ไทยเป็น "รัฐล้มเหลว" แล้วหรือไม่ บีบีซีไทยถาม-ตอบ กับผู้เขียน Why Nations Fail

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ศ.เจมส์ เอ. โรบินสัน เป็นผู้ร่วมเขียนหนังสือ Why Nations Fail ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2012 ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชิคาโกผู้นี้ ยังได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี 2024 ด้วย
    • Author, ปณิศา เอมโอชา
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ในช่วงเวลาที่บีบีซีไทยสัมภาษณ์ ศาสตราจารย์ เจมส์ เอ. โรบินสัน (James A. Robinson) หนึ่งในผู้เขียนหนังสือ Why Nations Fail สถานการณ์ของประเทศไทยทั้งในมิติทางเศรษฐกิจและการเมืองกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน

ในช่วงปลายเดือน เม.ย. บริษัทจัดอันดับเครดิตระหว่างประเทศ อย่าง มูดีส์ (Moody's) ได้ปรับมุมมอง (outlook) ต่อเครดิตเรตติ้งของไทยเป็น 'เชิงลบ (negative)' จากเดิมที่ 'มีเสถียรภาพ (stable)' แต่ยังคงอันดับเรตติ้งที่ Baa1 ไว้เช่นเดิม

ด้านองค์กรการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ก็ปรับลดประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2025 ลงมาเหลือบวก 1.8% จากที่เคยมองไว้ว่าจะบวกเกิน 2%

กระแสการตั้งคำถามต่อการทำงานของสถาบันและหน่วยงานต่าง ๆ ในประเทศไทยยังปรากฏให้เห็นอย่างกว้างขวาง หนึ่งในนั้นคือโพสต์ที่ได้รับการแชร์กว่า 67,000 ครั้งจากเพจวิเคราะห์บอลจริงจัง ซึ่งสะท้อนความกังวลต่อการบังคับใช้กฎหมายและกลไกตรวจสอบในประเทศ

ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจอย่างนายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ก็ได้แสดงความเห็นเตือนว่า หากไม่สามารถปรับโครงสร้างสำคัญต่าง ๆ ได้ทันการณ์ ไทยก็อาจต้องเผชิญกับปัญหาที่คล้ายคลึงกับกรณีศึกษาในหนังสือ Why Nations Fail

เมื่อทุกคนกำลังตั้งคำถามว่าไทยจะก้าวพ้นวิกฤตครั้งนี้ได้หรือไม่ บีบีซีไทยจึงชวน ศ.เจมส์ เอ. โรบินสัน ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปี 2024 และเป็นผู้ร่วมเขียนหนังสือ Why Nations Fail มาพูดคุยออนไลน์ข้ามทวีป และให้ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชิคาโกผู้นี้ ช่วยวิเคราะห์ถึงปัญหาเชิงสถาบันที่ฝังอยู่ในเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองไทย

ต่อไปนี้คือ 10 คำถามจากบีบีซีไทย และ 10 คำตอบจาก ศ.เจมส์ เอ. โรบินสัน

BBC
คำบรรยายภาพ, ศ.เจมส์ โรบินสัน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล และผู้ร่วมเขียนหนังสือ Why Nations Fail ให้สัมภาษณ์ทางออนไลน์กับบีบีซีไทยเมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2568

1.) เวลาพูดถึงประเทศไทย คุณคิดถึงอะไร ?

ผมคิดว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าหลงใหลมาก เวลาผมนึกถึงประเทศไทย ผมจะนึกถึงประเทศที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและมีวัฒนธรรมเฉพาะตัวที่โดดเด่น ไทยสามารถหลีกเลี่ยงการตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตกได้ และยังสามารถรักษาเอกราชของตัวเองไว้จากอิทธิพลคุกคามของโลกยุคใหม่ นั่นคือจุดเริ่มต้นของผมในการมองประเทศไทย

แน่นอนว่าประเทศไทยเผชิญกับความท้าทายมากมาย โดยเฉพาะในด้านการเมือง และยังมีความขัดแย้งทางสังคมเกี่ยวกับคำถามว่า ประเทศไทยควรมีสถาบัน (institutions) แบบใดต่อไปในอนาคต ควรเป็นสังคมแบบใด ซึ่งผู้คนมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องนี้ และนั่นก็เป็นเรื่องที่คาดหมายได้ เพราะโลกเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และเราต้องปรับตัว ผู้คนจึงย่อมมีความเห็นต่างเกี่ยวกับวิธีการเปลี่ยนแปลงหรือการปรับตัวอยู่แล้ว

2.) หนังสือเรื่อง Why Nations Fail กลับมาเป็นกระแสอีกครั้งในไทย เพราะดูเหมือนว่าประเทศกำลังเผชิญปัญหารอบด้าน อาทิ ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายกรณีตึก 30 ชั้นถล่ม, การคอร์รัปชัน รวมถึงภาพจำที่ว่ารัฐบาลไม่ต้องรับผิดรับชอบ (accountable) ต่อสังคม จากพื้นฐานข้อมูลนี้ ประเทศไทยอยู่ตรงไหนในกรอบทฤษฎีของหนังสือ Why Nations Fail ?

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

ในมุมมองของผม ปัญหาของประเทศไทยคือการยังมีองค์ประกอบของสถาบันทางการเมืองแบบแสวงหาประโยชน์หรือขูดรีด (extractive institution) อยู่ ซึ่งกองทัพยังไม่ได้ถอนตัวจากการเมืองอย่างแท้จริงเหมือนที่กองทัพเกาหลีใต้เคยทำ หรืออย่างที่พรรคก๊กมินตั๋ง (Kuomintang) ถอนตัวจากการเมืองในไต้หวัน

ผมคิดว่าสถานการณ์ในไทยตอนนี้ยังไม่ถึงจุดนั้น กองทัพยังคงพยายามจะควบคุมสังคมอยู่ และพวกเขายังคงหวาดกลัวระบอบประชาธิปไตย

นอกจากนี้ ยังมีองค์ประกอบเชิงจารีตหลายอย่างในสังคมไทย เช่น บทบาทของสถาบันกษัตริย์ ซึ่งสถาบันกษัตริย์มีบทบาทสำคัญตามรัฐธรรมนูญของไทย

ผมเข้าใจดีว่าการวิจารณ์สถาบันกษัตริย์ในไทยเป็นเรื่องยากมาก แต่ผมก็เชื่อว่าคนไทยจำนวนมากเคารพรักในสถาบันกษัตริย์ เช่นเดียวกับที่ผมเติบโตมาในอังกฤษ เราเองก็รักสถาบันกษัตริย์ของเรา แต่ทุกสิ่งในสังคมก็มีตำแหน่งแห่งที่ของตนเอง

ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่ควรมีการถกเถียงกันในระดับสังคมหรือระดับชาติ ว่าบทบาทของสถาบันกษัตริย์ในโลกยุคใหม่ควรเป็นอย่างไร ในเมื่อประเทศไทยต้องแข่งขันและต้องอยู่รอดในโลกยุคโลกาภิวัตน์ที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

คำถามคือ อะไรคือสิ่งที่ประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง และต้องเตรียมตัวอย่างไร ผมคิดว่านี่ควรเป็นการสนทนาระดับชาติ แต่ผมคิดว่ามีหลายเรื่องที่อาจจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง

3.) ในหนังสืออีกเล่มหนึ่งของคุณเรื่อง The Narrow Corridor มีกรณีศึกษาของอาร์เจนตินาและแนวคิด 'รัฐกระดาษ' (Paper Leviathan) ที่แม้รัฐจะมีโครงสร้างและกฎหมายครบถ้วน แต่กลับไม่สามารถใช้งานได้จริง หลายคนที่อ่านหนังสือเล่มนี้มองว่าประเทศไทยก็กำลังอยู่ในสภาวะคล้ายคลึงกันนี้ คำถามคือ หากจะจัดให้ประเทศหนึ่ง ๆ อยู่ในหมวดหมู่ของ 'รัฐกระดาษ' มีปัจจัยหรือเงื่อนไขเฉพาะอะไรบ้างที่นิยามสถานะเช่นนั้น ?

คำอธิบายเพิ่มเติมโดยผู้เขียน:

หนังสือเรื่อง The Narrow Corridor ตีพิมพ์หลังหนังสือ Why Nations Fail 7 ปี และ ศ.โรบินสัน อธิบายว่า ในหนังสือเล่มใหม่นี้ "เราพยายามถกเถียงประเด็นเรื่องสถาบันแบบแสวงหาประโยชน์หรือขูดรีดให้ลึกลงไปอีก เราพยายามถอดรหัสความแตกต่างระหว่างสถาบันแบบขูดรีดในโซมาเลีย หรือเยเมน ออกจากจีนหรือเกาหลีเหนือ มันสำคัญมาก เพราะว่าภารกิจของคนที่ต้องการเปลี่ยนสังคมของพวกเขาให้มีความครอบคลุม (inclusive) มากขึ้นนั้น จะแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละสังคมที่มีลักษณะแตกต่างกันออกไป"

หัวใจสำคัญของหนังสือเล่มนี้กล่าวถึงระบบการเมือง 3 แบบ คือ:

  • รัฐเผด็จการ (Despotic Leviathan) คือสภาวะที่รัฐมีอำนาจมากและสังคมแทบไม่มีอำนาจในการต่อรองเลย อาทิ ประเทศจีน
  • สภาวะไร้รัฐ (Absent Leviathan) คือทั้งรัฐและสังคมอ่อนแอ ไม่สามารถปกครองหรือพัฒนาประเทศได้อย่างเป็นปึกแผ่น อาทิ โซมาเลีย
  • รัฐที่มีการตรวจสอบถ่วงดุล (Shackled Leviathan) คือสถาวะแบบ "ระเบียงแคบ" (narrow corridor) ที่ทั้งรัฐและภาคสังคมมีความเข้มแข็ง เป็นสภาวะที่ผู้เขียนชี้ว่าดีที่สุดของสังคม อาทิ สหราชอาณาจักร

นอกจากนี้ บทย่อยหนึ่งในหนังสือยังกล่าวถึง "รัฐกระดาษ (Paper Leviathan)" ซึ่งเป็นรูปแบบย่อยลงมาอีกทีหนึ่งจากรูปแบบหลักข้างต้น ซึ่งพูดถึงประเทศที่รัฐมีกฎหมายหรือมีโครงสร้างที่เหมือนจะดี เหมือนจะเข้มแข็ง แต่ในความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้น ขณะเดียวกันภาคประชาสังคมก็อ่อนแอด้วย อาทิ อาร์เจนตินา

BBC
คำบรรยายภาพ, หนังสือเรื่อง The Narrow Corridor ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2019

ผมคิดว่านี่เป็นสภาวะสมดุลรูปแบบหนึ่ง ที่ทั้งรัฐและสังคมต่างก็อ่อนแอ นี่เป็นแนวคิดที่เรานำเสนอในหนังสือ แม้จะไม่ได้กล่าวถึงตั้งแต่ต้นก็ตาม แต่ก็เป็นปรากฏการณ์ที่พบได้บ่อยในหลายประเทศในลาตินอเมริกาและแอฟริกาตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา

เราพูดถึงดุลยภาพระหว่างอำนาจรัฐกับสังคม ว่าบางกรณีรัฐอาจครอบงำสังคม (Despotic Leviathan) ได้ เช่น จีน ในขณะที่บางสังคมกลับควบคุมรัฐ (Absent Leviathan) ได้ เช่น โซมาเลีย หรือเยเมน แต่ระหว่างสุดขั้วทั้งสองนั้น ก็ยังมีภาวะสมดุลที่ทั้งรัฐและสังคมต่างผลักดันซึ่งกันและกัน (Shackled Leviathan) ให้เข้มแข็งขึ้น เป็นพลวัตที่ช่วยให้รัฐและสังคมเติบโตไปพร้อมกัน

แต่กรณี 'รัฐกระดาษ' (Paper Leviathan) แตกต่างออกไป เพราะรัฐและสังคมต่างก็อ่อนแอ และมีกลไกบางอย่างที่ทำให้ต่างฝ่ายต่างไม่สามารถพัฒนาได้ กลไกเหล่านั้น ได้แก่ ระบบอุปถัมภ์ (clientelism) และการคอร์รัปชัน

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของเรา สถานการณ์เช่นนี้ยังถือว่าดีกว่าการตกอยู่ในสภาพแบบจีนหรือโซมาเลีย เพราะอย่างน้อยก็ยังอยู่ใกล้กรอบ 'ระเบียงแคบ' (The Narrow Corridor) เพียงแต่สิ่งที่จำเป็นคือการหยุดกลไกเหล่านี้ที่ทำให้รัฐและสังคมอ่อนแอ ต้องหยุดวงจรของระบบอุปถัมภ์และการคอร์รัปชันให้ได้

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

ผมคิดว่าคุณเข้าใจถูกแล้ว แนวคิดของคุณที่ว่าประเทศไทยเป็นเหมือน "รัฐกระดาษ" (Paper Leviathan) คล้ายกับบางประเทศในลาตินอเมริกา ผมว่ามันตรงประเด็นมาก

ผมคิดว่านั่นแหละคือภาพสะท้อนที่ตรงที่สุดของประเทศไทย จากความเข้าใจของผม

มันมีทั้งข่าวร้ายและข่าวดี แต่ข่าวดีคือ ประเทศไทยยังไม่หลุดออกจาก "ระเบียงแคบ" ไปไกล

คุณไม่ได้เป็นเหมือนจีนหรือเวียดนาม และก็ไม่ได้อยู่ในภาวะล้มเหลวแบบเยเมนหรือโซมาเลีย นั่นแหละคือสิ่งที่ดี

คุณยังมีโอกาสอยู่ในเกม แค่ต้องตัดสินใจให้ถูกว่าจะก้าวไปทางไหน

เหตุการณ์ภัยพิบัติที่คุณกล่าวถึงก็สะท้อนถึงปัญหาเหล่านี้ ซึ่งพบได้ในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย และถ้าดูจากระดับรายได้ต่อหัวของไทย ก็ถือว่าใกล้เคียงกับประเทศอย่างอาร์เจนตินาหรือโคลอมเบีย อยู่ในระดับการพัฒนาเศรษฐกิจที่ใกล้เคียงกัน ดังนั้นผมคิดว่าการเปรียบเทียบของคุณจึงเป็นตัวอย่างที่เหมาะสมมาก

ถ้าคุณมองประเทศไทยจากมุมของผม จริง ๆ แล้วผมอยากเปรียบเทียบกับเกาหลีใต้ รายได้ต่อหัวของไทยตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 7,000 ดอลลาร์สหรัฐ [ราว 178,000 บาท/ปี] ขณะที่เกาหลีใต้อยู่ที่ประมาณ 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ [ราว 762,000 บาท/ปี] แต่ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 20–30 ปีก่อน ทั้งสองประเทศยังมีระดับที่ใกล้เคียงกัน

แล้วทำไมเกาหลีใต้ถึงเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด ในขณะที่ไทยยังไม่ได้ไปถึงจุดนั้น ? ผมคิดว่าเหตุผลหนึ่งคือประเทศไทยยังคงมี สถาบันแบบแสวงหาผลประโยชน์ (extractive institutions) อยู่ และยังมีความขัดแย้งเกี่ยวกับการเปิดให้สังคมมีความเป็นประชาธิปไตยและครอบคลุมมากขึ้น

กองทัพไทยยังลังเลในการเปิดทางให้ระบอบประชาธิปไตยเติบโต ในขณะที่กองทัพเกาหลีใต้ในช่วงทศวรรษ 1980 ได้ถอนตัวออกจากการเมือง และเปิดโอกาสให้สถาบันประชาธิปไตยเติบโตอย่างแท้จริง

ผมคิดว่าเรื่องนี้ยังไม่เกิดขึ้นในประเทศไทย

แต่ผมก็เชื่อว่าไทยมีจุดแข็งหลายอย่าง ถ้าคุณดูประเทศที่ประสบความสำเร็จ พวกเขาทำได้เพราะสามารถดึงวัฒนธรรมของตนเองมาใช้ พวกเขาสร้างสังคมในแบบของตัวเอง ไม่ได้คัดลอกโมเดลจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่นหรือจีน พวกเขาไม่ได้ลอกแบบใคร

และไทยเองก็มีทุนทางวัฒนธรรมที่ยอดเยี่ยมอยู่แล้ว นี่คือเหตุผลว่าทำไมผมถึงเริ่มต้นด้วยการพูดถึงประวัติศาสตร์ไทย แต่สิ่งสำคัญคือ มันต้องมีการเปลี่ยนแปลง แม้ผมจะมีความรู้เกี่ยวกับประเทศไทยแค่ผิวเผิน แต่สิ่งนี้ผมก็เห็นได้ชัดเจน

4.) คุณชี้ว่าเกาหลีใต้เติบโตทางเศรษฐกิจได้ เพราะกองทัพตัดสินใจถอนตัวออกจากการเมือง คำถามคือ อะไรเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กองทัพเกาหลีใต้ตัดสินใจเช่นนั้น ? หากไทยจะใช้เกาหลีใต้เป็นกรณีศึกษา แม้ไม่สามารถเลียนแบบได้ทั้งหมด แต่เราสามารถเข้าใจว่า เกาหลีใต้หลุดพ้นจากวังวนความหวาดกลัวต่อการเกิดรัฐประหารซ้ำนี้ได้อย่างไร ?

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, "ประธานาธิบดีพัค จุง-ฮี เป็นบุคคลที่ยังเป็นที่ถกเถียง และไม่ได้เป็นที่นิยมในเกาหลีใต้ยุคปัจจุบันเท่าไรนัก แต่ผมมักจะคิดว่า แม้ว่าเขาจะสั่งฆ่าผู้คน และเป็นผู้นำที่กดขี่ในหลายด้าน แต่ก็ต้องยอมรับว่าเขาหมกมุ่นกับการพัฒนาประเทศอย่างสุดโต่ง" ศ.โรบินสัน กล่าว

ผมคิดว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับ "กรอบโครงทางการเมือง" (political project) ของกองทัพเป็นอย่างมาก ผมไม่คิดว่ากองทัพเกาหลีใต้เคยมีโครงการหรือแนวคิดที่ว่าตัวเองมีความชอบธรรมในการปกครองประเทศ

ตอนที่พวกเขายึดอำนาจในปี 1961 ก็เป็นการตอบสนองต่อสถานการณ์ที่ประเทศเผชิญกับการบริหารที่ล้มเหลว คอร์รัปชัน และภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ต่อเนื่องมาหลายปี ทำให้ประเทศเปราะบางมาก โดยเฉพาะเมื่อเผชิญกับภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ ผมคิดว่าในตอนนั้น สังคมเกาหลีเองก็เรียกร้องที่จะเห็นแนวทางการปกครองที่แตกต่างจากเดิม

ประธานาธิบดีพัค จุง-ฮี เป็นบุคคลที่ยังเป็นที่ถกเถียง และไม่ได้เป็นที่นิยมในเกาหลีใต้ยุคปัจจุบันเท่าไรนัก แต่ผมมักจะคิดว่า แม้ว่าเขาจะสั่งฆ่าผู้คน และเป็นผู้นำที่กดขี่ในหลายด้าน แต่ก็ต้องยอมรับว่าเขาหมกมุ่นกับการพัฒนาประเทศอย่างสุดโต่ง

ตอนที่เขาถูกลอบสังหารในปี 1979 กองทัพเกาหลีใต้ก็ต้องการถอนตัวจากการเมือง พวกเขาไม่เคยคิดว่าตัวเองคือผู้ปกครองโดยธรรมชาติ

ผมไม่รู้รายละเอียดลึก ๆ เกี่ยวกับกองทัพไทยมากพอที่จะบอกได้ว่าพวกเขามีโครงการทางการเมืองแบบใด และมองตัวเองอย่างไร แต่ผมคิดว่านี่คือกุญแจสำคัญที่ทำให้เข้าใจว่า ทำไมกองทัพเกาหลีใต้ถึงถอนตัวจากการเมืองได้ เพราะพวกเขาไม่เคยคิดว่าตัวเองควรปกครองประเทศอย่างถาวร

จริง ๆ แล้ว พวกเขา [กองทัพเกาหลีใต้] ไม่เคยมีวาทกรรมหรือถ้อยแถลงใด ๆ ที่สื่อว่าตนเองคือผู้ถูกเลือก หรือมีความชอบธรรมพิเศษในการปกครองประเทศเลย แม้แต่ประธานาธิบดีพัค จุง-ฮี เอง ก็ไม่เคยสร้างวาทกรรมหรือปลูกฝังลัทธิบูชาบุคคลใด ๆ

เขาเข้ามาเพราะต้องการพัฒนาประเทศ และเมื่อประเทศเริ่มพัฒนา เขาก็ถือว่างานของเขาเสร็จสิ้นแล้ว

5.) เช่นนั้นแปลว่าเราต้องมี "strong man" (ผู้นำสายแข็ง) ที่หมกมุ่นกับการพัฒนาประเทศ อย่างกรณีของประธานาธิบดีพัค หรือแม้แต่กรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จอย่างสิงคโปร์ภายใต้ ลี กวนยู เช่นนั้นหรือ ?

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ให้การต้อนรับอดีตนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ลี กวนยู ที่ทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2547

"strong" ไม่ใช่คำที่ผมใช้ ผมว่ามันไม่ใช่คำที่เหมาะนัก ผมไม่คิดว่า "strong" คือคำที่ใช่

ถ้าเป็น ฮุน เซน นั่นคือผู้นำสายแข็งตัวจริง และเขาก็ทำอะไรได้หลายอย่างจริง แต่ผมจะไม่ใช้คำนั้น ผมชอบใช้คำว่า "ผู้นำที่ดี" (good leader) มากกว่า แม้มันจะฟังดูน่าเบื่อและธรรมดาไปหน่อยก็ตาม

แน่นอนว่า ถ้าคุณมีใครสักคนอย่าง ลี กวนยู ที่หมกมุ่นกับการพัฒนาประเทศ นั่นถือว่ายอดเยี่ยมเลย เพราะสิ่งที่เขาอยากทำจริง ๆ คือพัฒนาประเทศให้ดีขึ้น

แต่ประเด็นของผมเกี่ยวกับเกาหลีใต้หรือสิงคโปร์ก็คือ ปัญหาที่พวกเขาต้องแก้นั้นง่ายกว่ามาก สิงคโปร์เป็นรัฐเกาะขนาดเล็ก และในปี 1960 มันก็แทบจะเป็นประเทศพัฒนาแล้วอยู่แล้ว เพราะเป็นศูนย์กลางของจักรวรรดิอังกฤษ มีธนาคาร มีโครงสร้างพื้นฐาน มีตลาดการเงิน มีท่าเรือ พูดง่าย ๆ คืออยู่ในตำแหน่งที่ยอดเยี่ยม

แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าความสำเร็จจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน พวกเขาอาจทำพังและกลายเป็นประเทศยากจนได้เหมือนกัน แต่ในเชิงการเมืองแล้ว มันเป็น "ปัญหาที่ง่ายกว่า" เยอะ หากเทียบกับปัญหาในประเทศไทย หรือในประเทศอื่น ๆ

เพราะฉะนั้น ใช่ครับ ลี กวนยู ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ถ้าคุณเอา ลี กวนยู ไปใส่ไว้ในไนจีเรียหรืออินโดนีเซีย ผลลัพธ์อาจไม่เหมือนเดิม และเขาอาจจะไม่ประสบความสำเร็จด้วยซ้ำ

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, "เวลามีคนพูดกับผมว่า 'เราจะใช้ ลี กวนยู เป็นต้นแบบ' ผมก็มักจะตอบว่า 'เยี่ยมเลยครับ ว่าแต่จะหาลี กวนยู ได้จากที่ไหนล่ะ ?'" ศ.โรบินสัน กล่าว

ประเด็นคือ แน่นอนว่าถ้าคุณมีใครสักคนที่ทุ่มเทสุด ๆ กับการพัฒนาประเทศ นั่นคือเรื่องที่วิเศษมาก แต่คำถามคือ เราจะหา "คนแบบนั้น" ได้จากที่ไหน ?

ผมไม่มีคำตอบเลย นั่นแหละคือปัญหาใหญ่ที่สุด

ผมคิดว่าสิ่งที่เรารู้ก็คือ ประชาธิปไตยคือวิธีที่ดีที่สุดในการคัดเลือกผู้นำที่ดี ถึงแม้มันจะเลือกผู้นำแย่ ๆ ได้ในบางครั้ง แต่มันก็เปิดโอกาสให้คนได้เลือก ได้พิจารณา และให้ผู้คนค่อย ๆ สร้างชื่อเสียงจากผลงาน

ผมคิดว่านั่นแหละคือสิ่งที่มนุษยชาติและประวัติศาสตร์ได้บอกกับเรา ว่าประชาธิปไตยคือวิธีที่ดีที่สุดในการคัดเลือกผู้นำ

เวลามีคนพูดกับผมว่า "เราจะใช้ ลี กวนยู เป็นต้นแบบ" ผมก็มักจะตอบว่า "เยี่ยมเลยครับ แล้วจะหาลี กวนยู ได้จากที่ไหนล่ะ ?"

"เขาอยู่ตรงไหน ? อยู่แถวนี้ไหม ? หรืออยู่หลังประตูบานนั้น ?"

6.) เดือนหน้าไทยจะครบรอบ 93 ปีในการมีประชาธิปไตย ทฤษฎีของคุณชี้ว่าประชาธิปไตยส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ดีที่สุด รวมถึงเป็นระบบที่ดีที่สุดในการเลือกผู้นำประเทศ แต่ถ้าหันไปดูประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม มีรายงานออกมาบอกว่าพวกเขากำลังจะโตแซงไทยแล้ว กรณีแบบนี้มีคำอธิบายหรือไม่ ?

BBC
คำบรรยายภาพ, ศ.โรบินสัน ชี้ว่า ความลับที่แท้จริงของความสำเร็จทางเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ ไม่ใช่แค่การเติบโตในยุคแรก ๆ แต่เป็น "การเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย" ในช่วงทศวรรษ 1980 ถ้าในตอนนั้นกองทัพยังคงครองอำนาจอยู่ เกาหลีใต้ก็คงไม่มีทางไปถึงจุดที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ผมคิดว่าหลักฐานที่มีอยู่ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ประชาธิปไตยส่งเสริมการจัดสรรประโยชน์สาธารณะ มันส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมการพัฒนาในระยะยาว กล่าวได้ว่า ประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และสิ่งนี้เป็นจริงในแทบทุกภูมิภาคของโลก

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราเห็นในกรณีของเอเชียตะวันออกคือ มีตัวอย่างของการพัฒนาเศรษฐกิจที่ประสบความสำเร็จแม้ไม่ใช่ประชาธิปไตย ผมได้พูดถึงกรณีของเกาหลีใต้แล้ว แน่นอนว่าเกาหลีใต้เติบโตอย่างรวดเร็วภายใต้การนำของประธานาธิบดีพัค จุง-ฮี ในช่วงทศวรรษ 1960 และ 1970

แต่จากมุมมองทฤษฎีของเรา สิ่งนี้เกิดขึ้นได้ และจริง ๆ ก็มีตัวอย่างแบบนี้อยู่มากในประวัติศาสตร์โลก เราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า "การเติบโตภายใต้สถาบันแบบแสวงหาผลประโยชน์" (extractive growth) หมายถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจภายใต้โครงสร้างอำนาจและสถาบันที่กีดกันหรือกระจุกตัวผลประโยชน์ไว้กับคนบางกลุ่ม แต่การเติบโตเช่นนี้มักจะเป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น

ความลับที่แท้จริงของความสำเร็จทางเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ ไม่ใช่แค่การเติบโตในยุคแรก ๆ แต่เป็น "การเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย" ในช่วงทศวรรษ 1980 ถ้าในตอนนั้นกองทัพยังคงครองอำนาจอยู่ เกาหลีใต้ก็คงไม่มีทางไปถึงจุดที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ผมคิดว่านี่เป็นเรื่องที่ชัดเจนมาก

กรณีของไต้หวันก็เช่นเดียวกัน ความสำเร็จทางเศรษฐกิจส่วนหนึ่งมาจากการที่พรรคก๊กมินตั๋ง (Kuomintang) ถอนตัวจากการเมือง และเปิดโอกาสให้เกิดการสร้างสถาบันประชาธิปไตยขึ้นมา

แน่นอนว่ารัฐบาลเผด็จการ หากมีแรงจูงใจที่ถูกต้อง ก็สามารถทำสิ่งดี ๆ ให้ประเทศได้บ้าง แต่หลักฐานเชิงประจักษ์ที่เรามีนั้นชี้ให้เห็นว่า โดยเฉลี่ยแล้ว รัฐบาลเผด็จการจะไม่ทำเช่นนั้น

ในทางกลับกัน สำหรับทุก ๆ หนึ่งประเทศที่รัฐบาลเผด็จการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจได้สำเร็จ ผมสามารถยกตัวอย่างประเทศอื่น ๆ ได้อีก 5 ประเทศ ที่ตกอยู่ในความยากจนเพราะการปกครองแบบเผด็จการ

คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า เราจะหาผู้นำเผด็จการที่ดีได้อย่างไร ? ซึ่งถ้ามองจากข้อมูลที่มีอยู่ สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ประชาธิปไตยยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการคัดเลือกผู้นำที่ใส่ใจในผลประโยชน์ส่วนรวม แม้ว่าระบบประชาธิปไตยเองก็ไม่ได้รับประกันว่าเราจะได้ผู้นำที่ดีเสมอไป บางครั้งก็มีผู้นำที่แย่หลุดรอดเข้ามาได้

แต่เมื่อเปรียบเทียบกันโดยรวมแล้ว ประชาธิปไตยคือกลไกที่ดีที่สุดสำหรับการคัดเลือกผู้นำที่พร้อมจะพัฒนาประเทศและดูแลผลประโยชน์ของประชาชนในระยะยาว นั่นแหละคือข้อเท็จจริงสำคัญ

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทย และ ฝ่าม มิงห์ จิ๋ง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม (ขวามือในภาพติดนายกฯ ไทย) พร้อมกับผู้นำประเทศอื่น ๆ ในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน-จีน ครั้งที่ 27 ภายในกรอบการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 44 และ 45 ที่กรุงเวียงจันทน์ เมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2567

จากมุมมองของผม ถ้าคุณมองในแง่ของสถาบันทางการเมือง เวียดนามยังห่างไกลจากการมีระบบการเมืองที่ชอบธรรมและครอบคลุมแบบประชาธิปไตย มากกว่าประเทศไทยเสียอีก

เวียดนามยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของพรรคคอมมิวนิสต์เป็นหลัก พวกเขาเรียนรู้จากจีนในช่วงทศวรรษ 1980 โดยเฉพาะจากสิ่งที่ เติ้ง เสี่ยวผิง ทำ และเข้าใจว่าถ้าเอาโมเดลนั้นมาปรับใช้ในเวียดนาม ก็จะได้ผล และในแง่เศรษฐกิจมันก็ได้ผลจริง ๆ

แต่คำถามสำคัญคือ จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามเริ่มสูญเสียอำนาจควบคุม ซึ่งผมเชื่อว่าในระยะยาว มันหลีกเลี่ยงไม่ได้

เมื่อเปรียบเทียบกัน ผมมองว่าประเทศไทยก้าวไปไกลกว่าเวียดนามในเส้นทางสู่ระบบการเมืองแบบครอบคลุม (inclusive political system)

สำหรับผม ถ้าเราจะมองอนาคตของประเทศในอีก 10 ปีข้างหน้า สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องดูว่า แต่ละประเทศสามารถสร้าง "สถาบันทางการเมืองที่ครอบคลุม" ได้มากน้อยแค่ไหน

เมียนมา ผมว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เวียดนาม ยังไม่เริ่มต้นด้วยซ้ำ อินโดนีเซีย มีความคืบหน้าอย่างมาก ไทย แม้จะยังมีอุปสรรค แต่ก็เดินมาไกลกว่าหลายประเทศแล้ว

ดังนั้น ผมไม่คิดว่าภาพรวมของประเทศไทยจะมืดมนอย่างที่หลายคนกังวล เพียงแค่ยังมีการตัดสินใจสำคัญบางเรื่อง ที่ประเทศต้องเผชิญและจัดการให้ได้

7.) คำถามสำคัญคือ แล้วเราจะเข้าสู่ 'ระเบียงแคบ (narrow corridor)' ได้อย่างไร ? ตอนนี้สังคมพยายามเรียกร้องให้ตัวเองได้รับการคุ้มครองมากขึ้น กฎหมายควรจะทำงานเพื่อประชาชน ไม่ใช่ทำงานสวนทางกับประชาชน หรือเอากฎหมายมาใช้จับกุมคนโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร แต่ในขณะที่สังคมเรียกร้องอยู่นั้น ฝั่งรัฐบาลและชนชั้นนำก็ดูเหมือนจะจับมือกันอยู่ในโครงสร้างอำนาจเดิม แล้วสังคมจะกดดันหรือเรียกร้องให้พวกเขาเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร ?

ผมคิดว่า บทหนึ่งในหนังสือของเรา (The Narrow Corridor) ที่พูดถึงเรื่อง "รัฐกระดาษ" (Paper Leviathan) นั้น มีประโยชน์มากสำหรับการคิดว่า ประเทศไทยควรทำอย่างไรต่อไป เพราะมันช่วยให้เห็นกลไกบางอย่างที่ทำให้สถานการณ์ในลักษณะนี้ยังคงอยู่ได้ มันรักษาสมดุลระหว่าง รัฐที่อ่อนแอ กับ สังคมที่อ่อนแอ

สิ่งที่คุณต้องทำคือออกจากจุดนั้น และเคลื่อนเข้าสู่ "ระเบียงแคบ" (The Narrow Corridor) ซึ่งหมายถึงการต่อต้านและล้มกลไกเหล่านี้ให้ได้

ยกตัวอย่างที่เราเคยพูดถึงในกรณีของอาร์เจนตินา คือเรื่อง ระบบอุปถัมภ์ (clientelism) มันทำให้ทั้งรัฐและสังคมอ่อนแอไปพร้อมกัน เพราะมันทำให้สังคมแตกแยก และการเมืองกลายเป็นเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม แทนที่จะเป็นประโยชน์สาธารณะ

ผลก็คือ มันบั่นทอนความสามารถของประชาชนในการรวมพลัง และขัดขวางการพัฒนาอุดมการณ์หรืออัตลักษณ์ร่วมของสังคม

แล้วจะหยุดระบบอุปถัมภ์ได้อย่างไร คุณสามารถทำได้โดยทำให้รัฐเข้มแข็งขึ้น, ปรับปรุงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ, ยุติการใช้สัญญาภาครัฐเป็นเครื่องมือทางการเมือง, ยุติการใช้การจ้างงานภาครัฐเพื่อแลกคะแนนเสียง, ปฏิรูประบบการเงินในการเลือกตั้ง และหยุดการซื้อเสียง

ผมเชื่อว่ามันมีวิธีที่ไม่ซับซ้อนนัก ซึ่งสามารถค่อย ๆ ทำให้กลไกเหล่านี้อ่อนแอลง และนั่นแหละคือ "กุญแจ" ที่จะทำให้ระบบเริ่มขยับและเปลี่ยนแปลงได้

8.) หลายคนอาจจะเถียงอีกว่า เรื่องนี้มันไม่ง่ายเลย ซึ่งคุณก็พูดไปแล้วว่ามันไม่ใช่ทางที่เดินง่าย ๆ และถึงแม้จะสามารถเข้าสู่ 'ระเบียงแคบ' ได้จริง ๆ แต่การจะรักษาสมดุลให้อยู่ในระเบียงนั้นก็เป็นเรื่องยากเช่นกัน แต่เรายังรู้สึกว่า สำหรับประเทศที่แม้สังคมจะพยายามเรียกร้อง พยายามส่งเสียง แต่รัฐบาลก็ยังคงมีอำนาจเหนือกว่าอยู่ การเปลี่ยนแปลงจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จริงหรือ ?

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

บางทีในแต่ละประเทศ อาจมีอุดมการณ์ฝังลึกเกี่ยวกับรูปแบบของสังคมที่แต่ละฝ่ายยึดถือไว้ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนไหวไปสู่ "ระเบียงแคบ"

ลองนึกถึงกรณีเกาหลีเหนือ เวลาที่เราพูดถึงเกาหลีเหนือ เรามักพูดถึงสถาบันทางการเมืองและเศรษฐกิจแบบแสวงประโยชน์ (extractive institutions) แต่ชัดเจนว่ามี "อุดมการณ์" บางอย่างอยู่เบื้องหลัง

ผมไม่รู้แน่ชัดว่าผู้นำเกาหลีเหนือคิดอะไรอยู่ แต่ผมเชื่อว่าพวกเขาคิดว่าตัวเองกำลังทำสิ่งที่ถูกต้อง พวกเขาอาจมองว่าตัวเองคือผู้ยึดมั่นในสังคมนิยมอย่างลึกซึ้ง และพยายามสร้างยูโทเปียในอุดมคติ

และผมเชื่อว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย

ในไทยเอง ก็น่าจะมี "โมเดลของสังคมไทย" หลายแบบที่แต่ละกลุ่ม เช่น กองทัพ หรือแม้แต่สถาบันจารีต หรือฝ่ายอื่น ๆ ยึดถืออยู่ ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคในการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมที่มีส่วนร่วมและมีพลวัตมากขึ้น

การเปลี่ยนผ่านในหลายประเทศ ต้องผ่านการเจรจาต่อรองบทบาทใหม่ทางสังคม

เช่นที่เกิดขึ้นในประเทศของผม อย่างอังกฤษ ในช่วง "การปฏิวัติอันรุ่งโรจน์" (Glorious Revolution) ปลายศตวรรษที่ 17 เรามีการเจรจาใหม่เกี่ยวกับบทบาทของสถาบันกษัตริย์ในสังคม ให้สถาบันกษัตริย์รับบทบาทใหม่ และเปิดทางให้ผู้อื่นมีบทบาทมากขึ้น

ผมคิดว่า นี่อาจเป็นหนึ่งในความท้าทายของไทยด้วย ผมไม่รู้รายละเอียดเชิงลึกพอเกี่ยวกับประเทศไทย แต่จากกรณีอื่น ๆ ที่ผมศึกษา อุดมการณ์เหล่านี้มักเป็นอุปสรรคในการสร้างสังคมที่มีส่วนร่วมและมีพลวัตทางเศรษฐกิจมากขึ้น

9.) ถึงที่สุดแล้ว มันก็คือการเจรจาต่อรองระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแต่ละฝ่าย เพื่อหาข้อตกลงร่วมกันว่าจะทำอย่างไรให้ประเทศเดินหน้าไปในทิศทางที่ดีที่สุดหรือไม่ ?

สิ่งสำคัญคือต้อง "จินตนาการถึงประเทศของคุณ" และจินตนาการว่า จะพัฒนาไปทางไหนได้บ้าง

เหมือนที่ประธานาธิบดีพัค จุง-ฮี แห่งเกาหลีใต้ทำในช่วงทศวรรษ 1960 เขามีวิสัยทัศน์ชัดเจนมากว่า "ในหนึ่งชั่วอายุคน เกาหลีจะต้องเป็นเหมือนญี่ปุ่น" เขามีแบบอย่าง มีเป้าหมาย และมีความตั้งใจว่า "เราจะต้องไปให้ถึง" แม้ทุกคนจะบอกว่า "คุณบ้าเหรอ จะไปเหมือนญี่ปุ่นได้ยังไง" แต่เขาก็ยืนยันว่า "เราจะทำให้ได้" และสุดท้าย เขาก็ทำได้จริง

ดังนั้นเรื่องทั้งหมดนี้มันคือเรื่องของ "จินตนาการ" คุณสามารถจินตนาการสังคมของคุณให้ออกมาเป็นแบบไหน คนไทยเห็นอนาคตของตนเองเป็นอย่างไร คุณสามารถจินตนาการถึงสังคมรูปแบบอื่นที่เป็นไปได้ได้ไหม เราจะไปไหนได้บ้าง เราจะทำอะไรได้บ้าง เราจะบรรลุอะไรได้บ้าง ?

ผมคิดว่า การเปลี่ยนผ่านทุกแบบล้วนต้องอาศัยจินตนาการ และความเชื่อแบบยูโทเปีย ที่กล้าจะมองโลกใหม่ สร้างสังคมใหม่

ลองนึกถึง อาบูดาบี กับ ดูไบ ในยุคทศวรรษ 1970 ใครจะไปคิดได้ว่าเมืองทะเลทรายแบบนั้นจะกลายมาเป็นอย่างทุกวันนี้ ?

พวกเขา "กล้าจินตนาการ" สิ่งที่ดูเป็นไปไม่ได้ และสร้างมันขึ้นมาจริง ๆ และนั่นแหละคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงระดับประวัติศาสตร์ทุกครั้ง

คุณต้องเริ่มจากการยอมรับความจริงว่าตัวเองอยู่ตรงไหน เข้าใจว่าคุณติดอยู่ตรงจุดไหน เข้าใจว่าแรงจูงใจและผลประโยชน์แบบไหนที่ฉุดรั้งประเทศไว้ และเข้าใจว่าอะไรคือสิ่งที่ขัดขวางไม่ให้ประเทศเดินไปข้างหน้า

ใน Why Nations Fail เราเน้นมากว่า ปัญหาทางการพัฒนาคือความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ตัวอย่างในหนังสืออย่าง "Arab Spring" ก็แสดงให้เห็นว่า จะสั่นคลอนอำนาจเดิม ๆ ได้อย่างไร จะเปลี่ยนผ่านจากสถาบันแบบแสวงประโยชน์ไปสู่สถาบันที่เปิดกว้างได้อย่างไร

เรามีแนวคิดหนึ่งในหนังสือที่เรียกว่า "Broad Coalition" หรือ "แนวร่วมกว้าง" นั่นคือคำตอบ คำถามคือ แนวร่วมนี้จะเกิดขึ้นจากอะไร ใครคือตัวแสดงที่จะลุกขึ้นมาท้าทายโครงสร้างอำนาจเดิมและพวกเขาจะรวมพลังกันได้อย่างไร

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ผมพูดถึง คือการจินตนาการถึงอนาคตของประเทศที่แตกต่างจากปัจจุบัน

ถ้าคุณจินตนาการสิ่งใหม่ ๆ ไม่ได้ คุณก็จะไม่มีวันเดินหน้าไปไกลได้เลย

10.) ประเทศไทยกำลังกลายเป็น "รัฐล้มเหลว" หรือไม่ ?

สำหรับประเทศไทย ผมรู้สึกว่าคุณติดอยู่ในความขัดแย้งนี้ และคุณต้องหาทางหลุดออกมาให้ได้ แต่การที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเป็นผู้ชนะเด็ดขาดนั้น ดูจะเป็นไปได้ยาก สิ่งที่คุณต้องทำคือการปรับมุมมองใหม่ จัดระเบียบความสัมพันธ์ใหม่ ๆ นั่นแหละคือประเด็นหลักของปัญหานี้

ผมคิดว่านั่นเป็นสิ่งหนึ่งที่พวกสังคมนิยมทำได้ดี คุณรู้ไหม เติ้ง เสี่ยวผิง ก็เก่งในเรื่องนี้เหมือนกัน เขาเป็นคนที่ปฏิบัตินิยมมากในการทำงาน เช่น คำพูดของเขาที่ว่า 'ข้ามแม่น้ำโดยคลำหาหิน' นั่นหมายถึงการลองผิดลองถูก เรียนรู้ไปเรื่อย ๆ ลองทำแบบนี้ ถ้าไม่ได้ผลก็เปลี่ยนไปลองอย่างอื่น แต่เขารู้ว่าเป้าหมายปลายทางอยู่ตรงไหน เหมือนกับประธานาธิบดีพัคของเกาหลีใต้ เขารู้ว่าเขาจะไปที่ไหน

สังคมนิยมมักพูดถึงเรื่องยูโทเปียและภาพอนาคตที่จินตนาการไว้ บางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้พวกเขาสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่สิ่งใหม่ ๆ ได้ดี แต่ผมก็คิดว่ากระบวนการพิจารณาไตร่ตรองเหล่านั้นก็เป็นสิ่งสำคัญมาก

หมายเหตุ: มีการแก้ไขคำแปล "political project" จาก "โครงการทางการเมือง" เป็น "กรอบโครงทางการเมือง"