7 ผลที่ตามมา หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์สั่งยุบพรรคก้าวไกล-ตัดสิทธิ กก.บห. 10 ปี

ที่มาของภาพ, Reuters
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ให้ยุบพรรคก้าวไกล (ก.ก.) และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) เป็นเวลา 10 ปี
ศาลรัฐธรรมนูญให้เหตุผลว่า คำวินิจฉัยคดี 3/2567 หรือที่รู้จักในชื่อ “คดีล้มล้างการปกครอง” มีผลผูกพันทุกองค์กร และมีผลผูกพันมาถึงคดีนี้
แม้พรรค ก.ก. ระบุว่า การกระทำต่าง ๆ ไม่ได้ทำในนาม กก.บห. หรือกระทำผ่านมติพรรค แต่ กก. บห. ต้องมีหน้าที่ควบคุมกำกับดูแลไม่ให้สมาชิกพรรคกระทำการอันฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่น ๆ “เช่นนี้จึงเป็นการกระทำเพื่อมุ่งหวังผลักดันให้นโยบายของพรรคสำเร็จลงตามความมุ่งหมาย ถือเป็นการกระทำความผิดโดยอ้อมของพรรค โดยใช้ สส. หรือสมาชิกพรรค เป็นตัวแทนหรือเป็นเครื่องมือในการกระทำผิด”
“กรณีจึงมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้ถูกร้องกระทำการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 อนุหนึ่ง และอนุสอง อันเป็นเหตุให้ยุบพรรคผู้ถูกร้อง ตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 วรรคสอง” ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอ่านวินิจฉัยตอนหนึ่ง
สำหรับมติที่ออกมา
- มติ 9 ต่อ 0 ให้ยุบพรรค ก.ก. ตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (1) และวรรคสอง
- มติ 8 ต่อ 1 ให้ยุบพรรค ก.ก. ตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (2) และวรรคสอง (ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อยคือ นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์)
- มติ 9 ต่อ 0 ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง กก.บห. ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในระหว่างวันที่ 25 มี.ค. 2564-31 ม.ค. 2567
- มติ 9 ต่อ 0 ห้ามมิให้ผู้เคยดำรงตำแหน่ง กก.บห. ที่ถูกยุบและถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ไปจดทะเบียนพรรคการเมืองขึ้นใหม่ หรือเป็น กก.บห. หรือมีส่วนร่วมในการจัดตั้งพรรคการเมืองอื่น 10 ปี

ที่มาของภาพ, สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ
ในการออกนั่งบัลลังก์ของ 9 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพื่ออ่านคำวินิจฉัยในเวลา 15.00 น. มีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค ก.ก. เป็นตัวแทนพรรคเข้าร่วมรับฟังในห้องพิจารณาคดีเพียงคนเดียว โดยก่อนหน้านั้น เขาแสดงความมั่นใจแนวทางการต่อสู้คดีทั้งในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย คิดว่าจะได้รับความเป็นธรรม และยืนยัน “ไม่ซ้ำรอยประวัติศาสตร์เหมือนพรรคอนาคตใหม่”
ด้าน สส.ก้าวไกลกว่าร้อยชีวิตเข้าร่วมการประชุมสภาผู้แทนราษฎรตามปกติ ก่อนไปรวมตัวกันที่พรรคภายหลังเสร็จภารกิจที่รัฐสภา ทั้งนี้พรรคสีส้มได้เปิดที่ทำการพรรค อาคารอนาคตใหม่ ย่านหัวหมาก เชิญชวนประชาชนผู้สนับสนุนพรรคร่วมเกาะติดการอ่านคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ภายใต้ชื่อกิจกรรม “ก้าวไกล ไปต่อ”
นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล แถลงว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญส่งผลกระทบอย่างสำคัญมากกว่าการยุบพรรคก้าวไกลและตัดสิทธิการเมือง กก.บห. เพราะเป็นการวางบรรทัดฐานการตีความรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่อันตรายต่อหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
“คำวินิจฉัยของศาลในวันนี้ สุ่มเสี่ยงที่จะทำให้ในระยะยาว ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของพวกเรากลายพันธุ์ไปเป็นระบอบอื่น นี่คือนัยสำคัญที่พวกเราเห็น” นายชัยธวัชกล่าว
ชนวนเหตุยุบพรรค
คดีนี้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยนายทะเบียนพรรคการเมืองเป็นผู้ยื่นคำร้อง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเพื่อมีคำสั่งยุบพรรค ก.ก. และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง กก.บห. เป็นเวลา 10 ปี เนื่องจากมีพฤติการณ์กระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเข้าลักษณะกระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อันเป็นเหตุแห่งการยุบพรรค ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (1) และ (2)
กกต. อ้างถึง “ข้อเท็จจริงปรากฏ” ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 เมื่อ 31 ม.ค. 2567 หรือที่รู้จักในชื่อ “คดีล้มล้างการปกครอง”
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ว่า นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค ก.ก. (ในเวลานั้น) กับพรรค ก.ก. เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง จากกรณี สส.ก้าวไกล ร่วมกันเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. เพื่อยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้ง และยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง พร้อมสั่งให้เลิกการกระทำ อีกทั้ง “ไม่ให้มีการแก้ไขมาตรา 112 ด้วยวิธีการซึ่งไม่ใช่กระบวนการทางนิติบัญญัติโดยชอบที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตด้วย”

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องคดียุบพรรค ก.ก. ไว้พิจารณาเมื่อ 3 เม.ย. และไม่ได้เปิดศาลไต่สวนคู่กรณี ตามข้อเสนอของพรรค ก.ก.
สรุปคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาอ่านคำวินิจฉัย 53 นาที โดยศาลเห็นว่า ข้อโต้แย้งและคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของพรรค ก.ก. ฟังไม่ขึ้นทุกประเด็น จึงนำมาสู่คำสั่งให้ยุบพรรคในที่สุด
บีบีซีไทยขอสรุปสาระสำคัญไว้ ดังนี้
หนึ่ง ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจรับวินิจฉัยคดีหรือไม่
ศาลเห็นว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 49 บัญญัติให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้บุคคลที่ใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองฯ เลิกกระทำการดังกล่าว โดยมิได้บัญญัติให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคการเมืองที่มีการกระทำล้มล้างการปกครองฯ ไว้ในรัฐธรรมนูญโดยตรง ดังเช่นรัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 63 วรรคสาม หรือรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 68 วรรคสาม “แต่เจตนารมณ์ในการคุ้มครองและปกป้องระบอบประชาธิปไตยอันพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับใดย่อมแสดงออกโดยสิทธิในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญให้กับประชาชน และให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคได้ หากมีข้อเท็จจริงว่ามีบุคคลหรือพรรคการเมืองจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองฯ”
สอง ไม่เปิดโอกาสผู้ถูกร้องรับฟังข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ และไม่เปิดโอกาสให้โต้แย้งแสดงพยานหลักฐานเพื่อหักล้าง
ศาลชี้แจงว่า การยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อยุบพรรคการเมืองเกิดขึ้นได้ 2 กรณี ได้แก่ กรณี กกต. มี “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ว่าพรรคการเมืองใดได้กระทำการที่เข้าลักษณะตามมาตรา 92 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (4) และกรณี “เมื่อปรากฏ” ต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองว่าพรรคการเมืองใดกระทำการตามมาตรา 93 นายทะเบียนพรรคการเมืองต้องรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพื่อเสนอความเห็นต่อ กกต. ตามระเบียบ กกต. ว่าด้วยการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของนายทะเบียนพรรคการเมือง พ.ศ. 2566 จึงเป็นกรณีที่กฎหมายวางกฎเกณฑ์ของผู้เริ่มกระบวนการและลักษณะของข้อเท็จจริงไว้แตกต่างกัน
กรณีนี้ ผู้ถูกร้องยื่นต่อศาลว่าไม่ได้ให้โอกาสโต้แย้ง แต่เมื่อคดีนี้กับคดี 3/2567 เป็นคดีที่มีมูลกรณีและผู้ถูกร้องเป็นบุคคลเดียวกัน การที่ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาคดีตามคำวินิจฉัยที่ 3/2567 โดยการไต่สวนพยานหลักฐานต่อเนื่อง ให้ทราบข้อกล่าวหา ข้อเท็จจริง โดยผู้ถูกร้องมีโอกาสตรวจ คัดค้านพยานหลักฐาน สำนวนทั้งหมด รวมทั้งได้โต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตนอย่างเต็มที่ต่อหน้าศาลแล้ว “จึงถือว่าเป็นกระบวนการไต่สวนรัฐธรรมนูญที่ให้ความเป็นธรรมยิ่งไปกว่าการสอบสวนข้อเท็จจริงโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ข้อโต้แย้งของผู้ถูกร้องจึงไม่อาจรับฟังได้”

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
สาม ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้เลิกกระทำ พรรค ก.ก. ได้นำนโยบายแก้ไขมาตรา 112 ออกจากเว็บไซต์ และไม่อาจใช้คำวินิจฉัยคดี 3/2567 มาผูกพันคดีนี้ได้ ศาลต้องไต่สวนคดีใหม่ทั้งหมด
ศาลระบุว่า แม้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขจะไม่ยกเลิกไปหรือสิ้นไป แต่หากมีข้อเท็จจริงที่ว่าเมื่อมีการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 เกิดขึ้นแล้ว “การกระทำนั้นจะเป็นความผิดสำเร็จในทันที โดยไม่ต้องรอให้มีผลจากการกระทำนั้นปรากฏขึ้นก่อน”
เมื่อคำวินิจฉัย 3/2567 พบว่า ผู้ถูกร้องกระทำหลายพฤติการณ์ต่อเนื่องเป็นขบวนการ “หากปล่อยให้ผ้ถูกร้องกระทำการต่อไปย่อมไม่ไกลเกินเหตุที่จะนำไปสู่การล้มล้างการปกครองฯ การกระทำของผู้ถูกร้องจึงใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองฯ อันเป็นความผิดสำเร็จตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 แล้ว”
สี่ พรรคเป็นนิติบุคคล ต้องดำเนินการโดย กก.บห. จึงจะผูกพันหรือเป็นการกระทำของพรรค แต่การเสนอกฎหมาย เป็นนายประกัน และแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ เป็นการกระทำของ สส. ในฐานะส่วนตัว
ศาลเห็นว่า ข้อเท็จจริงคดี 3/2567 ฟังเป็นยุติแล้วว่าการเสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 ลดทอนคุณค่าสถาบันฯ ดำเนินการโดย สส.ก้าวไกลเพียงพรรคเดียว โดยเฉพาะเสนอนโยบายหาเสียงแก้ไขมาตรา 112 ต่อ กกต. เพื่อใช้รณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง แม้การกระทำเหล่านี้จะไม่ได้ทำในนาม กก.บห. หรือกระทำผ่านมติพรรค แต่ กก. บห. ต้องมีหน้าที่ควบคุมกำกับดูแลไม่ให้สมาชิกพรรคกระทำการอันฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่น ๆ “เช่นนี้จึงเป็นการกระทำเพื่อมุ่งหวังผลักดันให้นโยบายของพรรคสำเร็จลงตามความมุ่งหมาย ถือเป็นการกระทำความผิดโดยอ้อมของพรรค โดยใช้ สส. หรือสมาชิกพรรค เป็นตัวแทนหรือเป็นเครื่องมือในการกระทำผิด”
นอกจากนี้ผู้ถูกร้องยังแสดงบทบาทเคลื่อนไหวการเมือง โดยสอดรับกับกลุ่มต่าง ๆ โดยรณรงค์ปลุกเร้าให้แก้ไขมาตรา 112 ซึ่งอาจก่อให้เกิดความขุ่นเคืองในหมู่ประชาชน มีลักษะยุยงให้เกิดการเกลียดชัง ย่อมส่งผลให้หลักการและคุณค่าที่ดำรงอยู่ตามรัฐธรรมนูญของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของรัฐต้องถูกล้มเลิกและสูญเสียไป ผู้ถูกร้องไม่อาจหลีกเลี่ยงความรับผิดได้

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ห้า ผู้ถูกร้องต่อสู้ว่าไม่ได้ล้มล้างการปกครองฯ และการกำหนดโทษไม่ได้สัดส่วน
ศาลเห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นกล่าวอ้าง ล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่มีอยู่เดิมหรือเคยต่อสู้ในชั้นพิจารณาของศาลในคดี 3/2567 มาแล้วทั้งสิ้น เมื่อศาลฟังข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติแล้วในคดีดังกล่าวว่า พฤติการณ์ของผู้ถูกร้องเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 211 วรรคสี่ บัญญัติว่า “คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ” ข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมต้องผูกพันศาลรัฐธรรมนูญในการพิจารณาวินิจฉัยคดีนี้ด้วย
ส่วนการกระทำเป็นการกระทำอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองฯ หรือไม่
ศาลเห็นว่า การกระทำอันเป็นการล้มล้างการปกครองฯ ย่อมร้ายแรงกว่าการกระทำอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองฯ เนื่องจากการกระทำอันอาจเป็นปฏิปักษ์หมายถึงกระทำตนต่อต้าน เป็นฝ่ายตรงข้าม ฉะนั้นเมื่อข้อเท็จจริง 3/2567 รับฟ้งได้ว่าผู้ถูกร้องกระทำการล้มล้างการปกครองฯ ย่อมเป็นการกระทำอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองฯ ด้วย
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญระบุด้วยว่า การยุบพรรคต้องเคร่งครัด ระมัดระวัง ได้สัดส่วนความรุนแรง
ผู้ถูกร้องมีการกระทำอันฝืน พ.ร.ป.พรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 อนุหนึ่ง และอนุสอง กฎหมายดังกล่าวต้องใช้กับพรรคการเมืองทุกพรรคไม่ว่าพรรคนั้นจะได้รับการเลือกตั้งหรือไม่ก็ตาม แต่ทุกพรรคต้องอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายเดียวกันอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน อันเป็นพฤติการณ์และข้อกฎหมายที่ได้สัดส่วน จำเป็นต้องปฏิบัติตามเพื่อหยุดยั้งการทำลายพื้นฐานการปกครองระบอบประชาธปิไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ศาลรัฐธรรมนูญจึงต้องสั่งยุบพรรคผู้ถูกร้องตามที่กฎหมายบัญญัติให้กระทำโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้”
“แม้นักวิชาการสาขาต่าง ๆ นักการเมือง หรือนักการทูตของต่างประเศ ต่างก็มีรัฐธรรมนูญและกฎหมายภายในประเทศ รวมทั้งข้อกำหนดของตนที่แตกต่างกันไปตามบริบทของแต่ละประเทศ การแสดงความเห็นใด ๆ ย่อมต้องมีมารยาททางการทูตและการต่างประเทศที่พึงปฏิบัติต่อกัน” คำวินิจฉัยศาลระบุตอนหนึ่ง
ชัยธวัช ชี้คำวินิจฉัยยุบพรรค ทำระบอบประชาธิปไตย “กลายพันธุ์เป็นระบอบอื่น”
นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล แถลงที่ตึกอนาคตใหม่ยืนยันว่า แม้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเห็นว่าพรรคก้าวไกล กระทำการล้มล้างการปกครองและกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ แต่ขอยืนยันว่า โดยข้อเท็จจริงและทาง กฎหมายที่ควรจะเป็นเราไม่ได้กระทำการล้มล้างหรือเป็นปฏิปักษ์อย่างที่ศาลเห็น แต่สิ่งที่ได้รับผลกระทบจากคำวินิจฉัยของศางรัฐธรรมนูญ และสำคัญกว่าการดำรงอยู่ของพรรค ก.ก. และ กก.บห. พรรค คือ หลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
“คำวินิจฉัยในวันนี้ ส่งผลอย่างสำคัญเป็นการวางบรรทัดฐานในการตีความรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่อันตราย สุ่มเสี่ยงที่จะกระทบต่อหลักการสำคัญและคุณค่าพื้นฐานที่ควรจะเป็นของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของพวกเราในอนาคต” นายชัยธวัช กล่าว
ส่วนประเด็นการแก้ไขมาตรา 112 นายชัยธวัชเห็นว่าไม่มีคำวินิจฉัยของศาลที่ห้ามแก้ แต่มีความเห็นของศาลที่จำกัดการแก้ไขเนื้อหาบางอย่าง ยืนยันว่าตัวบทและการบังคับใช้ 112 มีปัญหาจริง ๆ และควรใช้กลไกของสภาในการหาทางออกดีกว่าการใช้กลไกอื่น
“หวังว่าในอนาคต สังคมไทยจะมีวุฒิภาวะเพียงพอในการหาทางออกได้ผ่านกระบวนการประชาธิปไตย”
นายชัยธวัชย้ำว่า นัยสำคัญของคำวินิจฉัยในวันนี้ได้ไปกระทบกับการตีความว่าอะไรคือหลักการระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
“มีนัยที่อันตรายอยู่จากคำวินิจฉัย และสุ่มเสี่ยงทำให้ระบอบนี้ของเราสูญเสียสมดุลระหว่างคุณค่าหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย และการดำรงอยู่ของพระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขของประเทศ”
นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) กล่าวว่า เป็นเกียรติสูงสุดที่ได้รับใช้ประชาชนและได้ร่วมงานกับเพื่อนร่วมในพรรคในช่วง 3-4 ปี และต้องอำลาการเป็นนักการเมืองและผู้แทนราษฎร และไปเริ่มต้นการทำการเมืองในฐานะพลเมืองคนหนึ่ง และช่วย "พาหนะใหม่" ของพรรคก้าวไกล เพื่อให้ได้จัดตั้งรัฐบาลที่ดีที่สุด
เขากล่าวถึงผู้สนับสนุนพรรคว่า วันนี้อาจจะรู้สึกโกรธ ผิดหวัง มีน้ำตา แต่พรุ่งนี้จะก้าวข้ามไปและแสดงออกผ่านการเลือกตั้ง โดยเฉพาะใน 2-3 จังหวัด ได้แก่ การมีเลือกตั้งซ่อม สส. เขต 1 พิษณุโลก และการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดราชบุรี ตลอดจนถึงปี 2570
“เราจะก้าวข้ามมันไป และเราจะระเบิดมันในคูหาทุกการเลือกตั้งต่อจากนี้ไป”
ทางด้าน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค ก.ก. กล่าวรับคำวินิจฉัย และรับรู้ถึงความเจ็บปวดจากการถูกยุบพรรคเป็นครั้งที่สอง โดยยืนยันว่าจะไม่ละทิ้งความฝันและภารกิจที่ได้รับมอบมาจากประชาชน โดยในวันที่ 9 ส.ค. สมาชิกก้าวไกลจะย้ายไปบ้านใหม่ โดยขอให้ประชาชนร่วมติดตาม
น.ส.ศิริกัญญา ยืนยันด้วยว่า มาตรา 112 เป็นปัญหา แต่ทั้งนี้ จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ได้บอกว่าห้ามแก้โดยเด็ดขาด แต่ต้องมีการพูดคุยในรายละเอียดต่อไป
เปิดชื่อ 11 กก.บห.ก้าวไกล ถูกแบน 10 ปี
สำหรับ กก.บห.ก้าวไกล ที่ กกต. ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี มีจำนวน 2 ชุด รวมทั้งหมด 11 คน ครอบคลุมถึง กก.บห. ที่ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ 25 มี.ค. 2564 ซึ่งเป็นวันที่ 44 สส.ก้าวไกล เสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร จนถึง 31 ม.ค. 2567 อันเป็นวันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดีล้มล้างการปกครองฯ ในจำนวนนี้มี สส. อยู่ 6 คน (ที่มี * หลังชื่อ) ประกอบด้วย
- นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์* หัวหน้าพรรค ชุดที่ 1
- นายชัยธวัช ตุลาธน* เลขาธิการพรรค ชุดที่ 1 ต่อมาขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค ชุดที่ 2
- น.ส.ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ เหรัญญิกพรรค
- นายณกรณ์พงศ์ ศุภนิมิตตระกูล นายทะเบียนสมาชิกพรรค
- นายปดิพัทธ์ สันติภาดา* กก.บห.สัดส่วนภาคเหนือ (ต่อมาลาออกจากสมาชิกพรรค ก่อนย้ายไปสังกัดพรรคเป็นธรรม เพื่อรักษาสถานะรองประธานสภา)
- นายสมชาย ฝั่งชลจิตร กก.บห.สัดส่วนภาคใต้
- นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล กก.บห.สัดส่วนภาคกลาง
- นายอภิชาต ศิริสุนทร* กก.บห.สัดส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ชุดที่ 1 ต่อมาขึ้นเป็นเลขาธิการพรรค ชุดที่ 2
- น.ส.เบญจา แสงจันทร์* กก.บห.สัดส่วนภาคตะวันออก
- นายสุเทพ อู่อ้น* กก.บห.สัดส่วนปีกแรงงาน
- นายอภิสิทธิ์ พรมฤทธิ์ กก.บห.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ผลที่จะเกิดขึ้นทันที
บีบีซีไทยขอชี้ให้เห็น 7 ประเด็นสำคัญที่จะเกิดขึ้นทันที หลังศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค ก.ก. และตัดสิทธิการเมือง กก.บห. มี ดังนี้
- สภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 26 จะเหลือ สส. ปฏิบัติหน้าที่ได้ 493 คน จากเดิม 499 คน (1 คนที่หายไปคือ นางมุกดาวรรณ เลื่องศรีนิล สส.นครศรีธรรมราช เขต 8 พรรคภูมิใจไทย ที่ศาลฎีกาสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ระหว่างพิจารณา “คดีใบแดง” ตั้งแต่ 5 ก.ค. 2567)
- พรรค ก.ก. ซึ่งเป็นพรรคอันดับ 1 ของสภา ด้วยยอด สส. 148 คน จะเหลือเสียงอยู่ 143 คน เนื่องจาก สส.บัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) 5 คนที่เป็น กก.บห. ไม่ได้ชิงลาออกจากตำแหน่ง แล้วเปิดทางให้ปาร์ตี้ลิสต์ลำดับถัดไปของก้าวไกลเลื่อนขึ้นมาเติมเสียงให้เต็มก่อนมีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ นั่นทำให้เสียงของแกนนำพรรคฝ่ายค้านมีมากกว่าพรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะแกนนำรัฐบาลเพียง 2 เสียงเท่านั้น (143 ต่อ 141 เสียง)
- พรรคเป็นธรรม (ปธ.) ซึ่งเป็นต้นสังกัดปัจจุบันของนายปดิพัทธ์ สันติภาดา จะกลับไปเหลือ สส. 1 คนตามเดิม
- คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งซ่อม สส.พิษณุโลก เขต 1 แทนตำแหน่งของนายปดิพัทธ์ที่ว่างลงภายใน 45 วัน
- สภาต้องจัดประชุมเพื่อเลือกรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 คนใหม่แทนนายปดิพัทธ์ ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะพรรคอันดับ 2 ของรัฐบาล “เศรษฐา” ประกาศผ่านสื่อแล้วว่า “ภูมิใจไทยก็ต้องขอละครับ”
- พรรค ก.ก. ต้องเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ ซึ่งจะก้าวขึ้นไปทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาคนใหม่ แทนนายชัยธวัช ตุลาธน
- สส. ก้าวไกลที่เหลืออยู่ 143 ชีวิต ต้องหาพรรคสังกัดใหม่ภายใน 60 วัน เพื่อไม่ให้ขาดสมาชิกภาพ สส. ท่ามกลางการจับตาดูว่าจะยกทั้งแพ็กไปอยู่บ้านหลังใหม่ด้วยกัน หรือมีใครแยกวงไปอยู่บ้านหลังอื่น โดยนายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สส.ฉะเชิงเทรา พรรค ก.ก. ออกมาเปิดประเด็นว่า มีผู้ช่วยรัฐมนตรีคนหนึ่งเสนอเงินจำนวน 30 ล้านบาท ให้เขาย้ายไปอยู่พรรคใหม่ที่กำลังจะตั้งขึ้น

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
นอกจากนี้ คำวินิจฉัยคดียุบพรรคยังมีผลผูกพันต่อทุกองค์กรตามรัฐธรรมนูญ โดยจะส่งผลต่อการพิจารณา “คดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง” ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้น ป.ป.ช. ว่า 44 สส.ก้าวไกล ที่ร่วมลงลายมือชื่อเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 25 เมื่อ 25 มี.ค. 2564 ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่
ในจำนวนนี้มี สส. ปัจจุบันอยู่ราว 30 คน











