เจาะลึก "อิตาเลียนไทย" บ.รับเหมารายใหญ่ที่ขาดทุนหลายพันล้าน เพราะ "ลงทุนผิด ดอกเบี้ยกัดกินทุกปี"

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, อาคารก่อสร้างสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ถล่มลงมามีมูลค่าโครงการกว่า 2,000 ล้านบาท
    • Author, ปณิศา เอมโอชา
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ถือหุ้น เจ้าหนี้ หรือประชาชนทั่วไป ผลประกอบการและสถานะทางการเงินของบริษัทรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่อย่าง อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ อาจส่งผลกระทบต่อคุณมากกว่าที่คิด

เหตุการณ์โศกนาฏกรรมอาคารที่ทำการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) 30 ชั้น พังถล่มจนกลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก และทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก อาจทำให้ความสนใจของสังคมมุ่งไปที่บริษัทก่อสร้างจากประเทศจีนอย่าง บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด

อย่างไรดี อิตาเลียนไทยนับเป็นอีกหนึ่งบริษัทสำคัญของกิจการร่วมค้า ไอทีดี-ซีอาร์อีซี เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ ก่อนเกิดเหตุตึก สตง. ถล่มไม่ถึงเดือน ยังมีการพังทลายของคานคอนกรีตในโครงการพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก (สัญญาที่ 3) ซึ่งอยู่ภายใต้การก่อสร้างของอิตาเลียนไทยเช่นเดียวกัน

บีบีซีไทยชวนผู้อ่านมาทำความเข้าใจว่าท่ามกลางความไว้วางใจที่ภาครัฐมีให้กับบริษัทก่อสร้างรายนี้ ยังมีความน่ากังวลเกี่ยวกับสุขภาพทางการเงิน และปัญหาในโครงสร้างจากการมีหนี้สะสมมหาศาลของบริษัทรับเหมาก่อสร้างสัญญาชาติไทยเจ้านี้ รวมทั้งประเด็นด้านธรรมาภิบาลของรัฐในการว่าจ้างบริษัทก่อสร้างรายนี้

คำตอบที่เราได้จากข้อมูลและการพูดคุยกับนักวิเคราะห์และนักวิชาการ อาจช่วยสะท้อนอะไรหลายอย่างที่มีผลต่อทั้งระบบการประมูลงานของรัฐ และความรับผิดชอบที่มีต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนทุกคน

ITD

ที่มาของภาพ, ITD

คำบรรยายภาพ, ภาพเจ้าหน้าที่จากบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ร่วมแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุคานคอนกรีตถล่ม ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 6 ราย และบาดเจ็บอีก 21 ราย

รูปแบบธุรกิจสู่การ "เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้"

ตามรายงานประจำปีของบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จํากัด (มหาชน) สิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 2567 และมีการลงนามเมื่อวันที่ 19 มี.ค. 2568 อิตาเลียนไทย ดำเนินธุรกิจอยู่ใน 9 กลุ่มหลัก ได้แก่

  • งานก่อสร้างอาคาร (เช่น อาคารสำนักงาน คอนโดมิเนียม ตึกสูง และโรงแรม)
  • โรงงานอุตสาหกรรม
  • งานระบบท่อและสาธารณูปโภค (เช่น ท่อส่งน้ำมัน ก๊าซ น้ำ ระบบท่อร้อยสายไฟใต้ดิน และถังเก็บ)
  • ทางหลวง รถไฟ รถไฟความเร็วสูง สะพานยกระดับ ระบบราง ระบบรถไฟฟ้า MRT สะพาน และทางด่วน
  • สนามบิน ท่าเรือ และงานวิศวกรรมทางทะเล
  • เขื่อน อุโมงค์ และโรงไฟฟ้า
  • โครงสร้างเหล็ก
  • โทรคมนาคม
  • เหมืองแร่

เพียงแค่ดูจากชื่อประเภทธุรกิจก็น่าจะสะท้อนได้ชัดเจนระดับหนึ่งว่า ลูกค้าของบริษัทน่าจะเป็นภาครัฐ มากกว่าฝั่งเอกชนหรือลูกค้ารายย่อย

ITD

ที่มาของภาพ, ITD

คำบรรยายภาพ, โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ
ITD

ที่มาของภาพ, ITD

คำบรรยายภาพ, โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ

อย่างไรก็ดี บีบีซีไทยพบว่าเมื่อไปดูที่โครงสร้างรายรับ จะพบว่างานประเภทที่ 4 หรือในกลุ่มทางหลวง รถไฟ รถไฟความเร็วสูง และทางด่วน เป็นงานที่สร้างรายรับสูงที่สุด ที่ราว 28.33% ของตัวเลขรวมในปี 2567 และรองลงมาคืองานประเภทที่ 5 หรืองานสนามบิน ท่าเรือ และงานวิศวกรรมทางทะเล ที่มีสัดส่วนรายรับเป็น 21.08%

สำหรับประเภทงานประเภททางด่วนฯ นั้น ในปี 2567 อิตาเลียนไทยดำเนินการอยู่ทั้งหมด 11 โครงการ แบ่งเป็น 3 โครงการที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว และอีก 8 โครงการที่ยังดำเนินการอยู่ ซึ่งทั้งหมดเป็นโครงการภายใต้หน่วยงานรัฐของไทยทั้งสิ้น ยกเว้นเพียง โครงรถไฟมะโลลอส – คลาร์ก (สัญญา CP N-03) ซึ่งอยู่ภายใต้รัฐบาลประเทศฟิลิปปินส์

ขณะที่ฝั่งการก่อสร้างสนามบิน มีโครงการที่กำลังก่อสร้างอยู่ 2 โครงการ ได้แก่ โครงการปรับปรุงทางวิ่งและทางขับ สนามบินภูเก็ต และโครงการซ่อมแซมพื้นผิวทางขับ สนามบินสุวรรณภูมิ เฟส 1 โดยมีบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งปัจจุบันมีกระทรวงการคลังถือหุ้นอยู่ 70% เป็นผู้ดำเนินการ และมีอีก 3 โครงการอยู่ระหว่างการรอลงนามและเป็นโครงการในอนาคต แต่ก็เป็นงานของภาครัฐเช่นเดียวกัน

ในขณะเดียวกัน อิตาเลียนไทยมีงานในส่วนของท่าเรือ และงานวิศวกรรมทางทะเล ทั้งสิ้น 9 งาน แบ่งเป็นงานที่เสร็จสมบูรณ์แล้วภายในปี 2567 จำนวน 4 งาน โดย 2 งาน เป็นของภาครัฐ ขณะที่อีก 2 งาน เป็นของเอกชน ขณะที่โครงการที่กำลังก่อสร้างที่เหลือ มีเพียงโครงการเดียวที่เป็นของเอกชน

จากตัวเลขรวม 25 โครงการที่คิดเป็นรายรับของอิตาเลียนไทยถึง 49.41% ของรายรับทั้งหมด แบ่งเป็น โครงการของภาครัฐ 22 โครงการ และโครงการของภาคเอกชน 3 โครงการ

มากไปกว่านั้น ใน 11 โครงการที่มีมูลค่าสูงที่สุด ซึ่งกำลังดำเนินการอยู่ จะพบว่า 8 โครงการ ล้วนเป็นการประมูลที่ได้งานมาจากหน่วยงานรัฐของไทย ขณะที่อีก 3 โครงการ อยู่ภายใต้รัฐบาลลาว บังกลาเทศ และฟิลิปปินส์

โครงการทั้ง 11 โครงการ ได้แก่

1. โครงการขุดดินและขนถ่านหิน เหมืองแม่เมาะ เฟส 9:

  • มูลค่า 30,318.40 ล้านบาท
  • ภายใต้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

2. โครงการเหมืองหงสา:

  • มูลค่า 25,281.80 ล้านบาท
  • ภายใต้สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

3. โครงการรถไฟทางคู่ เด่นชัย - เชียงราย - เชียงของ สัญญาที่ 1 (เด่นชัย – งาว):

  • มูลค่า 22,228.50 ล้านบาท
  • ภายใต้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)

4. โครงการก่อสร้างทางพิเศษฉลองรัช ส่วนต่อขยาย (ช่วงจตุโชติ – ลำลูกกา):

  • มูลค่า 17,476.60 ล้านบาท
  • ภายใต้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.)

5. รถไฟฟ้าสายสีส้ม (ฝั่งตะวันออก) สัญญาที่ 3 (หัวหมาก – คลองบ้านม้า):

  • มูลค่า 17,383.60 ล้านบาท
  • ภายใต้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)

6. โครงการรถไฟฟ้ากรุงธากา สัญญา CP03 & CP04:

  • มูลค่า 12,855.80 ล้านบาท
  • ภายใต้บริษัท ดากา แมสส์ทรานซิท จำกัด ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลบังกลาเทศ

7. โครงการรถไฟ Malolos-Clark:

  • มูลค่า 12,411.70 ล้านบาท
  • ภายใต้กระทรวงคมนาคมแห่งประเทศฟิลิปปินส์

8. รถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน – ราษฎร์บูรณะ (กาญจนาภิเษก) สัญญา 5 (งานโครงสร้างทางวิ่งยกระดับ):

  • มูลค่า 12,238.10 ล้านบาท
  • ภายใต้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)

9. โครงการรถไฟความเร็วสูง ไทย-จีน สัญญา 3-4:

  • มูลค่า 10,397.30 ล้านบาท
  • ภายใต้กระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)

10. โครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 (ช่วง 1):

  • มูลค่า 9,831.70 ล้านบาท
  • ภายใต้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.)

11. โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง (ช่วงเตาปูน–ราษฎร์บูรณะ (ถนนกาญจนาภิเษก)) สัญญาที่ 3: งานโยธาใต้ดิน (ช่วงผ่านฟ้า–สะพานปิ่นเกล้า):

  • มูลค่า 8,686.50 ล้านบาท
  • ภายใต้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)
Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ในรายงานประจำปีของอิตาเลียนไทย ระบุว่าบริษัทมีวิสัยทัศน์ที่จะ "เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้"

ได้โครงการรัฐขนาดนี้ ผลประกอบการเป็นอย่างไร ?

รายได้รวมตลอดทั้งปี 2567 ของอิตาเลียนไทยเพิ่มขึ้น 11% เมื่อเทียบกับตัวเลขในปี 2566 คือขยับขึ้นมาอยู่ในหลัก 7 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ดี การทำความเข้าใจการเงินของบริษัท ไม่สามารถดูเฉพาะรายได้ที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว เพราะไม่ได้สะท้อนสภาพที่แท้จริง

หากย้อนกลับไปดูข้อมูลในปี 2566 จะพบว่าอิตาเลียนไทย มีรายได้รวม 63,742 ล้านบาท และต้นทุนรวมอยู่ที่ 59,753 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนต้นทุนต่อรายได้ราว 93.7% ทำให้ยังเหลือกำไรขั้นต้น 6.3%

แต่ในปี 2567 แม้รายได้รวมจะเพิ่มขึ้นเป็น 70,667 ล้านบาท ต้นทุนกลับพุ่งขึ้นแรงเป็น 67,812 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนถึง 95.9% ของรายได้ ส่งผลให้กำไรขั้นต้นหดเหลือเพียง 4% และต้นทุนเพิ่มขึ้นกว่า 8,000 ล้านบาทในปีเดียว เพิ่มขึ้น 13.5%

อิตาเลียนไทย ขาดทุนสุทธิ 4,950 ล้านบาท ในปีที่ผ่านมา ดิ่งลงอย่างหนักจากตัวเลขขาดทุนราว 422 ล้านบาท ในปี 2566 และยังรุนแรงกว่าสถิติ 4,475 ล้านบาท ในปี 2565 ด้วย

สาเหตุสำคัญที่ทำให้อิตาเลียนไทยขาดทุนอย่างหนักในปีที่แล้ว เป็นเพราะมีการตั้งสำรองหนี้สูญ ซึ่งเป็นสถานะที่บริษัทประเมินว่าลูกหนี้อาจจะไม่สามารถจ่ายเงินได้ ถึงกว่า 2,220 ล้านบาท ประกอบกับภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายอีก 3,094 ล้านบาท

ในทางตรงกันข้าม ในปี 2566 อิตาเลียนไทยเองไม่ได้นับว่ามีการดำเนินงานที่แตกต่างจากปีอื่น ๆ มากนัก อย่างไรก็ดี บริษัทได้อานิสงส์สำคัญของรายได้พิเศษจากการขายสินทรัพย์ สูงถึง 2,249 ล้านบาท ซึ่งนับว่าเป็นเม็ดเงินพิเศษ ไม่ใช่ศักยภาพจากการทำธุรกิจจริง เพราะเมื่อเปรียบเทียบก็จะเห็นว่าบริษัทยังคงต้องจ่ายภาระดอกเบี้ยในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับปี 2567 คือ 2,989 ล้านบาท

หากดูสถานการณ์จากงบการเงินอย่างเดียวไม่พอ เมื่อวันที่ 1 เม.ย. ที่ผ่านมา บริษัทจัดอันดับเครดิตทริสเรทติ้ง (TRIS Rating) ปรับลดอันดับเครดิตของ อิตาเลียนไทย และหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิไม่มีหลักประกัน ลงเป็น "B+" และ "B" ตามลำดับ พร้อมทั้งเปลี่ยนแนวโน้มเครดิตจาก "กำลังพัฒนา" (Developing) เป็น "ลบ" (Negative) ซึ่ง "สะท้อนถึงการเสื่อมถอยของสถานะทางธุรกิจและการเงินของบริษัทฯ มากกว่าที่คาดการณ์ไว้"

อีกประเด็นที่สำคัญคือ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่อิตาเลียนไทยเผชิญความยากลำบากเช่นนี้ เมื่อช่วงไตรมาสแรกของปี 2567 บีบีซีไทยได้รายงายวิกฤตสภาพคล่องขาดมือของบริษัทรับเหมาก่อสร้างแห่งนี้เช่นเดียวกัน หลังกลุ่มแรงงานรวมตัวประท้วงเพราะไม่ได้รับค่าจ้าง ขณะที่หุ้นกู้ 5 รุ่น มูลค่ากว่า 14,455 ล้านบาท ก็ต้องเลื่อนเวลาจ่ายออกไปอีกสองปี จากที่กำลังจะครบกำหนดชำระในปี 2569

ปัญหาที่ซุกอยู่ในอิตาเลียนไทย คืออะไรกันแน่

"จะมาแบ่งว่าเป็นเพราะรับงานเอกชนหรือรัฐบาล ใครมาทำงานรัฐบาลแล้วจะต้องเป็นแบบ ITD [อิตาเลียนไทย] ผมว่าก็ไม่ถูก จริง ๆ คือเขาลงทุนผิดพลาด แล้วมีดอกเบี้ยกัดกินบริษัทอยู่ทุกปี" อวยพร วชิรกาญจนาภรณ์ นักวิเคราะห์จากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด (TRIS Rating) กล่าวกับบีบีซีไทย

เมื่ออ้างอิงงบแสดงฐานะการเงิน (Balance Sheet) จะพบว่าอิตาเลียนไทยมีหนี้สินรวมสูงถึง 1.1 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้แบ่งเป็นหนี้สินหมุนเวียน (หนี้ที่ต้องจ่ายภายใน 1 ปี) 8.2 หมื่นล้านบาท และหนี้สินไม่หมุนเวียน (หนี้ที่ต้องชำระเกินกว่า 1 ปี) อีกราว 2.8 หมื่นล้านบาท

และข้อมูลจากงบกระแสเงิน (Cash Flow) ที่ระบุไปแล้วในหัวข้อก่อน ยังชี้ว่าบริษัทต้องจ่ายค่าดอกเบี้ยสูงในระดับปีละ 3,000 ล้านบาท ในช่วงสองปีที่ผ่านมา

ตัวเลขข้างต้น เชื่อมโยงกับคำอธิบายของอวยพร ที่ระบุว่าปัญหาของอิตาเลียนไทยสะสมมาแล้วหลายปีมาจากโครงสร้างหนี้และภาวะดอกเบี้ยสูง ซึ่งจุดเริ่มต้นก็คือการตัดสินใจหลาย ๆ โครงการที่ผิดพลาด รวมไปถึงการบริหารต้นทุนการดำเนินงานได้ไม่ดีพอจนเกิดภาวะ "cost overun" ซึ่งหมายถึง ต้นทุนการดำเนินงานจริง ๆ สูงกว่าที่ประเมินไว้ในตอนแรก

อวยพร ยกตัวอย่างโครงการสำคัญที่ทำให้อิตาเลียนไทยมีปัญหาอย่างกรณีรับขุดเจาะเหมืองที่แม่เมาะ ซึ่งเขาอธิบายว่าเกิดปัญหาที่ระบบสายพาน ทำให้แผนการทำงานล่าช้าออกไป

นอกจากนี้นักวิเคราะห์จากทริสเรทติ้งยังอธิบายเพิ่มเติมว่า ที่มาของการต้องตั้งสำรองหนี้สูญถึง 2,220 ล้านบาท เกิดจากกรณีที่อิตาเลียนไทยเข้าไปรับเหมางานจากกลุ่มกิจการร่วมค้า (UJV) ที่ดำเนินโครงการของไทยออยล์ "แล้วทำงานไม่เสร็จ" ขณะที่กิจการร่วมค้า UJV เอง ก็มีปัญหาในกระบวนการดำเนินงานจนเสี่ยง "ทิ้งงาน" ส่งผลให้อิตาเลียนไทยต้องตั้งด้อยค่าหนี้จากเงินที่ยังไม่ได้รับราว 2,200 ล้านบาทในงบปี 2567

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, นักวิเคราะห์มองว่าปัจจุบันกำไรในกลุ่มบริษัทรับเหมาก่อสร้างลดลงจากอดีต เพราะเศรษฐกิจโลกไม่ค่อยดี

เขาอธิบายเพิ่มว่า เมื่อมองอุตสาหกรรมก่อสร้างทั้งหมด จะพบว่าปัจจุบันสัดส่วนกำไรลดลงมาอยู่ในระดับ 5-7% กันแทบทุกบริษัท ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะเศรษฐกิจโลกไม่ค่อยดีด้วย ดังนั้น การจะวัดว่าบริษัทไหนจะดำเนินการได้ดีกว่ากัน จึงต้องเน้นไปที่การบริหารต้นทุนไม่ให้เกินที่ประเมินไว้

สำหรับอวยพร ในฐานะนักวิเคราะห์และเป็นหนึ่งในผู้จัดอันดับเครดิตของทริสเรทติ้ง เขามองว่า หากเทียบกันในตลาด บริษัท ช. การช่าง จำกัด (มหาชน) ถูกประเมินว่ามีความแข็งแกร่งมากที่สุด โดยได้อันดับเครดิตองค์กรระดับ "A-" และอันดับหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน ในระดับเดียวกัน ตามข้อมูลที่เพิ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 1 เม.ย.

เมื่อถามว่าเหตุใดผลจึงเป็นเช่นนี้ อวยพร อธิบายว่า "ช.การช่าง ดีหน่อยที่เขาเลือกรับงานรัฐบางงานที่เขาโอเค แล้วงานส่วนใหญ่จะมาจากบริษัทในเครือเป็นหลัก มันจะคุมต้นทุนได้ค่อนข้างดี"

"ถ้าจะบอกก็คือ ITD [อิตาเลียนไทย] เหมือนชอบตัดราคากับคนอื่นเยอะ ๆ แล้วสุดท้ายก็ขาดทุน" นักวิเคราะห์จากทริสเรทติ้ง ให้ความเห็น

ตึกถล่มครั้งนี้จะสะเทือนอิตาเลียนไทยไหม ?

ในเชิงงบการเงินที่ไม่ได้ดูดีอยู่แล้ว อวยพรมองว่าไม่น่าจะมีปัญหา เนื่องจากบริษัทมีการทำประกันไว้แล้ว "อาจจะเข้าเนื้อไปไม่เยอะ" อย่างไรก็ดี ผลลบด้านภาพลักษณ์จะกระทบอย่างแน่นอน และที่ได้รับผลกระทบไปแล้วคือการจัดอันดับเครดิตของทริสเรทติ้งเองที่นำกรณีตึก สตง. ถล่ม เข้าไปอยู่ในการวิเคราะห์ด้วย

"อันที่เสียจริง ๆ คือชื่อเสียงมากกว่า เพราะว่าทําโครงการอื่น เขาขาดทุนมากกว่าตึก สตง. อีก แต่ก็ไม่รู้ว่าทางหน่วยงานของรัฐจะมีบทลงโทษอะไรตามมาไหม ซึ่งถ้ามี จะเป็นเรื่องใหญ่กว่า หากว่ามีการแบล็กลิสต์ [ขึ้นบัญชีดำ] ขึ้นมา" อวยพร กล่าวเสริม

เช่นนั้นคำถามสำคัญคือจะมีบทลงโทษตามมาต่ออิตาเลียนไทยหรือไม่

ปัจจุบันยังไม่มีรายละเอียดชัดเจนเกี่ยวกับผลการตรวจสอบเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่ม ที่มี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นั่งเป็นประธาน ซึ่งเคยมีการกำหนดไว้ว่าต้องหาคำตอบให้ได้ภายใน 7 วัน หลังเกิดเหตุ

"เน้นย้ำว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราต้องสืบสวนสอบสวนอย่างใกล้ชิด และขอให้ลงรายละเอียดอย่างชัดเจนเพื่อให้ได้คำตอบ ไม่ใช่กับประเทศของเราเท่านั้น แต่เป็นการตอบกับทั่วโลกว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร หากมีเรื่องใดต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดก็ขอให้ใช้กระบวนการทางกฎหมายดำเนินการ" พีพีทีวี รายงานคำพูดของนายกฯ ไว้ เมื่อวันที่ 8 เม.ย.

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ภาพนายกฯ ขณะลงตรวจพื้นที่ตึก สตง.ที่ถล่มลงมา

แต่ในทัศนะของนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ระยะเวลาการตรวจสอบที่ยืดออกไปต่างจากมาตรฐานในต่างประเทศ

"ผมกำลังคิดว่า สมมติเรื่องนี้เกิดในสิงคโปร์ เราจะรู้เลยว่ากระบวนการ 7 วันแรก เขา [อิตาเลียนไทย] จะเจออะไรหนักขนาดไหน ถ้าเกิดในญี่ปุ่น ผู้บริหารต้องออกมาแถลงข่าวในไม่เกิน 24 ชั่วโมง ต้องโค้งแล้ว แล้วซีอีโอเองก็ต้องออกมาลาออกแล้ว" ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งข้อสังเกตต่อสถานการณ์ที่ผ่านมา

"เราจะเห็นว่าแค่เอาตึกตึกนี้ไปถล่มในประเทศอื่น วิธีการปฏิบัติของผู้ประกอบการ หน่วยงานภาครัฐจะต่างกับเราในทางที่เราจะอิจฉาเขาว่า ทำไมเราไม่ทำอย่างนี้บ้าง มันคือเกณฑ์มาตรฐานที่ดีกว่าและเรายังทำได้ต่ำกว่ามาตรฐานธรรมมาภิบาลที่ควรจะเป็น" เขาเสริม

หลังเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่ม เมื่อวันที่ 28 มี.ค. ที่ผ่านมา อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ ออกจดหมาย ลงวันที่ 31 มี.ค. ชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยระบุถึงการแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้สูญเสีย ผู้เสียชีวิต และผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ จากเหตุการณ์ดังกล่าว

อิตาเลียนไทย ระบุด้วยว่า บริษัทได้ส่งทีมวิศวกร รวมไปถึงเครื่องมือเครื่องจักรเพื่อเข้าไปช่วยเหลือหน่วยงานรัฐ ทั้งยังย้ำว่า บริษัทได้ทำประกันภัยเต็มมูลค่างานตามสัญญา จำนวน 2,136 ล้านบาท และครอบคลุมอุบัติเหตุอันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติรวมถึงการคุ้มครองความรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอกอีกจำนวน 100 ล้านบาท

"บริษัทฯ จึงมีความมั่นใจว่าเหตุการณ์ดังกล่าวนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อโครงการก่อสร้างโครงการ อื่น ๆ ของบริษัทฯ"

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบร่างผู้เสียชีวิตที่พบในซากอาคาร สตง. ที่ถล่มในกรุงเทพฯ

ในมุมมองของ ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ เมื่อลูกค้าที่แท้จริงของอิตาเลียนไทยคือภาครัฐ ดังนั้นกระบวนการแก้ไขปรับปรุงจากเหตุการณ์ครั้งนีั้ต้องกลับมาดูตั้งแต่ความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง การควบคุมและกำกับดูแล และมาตรการลงโทษที่ชัดเจนเวลาเกิดปัญหา เพื่อทำให้แน่ใจว่าเรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก และผู้กระทำผิดจะไม่ลอยนวล

"อิตาเลียนไทยมันก็แค่ชื่อ ชื่อนี้อาจจะตายไปเลยก็ได้ แต่ว่าวิญญาณจะย้ายภพไปอยู่ในธุรกิจอื่น ผู้ประกอบการรายอื่น แล้วมันก็ยังไปต่อแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ตราบใดก็ตามที่มันยังไม่โปร่งใส"

เขายังเสริมต่อไปว่า ความล่าช้าในการสืบสวนสอบสวนหาผู้กระทำผิด ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า "ความชักช้ายังทำให้คนสงสัยว่ามีใครคอยกางร่มปกป้องอิตาเลียนไทยอยู่รึเปล่า รอให้เรื่องมันตายไปเอง"

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, "อิตาเลียนไทยมันก็แค่ชื่อ ชื่อนี้อาจจะตายไปเลยก็ได้ แต่ว่าวิญญาณจะย้ายภพไปอยู่ในธุรกิจอื่น ผู้ประกอบการรายอื่น แล้วมันก็ยังไปต่อแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ตราบใดก็ตามที่มันยังไม่โปร่งใส"

ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ เสริมว่า ที่ผ่านมาไทยมีภาพลักษณ์ที่ไม่ดีในเรื่องการจัดจ้างของภาครัฐ ซึ่งสะท้อนจากดัชนีคอร์รัปชัน อย่างไรก็ดี เขาเสริมว่าการหาข้อเท็จจริงนั้นต้องแม่นยำ และเป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งเข้าใจได้ว่าต้องใช้เวลา แต่ในบางกรณีสามารถเริ่มต้นไปข้างหน้าได้ทันทีที่เกิดข้อสงสัยขึ้น

ก่อนเกิดเหตุตึก สตง. ถล่มได้ไม่ถึงหนึ่งเดือน องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ได้เผยแพร่ผลสำรวจดัชนีการรับรู้การทุจริตหรือคอร์รัปชัน ประจำปี 2567 โดยพบว่าประเทศไทยได้คะแนนเพียง 37/100 ซึ่งเป็นคะแนนที่ต่ำที่สุดในรอบทศวรรษ และถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 107/180

สำหรับ ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ เขาทิ้งท้ายว่าสุดท้ายแล้วธรรมาภิบาลของภาครัฐจะเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันขับเคลื่อนต่อไป เพราะผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงเหยื่อจากอุบัติเหตุต่าง ๆ แต่ยังรวมไปถึงเศรษฐกิจของประเทศที่อาจเติบโตได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น เนื่องจากนักลงทุนชาวต่างชาติขาดความมั่นใจ

ขณะที่อวยพร สรุปสถานการณ์ของอิตาเลียนไทยว่า อนาคตของบริษัทขึ้นอยู่กับความสามารถในการลดหนี้สินลงให้ได้ เพราะหากทำไม่ได้ก็มีความเสี่ยงที่จะล้มละลายเช่นเดียวกัน

"ล้มละลายมันก็มีโอกาส คือสภาพบริษัทขนาดนี้ก็ต้องบอกว่ามีโอกาส ค่อนข้างสูงเลยทีเดียว ไม่ใช่พอสมควร" นักวิเคราะห์จากทริสเรทติ้ง กล่าว