รัฐบาลละทิ้งแนวทาง "สันติภาพ" และเดินตามกองทัพอย่างเดียวหรือไม่ ในเหตุปะทะชายแดนกัมพูชาล่าสุด

Mandatory Credit: Photo by KAIKUNGWON DUANJUMROON/EPA/Shutterstock (16044154b)
Thai villagers take shelter under a concrete bunker following clashes between Thai and Cambodian troops in Phanom Dong Rak district, Surin province, Thailand, 08 December 2025. The Royal Thai Army has reported a Thai soldier was killed and other eight wounded in the multiple border area clashes between Thai and Cambodian troops after Cambodian troops attacked in the Phu Pha Lek hill of Phlan Hin Paet Kon area in Kantharalak district, Si Sa Ket province that prompted the evacuation of residents in four northeastern provinces bordering Cambodia, according to Thai Army spokesman Major General Winthai Suvaree.
Villagers evacuate following Thai and Cambodian troops clashes over the border dispute, Dong Rak, Thailand - 08 Dec 2025

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, ชาวบ้านใน อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ เข้าไปหลบในหลุมหลบภัย หลังเกิดการปะทะระหว่างไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.
    • Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

เกิดเหตุปะทะแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่ช่วงบ่ายวานนี้ (7 ธ.ค.) ส่งผลให้พลเรือนของทั้งสองประเทศที่อยู่ประชิดแนวชายแดนจำเป็นต้องอพยพไปยังสถานที่ปลอดภัย

ความขัดแย้งทางอาวุธครั้งนี้ ถือเป็นการปะทะกันครั้งที่ 2 ที่ต่างฝ่ายต่างใช้อาวุธหนัก โดยกองทัพของไทยใช้เครื่องบินขับไล่ F-16 เพื่อโจมตีเป้าหมายทางทหาร ขณะที่กัมพูชาใช้อาวุธยิงวิถีโค้งอย่างจรวด BM-21

ด้าน พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก กล่าวกับผู้สื่อข่าวสายทหารว่า "เป้าหมายคือกองทัพบกจะทำให้กัมพูชาสิ้นสภาพขีดความสามารถทางการทหารไปอีกยาวนาน เพื่อความปลอดภัยของลูกหลานของเรา"

นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล บอกว่ามั่นใจในแสนยานุภาพของกองทัพ และปิดช่องการเจรจากับกัมพูชาแล้ว

"เที่ยวนี้น่าจะชัดเจนแล้วว่าการตอบโต้ของเรา ไม่ใช่การตอบโต้เพื่อส่งสัญญาณใด ๆ แต่เป็นการตอบโต้ให้เขาเห็นว่าเขาไม่ควรเข้ามาคุกคามอธิปไตยของประเทศไทย ดังนั้นการเจรจาก็จะไม่มีแล้ว จากนี้ไปถ้ากัมพูชาจะหยุดสู้รบกัน ก็ต้องทำตามสิ่งที่ประเทศไทยกำหนด" นายกฯ อนุทิน กล่าวกับสื่อมวลชน

รัฐบาลพลเรือนเป็นฝ่ายนำกองทัพจริงหรือไม่ ?

ในสมัยรัฐบาลชุดที่แล้ว ซึ่งนำโดยอดีตนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่ยึดถือหลักพลเรือนต้องควบคุมกองทัพ ทำให้มาตรการการตอบโต้ต่าง ๆ ยึดตามเป้าหมายทางทหารเป็นหลัก

ก่อนการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในวันนี้ (8 ธ.ค.) นายอนาลโย กอสกุล ที่ปรึกษากรรมาธิการ (กมธ.) การทหาร สภาผู้แทนราษฎร แสดงความเห็นว่า "จะรบหรือไม่รบต้องเป็นหน้าที่รัฐบาลตัดสินใจ เรื่องนี้โยนให้กองทัพไม่ได้" ซึ่งเป็นการยืนยันว่ารัฐบาลต้องเป็นผู้นำในการตัดสินใจ มากกว่ามอบหมายให้กองทัพรับบทบาทนำเหมือนที่เป็นมา

ภายหลังการประชุม สมช. นายอนุทิน แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยว่า รัฐบาลขอยืนยันว่าประเทศไทยจะดำรงความมุ่งมั่นสูงสุดในการปกป้องอธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนของชาติตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และสิทธิในการป้องกันตนเองโดยชอบธรรม

รัฐบาลจะดำเนินการตามมติ สมช. คือ จะมีปฏิบัติการทางทหารในทุกกรณีตามเงื่อนไขของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และให้มีการปฏิบัติการทางทหารในเรื่องอื่น ๆ ที่มีความจำเป็น

"รัฐบาลมีความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมในความสามารถของกองทัพไทย ซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรอบคอบตามกฎการใช้กำลัง และยึดหลักมนุษยธรรมในการปกป้องพี่น้องประชาชน และรักษาความสงบเรียบร้อยตลอดแนวพื้นที่ชายแดน" นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายอนาลโยมองว่ารัฐบาลทำถูกแล้วที่ดำเนินการผ่าน สมช. เนื่องจากยุทธศาสตร์การรบและการป้องกันประเทศจำเป็นต้องพิจารณาและสั่งการผ่านกลไกนี้ ไม่ควรไฟเขียวให้กองทัพตัดสินใจโดยลำพัง

"การนำของพลเรือนในที่นี้ไม่ได้หมายถึงว่ารัฐบาลเป็นผู้กำหนดว่าต้องบุกไปที่ไหน แต่พลเรือนเป็นผู้กำหนดว่านโยบายคืออะไร เช่น ในกรณีนี้ หาก สมช.หรือนายกรัฐมนตรีให้นโยบายว่าเราจะใช้กำลังทางทหารเพื่อปกป้องอธิปไตยหรือยึดพื้นที่ที่อ้างสิทธิ์คืน ผมก็ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีในการให้พลเรือนควบคุมกองทัพ" เขากล่าวกับบีบีซีไทย

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม และผู้บัญชาการเหล่าทัพต่าง ๆ ร่วมกันแถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย หลังประชุม สมช. วันที่ 8 ธ.ค.

ที่มาของภาพ, ไทยคู่ฟ้า

คำบรรยายภาพ, นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม และผู้บัญชาการเหล่าทัพต่าง ๆ ร่วมกันแถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย หลังประชุม สมช. วันนี้ (8 ธ.ค.)

ด้านนายสุภลักษณ์ กาญจนขุนดี ที่ปรึกษา กมธ.การทหารฯ ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่า จากสิ่งที่นายอนุทินแถลงทำให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้อยู่เหนือกองทัพ แต่ยืนอยู่เคียงข้างกองทัพ

"ถ้อยคำที่ใช้ก็เป็น narative (เรื่องเล่า) ในมุมทหาร ไม่ใช่ถ้อยคำจากรัฐบาลพลเรือนที่มีความรับผิดชอบต่อสเถียรภาพและสันติภาพในภูมิภาคโดยรวม ดูได้จากถ้อยคำที่บอกว่า 'ดำเนินการตามมติ สมช.' ซึ่งเรารู้ว่านายกฯ นั่งเป็นประธาน สมช. จริง แต่องค์ประกอบอื่นไม่ใช่ องค์ประชุมส่วนใหญ่มาจากฝ่ายความมั่นคงเป็นหลัก"

เขามองว่านับตั้งแต่รัฐบาลชุดที่แล้วจนถึงรัฐบาลชุดนี้ สมช. ถูกใช้สร้างความชอบธรรม (justified) ให้กับปฏิบัติการทางทหารเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดเหตุความขัดแย้งไทย-กัมพูชา

"ในครั้งนี้การปะทะเกิดขึ้นแล้ว เครื่องบิน F-16 บินขึ้นแล้ว แต่คุณบอกว่าคุณทำตามมติ สมช. ?" นายสุภลักษณ์ตั้งคำถาม

"สรุป สมช. มีมติให้ F-16 ขึ้นบินเมื่อไร เราไม่ทราบ มารู้อีกทีก็ตอนบินไปแล้ว ทิ้งระเบิดไปเรียบร้อยแล้ว สมช. จึงมีหน้าที่แค่ justified สิ่งที่กองทัพปฏิบัติไปเรียบร้อยแล้ว"

อย่างไรก็ดี พลอากาศโทจักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ ชี้แจงว่าปฏิบัติการทางอากาศโจมตีเป้าหมายทางทหารในพื้นที่ปฏิบัติการของกัมพูชา ถูกวางแผนและดำเนินการภายใต้หลักปฏิบัติด้านความมั่นคง รวมถึงกฎหมายระหว่างประเทศ เนื่องจากข้อมูลทางยุทธการพบว่ามีการเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์หนัก การจัดกำลังรบ และเตรียมการสนับสนุนด้านการยิงของกัมพูชา ซึ่งส่งผลต่อความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชน

ย้อนมองสถานการณ์ราว 1 เดือนก่อนหน้า เกิดความตึงเครียดอะไรขึ้นบ้าง

ไทยกับกัมพูชาลงนามใน "ถ้อยแถลงร่วมไทย-กัมพูชา" โดยมีผู้นำสหรัฐฯ และมาเลเซียเป็นสักขีพยาน

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ไทยกับกัมพูชาลงนามใน "ถ้อยแถลงร่วมไทย-กัมพูชา" โดยมีผู้นำสหรัฐฯ และมาเลเซียเป็นสักขีพยาน

วันที่ 26 ต.ค. ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา และนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า "ข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์" ขณะที่ไทยเรียกว่า "ถ้อยแถลงร่วม (joint declaration) ผลการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรไทยและนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา"

ในพิธีการนั้น นายอนุทิน นายกรัฐมนตรีของไทย และสมเด็จฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เป็นผู้ลงนามในถ้อยแถลงดังกล่าว

ผู้นำทั้งสองประเทศยืนยันความมุ่งมั่นต่อสันติภาพ ความมั่นคง และการแก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธี โดยเคารพกฎหมายและเขตแดนระหว่างประเทศ พร้อมปฏิบัติตามข้อตกลงที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee - GBC)

ในวันนั้น ไทยและกัมพูชาประกาศยืนยันความมุ่งมั่นต่อสันติภาพและความมั่นคง พร้อมปฏิบัติตามข้อตกลงชายแดนที่มีอยู่ ทั้งสองฝ่ายลงนามจัดตั้งกลไกผู้สังเกตการณ์อาเซียน (ASEAN Observer Team - AOT) เพื่อกำกับการหยุดยิง

ทั้งสองฝ่ายยังตกลงถอนอาวุธหนักออกจากแนวชายแดน งดเผยแพร่ข้อมูลเท็จ สร้างความเชื่อมั่น ฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูต และดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดโดยไม่กระทบการจัดทำหลักเขตแดน และเมื่อมาตรการเหล่านี้มีผล ไทยจะปล่อยเชลยศึกทันที

นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังตกลงเพิ่มความร่วมมือด้านข้อมูลและการควบคุมชายแดนเพื่อปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติด้วย

กองทัพบกได้รับแจ้งเหตุ เมื่อเวลา 9.30 น. จากกองกำลังสุรนารี ว่ามีทหารไทยเหยียบกับระเบิด เช้าวันที่ 10 พ.ย.

ที่มาของภาพ, กองทัพบก

คำบรรยายภาพ, กองทัพบกได้รับแจ้งเหตุ เมื่อเวลา 9.30 น. ของเช้าวันที่ 10 พ.ย. จากกองกำลังสุรนารี ว่ามีทหารไทยเหยียบกับระเบิด

แต่ทั้งหมดก็สะดุดลงในวันที่ 10 พ.ย. เมื่อมีรายงานว่าทหารไทย 2 นายได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิดบริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีษะเกษ โดยหนึ่งในนั้นสูญเสียเท้าขวา ด้วยเหตุนี้จึงถือว่าเป็นทหารไทยรายที่ 7 ในรอบ 5 เดือนที่สูญเสียขาหรือเท้าจากเหตุเหยียบทุ่นระเบิดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

ทางไทยระบุว่าเป็นทุ่นระเบิดที่เข้ามาลักลอบวางใหม่ ขณะที่ฝ่ายกัมพูชายืนยันว่าเป็นระเบิดตกค้างสมัยสงครามกลางเมืองช่วงทศวรรษ 1970-1980

ในวันเกิดเหตุ นายกรัฐมนตรีอนุทินสั่งให้ชะลอการส่งตัวเชลยศึกชาวกัมพูชา 18 นาย ออกไปอย่างไม่มีกำหนด โดยให้เหตุผลว่าสิ่งที่เกิดขึ้น "ทำให้ความเป็นปฏิปักษ์ต่อภัยความมั่นคงชาติที่เราคิดว่าจะลดลงไป มันไม่ได้ลด"

จากนั้นผลการประชุม สมช. ในวันที่ 11 พ.ย. มีมติว่าให้ระงับการปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมฯ ที่ทำไว้กับกัมพูชาทุกข้อ เพราะถือว่าเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดนั้น เป็นการละเมิดข้อตกลงดังกล่าว และยืนยันการชะลอส่งทหารเชยศึกออกไปก่อน

พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม บอกว่าการระงับข้อปฏิบัติตามถ้อยแถลงฯ ดังกล่าว ถือเป็นการยกระดับการตอบโต้ของฝ่ายไทย และพร้อมกันนี้มีปฏิบัติการทางทหารในเขตอธิปไตยเกิดขึ้นด้วย แต่ขอสงวนสิทธิ์ไม่เปิดเผยรายละเอียด

"เรามีกฎการใช้กำลังอยู่ เข้ามาทำอะไร…เตือน…ยิงด้วยอาวุธเบา ยิงด้วยอาวุธหนัก ผมไม่ขอชี้แจงรายละเอียดตรงนี้ แต่ขอให้มั่นใจว่าหลังจากนี้แล้ว ปฏิบัติการทางทหารได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติว่าให้สามารถดำเนินการได้ตามสถานการณ์" พล.อ.ณัฐพล แถลงต่อสื่อเมื่อวันที่ 11 พ.ย. ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เชื่อว่า "กัมพูชากำลังใช้ทุ่นระเบิดเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาสแกมเมอร์" และเสนอให้ไทยไม่ตกหลุมพราง เดินหน้าเปิดปฏิบัติการเชิงรุกเน้นไปที่เครือข่ายสแกมเมอร์ที่มีความใกล้ชิดกับรัฐบาลกัมพูชาต่อ เช่น เครือข่ายนายเบน สมิธ - ยิม เลียก

ภาพจากเอกสารประชาสัมพันธ์ของสำนักข่าวกัมพูชา (AKP) แสดงให้เห็นผู้บาดเจ็บได้รับการรักษาพยาบาล หลังสื่อกัมพูชารายงานเหตุปะทะในจังหวัดบันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 12 พ.ย.

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, ภาพจากเอกสารประชาสัมพันธ์ของสำนักข่าวกัมพูชา (AKP) แสดงให้เห็นผู้บาดเจ็บได้รับการรักษาพยาบาล หลังสื่อกัมพูชารายงานเหตุปะทะในจังหวัดบันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 12 พ.ย.

จากนั้นในวันที่ 12 พ.ย. เกิดเหตุปะทะกันระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา ใกล้บริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ใกล้กับหมู่บ้านเปรยจัน จ.บันเตียเมียนเจย ของกัมพูชา ซึ่งต่างฝ่ายต่างอ้างว่าอีกฝ่ายเปิดฉากยิงก่อน

ไม่มีรายงานผู้ได้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากฝั่งไทย แต่นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา อ้างว่ามีชาวกัมพูชาเสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บ 3 ราย

ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นติดต่อกันในช่วงกลางเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา ทำให้หลายพื้นที่ในแนวชายแดนเริ่มกังวลว่าสถานการณ์จะยกระดับขึ้น

สื่อต่าง ๆ ของไทยรายงานว่าเกษตรกรใน จ.ศรีสะเกษ และ จ.สุรินทร์ ยอมขาดทุน เร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวก่อนกำหนด เพราะกลัวว่าจะเกิดการปะทะขึ้น และพร้อมอพยพหากรัฐออกคำสั่ง

ขณะที่ จ.ตราด ชาวบ้านตุนสินค้าและอาหารแห้ง เพื่อเตรียมรับมือหากไทยมีปะทะกับกัมพูชารอบสอง

วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวอาวุโส กล่าวในรายการเรื่องใหญ่ไลฟ์ทอล์ก ช่องพีพีทีวี เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. ที่ผ่านมาว่า ก่อนเกิดน้ำท่วมใหญ่ในภาคใต้ นายกรัฐมนตรีอนุทินทยอยคุยกับ ผู้บัญชาการเหล่าทัพต่าง ๆ รวมถึง พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ)

ผู้สื่อข่าวอาวุโสรายนี้ อ้างว่ามีรายงานข่าวระบุว่า ผบ.ทบ. ยืนยันกับนายกฯ ว่ากองทัพพร้อมรบ 100%

"ตอนนี้รอแค่อะไร ? คือจริง ๆ ถ้าจะบอกว่ารอแค่เขมรเปิด ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรเขมรจะเปิด เขมรเขาก็ระวังตัว ถ้าไม่จำเป็น เขาก็ไม่เปิด… อันที่สอง คือ รอความชอบธรรม เช่น มีเหตุผลเพียงพอที่เราจะใช้อาวุธหรือใช้กำลัง ตอนนี้เขาสันนิษฐานกัน คือเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิด อย่างที่พี่เคยบอกว่าถ้าเมื่อไรเราเก็บกู้ในพื้นที่เราหมดเกลี้ยงแล้ว เราก็จะเข้าไปในพื้นที่ปัญหา และเขมรเขาจะไม่ยอม แล้วพอไม่ยอม เขาก็ยิง" วาสนา กล่าว

วันที่ 7 พ.ย. เกิดเหตุปะทะระลอกใหม่ในพื้นที่ภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน จ.ศรีสะเกษ ซึ่งพล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก อ้างว่าทหารกัมพูชาเข้ามาเกาะลวดหนามและใช้อาวุธยิงชุดรักษาความปลอดภัย (รปภ.) ของชุดทหารช่างที่กำลังปรับปรุงเส้นทางจากฐานภูผาเหล็กไปยังจุดตรวจเพียงฟ้า

ขณะที่ พล.ท.หญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา แจ้ง AOT ว่าทหารไทยเปิดฉากยิงก่อน โดยทางกองทัพกัมพูชาไม่ได้ตอบโต้ใด ๆ กลับไป

ในวันนี้ (8 พ.ย.) การปะทะขยายวงไปในหลายพื้นที่ ได้แก่ พื้นที่ช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี, อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ และยังมีพื้นที่อื่น ๆ เริ่มได้รับผลกระทบ เช่น อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์

มีรายงานด้วยว่าฝ่ายกัมพูชาใช้อาวุธยิงวิถีโค้งในช่วงเช้าตรู่บริเวณช่องอานม้า ขณะที่ไทยส่ง F-16 ทำลายเป้าหมายทางทหารในพื้นที่เดียวกัน และการปะทะยังดำเนินต่อเนื่องจนถึงตอนนี้

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

นายอนาลโยวิเคราะห์ว่า การลงนามในข้อตกลงสันติภาพซึ่งมีประธานาธิบดีทรัมป์เป็นผู้ผลักดันหลัก ไม่ได้ยุติปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชา และนั่นทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศยังคงตึงเครียดมาโดยตลอด โดยจะเห็นได้ว่ามีสัญญาณบ่งชี้ออกมาเป็นระยะ ๆ ว่าจะเกิดการปะทะรอบสองขึ้น

"สัญญาณการปะทะรอบสองมีมาตลอด มากน้อยตามเวลา ไม่มีใครเชื่อว่าการปะทะเมื่อเดือน ส.ค. จะเป็นการปะทะครั้งสุดท้าย" นายอนาลโย กล่าว

เขามองว่าทั้งสองฝ่ายยังไม่บรรลุความต้องการและวัตถุประสงค์ของแต่ละฝ่าย อธิบายอย่างง่าย ๆ คือ ไทยยังไม่ได้พื้นที่ฝ่ายไทยอ้างสิทธิคืนมา เช่น ปราสาทตาควาย เนิน 677 ที่ช่องอานม้าก็ยึดไม่ได้ รวมถึงปราสาทอื่น ๆ ที่ยังมีปัญหาอยู่ ขณะที่ฝ่ายกัมพูชาเสียพื้นที่ปฏิบัติการทางทหารค่อนข้างเยอะก่อนหน้านี้ และต้องการให้กลไกระหว่างประเทศเข้ามามีบทบาทมากกว่านี้

"ทั้งสองฝ่ายเห็นว่ายังทำ [ตามเป้าหมาย] ไม่ได้ทั้งคู่ แต่ต้องหยุดไปเพราะทรัมป์บอกให้หยุด แต่ไม่ได้แก้ปัญหา มันจึงมีความเสี่ยงสูงแล้วที่การปะทะรอบสองจะเกิดขึ้น"

ทั้งนี้ นายอนาลโยเน้นย้ำว่าเป้าหมายที่ทั้งสองฝ่ายต้องการนั้นเป็นไปตามวัตถุประสงค์สำหรับปฏิบัติการทางทหาร ไม่ใช่การชิงยึดพื้นที่อ้างสิทธิเพื่อจัดการข้อพิพาทเขตแดน

คำถามต่อรัฐบาล ไทยมียุทธศาสตร์จัดการความขัดแย้งหรือไม่ ?

นายสุภลักษณ์ตั้งข้อสังเกตว่าในสมัยรัฐบาลอนุทิน เหตุการณ์ภาคสนามกลับเป็นสิ่งที่ส่งผลต่อการตัดสินใจทางนโยบายของรัฐบาล เช่น เหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดที่ห้วยตามาเรีย ก็นำมาสู่การฉีกข้อตกลงสันติภาพที่ลงนามในกรุงกัวลาลัมเปอร์โดยฝ่ายไทย

"ทุก narative ของคุณอนุทิน คือ เราจะใช้มาตรการทางทหาร เราจะรักษาดินแดนของเรา ลองสังเกตว่าไม่มี narrative เรื่องสันติภาพ"

นายสุภลักษณ์ชี้ให้เห็นว่าในตอนนี้มีเพียงกองทัพเท่านั้นที่ไม่เชื่อในเรื่องสันติภาพ เห็นได้จากโพสต์บนเพจเฟซบุ๊กของกองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 ที่ใช้แฮชแท็กว่า #สันติภาพไม่มีอยู่จริง โดยแฮชเท็กนี้ปรากฏในเพจกองทัพบกทันกระแสด้วย

เพจดังกล่าวไม่ใช่สื่อทางการของกองทัพบก แต่โฆษกกองทัพบกเคยบอกว่าเพจนี้มีบทบาทในการสื่อสารข่าวสารให้ทันต่อสถานการณ์ เน้นภาษาเข้าใจง่าย เข้าถึงคนรุ่นใหม่

"เขา (หมายถึงกองทัพ) ไม่ยอมรับในสันติภาพ นั่นหมายความว่าเขาจะใช้สงคราม ตอนนี้ narative ที่ออกมาจากฝ่ายไทยมันชัดเจนว่าไม่เชื่อในสันติภาพ"

"ไม่มีสุ้มเสียงเรื่องสันติภาพออกจากนักการเมืองไทยเลยสักคนเดียว ทุกคนยินยอมพร้อมใจให้เราใช้กำลัง ซึ่งมันทำให้เห็นว่ากองทัพสามารถ manipulate (จัดการ) การเมืองไทยได้เบ็ดเสร็จเมื่อเป็นประเด็นนี้" นายสุภลักษณ์ กล่าว

.

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/กองทัพภาคที่ 2

คำบรรยายภาพ, ตัวอย่างโพสต์ที่ติดแฮชแท็กว่า #สันติภาพไม่มีอยู่จริง ซึ่งปรากฏในเพจทางการของกองทัพภาคที่ 2 เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.

เขากล่าวต่อว่าเมื่อนายอนุทิน "improvised (ด้นสด) ไปตามกองทัพ" ซึ่งมีแนวคิดตั้งอยู่บนพื้นฐานหาความได้เปรียบทางยุทธวิธี ในตอนนี้รัฐบาลจึงไม่มียุทธศาสตร์ ทั้งที่รัฐบาลควรกำหนดให้ชัดว่าประเทศจะอยู่กับกัมพูชากันอย่างไร ไทยมีผลประโยชน์อะไรบ้างกับกัมพูชา และสิ่งที่เชื่อมโยงกันระหว่างเศรษฐกิจและแรงงานของทั้งสองประเทศจะเดินหน้ากันอย่างไรต่อ

"ถ้ารัฐบาลมียุทธศาสตร์ มันจะนำไปสู่การยุติเหตุความขัดแย้งทางอาวุธโดยเร็ว เพราะมันสร้างความสูญเสียให้กับสองฝ่าย แต่ไทยเสียหายเยอะกว่าในแง่ขนาดทางเศรษฐกิจ ดร.สุทัศน์ เศรษฐบุญสร้าง อดีตรองเลขาธิการอาเซียน คำนวนเบื้องต้นมาแล้ว opportunity cost (ต้นทุนค่าเสียโอกาส) ที่ไทยจะสูญเสียไปอยู่ที่ราว 200,000 ล้านบาท หากสถานการณ์ขัดแย้งยืดเยื้อถึงหนึ่งปี" นายสุภลักษณ์ กล่าว

นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล บอกว่ายุทธศาสตร์เป็นเรื่องที่เปิดเผยไม่ได้

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล บอกว่ายุทธศาสตร์ของไทยเป็นเรื่องที่เปิดเผยไม่ได้

นายอนาลโย บอกว่าเท่าที่ติดตามสถานการณ์มา ตนเองยังไม่เห็นความชัดเจนเรื่องยุทธศาสตร์จากนายกรัฐมนตรี

"ถ้าเป้าหมายของคุณอนุทินบอกว่าจะเอาคืนทุกพื้นที่อ้างสิทธิที่ยังไม่ได้คืน อันนี้บอกตรง ๆ ว่าน่าจะอีกหลายวันกว่าจะสงบ แต่ถ้าเป้าหมายของคุณอนุทินต้องการแค่ป้องกันตัว ไม่ต้องการให้การปะทะขยายวงเพิ่ม ผมคิดว่าตรงนี้คุณอนุทินทำได้โดยการ activated กลไกปฏิญญากัวลาลัมเปอร์กลับมาใช้ได้"

บ่ายวันนี้ นักข่าวประจำทำเนียบรัฐบาลถามนายอนุทินว่าถ้อยแถลงร่วมระหว่างนายกฯ ไทย-กัมพูชา จะต้องฉีกไปเลยใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า "ไม่มีแล้วครับ จำไม่ได้"

เมื่อนักข่าวถามต่อว่าฝ่ายความมั่นคงเปิดเผยได้หรือไม่ว่าปฏิบัติการปกป้องอธิปไตยรอบนี้ กี่วันปิดจบ นายกฯ บอกว่า ยุทธศาสตร์เป็นเรื่องบอกไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีความขัดแย้งหรือสู้รบกัน พร้อมกับขอความร่วมมือผู้สื่อข่าวด้วยว่า "คำถามเหล่านี้ไม่ควรจะถาม เพราะถามปุ๊บก็เท่ากับสาวไส้ให้กากิน"

ขณะเดียวกัน นายอนาลโยยืนยันว่ารัฐบาลแจ้งเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ให้ประชาชนทราบได้ โดยยกตัวอย่างกรณีสงครามในอิรักหรือยูเครน ประเทศที่ทำสงครามก็แจ้งเลยว่าปฏิบัติการรบเพื่อทำลายขีดจำกัดความสามารถทางทหารของอีกฝ่าย

เขาบอกว่า ถ้านายกฯ แจ้งเป้าหมายทางยุทธศาสตร์มาให้ชัดว่าคืออะไร อย่างน้อยประชาชนก็สามารถคำนวณได้ว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อไปอีกนานแค่ไหน

"เราต้องถามว่าเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของรัฐบาลนายอนุทินคืออะไร" นายอนาลโยกล่าวกับบีบีซีไทย