'ปกป้องอำนาจฝ่ายอนุรักษนิยม-บั่นทอนประชาธิปไตย' รวมปฏิกิริยาต่างชาติต่อการยุบพรรคก้าวไกล

ที่มาของภาพ, reuters
สำนักข่าวต่างประเทศ องค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศหลายแห่ง และชาติตะวันตกอย่างสหรัฐอเมริกา ยุโรป สหราชอาณาจักร ต่างแสดงท่าทีต่อการยุบพรรคก้าวไกล โดยชี้ว่าศาลรัฐธรรมนูญไทยมีพฤติกรรมย้อนแย้งชวนงุนงง สั่งยุบพรรคหัวก้าวหน้าที่ชนะการเลือกตั้ง บั่นทอนระบอบประชาธิปไตยของตนเอง เพื่อรักษากลุ่มอำนาจเก่าฝ่ายอนุรักษนิยม
สื่อต่างชาติรวมทั้งองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง พากันรายงานข่าวและออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนของตน หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคก้าวไกล และเพิกถอนสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลาสิบปี เนื่องจากมีพฤติการณ์กระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเข้าลักษณะกระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (1) และ (2)
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานโดยพาดหัวข่าวว่า “ศาลไทยสั่งยุบพรรคต่อต้านอำนาจเก่าที่ชนะการเลือกตั้ง” ส่วนเนื้อหาข่าวระบุถึงเหตุการณ์ครั้งนี้ว่าเป็น “การก้าวถอยหลัง” ครั้งล่าสุด สำหรับบรรดาพรรคการเมืองหลักของประเทศไทย ซึ่งตกอยู่ในวังวนของการต่อสู้แย่งชิงอำนาจกับกลุ่มอิทธิพลฝ่ายอนุรักษนิยม, ตระกูลเศรษฐีเก่า, และกองทัพที่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ มานานกว่าสองทศวรรษ
แม้การตัดสินใจยุบพรรคดังกล่าวอาจทำให้คนหนุ่มสาวและคนเมืองกรุงที่สนับสนุนพรรคก้าวไกลไม่พอใจ แต่รอยเตอร์คาดว่าผลกระทบทางการเมืองที่เกิดขึ้นจากคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญจะไม่รุนแรงนัก เพราะมีเพียงกรรมการบริหารพรรค 11 คน ถูกสั่งห้ามดำเนินกิจกรรมทางการเมืองเป็นเวลาสิบปี ในขณะที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคก้าวไกลที่เหลืออยู่ 143 คน จะร่วมกันก่อตั้งพรรคการเมืองใหม่ในวันศุกร์ที่ 9 ส.ค.นี้ ซึ่งเป็นแนวทางแก้ไขสถานการณ์แบบเดียวกับการยุบพรรคอนาคตใหม่เมื่อปี 2563

ที่มาของภาพ, thai news pix
รอยเตอร์ยังรายงานถึงแถลงการณ์ของนายแมทธิว มิลเลอร์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กรณีการยุบพรรคก้าวไกลในประเทศไทยว่า แถลงการณ์ดังกล่าวใช้ “ถ้อยคำที่รุนแรง” เรียกร้องให้ไทยปกป้องประชาธิปไตย รวมทั้งพิทักษ์รักษาเสรีภาพในการสมาคมและการแสดงออกด้วย
เนื้อหาของแถลงการณ์ในเว็บไซต์สถานทูตสหรัฐฯ และสถานกงสุลในประเทศไทย ลงวันที่ 7 ส.ค. 2567 ระบุว่า “สหรัฐอเมริกามีความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไทยในวันนี้ ซึ่งมีคำสั่งยุบพรรคก้าวไกลและตัดสิทธิทางการเมืองของแกนนำพรรค 11 คน”
“คำตัดสินนี้ลิดรอนสิทธิ์ของชาวไทยกว่า 14 ล้านคน ที่ลงคะแนนเสียงให้พรรคก้าวไกลในการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤษภาคม 2566 และทำให้เกิดคำถามว่าพวกเขาสามารถเลือกผู้แทนของตนในระบบการเลือกตั้งของไทยได้หรือไม่ คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญยังเสี่ยงต่อการบั่นทอนกระบวนการประชาธิปไตยของไทย และขัดกับความปรารถนาของชาวไทยต่ออนาคตที่มั่นคงและเป็นประชาธิปไตย”
“การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนโดยทั่วถึงเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม และเป็นองค์ประกอบสำคัญของสถาบันระดับชาติที่เข้มแข็ง สหรัฐฯ ไม่ได้สนับสนุนพรรคการเมืองใด แต่ในฐานะพันธมิตรและมิตรใกล้ชิดที่มีความสัมพันธ์อันแนบแน่นยาวนาน เราเรียกร้องให้ไทยดำเนินการเพื่อให้ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างแท้จริง และเพื่อปกป้องประชาธิปไตย รวมถึงเสรีภาพในการสมาคมและการแสดงออก”
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Facebook เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Facebook และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Facebook ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด Facebook โพสต์
ด้านสำนักข่าวเอพีรายงานโดยพาดหัวข่าวว่า “ศาลไทยยุบพรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นพรรคหัวก้าวหน้าที่ชนะการเลือกตั้ง แต่ถูกขัดขวางไม่ให้ขึ้นครองอำนาจ” ส่วนเนื้อหาข่าวระบุว่าคำสั่งยุบพรรคของศาลรัฐธรรมนูญนั้น อาจถือได้ว่าเป็นหนึ่งในการโจมตีจากขุมพลังกลุ่มอนุรักษนิยม ที่มุ่งทำลายขบวนการปฏิรูปหัวก้าวหน้าของไทยมานานหลายปีแล้ว เพื่อรักษาอำนาจทางการเมืองเอาไว้ในมือของตน
เนื้อความตอนหนึ่งในรายงานข่าวของเอพียังระบุว่า สถาบันศาลของไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งศาลรัฐธรรมนูญนั้น ถูกมองว่าเป็นเสมือนเกราะป้องกันหรือป้อมปราการ ที่คอยพิทักษ์ผลประโยชน์ของกลุ่มอำนาจเก่าที่จงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ โดยมีการใช้ศาลและองค์กรอิสระของรัฐที่เกี่ยวข้องอย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) บ่อนทำลายหรือโค่นล้มศัตรูทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง
เอพียังรายงานถึงปฏิกิริยาจากองค์กรระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน ต่อกรณีการยุบพรรคก้าวไกลในครั้งนี้ด้วย โดยนายแมตทิว วีลเลอร์ นักวิเคราะห์ประจำภูมิภาคเอเชียขององค์กรไครซิสกรุ๊ป (Crisis Group) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงบรัสเซลส์ของประเทศเบลเยียม ให้สัมภาษณ์ว่า “คำวินิจฉัยของศาลที่ออกมาไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจแต่อย่างใด และไม่น่าจะทำให้เกิดการชุมนุมประท้วงในวงกว้าง เนื่องจาก สส. ของพรรคก้าวไกลที่ยังเหลืออยู่จำนวนมาก จะยังคงเป็นขุมกำลังที่สำคัญในรัฐสภาไทยต่อไป แม้จะต้องเปลี่ยนชื่อพรรคที่สังกัดก็ตาม”
“แต่เป็นที่ชัดเจนว่า คำวินิจฉัยนี้ได้พิสูจน์แล้วว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ซึ่งร่างขึ้นตามคำสั่งของผู้ก่อรัฐประหาร และผ่านการอนุมัติจากกระบวนการทำประชามติที่ผิดพลาด ถูกออกแบบมาเพื่อขัดขวางเจตจำนงของประชาชน แทนที่จะสนับสนุนให้มีการแสดงออกซึ่งเจตจำนงของคนส่วนใหญ่นั้น”
“นั่นแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยยังคงห่างไกลจากการบรรลุฉันทามติ ว่าด้วยที่มาอันเหมาะสมของความชอบธรรมทางการเมือง โดยกลุ่มอำนาจเก่ายังคงดื้อรั้นและยืนกรานอย่างหนักแน่น ที่จะปฏิเสธเจตจำนงของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง” นายวีลเลอร์กล่าว

ที่มาของภาพ, Reuters
เว็บไซต์ขององค์การนิรโทษกรรมสากล หรือแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยแพร่แถลงการณ์ของนายดีโพรส มูเชนา ผู้อำนวยการอาวุโส ซึ่งชี้ว่าการตัดสินใจยุบพรรคก้าวไกลนั้น “เป็นสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” และเหตุการณ์นี้ส่งผลให้สิทธิมนุษยชนของชาวไทยถูกจำกัด
นายมูเชนาระบุว่า “คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ให้ยุบพรรคก้าวไกลนั้น ถือเป็นการตัดสินใจที่จะต้องมีขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งแสดงถึงการที่ผู้มีอำนาจของไทยไม่เคารพต่อพันธกิจด้านสิทธิมนุษยชนสากลอย่างสิ้นเชิง”
“การสั่งยุบพรรคเพียงเพราะสนับสนุนการปฏิรูปกฎหมาย ถือเป็นการละเมิดอย่างร้ายแรงต่อเสรีภาพในการสมาคมและการแสดงออกของบรรดา สส. ซึ่งพวกเขาแค่ทำหน้าที่ในการเสนอร่างกฎหมายเท่านั้น”
“การข่มเหงรังแกอย่างไร้ความปราณีต่อศัตรูทางการเมือง เผยให้เห็นความย้อนแย้งชนิดเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือ กับคำมั่นสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนที่ไทยเคยให้ไว้ต่อสาธารณะและต่อบรรดาผู้นำโลก ในการสมัครเข้าเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ทางการไทยควรต้องกลับคำวินิจฉัยนี้โดยเร็ว และหยุดใช้กฎหมายเป็นอาวุธเพื่อข่มขู่และข่มเหงเหล่านักวิจารณ์การเมือง ผู้ปกป้องสิทธิมนุษยชน และนักการเมืองฝ่ายค้าน”
ด้านโจนาธาน เฮด ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รายงานโดยพาดหัวข่าวว่า “ศาลไทยยุบพรรคนักปฏิรูปที่ชนะการเลือกตั้ง” โดยระบุว่านี่เป็นอีกครั้งที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่เป็นเครื่องย้ำเตือนให้คนไทยระลึกได้ว่า สถาบันที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งสามารถทำได้ขนาดไหน เพื่อปกป้องอำนาจและสถานะของสถาบันกษัตริย์
ศ.ดร. ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า “คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้อาจทำให้เกิดคำถามว่า สถาบันกษัตริย์ของไทยเป็นแบบที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ หรือเป็นแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์กันแน่”
ศ. ฐิตินันท์ยังกล่าวเสริมว่า คำวินิจฉัยนี้ “ในทางหนึ่งก็เหมือนกับเดจาวู หรือเหตุการณ์ที่คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเกิดขึ้นมาแล้ว แต่ในอีกทางหนึ่งก็เหมือนกับการล่วงล้ำเขตแดน เข้าไปในสถานที่แห่งใหม่ที่ยังไม่เคยมีการสำรวจมาก่อน”
อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวบีบีซีมองว่าโอกาสที่จะเกิดการชุมนุมประท้วงขนาดใหญ่ เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2563 นั้นเป็นไปได้ยาก เนื่องจากขณะนี้นักกิจกรรมส่วนใหญ่ยังคงถูกคุมขังในเรือนจำหรือถูกดำเนินคดีอาญาอยู่

ที่มาของภาพ, BBC news
สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานโดยพาดหัวข่าวว่า “ศาลไทยสั่งยุบพรรคที่ชนะการเลือกตั้ง ถือเป็นหายนะครั้งใหญ่ของขบวนการหัวก้าวหน้ายอดนิยมแห่งราชอาณาจักรไทย”
ซีเอ็นเอ็นยังระบุว่า กลุ่มอำนาจเก่าได้ออกคำสั่งกับบรรดาองค์กรอิสระที่ดูเหมือนว่าจะไม่เป็นอิสระอย่างแท้จริง อย่างเช่นคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ดำเนินการที่เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มผู้มีอิทธิพลดั้งเดิมซึ่งครองอำนาจมายาวนาน
นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวซีเอ็นเอ็นยังแสดงความเห็นว่า คำวินิจฉัยยุบพรรคก้าวไกลของศาลรัฐธรรมนูญ ถือเป็นเครื่องรับประกันว่าต่อไปนี้จะไม่มีกลุ่มบุคคลหรือพรรคการเมืองใด สามารถผลักดันให้แก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือม.112 ได้อีกแล้ว เพราะศาลได้ชี้ว่าการกระทำดังกล่าวถือว่าละเมิดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แม้ว่าองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนและเหล่าผู้สนับสนุนเสรีภาพในการแสดงออก ต่างพากันชี้ให้เห็นมาตั้งแต่หลายปีก่อนว่า กฎหมายดังกล่าวถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อปิดปากผู้วิพากษ์วิจารณ์และคัดค้านรัฐบาล

ที่มาของภาพ, EPA
ด้านนายแพทริก พงศธร ผู้เชี่ยวชาญด้านการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชนขององค์กรฟอร์ติฟายไรต์ (Fortify Rights) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวอัลจาซีราว่า การยุบพรรคก้าวไกลเป็น “การใช้อำนาจตุลาการโจมตีศัตรูทางการเมืองในอีกรูปแบบหนึ่ง” เขามองว่าคดีนี้มีความสำคัญเพราะพรรคก้าวไกลได้รับความนิยมสูง และจะมีพรรคการเมืองอื่นที่เป็นตัวแทนของขบวนการทางสังคมในลักษณะนี้ เกิดขึ้นมาอีกมากมายในอนาคต “ยักษ์หัวก้าวหน้าได้ออกมาจากตะเกียงแล้ว และยากที่จะกักขังมันไว้อีกครั้ง”
นิตยสารไทม์รายงานถึงทัศนะของนางเมอร์ซี คริสตี บาเรนด์ส ประธานกลุ่มสมาชิกรัฐสภาอาเซียนเพื่อสิทธิมนุษยชน ซึ่งเธอออกแถลงการณ์ที่ระบุว่า การยุบพรรคก้าวไกลถือเป็นการคุกคามประชาธิปไตย และเรียกร้องให้รัฐบาลไทยแก้ไขบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่ร่างโดยกองทัพ ซึ่งจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
“อำนาจตุลาการที่มากเกินขอบเขตนี้ ไม่เพียงแต่บ่อนทำลายเสถียรภาพทางการเมืองของไทยเท่านั้น แต่ยังทำให้ชื่อเสียงของประเทศในเวทีโลกเสื่อมเสียอีกด้วย” เธอกล่าวอีกว่า “เมื่อเสียงของประชาชนถูกตัดออกไป เราก็เริ่มจะสูญเสียความเชื่อมั่นในความเป็นประชาธิปไตยของไทย ระบอบประชาธิปไตยจะไม่มีอยู่หากปราศจากเสรีภาพในการแสดงออก เช่นเดียวกับการที่ไม่มีฝ่ายค้านซึ่งทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีเสรีภาพ”

ที่มาของภาพ, EPA
อังกฤษ และสหภาพยุโรป ชี้พหุนิยมทางการเมืองในไทย “ถดถอยลง” จากการยุบพรรคที่มีคะแนนเสียง 14 ล้านคน
จนถึงวันที่ 9 ส.ค. 2567 กระทรวงการต่างประเทศของชาติต่าง ๆ อย่างน้อย 5 ชาติ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร, เยอรมนี, นิวซีแลนด์ ตลอดจนสหภาพยุโรป และสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ต่างเผยแพร่แถลงการณ์แสดงความกังวลต่อคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญไทย
สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย UK in Thailand ยังเผยแพร่คำแถลงของโฆษกกระทรวงการต่างประเทศและการพัฒนาของสหราชอาณาจักร ต่อการยุบพรรคก้าวไกล โดยศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งระบุว่า “พหุนิยมทางการเมืองและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย การยุบพรรคการเมืองใหญ่อีกหนึ่งพรรคเป็นการทำให้หลักการนี้เสื่อมถอยลง”
“สหราชอาณาจักรเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยึดถือสิทธิและการมีตัวแทนในระบอบประชาธิปไตย”
ด้านโฆษกของผู้แทนระดับสูงของสหภาพยุโรปและรองประธานคณะกรรมาธิการยุโรป เผยแพร่แถลงการณ์เกี่ยวกับการยุบพรรคก้าวไกลเช่นกันว่า “คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยให้ยุบพรรคการเมืองหลักอีกพรรคหนึ่งซึ่งได้แก่พรรคก้าวไกลนั้น เป็นการทำให้พหุนิยมทางการเมืองในประเทศไทยถดถอยลง พรรคก้าวไกลเป็นพรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนนำในการเลือกตั้งเดือนพฤษภาคม 2566 กว่า 14 ล้านเสียง (จาก 39 ล้าน)”
คำแถลงยังระบุด้วยว่า “ไม่มีระบอบประชาธิปไตยใดที่จะดำเนินไปได้โดยปราศจากพรรคการเมืองและผู้ลงสมัครจากหลากหลายฝ่าย ข้อจำกัดใดต่อการสมาคมและการแสดงออกอย่างเสรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านกิจกรรมและการจัดตั้งพรรคการเมือง ต้องสอดคล้องกับบทบัญญัติและหลักการที่เกี่ยวข้องของตราสารระหว่างประเทศ อันรวมถึงกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights: ICCPR)”
“สิ่งสำคัญคือทางการต้องรับรองว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกรายที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาโดยชอบธรรมจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ในรัฐสภาต่อไปได้ตามอาณัติจากการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะได้รับเลือกตั้งจากการสังกัดพรรค”
แถลงการณ์บอกด้วยว่า สหภาพยุโรปพร้อมที่จะขยายขอบเขตความร่วมมือกับประเทศไทยภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้าน (Partnership and Cooperation Agreement: PCA) ที่ได้ลงนามเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2565 รวมถึงประเด็นด้านพหุนิยมประชาธิปไตย เสรีภาพขั้นพื้นฐาน และสิทธิมนุษยชน
สถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย ได้เผยแพร่แถลงการณ์กรณียุบพรรคก้าวไกลระบุว่า ออสเตรเลียรับทราบคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญไทยเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ให้ยุบพรรคก้าวไกล และตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารพรรคทั้งในปัจจุบันและอดีตทั้ง 11 คน
“ออสเตรเลียเชื่อว่าการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย แนวคิดพหุนิยม และเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นหลักประชาธิปไตยที่สำคัญ หลักการเหล่านี้ไม่ได้รับการสนับสนุนจากการยุบพรรคก้าวไกล”
ประชาชนชาวไทยให้การสนับสนุนกระบวนการเลือกตั้งในเดือนพฤษภาคม 2566 อย่างล้นหลาม โดยมีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งสูงเป็นประวัติการณ์ที่ร้อยละ 75.22 พรรคก้าวไกลชนะคะแนนเสียงกว่า 14 ล้านเสียง
“ในฐานะเพื่อนและพันธมิตร ออสเตรเลียสนับสนุนให้ประเทศไทยยึดมั่นในการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่ครอบคลุม ซึ่งสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชน”
แถลงการณ์จากกระทรวงการต่างประเทศของเยอรมนี ระบุว่า “การยุบพรรคฝ่ายค้านที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย วันนี้ ถือเป็นการถดถอยอย่างร้ายแรงของระบอบประชาธิปไตย” พร้อมชี้ว่า “ประเทศไทยจะต้องยึดมั่นในแนวคิดพหุนิยมต่อไป และพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตยทุกพรรคจะต้องสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้อย่างอิสระ”
สถานเอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย เผยแพร่แถลงการณ์ต่อการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไทย เมื่อ 7 ส.ค. ซึ่งสั่งให้ยุบพรรคก้าวไกลและตัดสิทธิแกนนำพรรคบางส่วนในการเข้ารับตำแหน่งทางการเมือง
“นิวซีแลนด์สนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพในการเลือกตั้งทั่วโลกอย่างแข็งขัน รวมถึงสิทธิของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเลือกผู้แทนที่พวกเขาต้องการเข้าสู่สภา”
ด้านสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 8 ส.ค. โดย โวลเกอร์ เทิร์ค ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ระบุว่าการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญไทยในการยุบพรรคก้าวไกล และตัดสิทธิการเมืองบุคคลระดับสูงของพรรค เป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เป็นการทำลายกระบวนการประชาธิปไตย และจำกัดความหลากหลายของพหุนิยมทางการเมือง
“การตัดสินครั้งนี้มีผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อเสรีภาพพื้นฐานในการแสดงออกและการสมาคม รวมถึงสิทธิของประชาชนในการมีส่วนร่วมในกิจกรรมสาธารณะและชีวิตทางการเมืองในประเทศไทย” เทิร์ค กล่าว
“ไม่ควรมีพรรคหรือการเมืองใดต้องเผชิญกับบทลงโทษเช่นนี้ เพียงเพราะการสนับสนุนการปฏิรูปตามกฎหมายโดยสงบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสนับสนุนสิทธิมนุษยชน”
กระทรวงการต่างประเทศ แถลงชี้แจงเรื่องยุบพรรคก้าวไกล
นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศของไทย อ่านแถลงการณ์จากกระทรวงการต่างประเทศ กรณีการยุบพรรคก้าวไกล หลังจากกระทรวงการต่างประเทศของหลายชาติ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา, อังกฤษ, ออสเตรเลีย ตลอดจนโฆษกผู้แทนระดับสูงของสหภาพยุโรป เผยแพร่คำแถลงแสดงความกังวลต่อการยุบพรรคการเมืองในไทย
ถ้อยแถลงของกระทรวงการต่างประเทศไทยระบุว่า “คำวินิจฉัยยุบพรรคก้าวไกลเป็นเอกสิทธิ์และอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งอยู่ภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญตามหลักการแบ่งแยกเขตอำนาจของรัฐธรรมนูญ การตัดสินวินิจฉัยของศาลเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแทรกแซงได้โดยอำนาจอื่นหรือรัฐบาล โดยคำตัดสินดังกล่าวมีผลผูกพันตามกฎหมาย และต้องได้รับความเคารพโดยปวงชนชาวไทย”
นายนิกรเดช กล่าวต่อไปว่า ประเทศไทยจะยังดำเนินแนวทางตามค่านิยมประชาธิปไตย และในฐานะรัฐภาคีตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง และย้ำความมุ่งมั่นต่อพันธกรณี และเสรีภาพในการแสดงออก เสรีภาพในการสมาคม เสรีภาพในการชุมนุมอย่างสันติ และเสรีภาพในการก่อตั้งพรรคการเมือง
“ประเทศไทยมีความภาคภูมิใจในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นส่วนสำคัญยิ่งต่อขนบประเพณีของไทยและเป็นเสาหลัก พร้อมทั้งฝ่ายตุลาการ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติที่แยกจากกันสามฝ่าย ที่สร้างความเป็นชาติตลอดห้วงประวัติศาสตร์หลายศตวรรษที่ผ่านมา และประเทศไทยจะดำเนินตามขนบประเพณีและระบอบประชาธิปไตยนี้อย่างมั่นคง ด้วยความภาคภูมิใจและมีศักดิ์ศรี เราเชื่อมั่นว่าประชาชนคนไทยทุกคนจะเคารพในคำพิพากษา ร่วมกันนำประเทศไปข้างหน้าตามวิถีทางประชาธิปไตยต่อไป”











