ประเมินคลังแสงสหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน อาวุธที่ร่อยหรอลงจะส่งผลต่อความขัดแย้งรอบนี้อย่างไร ?

US sailors prepare to stage ordnance on the flight deck of Nimitz-class aircraft carrier USS Abraham Lincoln

ที่มาของภาพ, US Navy via Getty Images

    • Author, โจนาธาน บีล
    • Role, ผู้สื่อข่าวสายกลาโหม
  • เวลาอ่าน: 7 นาที

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่าสหรัฐอเมริกามี "อาวุธสำคัญในปริมาณที่แทบจะไม่จำกัด" ขณะที่กระทรวงกลาโหมของอิหร่านระบุว่าตนเองก็มี "ขีดความสามารถในการต้านทานศัตรู" ได้นานกว่าที่สหรัฐฯ คาดการณ์ไว้

คลังอาวุธและยุทโธปกรณ์เพียงอย่างเดียวจะไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาดผลลัพธ์ของความขัดแย้งครั้งนี้ ดังจะเห็นได้จากกรณีของยูเครนที่มีจำนวนกำลังพลและศักยภาพทางอาวุธด้อยกว่ารัสเซีย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคือปัจจัยสำคัญอย่างยิ่ง

จังหวะการปฏิบัติการทางทหารมีความเข้มข้นสูงตั้งแต่เริ่มต้น ทั้งสองฝ่ายกำลังออกอาวุธเร็วเกินกว่าที่กำลังการผลิตจะสามารถทดแทนอาวุธที่เข้ามาใหม่ได้

สถาบันวิจัยเพื่อความมั่นคงแห่งชาติ หรือ ไอเอ็นเอสเอส (National Security Studies-INSS) ในกรุงเทลอาวีฟ ประเมินว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดการโจมตีไปแล้วมากกว่า 2,000 ครั้ง โดยแต่ละครั้งใช้อาวุธยุทโธปกรณ์หลายชนิดด้วยกัน

สถาบัน INSS ระบุว่าอิหร่านยิงขีปนาวุธไปแล้ว 571 ลูก และโดรนไปแล้ว 1,391 ลำ ซึ่งจำนวนมากถูกสกัดกั้นไว้ได้ แต่สำหรับทั้งสองฝ่าย ระดับการสู้รบเช่นนี้จะยิ่งรักษาไว้ได้ยากขึ้นเมื่อสงครามยืดเยื้อออกไป

ศักยภาพของฝ่ายอิหร่าน

เจ้าหน้าที่จากชาติตะวันตกกล่าวว่าพวกเขาเห็นว่าอิหร่านลดจำนวนขีปนาวุธที่ยิงออกมาแล้ว จากเดิมที่เคยยิงได้หลายร้อยลูกในวันแรก ๆ ของสงคราม แต่ตอนนี้เหลือเพียงหลักหลายสิบลูกเท่านั้น

ก่อนเกิดสงคราม มีการประเมินว่าอิหร่านมีขีปนาวุธพิสัยใกล้ในคลังมากกว่า 2,000 ลูก อย่างไรก็ดี กองทัพใด ๆ จะไม่เปิดเผยตัวเลขที่แน่นอนว่ามีอาวุธอยู่ในครอบครองเท่าใด เพราะข้อมูลดังกล่าวเป็นความลับไม่ให้ศัตรูรับรู้

พลเอกแดน เคน ประธานเสนาธิการร่วมของกองทัพสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (4 มี.ค.) ว่าการยิงขีปนาวุธของอิหร่านลดลง 86% จากวันแรกของการสู้รบในวันเสาร์ (28 ก.พ.) ขณะที่กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือเซนต์คอม (Centcom) ระบุว่าในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา การยิงขีปนาวุธลดลงถึง 23%

เชื่อกันว่าอิหร่านผลิตโดรนชาเฮด (Shahed) ซึ่งเป็นโดรนโจมตีแบบทางเดียวได้จำนวนหลายหมื่นลำก่อนสงครามครั้งนี้ปะทุขึ้น โดรนชนิดนี้ถูกส่งออกเทคโนโลยีไปยังรัสเซีย จากนั้นถูกดัดแปลงในเวอร์ชันรัสเซียจนก่อให้เกิดความเสียหายอย่างหนักในยูเครน ซึ่งแม้แต่สหรัฐฯ ยังลอกเลียนการออกแบบของโดรนชนิดนี้

ทว่าพลเอกเคนระบุว่าการยิงโดรนของอิหร่านลดลง 73% ตั้งแต่วันแรกที่ความขัดแย้งปะทุขึ้น ซึ่งดูเหมือนอิหร่านกำลังเผชิญความยากลำบากในการรักษาจังหวะปฏิบัติการในระดับสูงเช่นนี้

.

ยังคงมีความเป็นไปได้ว่าจำนวนที่ลดลงอย่างมากเช่นนี้ อาจเป็นความพยายามสงวนคลังอาวุธเอาไว้ แต่อย่างไรก็ดีการรักษากำลังการผลิตจะยิ่งยากมากขึ้นเรื่อย ๆ

ขณะนี้เครื่องบินรบของสหรัฐฯ และอิสราเอลครองพลานุภาพทางอากาศเหนือกว่าอิหร่านแล้ว โดยระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่านส่วนใหญ่ถูกทำลาย และอิหร่านก็ไม่มีกองทัพอากาศที่มีศักยภาพเหลืออยู่

ทางกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือเซนต์คอม (Centcom) ระบุว่าขั้นต่อไปของสงครามจะมุ่งเน้นไปที่การไล่ล่าตำแหน่งยิงขีปนาวุธและโดรนของอิหร่าน คลังอาวุธของอิหร่าน และการทำลายโรงงานที่ผลิตอาวุธเหล่านั้น

ในตอนนี้ สหรัฐฯ และอิสราเอลอาจลดทอนความสามารถในการทำสงครามของอิหร่านได้ง่ายขึ้น แต่มันจะเป็นเรื่องยากมากหากต้องการทำลายคลังอาวุธและยุทโธปกรณ์ทั้งหมดทั้งมวลที่อิหร่านมี

อิหร่านเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่กว่าฝรั่งเศสถึง 3 เท่า ทำให้ยังสามารถซ่อนอาวุธจากการตรวจจับทางอากาศได้

ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานนี้ยังแสดงให้เห็นถึงข้อจำกัดของสงครามทางอากาศ ยกตัวอย่างกรณีกาซาที่อิสราเอลไม่สามารถทำลายกลุ่มฮามาสได้ แม้ผ่านการทิ้งระเบิดอย่างเข้มข้นมานานกว่า 3 ปี หรือกลุ่มกบฏฮูตีที่ยังมีชีวิตรอด รวมถึงรักษาอาวุธของพวกเขาไว้ได้บางส่วน แม้ถูกถล่มด้วยระเบิดจากสหรัฐฯ มาหนึ่งปีแล้วก็ตาม

.

ศักยภาพฝ่ายสหรัฐฯ

สหรัฐฯ ยังคงเป็นกองทัพที่ทรงพลังที่สุดในโลก โดยมีสต็อกอาวุธตามแบบแผนที่มากกว่าประเทศใด ๆ

อย่างไรก็ตาม กองทัพสหรัฐฯ ยังพึ่งพาอาวุธนำวิถีความแม่นยำสูงที่มีราคาสูงและผลิตได้ในจำนวนจำกัดเป็นหลัก มีรายงานว่าประธานาธิบดีทรัมป์เรียกประชุมผู้รับเหมาด้านกลาโหมภายในสัปดาห์นี้ เพื่อกดดันให้เร่งกำลังการผลิต นี่เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าทรัพยากรของสหรัฐฯ อาจกำลังถูกใช้งานจนเริ่มตึงตัว

แรงกดดันบางส่วนอาจผ่อนคลายลงแล้ว หลังจากสหรัฐฯ มีอิสระมากขึ้นในการเปิดการโจมตีระยะใกล้

พลเอกเคนบอกว่าสหรัฐฯ ได้เปลี่ยนจากการใช้ "อาวุธโจมตีระยะไกล" อย่างขีปนาวุธร่อนโทมาฮอว์กซึ่งมีความซับซ้อนและราคาสูง มาเป็น "อาวุธระยะประชิด" อย่างระเบิด JDAM ซึ่งมีราคาถูกกว่าและสามารถโปรยทิ้งลงเหนือเป้าหมายได้

มาร์ก แคนเชียน อดีตนายพันนาวิกโยธินสหรัฐฯ จากศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และนานาชาติ หรือซีเอสไอเอส (Center for Strategic and International Studie-CSIS) ในกรุงวอชิงตัน กล่าวว่าสหรัฐฯ "สามารถใช้อาวุธและระเบิดที่มีราคาถูกกว่าได้แล้วในตอนนี้" หลังผ่านการโจมตีระยะไกลในช่วงแรกมาแล้ว

เขากล่าวว่าสหรัฐฯ สามารถรักษาระดับการสู้รบเช่นนี้ได้ "แทบจะไม่มีที่สิ้นสุด" และยิ่งสงครามยืดเยื้อ เป้าหมายก็จะยิ่งลดลง ส่งผลให้จังหวะปฏิบัติการช้าลงตามไปด้วย

.

การป้องกันภัยทางอากาศ

มาร์ก แคนเชียน กล่าวต่อว่าสหรัฐฯ มีระเบิด JDAM อยู่ "หลายหมื่นลูก" แต่สิ่งที่ขาดแคลนคือระบบป้องกันภัยทางอากาศที่มีราคาสูง ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากในการรับมือกับการโจมตีกลับจากอิหร่าน เมื่อความขัดแย้งปะทุขึ้นในระยะแรก

ขีปนาวุธแพทริออตเป็นที่ต้องการสูง ไม่เพียงแต่จากสหรัฐฯ เอง แต่รวมถึงพันธมิตรอาหรับและยูเครนด้วย โดยขีปนาวุธสกัดลูกหนึ่งมีราคามากกว่า 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 128 ล้านบาท) และเชื่อว่าสหรัฐฯ ผลิตได้ราว 700 ลูกต่อปี

ดังนั้น หากอิหร่านยังสามารถยิงขีปนาวุธนำวิถีได้ก็จะยิ่งทำให้คลังขีปนาวุธแพทริออตที่มีอยู่อย่างจำกัด ลดลงอย่างต่อเนื่องด้วย

.

ผู้เชี่ยวชาญจาก CSIS อย่างแคนเชียนยังประเมินด้วยว่า สหรัฐฯ อาจมีคลังขีปนาวุธแพทริออตอยู่ราว 1,600 ลูก ซึ่งในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา คลังอาวุธดังกล่าวได้ลดจำนวนลงไปแล้ว

เขาระบุว่าแม้สหรัฐฯ จะสามารถทำสงครามทางอากาศสู่พื้นดินต่อไปได้ "เป็นเวลานาน" แต่สงครามป้องกันภัยทางอากาศนั้น "มีความไม่แน่นอนมากกว่านั้น"

"หากประธานาธิบดีทรัมป์ยินดีที่จะลดจำนวนระบบขีปนาวุธแพทริออตลง ผมคิดว่าเราจะสามารถยืดเวลาการรบกับอิหร่านได้นานกว่า แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงในความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิก"

ข้อเท็จจริงที่ว่าทรัมป์เตรียมพบกับบริษัทด้านกลาโหมของสหรัฐฯ ภายในสัปดาห์นี้ เป็นสัญญาณว่ามีความกังวลเรื่องคลังอาวุธอยู่จริง แต่พีธ เฮกเซธ รมว.กลาโหมสหรัฐฯ ยืนยันว่า "อิหร่านจะยืนหยัดในระยะยาวกว่าเราไม่ได้" ซึ่งในประเด็นนี้ ดูเหมือนเขาจะพูดถูกอยู่พอสมควร