ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดอดีต 44 สส.ก้าวไกล ปมแก้ไข ม.112 ส่งฟ้องศาลฎีกา

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล นำทีม สส. พรรคแถลงข่าวหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเมื่อ 31 ม.ค. 2567 ว่าการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และใช้เป็นนโยบายหาเสียงของพรรคก้าวไกล เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
เวลาอ่าน: 8 นาที

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ กับอดีต สส.ก้าวไกล รวม 44 คน คดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมฯ ร้ายแรง

นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงผ่านเอกสารข่าวแจกสื่อมวลชนว่า ตามที่สำนักงาน ป.ป.ช. ได้เคยแจ้งความคืบหน้าในการดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงเรื่องกล่าวหานายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง สส. พรรคก้าวไกล กับพวกรวม 44 คน กรณีเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ .. ) พ.ศ. .... ว่าจะจัดทำสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จ เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาภายในเดือน ธ.ค. 2568 นั้น

คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาแล้ว มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า การกระทำของนายพิธาและผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน ได้ร่วมกันเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ที่มีเนื้อหาขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ และฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 219 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 28 (1) โดยมีเจตนามุ่งประสงค์จะลดทอนการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยอาศัยกระบวนการทางนิติบัญญัติในการเสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว อันเป็นการไม่ยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ และไม่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ และเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง

การกระทำดังกล่าวเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ และก่อให้เกิดความเสียหายต่อชาติบ้านเมืองในวงกว้างอย่างร้ายแรง อีกทั้งยังได้นำเรื่องการแก้ไข พ.ร.บ. ดังกล่าวมากำหนดไว้เป็นนโยบายในการหาเสียง การกระทำของนายพิธาที่ได้เป็นผู้ริเริ่มลงชื่อเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมร่าง พ.ร.บ. โดยมีผู้ร่วมลงชื่อในญัตติที่เสนออีก 43 คน รวมเป็นผู้เสนอทั้งสิ้น 44 คน

ป.ป.ช. ระบุว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่อาจแบ่งแยกหรือชี้แจงการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคนได้ว่ามิได้ร่วมกันดำเนินการเสนอญัตติ โดยมิได้มีเจตนาร่วมกันแต่อย่างใด และผู้ถูกกล่าวหาแต่ละรายไม่ได้มีการชี้แจงให้เห็นถึงการกระทำที่แบ่งแยกโดยชัดเจนว่าต่างคนต่างกระทำในการเสนอญัตติ การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน จึงเป็นการดำเนินการโดยมีเจตนาร่วมกัน ตามแนวคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 ลงวันที่ 31 ม.ค. 2567

ดังนั้น ที่ประชุมมีมติให้ส่งเรื่องและความเห็นต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน กระทำการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีมติในวันที่ 9 ก.พ. 2569

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (กลาง) และศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค (ขวา) อยู่ในกลุ่ม 44 สส. อดีตพรรคก้าวไกลที่ร่วมลงชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ด้วย

ในรายชื่อของอดีต สส. ที่ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด มี 2 จาก 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในบัญชีพรรคประชาชน (ปชน.) รวมอยู่ด้วยคือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค และ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค

นั่นทำให้เหลือแคนดิเดตนายกฯ ที่ "ไม่มีปัญหาทางกฎหมาย" คนเดียวคือ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร หรือ ดร.ต้น รองหัวหน้าพรรค ผู้ยังไม่เคยผ่านงานสภามาก่อน แต่ทำงานเบื้องหลังในทีมนโยบายของพรรคส้มมาตลอด

ณัฐพงษ์เชื่อ ตนเสี่ยงน้อยที่สุด

ก่อนหน้าที่ ป.ป.ช. จะมีการเผยแพร่เอกสารข่าวดังกล่าว นายณัฐพงษ์เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า เขาเชื่อว่า องค์ประกอบความผิดของเขาถือว่ามีความเสียงน้อยที่สุด

"ที่ผมได้รับอัปเดตมาล่าสุดก็คือ ข่าวที่ออกไปเมื่อเข้าว่ามีการชี้มูลออกไปไม่เป็นความจริง ยังไม่มีการส่งออกไปครับ" นายณัฐพงษ์ ระบุในการแถลงข่าวเมื่อเวลา 15.00 น. ก่อนที่จะมีการเผยแพร่เอกสารข่าวอย่างเป็นทางการจากสำนักงาน ป.ป.ช. โดยเขาย้ำว่าหากมีการชี้มูลออกไปจริง จะเป็นหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของพรรคที่จะออกมาแถลงข่าวอีกครั้ง

"สำนวนที่ ป.ป.ช. กล่าวหาผมมา มีในเรื่องที่ผมเองก็ใช้ตำแหน่ง สส.ไปประกันตัวกับผู้ที่ถูกกล่าวหา… ซึ่งจริง ๆ ต้องบอกว่าไม่เป็นความจริง จริง ๆ องค์ประกอบทางความผิดที่อยู่ในสำนวนของ ป.ป.ช. ที่เขากล่าวหาผม ถ้าว่ากันไปผมมีแค่หนึ่งเรื่องเท่านั้นเอง ก็คือในเรื่องของการที่ไปลงนามการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เรื่องอื่น ๆ ที่เป็นองค์ประกอบความผิดอื่น ๆ ไม่มีเลย เพราะฉะนั้นเรื่องนี้สำหรับผมเองถ้าพิจารณากันอย่างตรงไปตรงมาด้วยความเป็นธรรม ผมมีความเสี่ยงน้อยที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับคนอื่น ๆ"

กลุ่มผู้ถูกสอบ "คดี 44 สส." ปรากฏในบัญชี 12 คน

เมื่อประมวลรายชื่อของกลุ่มอดีต 44 สส.ก้าวไกล ที่ยังขอ "ไปต่อ" ปรากฏชื่อในฐานะผู้สมัครรับเลือกตั้ง 2569 ส่วนใหญ่อยู่ในบัญชีรายชื่อ 12 คน ซึ่งหากมีปัญหาทางกฎหมายสามารถเลื่อนลำดับถัดไปขึ้นมาแทนได้ และลงสมัคร สส.เขตอีก 2 คน หากเกิดปัญหาทางกฎหมาย ต้องจัดการเลือกตั้งซ่อม

ผู้สมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ

นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล รองหัวหน้าพรรค และอดีตประธานวิปฝ่ายค้าน

นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรค

นายวาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรค

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรค

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม นายทะเบียนพรรค

นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ

นายนิติพล ผิวเหมาะ

นายวรภพ วิริยะโรจน์

นายคำพอง เทพาคำ

นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ อดีต สส.กทม.

ผู้สมัคร สส.เขต

นายธีรัจชัย พันธุมาศ อดีต สส.กทม.

นายจรัส คุ้มไข่น้ำ อดีต สส.ชลบุรี

นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร

ที่มาที่ไปของคดี

คดีนี้มี "หัวเชื้อ" จากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญใน 2 คำสั่ง

31 ม.ค. 2567ศาลมีมติเอกฉันท์ว่าการกระทำของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ในการเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่..) พ.ศ. …. เพื่อยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้ง และยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง หรือที่ถูกเรียกขานว่า "คดีล้มล้างการปกครอง"

7 ส.ค. 2567 ศาลมีมติเอกฉันท์ให้ยุบพรรค ก.ก. และเพิกถอนสิทธิคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 10 ปี หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะผู้ร้อง นำคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 ซึ่งเป็นคดีแรกไปยื่นคำร้องให้ยุบพรรคต่อ

คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญซึ่งมีผลผูกพันทุกองค์กร ถูก 2 "นักร้อง(เรียน)การเมือง" คือ นายธีรยุทธ สุวรรณเกสร กับนายสนธิญา สวัสดี นำไปยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. ในเดือน ก.พ. 2567 ให้ตรวจสอบและเอาผิด สส.ก้าวไกล 44 คนที่ร่วมลงชื่อเสนอแก้ไขมาตรา 112 เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 25 เมื่อ 25 มี.ค. 2564 ในความผิดฐานร่วมกันฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรงตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561

เดือน ส.ค. 2567เลขาธิการ ป.ป.ช. ออกมาเปิดเผยว่า ป.ป.ช. มีมติไต่สวน 44 สส.ก้าวไกล และใช้เวลายาวนานกว่า 1 ปีในการพิจารณาคดีนี้ โดยมีการแบ่งกลุ่มผู้ถูกกล่าวหาออกเป็นหลายกลุ่มตามพฤติการณ์ที่แตกต่างกันไป ก่อนมีมติชี้มูลความผิดยกกล่ม

ผลที่ตามมาหลังจากนี้คือ ป.ป.ช. ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาขอให้วินิจฉัยว่าอดีต 44 สส.ก้าวไกล ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่

ทันทีที่ศาลประทับรับคำร้อง พวกเขาต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ สส. จนกระทั่งศาลมีคำพิพากษา แต่เนื่องจากสถานะ สส. ของพวกเขาหมดไปตั้งแต่ยุบสภา 12 ธ.ค. 2568 และอยู่ระหว่างรอการประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง 8 กงพ. 2569 จึงไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ใด ๆ ทางกฎหมาย

หากศาลฎีกาพิพากษาว่าฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมจริง ทั้ง 44 คน จะถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไป หรือที่เรียกกันว่า "แจกใบดำ" รวมถึงไม่มีสิทธิดํารงตําแหน่งทางการเมืองใด ๆ และอาจโดนเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปีด้วย แล้วแต่กรณี

ศาลฎีกาเคย "ลงดาบ" ใช้มาตรฐานจริยธรรมฟันนักการเมืองไปแล้วอย่างน้อย 4 ราย เช่น น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ อดีต สส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ, น.ส.พรรณิการ์ วานิช อดีต สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคอนาคตใหม่, นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ อดีต รมช.ศึกษาธิการ และอดีต สส. "บ้านใหญ่ปราจีนบุรี" พรรคภูมิใจไทย

ก่อนหน้านี้เคยมีกระแสข่าวว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะสรุปคดีในเดือน ธ.ค. 2568 แต่มีการเลื่อนออกไปเนื่องจากฝั่งผู้ถูกกล่าวหาได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรม