วิเคราะห์ความเสี่ยงต่อการเมืองไทย เมื่อจุดยืน "สายเหยี่ยว" กลายเป็นกระแสหลักในการเลือกตั้ง 2569

ที่มาของภาพ, Royal Thai Government
- Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
วิกฤตชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่ได้ส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึกของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน
ทั้งบนเวทีดีเบตและเวทีหาเสียง พรรคการเมืองต่างหยิบฉวยความรู้สึกร่วมของผู้คนในชาติที่อ่อนไหวต่อความมั่นคงในอธิปไตยและบูรณภาพดินแดนจากเหตุสู้รบชายแดน เพื่อขอเสียงโหวตจากประชาชน
กระแสชาตินิยมและสนับสนุนกองทัพช่วยให้บางพรรคฉายแสงขึ้นมาบนเวทีดีเบตได้ แม้เป็นพรรคขนาดเล็ก เช่น พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ อดีตผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ ททบ. 5 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเศรษฐกิจ กล่าวในรายการดีเบตอีกสักตั้งของไทยรัฐทีวี ซึ่งเป็นเวทีแรกของการเลือกตั้งปีนี้ว่า ถ้าหากได้เป็นนายกรัฐมนตรี เขาจะสนับสนุนการรบของกองทัพต่อไป เพราะ "กองทัพทำถูกแล้ว" และเขาจะให้กองทัพสู้รบไปจนกว่าสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาของกัมพูชาจะ โทรศัพท์มาเจรจา โดยไม่มีประเทศที่สามหรือประเทศที่สี่มาเกี่ยวข้อง
เหตุความขัดแย้งแนวชายแดนไทย-กัมพูชาปะทุขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 ก.ค. ปีที่แล้ว แม้ต่างฝ่ายต่างอ้างว่าอีกฝ่ายเปิดฉากโจมตีก่อน แต่ในทัศนะของ พล.อ.รังษี บนเวทีดีเบต กลับเห็นว่า "ในเมื่อเขา (หมายถึงสมเด็จฮุน เซน) เป็นคนเริ่ม เขาก็ต้องเป็นคนจบ"
ส่วนพรรคเพื่อไทยซึ่งเสียความเชื่อมั่นจากประชาชนอย่างมากหลังเกิดวิกฤตชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นสายสัมพันธ์ที่เคยแน้นแฟ้นระหว่างตระกูลชินวัตรกับตระกูลฮุน ไปจนถึงกรณี "คลิปอังเคิล" หรือคลิปเสียงสนทนาระหว่างอดีตนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร กับสมเด็จฮุน เซน ที่หลุดออกมา ซึ่งเป็นเหตุทำให้ น.ส.แพทองธาร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในเวลาต่อมา ตามมติของศาลรัฐธรรมนูญ
ในตอนนี้ ทางพรรคเพื่อไทยเลือกปรับกลยุทธ์การหาเสียงเน้นไปที่ประเด็นเศรษฐกิจด้วยกลยุทธ์ "ทำสงครามกับความยากจน" ซึ่งเป็นการแก้ไขเรื่องปากท้องมากกว่า
บนเวทีดีเบตของไทยรัฐทีวี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตเบอร์หนึ่งของพรรค เชื่อว่าการปราบปรามสแกมเมอร์ข้ามชาติของพรรคเพื่อไทยทำให้เกิดความขัดแย้งกับกัมพูชา และบอกว่าตนเองให้ความสำคัญกับเรื่องอธิปไตยเป็นเรื่องแรก แต่ต้องควบคู่ไปกับความปลอดภัยของประชาชนและทหาร
สำหรับพรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นรัฐบาลรักษาการอยู่ในขณะนี้ นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับที่หนึ่งของพรรค เป็นที่ทราบกันดีว่าเขามีบทบาทสนับสนุนกองทัพมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นบทบาททางการเมืองหรือในการสู้รบครั้งล่าสุด
ในปี 2562 เขาเคยดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข ในสมัยรัฐบาลประยุทธ์ 2 ซึ่งต้องเผชิญกับการระบาดของโควิด-19 และเมื่อได้รับเสียงสนับสนุนจากพรรคประชาชนในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งล่าสุด เขาก็ต้องเผชิญกับปัญหาการสู้รบแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ระลอก 2 ของปี 2568 แต่ท่าทีของเขาก็ถูกนักวิจารณ์มองว่า "ไม่ได้อยู่เหนือกองทัพ แต่ยืนอยู่เคียงข้างกองทัพ"
นายอนุทินปฏิเสธการขึ้นเวทีดีเบต เนื่องจากเห็นว่าตนเองยังต้องทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีในฐานะรัฐบาลรักษาการ แต่ก็บอกด้วยว่าเหตุผลส่วนตัว คือ "จากประสบการณ์ ผมไม่สบายใจกับบรรยากาศของการดีเบต ที่บ่อยครั้งจะมีการสร้างวาทกรรมโจมตีกันไปมา ประกอบกับผมมีข้อจำกัดส่วนตัว ไม่สามารถพูดอย่างที่ตั้งใจได้ในเวลาสั้น ๆ เพียง 1-3 นาที เกรงว่าจะทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้"
ขณะที่เว็บไซต์ของพรรคภูมิใจไทยมีเนื้อหา "ยึดแผ่นดิน คืนจากกัมพูชา" ซึ่งระบุว่าเป็นความสำเร็จอันโดดเด่นช่วง 3 เดือนของรัฐบาลอนุทินที่มีหัวหน้าพรรคกุมบังเหียนตำแหน่งนายกรัฐมนตรีควบคู่กระทรวงมหาดไทย

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ทว่า กระแสชาตินิยมและสนับสนุนกองทัพไม่ได้ส่งผลดีนักต่อพรรคที่เคยมีประวัติชนะการเลือกตั้งครั้งล่าสุด
พรรคประชาชนซึ่งชูนโยบายปฏิรูปกองทัพและวิพากษ์วิจารณ์บทบาทของกองทัพมาโดยตลอด กำลังเผชิญกับแรงกดดันจากกระแสชาตินิยม จนบทบาทด้านนี้ถูกลดทอนจากการหาเสียงเลือกตั้งครั้งก่อนอย่างเห็นได้ชัด
ผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคส้มต่างเผชิญคำถามจากทางบ้านและสื่อสังคมออนไลน์ว่าพรรค "ด้อยค่าทหารทำไม" หรือ "รู้หรือยังว่าทหารมีไว้ทำไม" ทำให้พื้นที่การสนทนาหลัก ๆ กลายเป็นการชี้แจงข้อกล่าวหานี้มากกว่าเปิดขายนโยบายพรรคหรือตัวผู้สมัครเอง
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับหนึ่งของพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ล่าสุดเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า ตั้งแต่อดีตพรรคอนาคตใหม่จนถึงพรรคประชาชน พรรคไม่เคยอยู่ตรงข้ามกองทัพ แต่สนับสนุนกองทัพที่ทันสมัย อยู่ภายใต้หลักพบเรือนเป็นใหญ่ และไม่ทำรัฐประหาร รวมถึงไม่เคยคัดค้านการซื้ออาวุธ
คำอธิบายเช่นนี้จะส่งให้พรรคการเมืองที่อาศัยกระแสเป็นหลัก ชนะการเลือกตั้งอีกครั้งได้หรือไม่ มีเพียงผลการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. นี้เท่านั้นที่จะตอบคำถามนี้ได้

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
การสู้รบตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา สองระลอกที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนชาวไทยและกัมพูชานับแสนต้องอพยพมายังศูนย์พักพิงชั่วคราว
ดร.ธนเชษฐ วิสัยจร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.อุบลราชธานี ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่า ในบริบทของคนไทยที่อยู่ในแนวชายแดน พวกเขารู้สึกว่าชีวิตไม่ปกตินับตั้งแต่มีการปิดชายแดน ซึ่งเกิดขึ้นก่อนการสู้รบรอบแรกในเดือน ก.ค. 2568 และการอพยพก็ตามมาด้วยความไม่มั่นคงในชีวิตหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียรายได้จากการละทิ้งอาชีพที่ทำอยู่เดิมชั่วคราว เด็กไปโรงเรียนไม่ได้ คนแก่และคนป่วยต้องถูกย้ายมารวมกันในศูนย์พักพิง
ความลำบากทั้งหมดทำให้ประชาชนในพื้นที่รู้สึกกลัวและต้องการให้สถานการณ์ชายแดน "จบเสียที" เพื่อให้กลับไปดำเนินชีวิตตามปกติได้
ความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินยังสร้างบาดแผลใจให้กับคนในพื้นที่ โดยเฉพาะเหตุการณ์จรวด BM-21 จากฝ่ายกัมพูชาตกลงมายังร้านสะดวกซื้อภายในปั๊มน้ำมัน ปตท. บ้านผือ ต.หนองหญ้าลาด อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตทันที 8 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มีเด็ก และมีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 15 ราย
"สถานการณ์ชายแดนซึ่งกำลังจะมีอนาคตที่ดี มันต้องชะงักไป แล้วผมไม่คิดว่ามันจะกลับมาดีเหมือนเดิม มันเป็นการสูญเสียโอกาสทั้งชีวิต"
เมื่อการเลือกตั้งมาถึง พรรคการเมืองซึ่งมีนักการเมืองอยู่ในพื้นที่อยู่แล้ว พวกเขารู้ดีว่าประชาชนโดยเฉพาะผู้ที่อยู่ตามแนวชายแดนอีสานใต้ต้องการอะไร
"คนที่บอกว่าการเมืองไทย-กัมพูชา เป็นเรื่องของผู้นำ เป็นเรื่องของรัฐบาล แต่คราวนี้ความขัดแย้งมันลงมาถึงระดับประชาชนต่อประชาชนด้วย มันเป็นปัจจัยที่สำคัญมาก พรรคการเมืองจำนวนมากจึงปรับถ้อยคำและจุดยืนมาเน้นการปกป้องอธิปไตย-ความมั่นคงของรัฐมากขึ้น ซึ่งหนึ่งในนั้นย่อมหนีไม่พ้นการสนับสนุนบทบาทของกองทัพ ดังนั้นบรรยากาศการหาเสียงจึงแตกต่างจากปี 2566 อย่างชัดเจน เพราะในเวลานั้นพรรคการเมืองหลักยังสามารถวิพากษ์วิจารณ์กองทัพได้ พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างทหารกับพลเรือนได้อย่างเปิดเผย แต่ในปีนี้เทรนด์มันมาประเด็นชายแดน กลายเป็นเรื่องความปลอดภัยในชีวิต มันเป็นเรื่องลมหายใจ" ดร.ธนเชษฐ กล่าว

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ด้าน ผศ.ดร.คัทซูยูกิ ทาคาฮาชิ อาจารย์ประจำสถานประชาคมอาเซียนศึกษา คณะสังคมศาสตร์ ม.นเรศวร ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่า การเลือกตั้งทั่วไปในปี 2562 และ 2566 เป็นการต่อสู้กันในประเด็นการต่อต้านมรดกคณะรัฐประหาร รวมถึงการไม่เอารัฐบาลที่สนับสนุนกองทัพ
ทว่าเมื่อพิจารณาบรรยากาศการเมืองของไทยในปัจจุบัน กลับสะท้อนให้เห็นว่าความนิยมของกองทัพกำลังฟื้นตัวขึ้น โดยมีปัจจัยกระตุ้นมาจากประเด็นความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา และปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์
"กองทัพสามารถกอบกู้ความเชื่อมั่นกลับมาได้ในระดับหนึ่ง และถูกนำเสนอภาพลักษณ์ว่าเป็นผู้ที่มีความรักชาติมากกว่านักการเมืองพลเรือน" เขากล่าว
นักวิชาการชาวญี่ปุ่นผู้นี้ตั้งข้อสังเกตว่าการวิพากษ์วิจารณ์กองทัพอาจนำไปสู่ความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ได้
เขายกตัวอย่างพื้นที่ จ.พิษณุโลก ซึ่งเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยที่ตนเองทำงานอยู่และถือได้ว่าเป็นพื้นที่ทหารเข้มข้น ทั้งในเชิงประวัติศาสตร์ในฐานะเมืองที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงพระราชสมภพ รวมถึงเป็นฐานที่ตั้งของกองทัพภาคที่ 3
ผศ.ดร.คัทซูยูกิ บอกว่าแม้นโยบายของพรรคประชาชนไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากการเลือกตั้งครั้งก่อนมากนัก แต่ในช่วงหาเสียง ผู้สมัครของพรรคในพื้นที่พูดถึงบทบาทของกองทัพเพียงเล็กน้อย อาจเป็นเพราะมันไม่ใช่ประเด็นหลักในจังหวัดนี้ด้วย รวมถึงเห็นว่ามันไม่น่าช่วยดึงคะแนนเสียงได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน
"พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนต่างหลีกเลี่ยงที่จะกล่าวถึง 'กัมพูชา' 'การต่างประเทศ' หรือ 'กองทัพ' โดยตรงในพื้นที่พิษณุโลก และการหาเสียงของทั้งสองพรรคก็ไม่คึกคักเท่าที่ควร ในทางกลับกัน พรรคภูมิใจไทยได้ใช้ประเด็นนี้โจมตีทั้งสองพรรค" อาจารย์จาก ม.นเรศวร กล่าว
จากรายงานของสำนักข่าวพิษณุโลกฮอตนิวส์เมื่อวันที่ 10 ม.ค. ระบุว่า นายจุติ ไกรฤกษ์ อดีต รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในฐานะผู้สมัคร สส. เขต 5 จ.พิษณุโลก ของพรรคภูมิใจไทย กล่าวระหว่างการหาเสียงว่า "ครอบครัวตนเองเล่นการเมือง มาตั้งรุ่นปู่และรุ่นพ่อ และได้บอกเอาไว้ว่าอย่าทำ 3 ข้อคือ 1. อย่าเอาความมั่นคงของประเทศไปเสี่ยง 2. อย่าเอาสถาบันหลักของประเทศไปเสี่ยง และ 3.อย่าเอาอนาคตของประชาชนไปเสี่ยง ผมเป็นลูกเป็นหลานกตัญญู ผมบอกเลยว่า 'อังเคิลผมไม่คบ'"
นอกจากนี้ แม้พรรคประชาชนเป็นพรรคเดียวที่ถูกกระแสตีกลับจากปม "ทหารมีไว้ทำไม" ก็จริง แต่ ผศ.ดร.คัทซูยูกิ ก็ตั้งข้อสังเกตด้วยว่าพรรคเองก็ดูเหมือนจะมีท่าทีที่ค่อนข้างอนุรักษนิยมเมื่อต้องพูดถึงประเด็นข้อพิพาทชายแดน และพรรคส้มก็มีกลุ่มผู้สนับสนุนที่เป็นฝ่ายอนุรักษนิยมผู้รักชาติอยู่ด้วยเช่นกัน
เขายังตั้งข้อสังเกตด้วยว่าผู้เล่นหรือผู้สมัครรับเลือกตั้งจากบางกลุ่มที่ไม่มีประเด็นเชิงนโยบายสำคัญ ๆ ได้หันไปใช้กระแสชาตินิยม "เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของสาธารณชน" มากขึ้นด้วย
"วาทกรรมนี้ถูกนำมาใช้เพื่อโจมตีทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน ในขณะเดียวกันก็สร้างประโยชน์ให้กับพรรคภูมิใจไทย"
"กลุ่มสุดโต่งบางกลุ่มถึงขั้นเรียกร้องอ้างสิทธิเหนือดินแดน ซึ่งเป็นการสร้างความเสี่ยงต่อชีวิตของประชาชนในพื้นที่" เขากล่าว

ที่มาของภาพ, Getty Images
ด้าน ดร.ธนเชษฐ เสริมว่าไม่ใช่บรรยากาศการเมืองภายในประเทศเท่านั้นที่ส่งผลให้ประชาชนหันมาสนับสนุนกองทัพ และทำให้พรรคการเมืองต่าง ๆ มีนโยบายหาเสียงโอนเอียงไปทางสายเหยี่ยวมากขึ้น แต่ภูมิรัฐศาสตร์ในระดับโลกก็ส่งผลต่อนโยบายการต่างประเทศของไทยเช่นกัน
เขามองว่าท่าทีของพรรคการเมืองเปลี่ยนไปในทิศทางที่เน้นผลประโยชน์ของชาติมากขึ้น สอดคล้องกับบรรยากาศโลกที่ประเทศมหาอำนาจเองก็หันมาใช้ท่าทีที่แข็งกร้าวเมื่อต้องจัดการกับประเด็นนี้ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา
"ทรัมป์นี่ผมคิดว่ามีส่วนอย่างมาก เช่นในช่วงการหยุดยิงช่วงแรก เขาก็มาเป็นตัวกลางใช่ไหมครับ เพราะอยากได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ แต่พอบุกเวเนซุเอลาเองเสียอย่างนั้น มันก็กลายเป็นว่างั้นเราไม่ต้องฟังคุณแล้วก็ได้"
นักรัฐศาสตร์จาก ม.อุบลราชธานี กล่าวต่อว่าสิ่งสำคัญคือพรรคต่าง ๆ จะทำอย่างไรไม่ให้นโยบายสายเหยี่ยวนำไปสู่ทางตันเมื่อต้องจัดการปัญหาข้อพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการเลือกตั้งผ่านไปแล้วและมีรัฐบาลชุดใหม่
เขาเห็นว่าคำถามที่พูดว่า "ทหารมีไว้ทำไม" ลึก ๆ แล้วสะท้อนถึงความกลัวของผู้คนในแนวชายแดน ซึ่งเห็นว่าทหารคือการปกป้องคุ้มครองจากรัฐ
"ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่ามันต้องนึกถึงผลระยะยาวด้วย แม้แต่คนที่กลัวเขาก็ยังคิดว่าระยะยาวจะอยู่อย่างไร จะทำอย่างไร ถ้าตอบโต้แรงไปแล้วมันต้องมีการสวนกลับ แล้วชีวิตฉันต้องลำบาก แล้วจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้ถึงจุดนั้น"
ดร.ธนเชษฐ บอกว่ายังตอบได้ยากว่าความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา จะจบลงอย่างไร แต่เตือนด้วยว่าการใช้นโยบายสายเหยี่ยวในระยะยาวอาจทำให้เกิดบทเรียนราคาแพงขึ้นได้ ยกตัวอย่างการใช้กำลังทหารของเวียดนามบุกยึดกรุงพนมเปญในช่วงปี 1979-1980 ที่มอบชัยชนะทางทหารให้กับกองทัพเวียดนาม แต่ให้ผลตรงข้ามในเวทีการเมืองระดับโลก
"ผลลัพธ์ระยะยาวในครั้งนั้นมันราคาแพงมากนะครับ ทั้งทหารเวียดนามที่ต้องเสียชีวิต ต้นทุนทางการเมืองและการทูต เนื่องจากเวทีนานาชาติต่อต้านจนมันไม่เป็นผลดีต่อเวียดนาม"
"มันอาจดูโลกสวย แต่ผมคิดว่าต้องใช้วิธีการทูตหรือใช้วิธีทางสันติ พูดคุยเจรจากับกัมพูชาว่าอย่าใช้ความรุนแรง เพียงแต่ว่ามันจะโดนวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลของฮุน เซน นั้นใช้วิธีการแบบนี้ได้หรือไม่ เห็นแล้วว่าเขาค่อนข้างพยายามนำไปสู่การยกระดับสู่นานาชาติเพื่อให้ได้สิ่งที่เขาต้องการอยู่เป็นประจำ ผมเลยมองว่าจะให้มันจบ มันคงไม่จบ และประเทศไทยกับกัมพูชาก็เป็นประเทศติดกัน เราก็ต้องอยู่กันไปแบบนี้" อาจารย์จาก ม.อุบลราชธานี กล่าว

ที่มาของภาพ, Getty Images
ด้าน ผศ.ดร.คัทซูยูกิ กล่าวเสริมว่าโดยหลัก ๆ แล้วผู้มีสิทธิออกเสียงมักตัดสินใจเลือกพรรคใดพรรคหนึ่งจากนโยบายด้านเศรษฐกิจมากกว่าประเด็นการต่างประเทศหรือทหาร ดังนั้น ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับกัมพูชาไม่น่าจะสะท้อนถึงเจตจำนงโดยตรงของผู้ลงคะแนนเสียง แต่ "ผลการเลือกตั้งมักจะถูกนำไปใช้อ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการตัดสินใจด้านนโยบายการทหารและการต่างประเทศที่จะตามมาในภายหลัง"
นอกจากนี้ เขายังตั้งคำถามบทบาทของไทยในฐานะสมาชิกผู้ก่อตั้งอาเซียน ซึ่งเกือบตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา องค์กรนี้ก็ทำหน้าที่เป็น "ชุมชนแห่งความมั่นคง" เสมอมา จนกระทั่งสองชาติสมาชิกเปิดฉากสู้รบกันเมื่อราว 15 ปีก่อน
"นับตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงปี 2554 รัฐสมาชิกอาเซียนไม่เคยทำสงครามต่อกันเลย บรรทัดฐานนี้ได้ถูกทำลายลงในปี 2554 เมื่อเกิดการปะทะกันด้วยอาวุธระหว่างไทยกับกัมพูชารอบปราสาทพระวิหาร เหตุการณ์เหล่านี้ถือเป็นการละเมิดหลักการพื้นฐานของอาเซียนในการแก้ไขข้อพิพาทระหว่างประเทศอย่างสันติผ่านการเจรจา"
นักวิชาการชาวญี่ปุ่นมองว่าการสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชาครั้งล่าสุด อาจส่งผลต่อพัฒนาการประชาธิปไตยในประเทศ
เขาอธิบายว่าเมื่อประเด็นเรื่องพรมแดน ดินแดน และอธิปไตยกลายเป็นเรื่องสำคัญ การปฏิรูปกองทัพและประชาธิปไตยจะถูกผลักไปไว้ข้างหลัง และถูกแทนที่ด้วยการตั้งคำถามแบบแบ่งฝักแบ่งฝ่ายง่าย ๆ ว่า "จะปกป้องประเทศหรือไม่" ดังนั้น ในโครงสร้างเช่นนี้ ใครก็ตามที่วิพากษ์วิจารณ์กองทัพจะถูกประณามว่าเป็นพวก "ไม่รักชาติ" พรรคการเมืองที่เสนอให้พลเรือนคุมทหารและต่อต้านการแทรกแซงของกองทัพ จึงมีความเปราะบางอย่างยิ่ง เมื่อเผชิญกับวิกฤตชายแดน
"การกลับมาเรืองอำนาจของกองทัพไทยได้ทอดเงาเหนือการเมือง และกองทัพยังคงเป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดต่อการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศไทย" ผศ.ดร.คัทซูยูกิ กล่าวทิ้งท้ายกับบีบีซีไทย












