ดัชนีทุจริตไทยทรุดหนัก นักวิชาการเตือน "เป็นเส้นทางที่น่ากลัว" และความเสี่ยง "สู่การล้มเหลวของรัฐ"

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, ปณิศา เอมโอชา
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- เวลาอ่าน: 14 นาที
องค์กรต่อต้านการทุจริตระดับโลกอย่างองค์การเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) เผยแพร่ดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index) ซึ่งประเทศไทยมีคะแนนต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์
ดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index) หรือ CPI เป็นการประเมินประเทศทั่วโลกทั้งหมด 182 ประเทศ และถือเป็นตัวชี้วัดระดับโลกที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับการคอร์รัปชันในภาครัฐ สำหรับปี 2568 ไทยได้ 33 คะแนน ลดลง 1 คะแนน จากปีก่อนหน้า ส่งผลให้อยู่ในอันดับที่ 116 จาก 182 ประเทศ
โดยการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวมีขึ้นสองวันหลังจากที่ประเทศไทยจัดการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 ก.พ. ซึ่งปรากฏว่ากระบวนการนับคะแนนถูกสังคมตั้งคำถาม รวมไปถึงพิรุธหลายประเด็น จนนำไปสู่การฟ้องร้องทางกฎหมายต่าง ๆ ตามมา
หากย้อนกลับไปดูสถิติตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา ไทยเคยได้คะแนนสูงสุดในปี 2557 และ 2558 ที่ 38 คะแนน ก่อนที่คะแนนจะเข้าสู่แนวโน้มที่ลดลงมาตลอด
'ไม่ว่าจะเทียบกับใครเราแย่หมด'

ที่มาของภาพ, Getty Images
ธิปไตร แสละวงศ์ นักวิจัยอาวุโสแห่งสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) แจกแจงกับบีบีซีไทยว่า หากไปดูไส้ในของดัชนี CPI จะพบว่าปัจจัยสองข้อที่ฉุดคะแนนของไทยลงคือ 1.รายงานจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันโลกของสถาบัน IMD (IMD World Competitiveness Yearbook) และ 2. ดัชนีการเปลี่ยนผ่านของมูลนิธิแบร์เทิลส์มันน์ (Bertelsmann Foundation Transformation Index)
นักวิจัยรายนี้ อธิบายว่า สำหรับกรณี IMD นั้น นักวิจัยจะไปถามนักลงทุน หรือผู้บริหารบริษัทเอกชนต่างชาติในไทย หรือผู้ประกอบการในไทย ซึ่งสิ่งที่สะท้อนออกมาจากคะแนนที่ต่ำเช่นนี้คือ นักธุรกิจมองว่าการทุจริตมีปัญหามาก หมายความว่า การทำธุรกิจในไทยเสี่ยงที่จะถูกเรียกรับสินบนมากขึ้น
ขณะที่ปัจจัยเรื่องดัชนีการเปลี่ยนผ่าน ธิปไตรอธิบายว่า คือการสะท้อนมุมมองของผู้เชี่ยวชาญที่มองว่า ข้าราชการไทยหรือเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงนักการเมืองที่ทุจริตไม่ค่อยถูกลงโทษ ขณะที่วัฒนธรรมลอยนวลยิ่งเกิดบ่อยขึ้น
"ประชาธิปไตยดีขึ้นด้วยซ้ำ เพราะว่าเราก็เห็นสื่อไทยเปิดโปงมากขึ้น ภาคประชาสังคมก็ตื่นตัวมากขึ้น ตอนเลือกตั้งจะเห็นชัดว่าคนก็พยายามจะจับตา ด้านหนึ่งมีดี แต่ด้านทำธุรกิจ ด้านวัฒนธรรมลอยนวลในระบบราชการแย่ลง" เขาสรุป
ทุกครั้งที่มีตัวเลขเช่นนี้ออกมา ผู้คนจำนวนไม่น้อยก็มักจะหันไปดูคะแนนของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งก็ชัดเจนว่าไทยนั้นอยู่แทบจะต่ำสุด ทว่านักวิชาการจากทีดีอาร์ไอรายนี้ฉายภาพที่ไกลไปกว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เขาชี้ว่า องค์การเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ นอกจากจะมีการจัดกลุ่มประเทศตามที่ตั้งภูมิศาสตร์ ก็ยังมีการจับกลุ่มตามระดับความเป็นประชาธิปไตย โดยไทยอยู่ในกลุ่มประชาธิปไตยที่มีข้อบกพร่อง (flawed democracy) ซึ่งคะแนน CPI ของไทยก็ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในกลุ่มนี้
เท่านั้นยังไม่พอ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศเอเชียแปซิฟิก ซึ่งรวมประเทศอย่างอินเดียและปากีสถาน ซึ่งมีคะแนน CPI ที่ 39 และ 28 ตามลำดับ คะแนนของไทยก็ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประเทศกลุ่มนี้เช่นเดียวกัน
"พูดได้เลยว่าเราแย่จริง ๆ แล้วเราก็แย่แม้แต่เทียบกับกลุ่มประเทศรายได้เท่ากัน ประชาธิปไตยแย่เท่ากัน กลุ่มทวีปเดียวกัน ไม่ว่าจะเทียบ demographic geographic economic [เชิงประชากร เชิงภูมิศาสตร์ เชิงเศรษฐกิจ] เราแย่หมด" ธิปไตร ย้ำ

ที่มาของภาพ, Getty Images
ขณะที่ รศ.ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค ผู้อำนวยการศูนย์ความรู้เพื่อความร่วมมือในการต่อต้านคอร์รัปชันและส่งเสริมธรรมาภิบาลในระดับภูมิภาค และนักวิจัยในศูนย์ทดลองการออกแบบสถาปัตยกรรมและกลไกสำนึกต่อสังคม (SIAM Lab) คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสริมว่า ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ไทยถูกลดคะแนนลง 1 คะแนน จากปีก่อนหน้า
"มันไม่ใช่เรื่องตื่นเต้น แล้วก็อาจจะไม่มีความหมายในเชิงนัยสำคัญเลย… แต่ถ้าคุณจะตื่นเต้น คือตื่นเต้นว่าสิบปีที่ผ่านมาเราแย่ลงตลอด แล้วก็ไม่ได้มีทิศทางที่ดีขึ้น" รศ.ดร.ต่อภัสสร์ ระบุ
เขาอธิบายต่อไปว่าสำหรับดัชนี CPI นั้น ให้ดูที่เทรนด์หลาย ๆ ปี มากกว่าตัวเลขในปีเดียว และสถานการณ์ตอนนี้ของไทยก็ "อันตรายมาก"
รศ.ดร.ต่อภัสสร์ กล่าวต่อไปว่า ตัวเขาเองไม่ได้อยากใช้คำพูดหรือวาทกรรมที่ชวนให้สังคมตื่นตระหนกอย่างคำว่า "Failed state" หรือ "รัฐล้มเหลว" ทว่า "แพทเทิร์น(รูปแบบ)มันตรงกับสถานการณ์วันนี้เลย… คอร์รัปชันสูง ไม่มีการเปลี่ยนแปลง รัฐยังเชื่อว่ามีการเปลี่ยนแปลง ใช้ KPI ตัวเองในการวัดตัวเอง บอกว่าทุกอย่างทำถูกตามระเบียบหมด แต่ปลายทางมันผิด สุดท้ายคนก็จะขาดความเชื่อมั่น"
ประเด็นเรื่องรัฐล้มเหลวนั้นผู้อ่านสามารถไปอ่านต่อได้ที่บทความชิ้นนี้ของบีบีซีไทยซึ่งไปสัมภาษณ์ ศาสตราจารย์ เจมส์ เอ. โรบินสัน (James A. Robinson) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลและหนึ่งในผู้เขียนหนังสือ Why Nations Fail
ต่างชาติให้คะแนน 33 จาก 100 ไทยประเมินเองเกือบร้อยเต็ม
ขณะที่ดัชนี CPI เผยให้เห็นว่าต่างชาติมีภาพที่มองเข้ามายังประเทศไทยต่อประเด็นทุจริตอย่างไร ไทยเองก็มีมาตรวัดที่ใช้กับหน่วยงานของรัฐรวมไปถึงองค์กรอิสระเช่นเดียวกัน
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คือผู้ที่พัฒนาการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment) หรือ ITA ขึ้นมาตั้งแต่ปี 2552 และมีการพัฒนาขึ้นมาเรื่อย ๆ เพื่อยกระดับดัชนีการรับรู้การทุจริตของไทยหรือ CPI
ปัจจุบันนี้ ITA มีเครื่องมือชี้วัดในการประเมินคุณธรรม ความโปร่งใส และการทุจริตทั้งทางตรงและทางอ้อม 3 เครื่องมือ 10 ตัวชี้วัด โดยแบ่งเป็น
1. แบบวัดการรับรู้ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายใน (Internal Integrity and Transparency Assessment : IIT) ซึ่งเป็นการพัฒนาจากเครื่องมือเดิม ประกอบด้วย 5 ตัวชี้วัด ได้แก่
- ตัวชี้วัดที่ 1 การปฏิบัติหน้าที่ (Bribery Fraud)
- ตัวชี้วัดที่ 2 การใช้งบประมาณ (Budget Misallocation)
- ตัวชี้วัดที่ 3 การใช้อำนาจ (Power Distortion)
- ตัวชี้วัดที่ 4 การใช้ทรัพย์สินของราชการ (Asset Misappropriation)
- ตัวชี้วัดที่ 5 การแก้ไขปัญหาการทุจริต (Anti – Corruption Improvement)
2. แบบวัดการรับรู้ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก (External Integrity and Transparency Assessment : EIT) ซึ่งเป็นการพัฒนาจากเครื่องมือเดิม ประกอบด้วย 3 ตัวชี้วัด ได้แก่
- ตัวชี้วัดที่ 6 คุณภาพการดำเนินงาน (Service Quality)
- ตัวชี้วัดที่ 7 ประสิทธิภาพการสื่อสาร (Communication Efficiency)
- ตัวชี้วัดที่ 8 การปรับปรุงระบบการทำงาน (Procedure Improvement)
3. แบบวัดการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ (Open Data Integrity and Transparency Assessment : OIT) ประกอบด้วย 2 ตัวชี้วัด ได้แก่
- ตัวชี้วัดที่ 9 การเปิดเผยข้อมูล (Open Data)
- ตัวชี้วัดที่ 10 การป้องกันการทุจริต (Anti-Corruption Practice
โดยรายงานฉบับล่าสุด ประจำปี 2568 พบว่ามีหน่วยงานทั้งหมด 8,317 หน่วยงาน ที่เข้ารับการประเมิน และคะแนนเฉลี่ยภาพรวมอยู่ที่ 93.82 คะแนน ดีขึ้นจากปีก่อนหน้า 0.77 คะแนน

ที่มาของภาพ, ป.ป.ช.
เมื่อบีบีซีไทยถาม รศ.ดร.ต่อภัสสร์ ว่า คะแนนการประเมินความทุจริตจากหน่วยงานไทยและต่างประเทศที่ต่างกันเช่นนี้กำลังสะท้อนอะไร เขาตอบกลับทันทีว่า "สะท้อนความตลก" ก่อนที่จะอธิบายต่อไปว่า ย้อนกลับไปตอนที่ ป.ป.ช. ต้องการที่จะทำให้คะแนน CPI ของไทยดีขึ้น ก็มีความพยายามในการศึกษาวิจัยและไปดูงานในหลายประเทศว่าจะมีเครื่องมือใดบ้างที่นำมาปรับใช้ได้ จนไปพบกรณีศึกษา ITA จากสาธารณรัฐเกาหลี (ประเทศเกาหลีใต้)
อย่างไรก็ดี เขาเปรียบเทียบว่า เพราะคนไทยเป็นชาติที่เก่งเรื่องการติวสอบให้ได้คะแนนดี มากกว่าที่จะไปปรับโครงสร้างทั้งระบบเพื่อแก้ประเด็นการทุจริต เครื่องมืออย่าง ITA จึงถูกนำมาใช้อย่างบิดเบือนเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ทางการต้องการ และสุดท้าย แม้ตัวเลข ITA ของไทยจะดีแค่ไหน ก็ไม่สะท้อนออกมาต่อสายตานานาชาติ
เขาเล่าว่าหลายต่อหลายครั้งมีข่าวที่ออกมาในทำนองว่า เมื่อแต่ละหน่วยงานรู้ว่าจะต้องมีการประเมินก็จะมีการเตรียมกันมาเพื่อให้คะแนนออกมาสูง ๆ
"เคยมีเอกสารหลุดออกมาจากบางหน่วยงานว่ามีไกด์ไลน์ในการตอบคำถามว่าคุณจะต้องตอบอะไร ท่านรู้หรือไม่ว่าหน่วยงานของท่านมีระเบียบเรื่องการต่อต้านคอร์รัปชันให้ติ๊กว่ารู้" รศ.ดร.ต่อภัสสร์ กล่าว
เขาบอกว่าตัวเองจะไม่แปลกใจเลยหากข่าวลือที่เคยได้ยินมาเป็นจริง เนื่องจากตอนที่ รศ.ดร.ต่อภัสสร์ เข้าไปนั่งในกรรมาธิการงบประมาณปี 2569 เขาก็เห็นว่ามีการของบบูรณาการต่อต้านการทุจริตสำหรับหลายหน่วยงาน แล้ว "ขอมาชัดเจนเลยว่าขอเพื่ออบรมเจ้าหน้าที่ในการประเมิน ITA… ผมก็ตกใจใช่ไหม ก็ถามเขาในอนุกรรมาธิการชุดนึงว่า ทำไมต้องไปจัดอบรม เขาบอกว่า เพราะ ITA เปลี่ยนบ่อย แล้วเจ้าหน้าที่ทำไม่เป็น"
เขาตั้งคำถามต่อไปว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ต้องกลับไปถาม ป.ป.ช. อีกว่า เหตุใดถึงเปลี่ยน ITA บ่อยจนทำให้เจ้าหน้าที่ไม่เป็น แล้วต้องอ้างมาของบประมาณเพื่อไปอบรมเจ้าหน้าที่ให้กรอกข้อมูลเป็น
"มันดูแปลกทุกกระบวนการเลย แล้วทุกกระบวนการที่ทำมาไม่ว่าจะใช้การออกแบบ ITA การจัดเก็บข้อมูล การอบรม ทุกอย่างใช้เงินงบประมาณรัฐหมดเลย สุดท้ายแล้วก็เอาเงินงบประมาณประเทศ เงินแผ่นดิน เงินภาษีพวกเรา มาใช้ทำอะไรก็ไม่รู้เพื่อไปตั้งดัชนีหนึ่งขึ้นมาแล้วตัวเองก็ได้คะแนนดีมากแต่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ไม่ได้เปลี่ยนเรื่องประเด็นเรื่องคอร์รัปชันประเทศไทยเลยแม้แต่นิดเดียว แล้วก็ไม่ได้มีผลกับการรับรู้ของต่างชาติเลย"
ในฐานะผู้ที่ทำงานใกล้ชิดแวดวงต่อต้านการทุจริต รศ.ดร.ต่อภัสสร์ ยกตัวอย่างเพิ่มว่า หนึ่งในหัวข้อสำคัญของการชี้วัด ITA คือการเปิดเผยข้อมูล แต่กับการเปิดเผยข้อมูลทรัพย์สินนักการเมืองกลับมีลับลมคมใน
เขาตั้งข้อสังเกตุว่า ปัจจุบันนี้กำลังมีกระแสเลือกคนดีเข้าสภา แต่บรรทัดฐาน 'คนดี' ของประชาชนแต่ละคนอาจแตกต่างกันออกไป ทว่ามาตรวัดหนึ่งที่ใช้ได้คือความมั่งคั่งของนักการเมืองระหว่างดำรงตำแหน่งว่าสูงขึ้นอย่างผิดปกติหรือไม่
อย่างไรก็ดี รศ.ดร.ต่อภัสสร์ เผยว่า แม้ปัจจุบันไทยจะมีกฎหมายที่ระบุว่าบัญชีสินทรัพย์ของนักการเมืองต้องเปิดเผยสู่สาธารณะ แต่เขากลับพบว่า ป.ป.ช. เปิดข้อมูลจริง แต่เปิดแค่ 180 วัน จากนั้น ป.ป.ช.จะเอาข้อมูลลง "ถ้าผมอยากจะรู้ ผมต้องไปที่สำนักงาน ป.ป.ช. ด้วยปากกาและกระดาษห้ามเอามือถือเข้าไปถ่ายแล้วก็ไปคัดลอกเอง"
รศ.ดร.ต่อภัสสร์ เล่าต่อไปว่า เมื่อเขาพยายามหาคำตอบ โดยเชิญ "รองเลขาธิการ ป.ป.ช. ท่านหนึ่งมาให้คำตอบเรื่องนี้ คำตอบที่ท่านให้ช็อกคนทั้งกรรมาธิการท่านบอกว่ากฎหมายบอกให้เปิด… แต่กฎหมายไม่ได้บอกให้เผยแพร่ ผมก็ช็อกเลย ไม่รู้จะตอบยังไง…"
"ถ้า ป.ป.ช. บอกว่า เป็นข้อมูลส่วนบุคคล เปิดเผยอย่างมีระยะเวลาได้ไหม ผมบอกยอมรับได้ ต่างประเทศก็ทำแบบนั้น แต่มันไม่ใช่ 180 วันแน่ ๆ อย่างน้อยที่สุดมันต้องเท่ากับหนึ่งเทอมการเมือง คือ 4 ปี" เขากล่าว
ความสุจริตในมือ ป.ป.ช. และรัฐธรรมนูญ 2560
อย่างที่กล่าวไว้ตั้งแต่ต้นว่าเครื่องมือในการประเมินความทุจริตของหน่วยงานภาครัฐและองค์กรอิสระอย่าง ITA อยู่ภายใต้ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าองค์กรอิสระของไทยภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560
ผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ประจำปี 2568 ประเภท หน่วยงานขององค์กรอิสระ บีบีซีไทยพบว่า ทั้ง 5 หน่วยงานมีคะแนนดังนี้
- สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน มีคะแนน 94.64 คะแนน สูงที่สุดจากทั้ง 5 หน่วยงาน
- สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีคะแนน 93.47 คะแนน
- สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. มีคะแนน 93.18 คะแนน
- สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน มีคะแนน 90.51 คะแนน
- สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีคะแนน 90.27 คะแนน
บีบีซีไทยตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมากับธิปไตรว่า สมควรแล้วหรือไม่ที่ให้ ป.ป.ช.ประเมินตัวเอง เขาตอบกลับเราว่า ไม่ใช่แค่ ITA เป็นเครื่องมือที่ไม่ตรงเป้า แต่คนบังคับใช้เครื่องมือเองก็ไม่น่าเชื่อถือ
"เรายังเห็นข่าวอื้อฉาวที่เกี่ยวกับคนบังคับใช้กฎหมายซะเอง ป.ป.ช. ก็มีข่าวคดีสินบนทองคำ… แปลว่า implementer [ผู้ดำเนินการ] ก็ไม่น่าเชื่อถือ เครื่องมือก็ไม่แม่น" ธิปไตร เสริม
เมื่อถามต่อไปว่าต้องทำอย่างไรให้ปัญหาการทุจริตในไทยดีขึ้น เขาเสริมจากประเด็นของ ป.ป.ช. เองว่าต้องเริ่มแก้ที่ประเด็นองค์กรอิสระ ให้องค์กรต้องมีความรับผิดชอบต่อปลของการกระทำของตัวเองมากขึ้น

ที่มาของภาพ, Getty Images
"ที่ผ่านมาเราไม่ได้เคยเห็นว่าเวลา มีข่าว ว่า กกต. จัดการเลือกตั้งไม่ดี มีใครถูกลงโทษ ป.ป.ช. มีคดีทุจริตค้างอยู่จำนวนมาก ไม่มีใครถูกลงโทษ ในแง่ที่ต้องลาออก ไม่ต้องถึงกับว่าต้องเป็นคดีอาญา ขอแค่รับผิดชอบด้วยการลาออกก็ยังไม่เคยเห็น"
ธิปไตรเสริมว่า เขาคิดว่าปัญหาใหญ่ของไทยคือตอนนี้ไม่มีการตรวจสอบองค์กรอิสระที่ภาคประชาสังคมหรือภาคประชาชนมีส่วนร่วมจริง ๆ ประชาชนไม่สามารถปลดหรือถอดถอนใครได้
"ถ้าจะถามว่าต้องมีเครื่องมืออะไร คือการเพิ่มอำนาจให้คนได้ถอดถอนอย่างน้อยองค์กรอิสระ กรรมการองค์กรอิสระ" ซึ่งนักวิจัยจากทีดีอาร์ไอย้ำว่าจะทำเช่นนั้นได้ "ยังไงก็ต้องแก้รัฐธรรมนูญ ผมอยากจะเรียกว่าขอให้ปรับกลไกในรัฐธรรมนูญให้เรื่องนี้มันดีขึ้น… จะหมวดหนึ่ง หมวดสอง ผมคิดว่าอันนั้นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือ องค์กรอิสระไม่ทำหน้าที่แบบมีความรับผิดชอบ ไม่โปร่งใสด้วยซ้ำ ตัวเขาเองก็มีถูกตั้งคำถามเยอะ"
หากปล่อยไว้แบบนี้ต่อไปจะเป็นอย่างไร

ที่มาของภาพ, Getty Images
คะแนน CPI ที่ออกมานั้น ทำให้แม้แต่ตัวนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ยังถึงกับบอกว่าไม่สบายใจ และสั่งกำชับให้ทุกภาคส่วนปฏิบัติงานอย่างโปร่งใส เร่งปรับปรุงกฎหมายและขั้นตอนต่าง ๆ
ทว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่สถานการณ์ทุจริตในไทยอยู่ในเทรนด์ที่ตกต่ำลง ทว่าข้อมูลของ CPI ก็สะท้อนชัดแล้วว่านี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดทศวรรษที่ผ่านมา
เมื่อถาม รศ.ดร.ต่อภัสสร์ ว่าเขากังวลหรือกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นมาที่สุด หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น นักวิชาการผู้นี้ตอบเราว่า "กลัวแน่ ๆ ก็คือกลัวเสียโอกาส" โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้เป็นช่วงที่เพิ่งผ่านฤดูกาลหาเสียงมา พรรคการเมืองมากมายต่างก็นำเสนอนโยบายที่มีประโยชน์ต่อประเทศไว้ไม่น้อย แต่เขากลัวว่าสถานการณ์ที่เป็นอยู่จะทำให้การพัฒนาเหล่านี้ไม่เกิดขึ้น
"ผมกลัวว่าคนที่รวยในประเทศไทยก็จะเป็นกลุ่มคนเดิม หรือเป็นคนใหม่แต่เลือกที่จะเข้าไปสู่เส้นทางสีดำ ผมไม่ใช้คำว่าเทาแล้ว มันเกร่อไปแล้ว"
เขาอธิบายว่าเมื่อประเทศอยู่ในสภาวะที่การทุจริตมีขึ้นเรื่อย ๆ จนประชาชนไม่อาจเชื่อใจหน่วยงานใดได้อีกเลย อาทิ กรณีการนับคะแนนของ กกต.ซึ่งควรเป็นหน่วยงานที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้ นี่จะถือเป็น "เส้นทางที่น่ากลัวสำหรับประเทศที่ตัวใครตัวมัน มันจะเป็นเส้นทางสู่การล้มเหลวของรัฐได้"
เขาเสริมว่าต่อไป คนที่ตั้งใจจะสุจริตก็จะไม่สามารถเจริญเติบโตได้ อันนี้เป็นเส้นทางที่แย่ที่สุดของประเทศประเทศนึงเลย แล้วก็กลัวที่สุด… แต่มันแพทเทิร์นเดียวกับหลายประเทศที่เป็นรัฐล้มเหลว จุดต่อไปมันคือการขาดความเชื่อมั่นในรัฐ ซึ่งสุ่มเสี่ยงมากในวันนี้"
เขาทิ้งท้ายว่า "ต่อให้ท่านเป็น 0.1% ของประเทศนี้ที่ยังรอดอยู่ได้ แต่ท่านอย่านึกว่าจะรอด เพราะว่าถ้าคนในประเทศอีก 99% ไม่รอด สุดท้ายท่านก็ไม่รอด"































