วิเคราะห์ความเสี่ยงต่อการเมืองไทย เมื่อจุดยืน "สายเหยี่ยว" กลายเป็นกระแสหลักในการเลือกตั้ง 2569

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี รมว.มหาดไทย ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจกำลังพลที่ปราสาทตาควาย เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2568

ที่มาของภาพ, Royal Thai Government

คำบรรยายภาพ, นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจกำลังพลที่ปราสาทตาควาย เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2568 "เพื่อเชิดชูทหารกล้า เพื่อรำลึกถึงทุกความเสียสละ" จากข้อความที่ระบุในเพจเฟซบุ๊กของกรมการปกครอง
    • Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

วิกฤตชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่ได้ส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึกของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน

ทั้งบนเวทีดีเบตและเวทีหาเสียง พรรคการเมืองต่างหยิบฉวยความรู้สึกร่วมของผู้คนในชาติที่อ่อนไหวต่อความมั่นคงในอธิปไตยและบูรณภาพดินแดนจากเหตุสู้รบชายแดน เพื่อขอเสียงโหวตจากประชาชน

กระแสชาตินิยมและสนับสนุนกองทัพช่วยให้บางพรรคฉายแสงขึ้นมาบนเวทีดีเบตได้ แม้เป็นพรรคขนาดเล็ก เช่น พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ อดีตผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ ททบ. 5 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเศรษฐกิจ กล่าวในรายการดีเบตอีกสักตั้งของไทยรัฐทีวี ซึ่งเป็นเวทีแรกของการเลือกตั้งปีนี้ว่า ถ้าหากได้เป็นนายกรัฐมนตรี เขาจะสนับสนุนการรบของกองทัพต่อไป เพราะ "กองทัพทำถูกแล้ว" และเขาจะให้กองทัพสู้รบไปจนกว่าสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาของกัมพูชาจะ โทรศัพท์มาเจรจา โดยไม่มีประเทศที่สามหรือประเทศที่สี่มาเกี่ยวข้อง

เหตุความขัดแย้งแนวชายแดนไทย-กัมพูชาปะทุขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 ก.ค. ปีที่แล้ว แม้ต่างฝ่ายต่างอ้างว่าอีกฝ่ายเปิดฉากโจมตีก่อน แต่ในทัศนะของ พล.อ.รังษี บนเวทีดีเบต กลับเห็นว่า "ในเมื่อเขา (หมายถึงสมเด็จฮุน เซน) เป็นคนเริ่ม เขาก็ต้องเป็นคนจบ"

ส่วนพรรคเพื่อไทยซึ่งเสียความเชื่อมั่นจากประชาชนอย่างมากหลังเกิดวิกฤตชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นสายสัมพันธ์ที่เคยแน้นแฟ้นระหว่างตระกูลชินวัตรกับตระกูลฮุน ไปจนถึงกรณี "คลิปอังเคิล" หรือคลิปเสียงสนทนาระหว่างอดีตนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร กับสมเด็จฮุน เซน ที่หลุดออกมา ซึ่งเป็นเหตุทำให้ น.ส.แพทองธาร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในเวลาต่อมา ตามมติของศาลรัฐธรรมนูญ

ในตอนนี้ ทางพรรคเพื่อไทยเลือกปรับกลยุทธ์การหาเสียงเน้นไปที่ประเด็นเศรษฐกิจด้วยกลยุทธ์ "ทำสงครามกับความยากจน" ซึ่งเป็นการแก้ไขเรื่องปากท้องมากกว่า

บนเวทีดีเบตของไทยรัฐทีวี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตเบอร์หนึ่งของพรรค เชื่อว่าการปราบปรามสแกมเมอร์ข้ามชาติของพรรคเพื่อไทยทำให้เกิดความขัดแย้งกับกัมพูชา และบอกว่าตนเองให้ความสำคัญกับเรื่องอธิปไตยเป็นเรื่องแรก แต่ต้องควบคู่ไปกับความปลอดภัยของประชาชนและทหาร

สำหรับพรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นรัฐบาลรักษาการอยู่ในขณะนี้ นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับที่หนึ่งของพรรค เป็นที่ทราบกันดีว่าเขามีบทบาทสนับสนุนกองทัพมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นบทบาททางการเมืองหรือในการสู้รบครั้งล่าสุด

ในปี 2562 เขาเคยดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข ในสมัยรัฐบาลประยุทธ์ 2 ซึ่งต้องเผชิญกับการระบาดของโควิด-19 และเมื่อได้รับเสียงสนับสนุนจากพรรคประชาชนในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งล่าสุด เขาก็ต้องเผชิญกับปัญหาการสู้รบแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ระลอก 2 ของปี 2568 แต่ท่าทีของเขาก็ถูกนักวิจารณ์มองว่า "ไม่ได้อยู่เหนือกองทัพ แต่ยืนอยู่เคียงข้างกองทัพ"

นายอนุทินปฏิเสธการขึ้นเวทีดีเบต เนื่องจากเห็นว่าตนเองยังต้องทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีในฐานะรัฐบาลรักษาการ แต่ก็บอกด้วยว่าเหตุผลส่วนตัว คือ "จากประสบการณ์ ผมไม่สบายใจกับบรรยากาศของการดีเบต ที่บ่อยครั้งจะมีการสร้างวาทกรรมโจมตีกันไปมา ประกอบกับผมมีข้อจำกัดส่วนตัว ไม่สามารถพูดอย่างที่ตั้งใจได้ในเวลาสั้น ๆ เพียง 1-3 นาที เกรงว่าจะทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้"

ขณะที่เว็บไซต์ของพรรคภูมิใจไทยมีเนื้อหา "ยึดแผ่นดิน คืนจากกัมพูชา" ซึ่งระบุว่าเป็นความสำเร็จอันโดดเด่นช่วง 3 เดือนของรัฐบาลอนุทินที่มีหัวหน้าพรรคกุมบังเหียนตำแหน่งนายกรัฐมนตรีควบคู่กระทรวงมหาดไทย

(ซ้าย) นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับหนึ่งของพรรคประชาชน ชี้แจงว่าพรรคไม่เคยอยู่ตรงข้ามกองทัพ แต่คำอธิบายเช่นนี้จะส่งให้พรรคชนะการเลือกตั้งอีกครั้งหรือไม่

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับหนึ่งของพรรคประชาชน ชี้แจงว่าพรรคไม่เคยอยู่ตรงข้ามกองทัพ แต่คำอธิบายเช่นนี้จะส่งให้พรรคชนะการเลือกตั้งอีกครั้งหรือไม่

ทว่า กระแสชาตินิยมและสนับสนุนกองทัพไม่ได้ส่งผลดีนักต่อพรรคที่เคยมีประวัติชนะการเลือกตั้งครั้งล่าสุด

พรรคประชาชนซึ่งชูนโยบายปฏิรูปกองทัพและวิพากษ์วิจารณ์บทบาทของกองทัพมาโดยตลอด กำลังเผชิญกับแรงกดดันจากกระแสชาตินิยม จนบทบาทด้านนี้ถูกลดทอนจากการหาเสียงเลือกตั้งครั้งก่อนอย่างเห็นได้ชัด

ผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคส้มต่างเผชิญคำถามจากทางบ้านและสื่อสังคมออนไลน์ว่าพรรค "ด้อยค่าทหารทำไม" หรือ "รู้หรือยังว่าทหารมีไว้ทำไม" ทำให้พื้นที่การสนทนาหลัก ๆ กลายเป็นการชี้แจงข้อกล่าวหานี้มากกว่าเปิดขายนโยบายพรรคหรือตัวผู้สมัครเอง

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับหนึ่งของพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ล่าสุดเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า ตั้งแต่อดีตพรรคอนาคตใหม่จนถึงพรรคประชาชน พรรคไม่เคยอยู่ตรงข้ามกองทัพ แต่สนับสนุนกองทัพที่ทันสมัย อยู่ภายใต้หลักพบเรือนเป็นใหญ่ และไม่ทำรัฐประหาร รวมถึงไม่เคยคัดค้านการซื้ออาวุธ

คำอธิบายเช่นนี้จะส่งให้พรรคการเมืองที่อาศัยกระแสเป็นหลัก ชนะการเลือกตั้งอีกครั้งได้หรือไม่ มีเพียงผลการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. นี้เท่านั้นที่จะตอบคำถามนี้ได้

ประชาชนในพื้นที่ จังหวัดสระแก้ว ที่ไม่อพยพออกนอกพื้นที่ นั่งหลบในบังเกอร์เพื่อความปลอดภัยโดยมี ชรบ. วางกำลังเฝ้าหมู่บ้าน หลังช่วงเช้าที่ผ่านมามีรายงานว่ากัมพูชาได้ยิงจรวด BM-21 ลงบ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว ส่งผลให้บ้านเรือนประชาชนเสียหาย 2 หลัง โดยไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต เนื่องจากผู้นำชุมชนได้สั่งอพยพชาวบ้านไปยังศูนย์พักพิงและบังเกอร์ทันเวลา เมื่อ 9 ธ.ค 2568

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ประชาชนบางคนในพื้นที่ จ.สระแก้ว อาศัยหลบอยู่ในบังเกอร์แทนที่จะอพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว

การสู้รบตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา สองระลอกที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนชาวไทยและกัมพูชานับแสนต้องอพยพมายังศูนย์พักพิงชั่วคราว

ดร.ธนเชษฐ วิสัยจร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.อุบลราชธานี ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่า ในบริบทของคนไทยที่อยู่ในแนวชายแดน พวกเขารู้สึกว่าชีวิตไม่ปกตินับตั้งแต่มีการปิดชายแดน ซึ่งเกิดขึ้นก่อนการสู้รบรอบแรกในเดือน ก.ค. 2568 และการอพยพก็ตามมาด้วยความไม่มั่นคงในชีวิตหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียรายได้จากการละทิ้งอาชีพที่ทำอยู่เดิมชั่วคราว เด็กไปโรงเรียนไม่ได้ คนแก่และคนป่วยต้องถูกย้ายมารวมกันในศูนย์พักพิง

ความลำบากทั้งหมดทำให้ประชาชนในพื้นที่รู้สึกกลัวและต้องการให้สถานการณ์ชายแดน "จบเสียที" เพื่อให้กลับไปดำเนินชีวิตตามปกติได้

ความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินยังสร้างบาดแผลใจให้กับคนในพื้นที่ โดยเฉพาะเหตุการณ์จรวด BM-21 จากฝ่ายกัมพูชาตกลงมายังร้านสะดวกซื้อภายในปั๊มน้ำมัน ปตท. บ้านผือ ต.หนองหญ้าลาด อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตทันที 8 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มีเด็ก และมีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 15 ราย

"สถานการณ์ชายแดนซึ่งกำลังจะมีอนาคตที่ดี มันต้องชะงักไป แล้วผมไม่คิดว่ามันจะกลับมาดีเหมือนเดิม มันเป็นการสูญเสียโอกาสทั้งชีวิต"

เมื่อการเลือกตั้งมาถึง พรรคการเมืองซึ่งมีนักการเมืองอยู่ในพื้นที่อยู่แล้ว พวกเขารู้ดีว่าประชาชนโดยเฉพาะผู้ที่อยู่ตามแนวชายแดนอีสานใต้ต้องการอะไร

"คนที่บอกว่าการเมืองไทย-กัมพูชา เป็นเรื่องของผู้นำ เป็นเรื่องของรัฐบาล แต่คราวนี้ความขัดแย้งมันลงมาถึงระดับประชาชนต่อประชาชนด้วย มันเป็นปัจจัยที่สำคัญมาก พรรคการเมืองจำนวนมากจึงปรับถ้อยคำและจุดยืนมาเน้นการปกป้องอธิปไตย-ความมั่นคงของรัฐมากขึ้น ซึ่งหนึ่งในนั้นย่อมหนีไม่พ้นการสนับสนุนบทบาทของกองทัพ ดังนั้นบรรยากาศการหาเสียงจึงแตกต่างจากปี 2566 อย่างชัดเจน เพราะในเวลานั้นพรรคการเมืองหลักยังสามารถวิพากษ์วิจารณ์กองทัพได้ พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างทหารกับพลเรือนได้อย่างเปิดเผย แต่ในปีนี้เทรนด์มันมาประเด็นชายแดน กลายเป็นเรื่องความปลอดภัยในชีวิต มันเป็นเรื่องลมหายใจ" ดร.ธนเชษฐ กล่าว

พรรครวมไทยสร้างชาติซึ่งเคยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าพรรค ก็ชูนโยบายหนุนให้คนสมัครใจเกณฑ์ทหารมากขึ้นในการเลือกตั้งครั้งนี้

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, พรรครวมไทยสร้างชาติซึ่งเคยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าพรรค ก็ชูนโยบายหนุนให้คนสมัครใจเกณฑ์ทหารมากขึ้นในการเลือกตั้งครั้งนี้

ด้าน ผศ.ดร.คัทซูยูกิ ทาคาฮาชิ อาจารย์ประจำสถานประชาคมอาเซียนศึกษา คณะสังคมศาสตร์ ม.นเรศวร ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่า การเลือกตั้งทั่วไปในปี 2562 และ 2566 เป็นการต่อสู้กันในประเด็นการต่อต้านมรดกคณะรัฐประหาร รวมถึงการไม่เอารัฐบาลที่สนับสนุนกองทัพ

ทว่าเมื่อพิจารณาบรรยากาศการเมืองของไทยในปัจจุบัน กลับสะท้อนให้เห็นว่าความนิยมของกองทัพกำลังฟื้นตัวขึ้น โดยมีปัจจัยกระตุ้นมาจากประเด็นความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา และปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์

"กองทัพสามารถกอบกู้ความเชื่อมั่นกลับมาได้ในระดับหนึ่ง และถูกนำเสนอภาพลักษณ์ว่าเป็นผู้ที่มีความรักชาติมากกว่านักการเมืองพลเรือน" เขากล่าว

นักวิชาการชาวญี่ปุ่นผู้นี้ตั้งข้อสังเกตว่าการวิพากษ์วิจารณ์กองทัพอาจนำไปสู่ความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ได้

เขายกตัวอย่างพื้นที่ จ.พิษณุโลก ซึ่งเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยที่ตนเองทำงานอยู่และถือได้ว่าเป็นพื้นที่ทหารเข้มข้น ทั้งในเชิงประวัติศาสตร์ในฐานะเมืองที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงพระราชสมภพ รวมถึงเป็นฐานที่ตั้งของกองทัพภาคที่ 3

ผศ.ดร.คัทซูยูกิ บอกว่าแม้นโยบายของพรรคประชาชนไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากการเลือกตั้งครั้งก่อนมากนัก แต่ในช่วงหาเสียง ผู้สมัครของพรรคในพื้นที่พูดถึงบทบาทของกองทัพเพียงเล็กน้อย อาจเป็นเพราะมันไม่ใช่ประเด็นหลักในจังหวัดนี้ด้วย รวมถึงเห็นว่ามันไม่น่าช่วยดึงคะแนนเสียงได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน

"พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนต่างหลีกเลี่ยงที่จะกล่าวถึง 'กัมพูชา' 'การต่างประเทศ' หรือ 'กองทัพ' โดยตรงในพื้นที่พิษณุโลก และการหาเสียงของทั้งสองพรรคก็ไม่คึกคักเท่าที่ควร ในทางกลับกัน พรรคภูมิใจไทยได้ใช้ประเด็นนี้โจมตีทั้งสองพรรค" อาจารย์จาก ม.นเรศวร กล่าว

จากรายงานของสำนักข่าวพิษณุโลกฮอตนิวส์เมื่อวันที่ 10 ม.ค. ระบุว่า นายจุติ ไกรฤกษ์ อดีต รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในฐานะผู้สมัคร สส. เขต 5 จ.พิษณุโลก ของพรรคภูมิใจไทย กล่าวระหว่างการหาเสียงว่า "ครอบครัวตนเองเล่นการเมือง มาตั้งรุ่นปู่และรุ่นพ่อ และได้บอกเอาไว้ว่าอย่าทำ 3 ข้อคือ 1. อย่าเอาความมั่นคงของประเทศไปเสี่ยง 2. อย่าเอาสถาบันหลักของประเทศไปเสี่ยง และ 3.อย่าเอาอนาคตของประชาชนไปเสี่ยง ผมเป็นลูกเป็นหลานกตัญญู ผมบอกเลยว่า 'อังเคิลผมไม่คบ'"

นอกจากนี้ แม้พรรคประชาชนเป็นพรรคเดียวที่ถูกกระแสตีกลับจากปม "ทหารมีไว้ทำไม" ก็จริง แต่ ผศ.ดร.คัทซูยูกิ ก็ตั้งข้อสังเกตด้วยว่าพรรคเองก็ดูเหมือนจะมีท่าทีที่ค่อนข้างอนุรักษนิยมเมื่อต้องพูดถึงประเด็นข้อพิพาทชายแดน และพรรคส้มก็มีกลุ่มผู้สนับสนุนที่เป็นฝ่ายอนุรักษนิยมผู้รักชาติอยู่ด้วยเช่นกัน

เขายังตั้งข้อสังเกตด้วยว่าผู้เล่นหรือผู้สมัครรับเลือกตั้งจากบางกลุ่มที่ไม่มีประเด็นเชิงนโยบายสำคัญ ๆ ได้หันไปใช้กระแสชาตินิยม "เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของสาธารณชน" มากขึ้นด้วย

"วาทกรรมนี้ถูกนำมาใช้เพื่อโจมตีทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน ในขณะเดียวกันก็สร้างประโยชน์ให้กับพรรคภูมิใจไทย"

"กลุ่มสุดโต่งบางกลุ่มถึงขั้นเรียกร้องอ้างสิทธิเหนือดินแดน ซึ่งเป็นการสร้างความเสี่ยงต่อชีวิตของประชาชนในพื้นที่" เขากล่าว

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา และนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนาม "ถ้อยแถลงผลการพบหารือ" ระหว่างผู้นำไทยและกัมพูชา โดยผู้นำสหรัฐฯ เรียกว่า "ข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์" เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2568

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา และนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนาม "ถ้อยแถลงร่วมผลการพบหารือ" ระหว่างผู้นำไทยและกัมพูชา โดยผู้นำสหรัฐฯ เรียกว่า "ข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์" เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2568

ด้าน ดร.ธนเชษฐ เสริมว่าไม่ใช่บรรยากาศการเมืองภายในประเทศเท่านั้นที่ส่งผลให้ประชาชนหันมาสนับสนุนกองทัพ และทำให้พรรคการเมืองต่าง ๆ มีนโยบายหาเสียงโอนเอียงไปทางสายเหยี่ยวมากขึ้น แต่ภูมิรัฐศาสตร์ในระดับโลกก็ส่งผลต่อนโยบายการต่างประเทศของไทยเช่นกัน

เขามองว่าท่าทีของพรรคการเมืองเปลี่ยนไปในทิศทางที่เน้นผลประโยชน์ของชาติมากขึ้น สอดคล้องกับบรรยากาศโลกที่ประเทศมหาอำนาจเองก็หันมาใช้ท่าทีที่แข็งกร้าวเมื่อต้องจัดการกับประเด็นนี้ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา

"ทรัมป์นี่ผมคิดว่ามีส่วนอย่างมาก เช่นในช่วงการหยุดยิงช่วงแรก เขาก็มาเป็นตัวกลางใช่ไหมครับ เพราะอยากได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ แต่พอบุกเวเนซุเอลาเองเสียอย่างนั้น มันก็กลายเป็นว่างั้นเราไม่ต้องฟังคุณแล้วก็ได้"

นักรัฐศาสตร์จาก ม.อุบลราชธานี กล่าวต่อว่าสิ่งสำคัญคือพรรคต่าง ๆ จะทำอย่างไรไม่ให้นโยบายสายเหยี่ยวนำไปสู่ทางตันเมื่อต้องจัดการปัญหาข้อพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการเลือกตั้งผ่านไปแล้วและมีรัฐบาลชุดใหม่

เขาเห็นว่าคำถามที่พูดว่า "ทหารมีไว้ทำไม" ลึก ๆ แล้วสะท้อนถึงความกลัวของผู้คนในแนวชายแดน ซึ่งเห็นว่าทหารคือการปกป้องคุ้มครองจากรัฐ

"ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่ามันต้องนึกถึงผลระยะยาวด้วย แม้แต่คนที่กลัวเขาก็ยังคิดว่าระยะยาวจะอยู่อย่างไร จะทำอย่างไร ถ้าตอบโต้แรงไปแล้วมันต้องมีการสวนกลับ แล้วชีวิตฉันต้องลำบาก แล้วจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้ถึงจุดนั้น"

ดร.ธนเชษฐ บอกว่ายังตอบได้ยากว่าความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา จะจบลงอย่างไร แต่เตือนด้วยว่าการใช้นโยบายสายเหยี่ยวในระยะยาวอาจทำให้เกิดบทเรียนราคาแพงขึ้นได้ ยกตัวอย่างการใช้กำลังทหารของเวียดนามบุกยึดกรุงพนมเปญในช่วงปี 1979-1980 ที่มอบชัยชนะทางทหารให้กับกองทัพเวียดนาม แต่ให้ผลตรงข้ามในเวทีการเมืองระดับโลก

"ผลลัพธ์ระยะยาวในครั้งนั้นมันราคาแพงมากนะครับ ทั้งทหารเวียดนามที่ต้องเสียชีวิต ต้นทุนทางการเมืองและการทูต เนื่องจากเวทีนานาชาติต่อต้านจนมันไม่เป็นผลดีต่อเวียดนาม"

"มันอาจดูโลกสวย แต่ผมคิดว่าต้องใช้วิธีการทูตหรือใช้วิธีทางสันติ พูดคุยเจรจากับกัมพูชาว่าอย่าใช้ความรุนแรง เพียงแต่ว่ามันจะโดนวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลของฮุน เซน นั้นใช้วิธีการแบบนี้ได้หรือไม่ เห็นแล้วว่าเขาค่อนข้างพยายามนำไปสู่การยกระดับสู่นานาชาติเพื่อให้ได้สิ่งที่เขาต้องการอยู่เป็นประจำ ผมเลยมองว่าจะให้มันจบ มันคงไม่จบ และประเทศไทยกับกัมพูชาก็เป็นประเทศติดกัน เราก็ต้องอยู่กันไปแบบนี้" อาจารย์จาก ม.อุบลราชธานี กล่าว

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

ด้าน ผศ.ดร.คัทซูยูกิ กล่าวเสริมว่าโดยหลัก ๆ แล้วผู้มีสิทธิออกเสียงมักตัดสินใจเลือกพรรคใดพรรคหนึ่งจากนโยบายด้านเศรษฐกิจมากกว่าประเด็นการต่างประเทศหรือทหาร ดังนั้น ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับกัมพูชาไม่น่าจะสะท้อนถึงเจตจำนงโดยตรงของผู้ลงคะแนนเสียง แต่ "ผลการเลือกตั้งมักจะถูกนำไปใช้อ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการตัดสินใจด้านนโยบายการทหารและการต่างประเทศที่จะตามมาในภายหลัง"

นอกจากนี้ เขายังตั้งคำถามบทบาทของไทยในฐานะสมาชิกผู้ก่อตั้งอาเซียน ซึ่งเกือบตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา องค์กรนี้ก็ทำหน้าที่เป็น "ชุมชนแห่งความมั่นคง" เสมอมา จนกระทั่งสองชาติสมาชิกเปิดฉากสู้รบกันเมื่อราว 15 ปีก่อน

"นับตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงปี 2554 รัฐสมาชิกอาเซียนไม่เคยทำสงครามต่อกันเลย บรรทัดฐานนี้ได้ถูกทำลายลงในปี 2554 เมื่อเกิดการปะทะกันด้วยอาวุธระหว่างไทยกับกัมพูชารอบปราสาทพระวิหาร เหตุการณ์เหล่านี้ถือเป็นการละเมิดหลักการพื้นฐานของอาเซียนในการแก้ไขข้อพิพาทระหว่างประเทศอย่างสันติผ่านการเจรจา"

นักวิชาการชาวญี่ปุ่นมองว่าการสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชาครั้งล่าสุด อาจส่งผลต่อพัฒนาการประชาธิปไตยในประเทศ

เขาอธิบายว่าเมื่อประเด็นเรื่องพรมแดน ดินแดน และอธิปไตยกลายเป็นเรื่องสำคัญ การปฏิรูปกองทัพและประชาธิปไตยจะถูกผลักไปไว้ข้างหลัง และถูกแทนที่ด้วยการตั้งคำถามแบบแบ่งฝักแบ่งฝ่ายง่าย ๆ ว่า "จะปกป้องประเทศหรือไม่" ดังนั้น ในโครงสร้างเช่นนี้ ใครก็ตามที่วิพากษ์วิจารณ์กองทัพจะถูกประณามว่าเป็นพวก "ไม่รักชาติ" พรรคการเมืองที่เสนอให้พลเรือนคุมทหารและต่อต้านการแทรกแซงของกองทัพ จึงมีความเปราะบางอย่างยิ่ง เมื่อเผชิญกับวิกฤตชายแดน

"การกลับมาเรืองอำนาจของกองทัพไทยได้ทอดเงาเหนือการเมือง และกองทัพยังคงเป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดต่อการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศไทย" ผศ.ดร.คัทซูยูกิ กล่าวทิ้งท้ายกับบีบีซีไทย