นและเพียรพยายามเป็นสำคัญ
ผลสำรวจความคิดเห็นของผู้คนในสหราชอาณาจักร, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, และสหรัฐฯ ซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารการแพทย์ Lancet ชี้ว่า 8 ใน 10 คน มองว่าเราสามารถป้องกันโรคอ้วนได้ในทุกกรณี หากเลือกไลฟ์สไตล์หรือวิถีการดำเนินชีวิตให้ถูกต้อง
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและนักกำหนดอาหารอย่างพินี สุเรศ ซึ่งมีประสบการณ์ถึง 20 ปี ในการรักษาผู้ป่วยโรคอ้วนและผู้มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน กลับมองว่าทัศนคติแบบนี้ผิดถนัดและน่ารำคาญมาก เพราะความมุ่งมั่นตั้งใจจริงที่จะลดน้ำหนัก เป็นเพียงส่วนเสี้ยวของปัจจัยอันซับซ้อนต่าง ๆ ที่มีอยู่มากมายมหาศาล ซึ่งล้วนมีผลต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวในการลดหุ่นทั้งสิ้น
"บ่อยครั้งที่ฉันเจอผู้ป่วยโรคอ้วนซึ่งมีความตั้งใจมุ่งมั่นในระดับสูง, มีความรอบรู้ในเรื่องสุขภาพ, ทั้งยังเพียรพยายามลดน้ำหนักมาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังทำไม่สำเร็จเสียที" สุเรศกล่าว
"คำว่าความตั้งใจมุ่งมั่น หรือการควบคุมตัวเองนั้น เป็นคำที่ไม่เหมาะจะใช้กับการลดน้ำหนัก" แพทย์หญิงคิม บอยด์ ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ของบริษัท Weight Watchers กล่าว "มีการสั่งสอนกันมานานหลายสิบปีว่า ให้คนอ้วนกินน้อยลงและขยับเคลื่อนไหวร่างกายมากขึ้น เพียงเท่านี้ก็จะลดน้ำหนักได้สำเร็จ แต่อันที่จริงแล้ว เรื่องของความอ้วนมันซับซ้อนกว่านั้นเยอะ"
พญ.บอยด์และผู้เชี่ยวชาญคนอื่น ๆ ที่ผมได้พูดคุยด้วย ต่างบอกว่ามีเหตุผลสารพัดอยู่เบื้องหลังการที่คนผู้หนึ่งจะอ้วนฉุขึ้นมาได้ และเหตุผลเหล่านี้บางข้อวงการแพทย์ก็ยังไม่เข้าใจแจ่มแจ้ง แต่ก็เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า สนามประลองของเกมแข่งลดความอ้วนนั้น ไม่ใช่พื้นที่ที่ทุกคนจะลงแข่งได้อย่างเท่าเทียมเสมอภาคกัน

ที่มาของภาพ, Getty Images
รัฐบาลสหราชอาณาจักรถึงกับออกกฎหมายมาแก้ไขปัญหาโรคอ้วน โดยล่าสุดได้สั่งห้ามการโฆษณาอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพทางโทรทัศน์ก่อนเวลา 21.00 น. และห้ามไม่ให้มีการลงโฆษณาทางออนไลน์อย่างสิ้นเชิงในทุกเวลา โดยกฎหมายนี้เริ่มบังคับใช้ในวันที่ 5 ม.ค. 2026 เป็นต้นไป
แต่ถึงกระนั้น หลายคนก็ยังมองว่าการใช้กฎหมายเพื่อบังคับแก้ปัญหาสาธารณสุขอย่างโรคอ้วน ออกจะเป็นมาตรการแทรกแซงที่ "เกินไป" อยู่สักหน่อย แม้ปัจจุบันจะมีคนอ้วนในหมู่ชาวอังกฤษอยู่ดาษดื่นถึงกว่า 1/4 ของประชากรทั้งประเทศแล้ว
การต่อสู้ทางชีวภาพ
"น้ำหนักตัวของคนเรานั้น ขึ้นอยู่กับอิทธิพลของหน่วยพันธุกรรมหรือยีนเป็นสำคัญ และยีนเหล่านั้นก็มีความเกี่ยวข้องกับน้ำหนักตัวของทุกคน" ศาสตราจารย์ซาดาฟ ฟารูกี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาต่อมไร้ท่อ ซึ่งให้การรักษาผู้ป่วยโรคอ้วนรุนแรง และโรคของต่อมไร้ท่อที่เกี่ยวข้องมาแล้วมากมายกล่าว
ศ.ฟารูกีบอกว่า ยีนบางตัวสามารถส่งผลกระทบต่อเส้นทางการสื่อประสาทของสมอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบที่ควบคุมความรู้สึกหิวและอิ่ม ซึ่งทำงานตอบสนองต่อสัญญาณที่ส่งมาจากกระเพาะอาหาร "ความเปลี่ยนแปลงหรือการกลายพันธุ์ของยีนเหล่านี้ สามารถพบได้ในผู้ป่วยโรคอ้วนทุกคน ซึ่งหมายความว่าพวกเขาจะหิวง่ายหิวบ่อย ทั้งยังรู้สึกอิ่มได้ช้าหลังกินอาหารเข้าไปแล้ว"

ที่มาของภาพ, In Pictures via Getty Images
หนึ่งในยีนที่สำคัญและมีอิทธิพลมากที่สุดต่อเรื่องนี้ คือยีนที่ชื่อว่า MC4R หากยีนดังกล่าวเกิดการกลายพันธุ์ คนผู้นั้นก็มีแนวโน้มจะกินจุเกินขนาดอยู่เสมอ เพราะสมองรู้สึกอิ่มได้ยาก สถิติล่าสุดชี้ว่ามีประชากรโลกถึง 1 ใน 5 ซึ่งมียีน MC4R ที่กลายพันธุ์
ศ.ฟารูกียังอธิบายเพิ่มเติมว่า "นอกจากนี้ยังมียีนตัวอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อระบบเผาผลาญหรือเมตาบอลิซึม ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่า ร่างกายจะสามารถเผาผลาญเพื่อสร้างและใช้พลังงานได้อย่างรวดเร็วแค่ไหน"
"นั่นหมายความว่า บางคนมีแนวโน้มจะอ้วนขึ้นง่ายกว่าและกักเก็บไขมันได้มากกว่า แม้จะกินอาหารในปริมาณที่เท่ากันก็ตาม นอกจากนี้พวกเขายังเผาผลาญพลังงานหรือแคลอรีได้น้อยกว่า เมื่อต้องออกแรงหรือออกกำลังกายด้วย"
ศ.ฟารูกีประมาณการว่า มียีนหลายพันตัวที่เกี่ยวข้องและมีอิทธิพลต่อน้ำหนักตัวของมนุษย์ แต่ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์รู้จักยีนในกลุ่มนี้ และทราบถึงข้อมูลของมันโดยละเอียดเพียง 30-40 ตัวเท่านั้น
กลไกทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นสาเหตุของอาการโยโย่
แม้แต่ปัจจัยทางพันธุกรรมจากยีนหลายพันตัว ก็ยังเป็นเพียงส่วนเสี้ยวหนึ่งของต้นตอเรื่องปัญหาอ้วนง่ายและลดน้ำหนักไม่ลง โดยนายแพทย์แอนดรูว์ เจนคินสัน ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร และผู้เขียนหนังสือ "ทำไมคนเราจึงกินมากเกินไป" (Why We Eat Too Much) ให้คำอธิบายว่า สมองของคนเราได้ตั้งค่าน้ำหนักที่เหมาะสมค่าหนึ่งไว้ให้กับตัวเองเสมอ ไม่ว่าน้ำหนักนั้นจะมากไปหรือน้อยไปจนไม่ดีต่อสุขภาพก็ตาม
แนวคิดข้างต้นเรียกว่า "ทฤษฎีน้ำหนักที่กำหนดไว้แล้ว" (set weight point theory) ซึ่งนพ.เจนคินสันบอกว่า "ค่าของน้ำหนักตัวที่สมองตั้งเอาไว้แล้วนี้ ถูกกำหนดด้วยปัจจัยทางพันธุกรรมและสภาพแวดล้อมอื่น ๆ เช่นอาหารในชีวิตประจำวัน, ความเครียด, และคุณภาพของการนอน"
นั่นหมายความว่า น้ำหนักตัวของคุณถูกกำหนดเอาไว้ล่วงหน้า เหมือนกับอุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิหรือเทอร์โมสตัต (thermostat) ร่างกายจะพยายามรักษาน้ำหนักตัวเอาไว้ในช่วงที่เป็นเป้าหมายเสมอ หากน้ำหนักเกิดลดลงต่ำกว่าจุดที่สมองกำหนดไว้ อาการหิวกระหายโหยหาอาหารอย่างรุนแรงก็จะตามมา ทั้งระบบเผาผลาญก็จะทำงานช้าลงด้วย ไม่ต่างจากเทอร์โมสตัตที่จะปรับอุณหภูมิห้องให้สูงขึ้นเมื่ออากาศหนาวเย็นลง
ด้วยเหตุนี้ นพ.เจนคินสันจึงบอกว่า การลดความอ้วนโดยอาศัยเพียงความมุ่งมั่นเพียรพยายามเพียงอย่างเดียวนั้น ไม่อาจจะไปเปลี่ยนแปลงค่าน้ำหนักตัวที่เหมาะสม ซึ่งสมองของเรากำหนดเอาไว้แล้วได้ กลไกนี้คือสาเหตุที่มาของอาการโยโย่ (yo-yo effect) หรือการที่น้ำหนักตัวเด้งกลับมายังจุดเดิมอีกครั้ง หลังจากที่ลดน้ำหนักลงไปได้สำเร็จแล้ว
"ตัวอย่างเช่นคุณหนัก 127 กิโลกรัม และสมองของคุณก็คิดว่านี่คือน้ำหนักตัวที่เหมาะสมแล้ว หากคุณพยายามลดน้ำหนักลงอีกโดยกินอาหารที่มีแคลอรีต่ำ จนสามารถลดลงไปได้ 12-13 กิโลกรัม ปฏิกิริยาของร่างกายที่จะเกิดขึ้นตามมา คือความหิวโหยอย่างรุนแรงเหมือนกับอดอยากมานานอย่างไรอย่างนั้น" นพ.เจนคินสันกล่าว

ที่มาของภาพ, Getty Images
"คนที่ลดน้ำหนักได้แล้ว จะรู้สึกอยากอาหารแบบต้องการจะสวาปามทุกอย่าง คนกลุ่มนี้จะมองหาของกินตลอดเวลา และมีอัตราการเผาผลาญใช้พลังงานที่ต่ำมาก สัญญาณประสาทที่ทำให้เกิดความหิวโหยนี้รุนแรงอย่างยิ่ง เทียบเท่ากับสัญญาณประสาทที่ทำให้รู้สึกกระหายน้ำเลยทีเดียว สัญญาณเหล่านี้มีไว้เพื่อกระตุ้นให้คนเราขวนขวายเอาชีวิตรอด ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากมาก ๆ ที่จะอดทนหรือเพิกเฉยต่อความหิวแบบนี้"
นพ.เจนคินสัน อธิบายเพิ่มเติมว่า "ตามปกติแล้วฮอร์โมนเลปติน (leptin) หรือฮอร์โมนความอิ่มที่ผลิตจากเซลล์ไขมัน จะทำหน้าที่ส่งสัญญาณไปยังสมองส่วนไฮโปทาลามัส ซึ่งเป็นศูนย์กลางผู้ทำหน้าที่กำหนดค่าน้ำหนักตัวของคนเรา เพื่อรายงานว่าร่างกายมีไขมันหรือพลังงานสำรองเหลืออยู่เท่าใดแน่"
"หากปริมาณของฮอร์โมนเลปตินสูงเกินไป นั่นหมายความว่าร่างกายมีการสะสมไขมันอย่างล้นเกิน ทำให้ไฮโปทาลามัสสั่งการเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมการกินของเราโดยอัตโนมัติ จนเรารู้สึกอยากอาหารน้อยลง และร่างกายเผาผลาญพลังงานในอัตราที่เพิ่มขึ้น"
ทว่ากลไกควบคุมน้ำหนักตามธรรมชาติด้วยฮอร์โมนเลปตินดังกล่าว กลับทำงานล้มเหลวในกลุ่มประชากรที่อยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมซึ่งเต็มไปด้วยอาหารแบบตะวันตก นั่นเป็นเพราะว่า เส้นทางการสื่อประสาทด้วยสัญญาณเคมีของฮอร์โมนเลปตินนั้น เป็นช่องทางเดียวกันกับฮอร์โมนอินซูลิน (insulin) "หากอินซูลินอยู่ในระดับสูงเกิน สัญญาณความอิ่มจากฮอร์โมนเลปตินก็จะแผ่วจางลง ทำให้สมองไม่อาจรับรู้ได้ว่า ร่างกายมีไขมันสะสมอยู่มากแค่ไหนแล้ว"

ที่มาของภาพ, Getty Images
ข่าวดีคือค่าน้ำหนักตัวที่สมองตั้งเอาไว้นี้ ไม่ใช่ค่าคงที่ตายตัวที่จะอยู่กับเราอย่างถาวรไปตลอดชีวิต แต่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ทีละเล็กละน้อย ผ่านการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตหรือไลฟ์สไตล์อย่างสม่ำเสมอและยั่งยืน เช่นการลดความเครียด, ปรับปรุงคุณภาพการนอน, และการมีอุปนิสัยที่ส่งเสริมสุขภาพในระยะยาว ซึ่งไม่ต่างจากการปรับค่าอุณหภูมิของเทอร์โมสตัตเสียใหม่ การเปลี่ยนแปลงอย่างช้า ๆ แต่มั่นคงนี้ จะทำให้ร่างกายยอมรับค่าน้ำหนักตัวที่ลดลงและดีต่อสุขภาพมากกว่าได้
วิกฤตโรคอ้วนในสหราชอาณาจักร
อย่างไรก็ตาม พันธุกรรมและปัจจัยทางชีวภาพของร่างกายชาวอังกฤษนั้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญมานานหลายร้อยหลายพันปีแล้ว จึงไม่อาจให้คำอธิบายได้ว่า อะไรคือสาเหตุของโรคอ้วนที่เพิ่มสูงขึ้นในหมู่ประชากรของสหราชอาณาจักรกันแน่
ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา สัดส่วนของผู้ใหญ่ชาวอังกฤษที่มีน้ำหนักตัวเกินหรือเป็นโรคอ้วน เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยผลการวิเคราะห์ของมูลนิธิ Health Foundation ในปี 2025 พบว่ากว่า 60% ของประชากรวัยผู้ใหญ่มีภาวะดังกล่าว โดยในจำนวนนี้ถึง 28% เป็นโรคอ้วน
สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากฐานะทางเศรษฐกิจ ที่ทำให้คนส่วนใหญ่นิยมซื้อหาอาหารคุณภาพต่ำที่ให้พลังงานสูง หรืออาหารที่ผ่านการแปรรูปมาอย่างหนัก (UPF) นั่นเอง โดยที่ผ่านมามีการโหมกระหน่ำโฆษณาและใช้แผนการตลาด เพื่อดึงดูดใจให้ผู้คนซื้ออาหารขยะและน้ำหวานมารับประทานกันมากขึ้น ผู้ขายยังเพิ่มปริมาณและสัดส่วนของอาหารเหล่านี้ ให้กลายเป็นอาหารจานใหญ่ที่ดูคุ้มค่าคุ้มราคาด้วย

ที่มาของภาพ, Getty Images
ความเหลื่อมล้ำทางสังคม-เศรษฐกิจ ยังจำกัดโอกาสที่ผู้คนจะเข้าถึงการออกกำลังกาย ซึ่งมักจะมาจากการอยู่อาศัยในพื้นที่แออัดในเมือง หรือการทำงานหนักจนไม่อาจจัดสรรเวลามาออกกำลังกายอย่างจริงจังได้ ส่งผลให้วิกฤตโรคอ้วนยิ่งทวีความรุนแรงเข้าไปใหญ่
"ด้วยเหตุนี้ ประชากรของสหราชอาณาจักรจึงพากันอ้วนมากขึ้น และแน่นอนว่าคนที่มีแนวโน้มอ้วนง่ายเพราะพันธุกรรม ก็จะยิ่งอ้วนกว่าเดิมในสภาพแวดล้อมเช่นนี้" ศ.ฟารูกีกล่าว
ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขเรียกสิ่งนี้ว่า "สภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมความอ้วน" (obesogenic environment) คำศัพท์นี้มีผู้คิดค้นขึ้นและเริ่มใช้กันตั้งแต่ยุคทศวรรษ 1990 ในตอนที่นักวิจัยเริ่มพบความเชื่อมโยงเกี่ยวข้อง ระหว่างอัตราการเกิดโรคอ้วนและปัจจัยแวดล้อมภายนอก เช่นการมีอาหารพร้อมรับประทานวางจำหน่ายอยู่ทั่วไป, การตลาดที่โฆษณาประชาสัมพันธ์และลดแลกแจกแถมอย่างหนัก, รวมทั้งการออกแบบผังเมืองที่ไม่เอื้ออำนวยให้มีพื้นที่ออกกำลังกาย
ปัจจัยทั้งหมดนี้รวมกัน ทำให้เกิดแรงกดดันและการส่งสัญญาณกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลักดันให้ผู้คนกินอาหารอย่างล้นเกิน แต่ไม่ค่อยจะขยับเคลื่อนไหวร่างกายเอาเสียเลย นั่นหมายความว่า แม้แต่คนที่มีความตั้งใจมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะลดน้ำหนัก ก็ไม่อาจจะทำสำเร็จหรือรักษาน้ำหนักที่ลดลงแล้วได้โดยง่าย
วิวาทะเรื่องความรับผิดชอบส่วนบุคคล
อลิซ ไวซ์แมน ผู้อำนวยการฝ่ายสาธารณสุขของสภาเทศบาลนครนิวคาสเซิล บอกว่าเธอสามารถมองเห็นร้านอาหารได้ในทุกทิศทาง จากหน้าต่างห้องทำงานของเธอ "มีทั้งร้านกาแฟ, ร้านขนมอบเบเกอรี, และร้านอาหารพร้อมรับประทานสำหรับสั่งกลับบ้าน คุณไม่อาจจะเดินทางไปทำงานหรือไปเรียนได้ โดยไม่ผ่านสถานที่จำหน่ายอาหารเลย"
"การมองเห็นนั้นสำคัญมาก หากคุณต้องเดินผ่านร้านอาหารมากมายข้างทางที่ซื้อไปกินข้างนอกได้ นั่นเท่ากับว่ามีโอกาสสูงที่คุณจะซื้อของกินอย่างใดอย่างหนึ่ง ร่างกายของคนเราจะมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อของกินรอบตัว" ไวซ์แมนกล่าว
เขตเมืองเกตส์เฮด (Gateshead) ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของเธอด้วยนั้น ระงับการออกใบอนุญาตให้เปิดร้านอาหารข้างทาง แบบที่ขายอาหารร้อนสำหรับนำไปกินที่อื่นแล้ว จึงไม่มีร้านอาหารประเภทนี้เปิดใหม่ในเขตดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2015
ทว่าทั่วสหราชอาณาจักรนั้น อุตสาหกรรมอาหารขยะและอาหารสำเร็จรูปที่ผู้คนซื้อกลับบ้าน ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ โดยมีมูลค่าถึงกว่า 23,000 ล้านปอนด์ต่อปี ส่วนการโฆษณาผลิตภัณฑ์อาหารนั้น ก็ทุ่มงบก้อนโตส่วนใหญ่ให้กับอาหารที่มีเกลือ, ไขมัน, และน้ำตาลสูง รวมทั้งอาหารขยะและของขบเคี้ยวกินเล่นจำนวนมาก โดยรายงานของสำนักงานการสื่อสารแห่งสหราชอาณาจักร (Ofcom) ระบุว่าการสื่อสารเชิงการตลาดของประเทศในปัจจุบันมีลักษณะเช่นดังกล่าว

ที่มาของภาพ, Getty Images
อย่างไรก็ตาม ไวซ์แมนมองว่าการใช้กฎหมายควบคุมโฆษณาอาหารขยะ หรือที่ภาษาทางการตอนนี้เรียกว่า "อาหารที่ไม่ค่อยดีต่อสุขภาพ" (less healthy food) เพื่อบังคับแก้ปัญหาสาธารณสุขอย่างโรคอ้วนนั้น ออกจะเป็นมาตรการแทรกแซงที่ "เกินไป" อยู่สักหน่อย เพราะข้อเท็จจริงเบื้องหลังปัญหานี้ ซึ่งปรากฏอยู่ในรายงานของมูลนิธิ The Food Foundation เมื่อปีที่แล้ว ชี้ว่าอาหารสุขภาพนั้นมีสนนราคาต่อหน่วยพลังงาน (แคลอรี) แพงกว่าอาหารที่ด้อยคุณค่าทางโภชนาการถึงกว่าสองเท่า
"ครอบครัวที่มีรายได้จำกัด ย่อมไม่มีเงินพอจะซื้อหาอาหารสุขภาพมาบริโภคได้...ฉันไม่ได้บอกว่าความรับผิดชอบส่วนบุคคลในการดูแลสุขภาพของตนเอง ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคอ้วนเลย แต่เมื่อมาลองคิดดูดี ๆ ว่ามีปัจจัยใดที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง เราจะพบว่าจู่ ๆ ความตั้งใจมุ่งมั่นของผู้คนในการลดความอ้วน ไม่ได้ลดลงหรือหายไปในชั่วข้ามคืน"
นักกำหนดอาหารอย่างพินี สุเรศ กล่าวแสดงความเห็นด้วยว่า "เราต่างอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการบริโภคอย่างล้นเกิน...ความอ้วนนั้นไม่ใช่ความล้มเหลวหรืออุปนิสัยส่วนบุคคล แต่เป็นภาวะที่ซับซ้อนและเรื้อรัง ซึ่งเกิดจากปัจจัยทางชีวภาพและสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมให้อ้วน ความตั้งใจมุ่งมั่นเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ และการตีกรอบให้การลดน้ำหนักขึ้นอยู่กับวินัยเพียงอย่างเดียวนั้น จะทำให้เกิดผลเสียได้"
แผนภูมิแท่งนี้แสดงให้เห็นว่า ระหว่างปี 2023-2024 กว่า 1/3 ของผู้ใหญ่วัย 18 ปีขึ้นไป ในเขตพื้นที่ยากจนและด้อยโอกาสของอังกฤษ ต่างก็เป็นโรคอ้วน โดยในเขตที่ยากจนที่สุด 10% แรกของประเทศ มีคนอ้วนอยู่ถึง 37.4% ส่วนเขตที่ยากจนน้อยที่สุด 10% สุดท้ายของประเทศ มีคนอ้วนอยู่ 19.8% (ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมสุขภาพและขจัดความเหลื่อมล้ำ (OHID) ซึ่งได้จากการจำแนกย่านชุมชนต่าง ๆ ออกเป็น 10 กลุ่ม โดยจัดเรียงตามลำดับความยากแค้น ส่วนค่าเฉลี่ยโดยรวมของคนอ้วนจากทุกกลุ่มคือ 26.5%)
แต่ถึงกระนั้น ผู้เชี่ยวชาญบางคนมองว่าความตั้งใจมุ่งมั่นยังมีบทบาทสำคัญต่อการลดน้ำหนักอยู่ โดยศาสตราจารย์คีธ เฟรย์น ผู้เขียนหนังสือ "หนึ่งแคลอรีก็คือหนึ่งแคลอรี" (A Calorie is a Calorie) บอกว่าแม้เขาจะเห็นด้วยในเรื่องที่สภาพแวดล้อมมีส่วนสำคัญ เพราะคนอ้วนในทุกวันนี้อาจไม่ได้มีน้ำหนักตัวเกินอย่างที่เป็นอยู่ หากได้ใช้ชีวิตแบบคนในยุคอดีตเมื่อ 40 ปีที่แล้ว "แต่ผมห่วงว่า การมองข้ามเรื่องความตั้งใจมุ่งมั่นไปโดยสิ้นเชิง จะส่งเสริมให้คนยอมแพ้ง่าย ๆ และหันไปยอมจำนนต่อน้ำหนักตัวที่ไม่ได้ดีต่อสุขภาพ ทั้งยังไม่ใช่น้ำหนักตัวในระดับที่ตนเองปรารถนา"
ศ.เฟรย์น ยกตัวอย่างกลุ่มประชากรจากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ เช่นบัญชีรายชื่อผู้ลงทะเบียนควบคุมน้ำหนักแห่งชาติสหรัฐฯ (NWCR) กว่า 10,000 คน ซึ่งคนกลุ่มนี้ล้วนลดน้ำหนักได้สำเร็จตามเป้าหมาย และยังสามารถรักษาน้ำหนักที่ลดลงแล้วเอาไว้ได้ในระยะยาว
"พวกเขาบอกว่าการลดน้ำหนักนั้นยากมาก และการควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในระดับที่ลดได้แล้วในระยะยาวนั้นยากยิ่งกว่า ผมอยากให้คุณลองไปบอกกับคนเหล่านี้ว่า ความตั้งใจมุ่งมั่นไม่มีผลต่อการลดน้ำหนักเลย พวกเขาคงจะโกรธมากทีเดียว" ศ.เฟรย์นกล่าว
"เราไม่อาจจะออกกฎหมายบังคับให้คนลดหุ่นได้"
สำหรับคำถามที่ว่า รัฐควรเข้ามามีส่วนรับผิดชอบมากน้อยแค่ไหน ในการป้องกันและรักษาโรคอ้วนซึ่งเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขระดับชาติ ไวซ์แมนเชื่อว่าการออกกฎหมายควบคุมการโฆษณาและแผนการตลาดของผลิตภัณฑ์อาหาร มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาโรคอ้วน เนื่องจากแผนส่งเสริมการขายบางอย่างเช่นซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง สามารถจูงใจผู้คนให้ซื้ออาหารมาตุนมากเกินความจำเป็น
ด้านนายแกเร็ต ลียง หัวหน้าฝ่ายสุขภาพและสังคมสงเคราะห์ ประจำองค์กรวิจัยและให้คำปรึกษา Policy Exchange ซึ่งมีแนวคิดเอียงซ้าย กลับเห็นว่าการออกกฎหมายนั้นไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้อง "เราไม่อาจจะออกกฎหมายบังคับให้คนลดหุ่นได้"
"การสั่งห้ามขายหรือขึ้นภาษีของกินที่ผู้คนชื่นชอบ มีแต่จะทำให้ชีวิตของพวกเขาลำบากยากเย็นยิ่งขึ้น เพราะต้องจ่ายแพงกว่าเพื่อหาความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ จากการกิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนนี้ที่อังกฤษก็กำลังมีปัญหาเรื่องค่าครองชีพ" ลียงกล่าว
ด้านนายคริสโตเฟอร์ สโนว์ดอน หัวหน้าฝ่ายเศรษฐศาสตร์วิถีชีวิต จากสถาบันกิจการเศรษฐศาสตร์ (IEA) ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยและให้คำปรึกษาที่มีแนวคิดฝ่ายขวา เชื่อว่าความอ้วนนั้นเป็น "ปัญหาส่วนบุคคล" และไม่ใช่ปัญหาสาธารณสุขระดับชาติแต่อย่างใด
"ความอ้วนนั้นเกิดจากการเลือกใช้ชีวิตของแต่ละคน ดังนั้นในที่สุดแล้ว เราไม่อาจแก้ไขปัญหานี้ด้วยการแทรกแซงจากสิ่งอื่นที่อยู่นอกเหนือตัวบุคคลไปได้ ผมว่ามันประหลาดมากที่มีคนคิดว่า รัฐบาลต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อการทำให้ประชาชนผอมลง...โดยส่วนตัวแล้วผมเห็นว่าควรมีการติดตามประเมินผลที่เป็นอิสระ เพื่อดูว่านโยบายพวกนี้ได้ผลจริงหรือไม่ และถ้าไม่ได้ผลก็ควรยกเลิกเสีย"

ที่มาของภาพ, Getty Images
สำหรับปัจจัยทางจิตวิทยา อย่างความตั้งใจมุ่งมั่นที่จะลดความอ้วนให้ได้นั้น สุเรศมองว่ามันคือส่วนหนึ่งของภาพรวม ในความพยายามที่จะลดน้ำหนักให้สำเร็จ แต่ในขั้นพื้นฐานแล้วควรมีการให้ความรู้แก่ประชาชน เกี่ยวกับปัจจัยอื่น ๆ ที่มีอิทธิพลต่อการลดน้ำหนักด้วย "แนวคิดเช่นนี้ช่วยเปลี่ยนทัศนคติของผู้คน จากที่เคยมองคนอ้วนโดยด่วนวิจารณ์ตัดสินทางศีลธรรมว่าเป็นคนไร้วินัยและความรับผิดชอบ มาเป็นทัศนคติแบบที่มีความเห็นอกเห็นใจ และเต็มใจให้ความช่วยเหลือตามข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งในที่สุดแล้วจะได้ผลดีกว่าและประสบความสำเร็จในระยะยาว"
แต่สำหรับคนที่รู้สึกว่า ตนเองขาดกำลังใจและความตั้งใจมุ่งมั่นที่จะพยายามลดน้ำหนักให้สำเร็จ ดร.เอเลเนอร์ ไบรอันต์ นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยแบรดฟอร์ด ให้คำแนะนำในเรื่องนี้ว่า "กำลังใจและความตั้งใจมุ่งมั่น ไม่ได้คงอยู่แบบที่ทำให้เราแข็งแกร่งฮึกเหิมตลอดเวลา แต่มันมีขึ้นมีลงได้ตามสภาพอารมณ์, ความเหนื่อยล้า, และความหิวโหยของคนเราในแต่ละวัน"
ดร.ไบรอันต์อธิบายเพิ่มเติมว่า ความตั้งใจมุ่งมั่นนั้นมีอยู่สองประเภท คือแบบตายตัวและแบบยืดหยุ่น "คนที่มีทัศนคติแบบตายตัวในเรื่องนี้ จะตัดสินถูกผิดแบบแยกขาวกับดำอย่างชัดเจน หากคุณทนกับการยั่วยวนของอาหารไม่ไหว และเผลอกินขนมปังกรอบชิ้นหนึ่งเข้าไป นั่นเท่ากับคุณพลาดไปแล้วและมักจะกินต่อไปอีกหลายชิ้น เพราะมองว่าไหน ๆ ก็พลาดไปแล้วไม่อาจแก้ไขได้ นอกจากจะเริ่มต้นใหม่จากศูนย์"
"พฤติกรรมแบบนี้คือการกินแบบควบคุมไม่ได้ (disinhibited eating) แต่คนที่มีทัศนคติเรื่องความตั้งใจมุ่งมั่นแบบยืดหยุ่น จะมองแบบยอมรับว่าได้เผลอกินขนมเข้าไปแค่ชิ้นเดียว นี่ไม่ใช่ความผิดพลาดร้ายแรง และมีสติรู้ตัวพอที่จะหยุดกินไว้แค่นั้นทันที แน่นอนว่าการมีความตั้งใจมุ่งมั่นแบบยืดหยุ่น ช่วยให้ประสบผลสำเร็จมากกว่า"
อย่างไรก็ตาม ดร.ไบรอันต์กล่าวเตือนด้วยว่า การใช้พลังใจมาควบคุมการกินอาหารนั้น ยากยิ่งกว่าการใช้ความมุ่งมั่นควบคุมเรื่องอื่น ๆ ในชีวิตมาก
สุเรศกล่าวสรุปทิ้งท้ายว่า เมื่อเราเข้าใจถึงขอบเขตของพลังแห่งความตั้งใจมุ่งมั่นที่มีอยู่จำกัด เราจะสามารถใช้มันได้อย่างคล่องแคล่วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น "เมื่อผู้ป่วยโรคอ้วนเข้าใจชัดเจนว่า ความพยายามลดน้ำหนักของพวกเขาขึ้นอยู่กับปัจจัยทางชีววิทยา ไม่ใช่การรักษาระเบียบวินัย นอกจากนี้ยังได้รับการช่วยเหลือสนับสนุนด้านการวางแผนโภชนาการ, มีรูปแบบของมื้ออาหารคงที่, มีการใช้กลยุทธ์ทางจิตวิทยาที่ถูกต้อง, และมีการตั้งเป้าหมายที่สามารถปฏิบัติได้จริง, เมื่อนั้นความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากับอาหารก็จะพัฒนาขึ้นอย่างมาก"













