รัฐบาลแถลงไม่หยุดเจรจาการค้าสหรัฐฯ-กองทัพไทยโชว์หลักฐานกัมพูชาวาง "ทุ่นระเบิดใหม่"

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
กองทัพไทยเปิดหลักฐานกัมพูชาลอบวาง "ทุ่นระเบิดใหม่" ในเขตอธิปไตยไทย พร้อมเดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิด 13 พื้นที่
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงยืนยันว่า นายกรัฐมนตรีมีความมุ่งมั่นตั้งใจจะแก้ปัญหาไทย-กัมพูชาให้บรรลุ โดยต้องการให้การค้าเดินหน้าไปอย่างต่อเนื่องควบคู่กับอธิปไตยของประเทศไทย
"ยืนยันว่าเราจะใช้แนวทางสันติวิธี แต่ขอสงวนสิทธิในการตอบโต้หากโดนยั่วยุตามความเหมาะสม" โฆษกรัฐบาลกล่าว
ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาระลอกล่าสุดนี้เกิดขึ้น หลังจากทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลบริเวณห้วยตามาเรีย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ขณะปฏิบัติภารกิจลาดตระเวน เมื่อ 10 พ.ย. ส่งผลให้ทหารได้รับบาดเจ็บ 4 นาย ในจำนวนนี้มี 1 นายที่ข้อเท้าขาด โดยถือเป็นทหารรายที่ 7 ที่ต้องสูญเสียขานับจากเกิดเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชาตั้งแต่เดือน ก.ค. โดยกองทัพไทยระบุว่าเป็น "ทุ่นระเบิดใหม่ที่กัมพูชาลักลอบเข้ามาวางเอาไว้"
รัฐบาลไทยตอบโต้ด้วยการประกาศระงับการดำเนินการตาม "ปฏิญญา" (Joint Declaration – ตอนแรกกระทรวงการต่างประเทศของไทยเรียกว่า "ถ้อยแถลงร่วม") ไทย-กัมพูชาอย่างไม่มีกำหนด "จนกว่าความเป็นปฏิปักษ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาจะลดลง"
สำหรับถ้อยแถลงร่วมฯ ดังกล่าว นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย กับสมเด็จฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ลงนามร่วมกันที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อ 26 ต.ค. โดยมีนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน ร่วมเป็นสักขีพยาน

ที่มาของภาพ, Reuters
การระงับปฏิญญาของฝ่ายไทย ทำให้รองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ แจ้งเมื่อ 14 พ.ย. ว่า สหรัฐฯ ขอระงับการเจรจากรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทย-สหรัฐฯ เป็นการชั่วคราว และจะสามารถกลับมาเจรจาความตกลงดังกล่าวได้อีกครั้ง "เมื่อฝ่ายไทยให้คำมั่นว่าปฏิบัติตาม Joint Declaration"
ในระหว่างเปิดแถลงข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และการเจรจาการค้าไทยกับต่างประเทศ ที่ทำเนียบรัฐบาล วันนี้ (17 พ.ย.) น.ส.โชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ไทยยังยืนยันความมุ่งมั่นในเป้าหมายเดิม หลังได้รับหนังสือจากผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ในวันเดียวกัน (14 พ.ย.) ก็มีการพูดคุยของผู้นำทั้ง 2 ประเทศ จึงขอยึดสิ่งที่ผู้นำได้พูดคุยกัน และจะยืนยันกลับไปยัง USTR ว่าเราจะเดินหน้าพร้อมเจรจา
"เรามีความมั่นใจว่าสหรัฐฯ น่าจะยังมีเป้าหมายเดียวกับเรา ที่ยังยึดมั่นในเดตไลน์เดิมในการเจรจารายละเอียดของข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาการค้าต่างตอบแทนให้เสร็จในสิ้นปีนี้" อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศกล่าว
สหรัฐฯ กำหนดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าไทยอยู่ที่ 19% โดยไทยตั้งเป้าหมายเจรจาให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นปีนี้ น.ส.โชติมาบอกว่า ในส่วนของไทยต้องมีการทํางานภายในประเทศ โดยมีคณะทํางานอยู่และจะประชุมในเร็ว ๆ นี้ และย้ำว่า "ในระหว่างนี้เรายังไม่มีการหยุดการทำงาน"
กองทัพไทยโชว์หลักฐานกัมพูชาวางทุ่นระเบิดใหม่
ด้านกองทัพไทยออกมาแถลงเปิดหลักฐานว่ากัมพูชาละเมิดปฏิญญาที่ลงนามกันไว้ ด้วยการลอบวาง "ทุ่นระเบิดใหม่" ในอาณาเขตไทย
เนื้อหาข้อหนึ่งในปฏิญญาไทย-กัมพูชา ระบุว่า "ทั้ง 2 ฝ่ายยืนยันในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเขตแดนด้วยวิธีสันติและตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยละเว้นการเป็นภัยคุกคาม หรือการใช้กำลัง หรือการดำเนินการยั่วยุใด ๆ"
พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม สรุปภาพรวมของทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่พบในพื้นที่อธิปไตยของไทยในระหว่างวันที่ 16 ก.ค.-10 พ.ย. ว่า มี 7 เหตุการณ์ที่ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิด ทำให้ขาขาดรวม 7 นาย และได้รับบาดเจ็บจากแรงกระแทกของสะเก็ดระเบิดรวม 13 นาย
สำหรับเหตุการณ์ล่าสุดเมื่อ 10 พ.ย. จากการพิสูจน์ทราบของฝ่ายไทย พบว่า เป็นการวางทุ่นระเบิดเป็นกลุ่มก้อน "ความหมายคือถ้าเหยียบไป อาจล้มลงไปโดนทุ่นระเบิดที่เหลือ เป้าหมายถึงชีวิต ไม่ใช่บาดเจ็บ เป็นพฤติกรรมที่กัมพูชาทำมาโดยตลอด"
พล.ร.ต.สุรสันต์กล่าวว่า หลักฐานบ่งชี้ว่าเป็นการวางทุ่นระเบิดใหม่คือ ตัวระเบิดมีความมันวาว ถูกวางบนพื้นผิวหรือพื้นดินที่ไม่ได้มีหญ้าปกคลุมหนาแน่น แสดงว่าเป็นพื้นที่ขุดใหม่ อาจใช้เศษวัชพืชและเศษใบไม้มากลบ และชิ้นส่วนที่ตรวจพิสูจน์ทราบว่าเป็น PMN-2 ชัดเจน เป็นพฤติกรรมที่กัมพูชาทำมาตลอดใน 6 พื้นที่ก่อนหน้านี้ อีกทั้งไทยไม่มีการสะสมทุ่นระเบิดสังหาร ไม่มีการครอบครองเพื่อวิจัยและศึกษา จึงเป็นหลักฐานว่าทุ่นระเบิดที่พบไม่ใช่ของไทย
จากนั้นเขาได้แสดงภาพหลักฐานต่าง ๆ ภายหลังเกิดเหตุปะทะที่ชายแดนเมื่อเดือน ก.ค. มีทั้งภาพพื้นที่เก็บทุ่นระเบิดที่บริเวณภูมะเขือ คาดว่าเพื่อเอาไปใช้ต่อ, ภาพการถือครองระเบิด PMN-2 ของกัมพูชา บริเวณปราสาทตาควาย, วิดีโอการเคลื่อนย้ายทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ชนิด 72B ของทหารกัมพูชาไปวางในพื้นที่ป่า ซึ่งไทยได้พิสูจน์โดยนิติวิทยาศาสตร์ว่าเป็นภาพถ่ายจริง โดยหลักฐานนี้มาจากโทรศัพท์เคลื่อนที่บางเครื่องที่ตกอยู่ตามซอกหินในช่วงปะทะ ซึ่งกัมพูชาเป็นคนถ่ายไว้เอง แล้วไทยเก็บมาดูได้เห็นคลิป และมีหลักฐานชัดเจนภาพบุคคลที่เป็นคนวาง

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ในช่วงที่ผ่านมา ไทยได้ปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่องครอบคลุมพื้นที่ 99.5% คงเหลือพื้นที่ต้องสำรวจ 12.8 ตร.กม. ใน 64 พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา แต่โฆษกกระทรวงกลาโหมใช้คำว่า "มีอุปสรรคจากการขัดขวางของฝ่ายกัมพูชา" รวม 16 ครั้ง แบ่งเป็น จ.สระแก้ว 8 ครั้ง, ศรีสะเกษ 4 ครั้ง, ตราด 2 ครั้ง, สุรินทร์ 2 ครั้ง
ส่วนขั้นตอนต่อไปของฝ่ายไทย หลังจากระงับการปฏิบัติที่ได้ตกลงไว้ในปฏิญญาร่วม พล.ร.อ.สุรสันต์ชี้แจงว่า จะระงับการปฏิบัติตามแผน (Action Plan) ในการถอนอาวุธหนัก แต่ยังดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในดินแดนไทย 13 พื้นที่ตามที่มีการเสนอในที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือจีบีซี (General Border Committee - GBC) เมื่อ 23 ต.ค. ต่อไปโดยไม่สนฝ่ายกัมพูชา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุอันตรายกับประชาชนไทยที่เข้าไปเก็บของป่า ได้แก่
- กองกำลังบูรพา 3 พื้นที่ ได้แก่ บ้านหนองหญ้าแก้ว, บ้านหนองจาน, บ้านเนินสมบูรณ์ จ.สระแก้ว
- กองกำลังสุรนารี 6 พื้นที่ ได้แก่ ช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี, ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี, หมู่บ้านสายโท 10 ใต้ อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์, ช่องกลาง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์, ช่องเหว อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์, ปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์
- กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด 4 พื้นที่ ได้แก่ บ้านตระการ จ.ตราด, บ้านของ อ.เมือง จ.ตราด, บ้านโขดทราย อ.คลองใหญ่ จ.ตราด,หมู่บ้านชำราก อ.เมือง จ.ตราด
กองทัพไทยยังยืนยันความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพดินแดนไทย
"การปล่อยตัวเชลยศึกจะเป็นเรื่องสุดท้ายเมื่อกัมพูชาสิ้นสุดการเป็นปรปักษ์" โฆษกกระทรวงกลาโหมกล่าว
พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้นำหลักฐานโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่องซึ่งบอกว่า "ทหารไทยเก็บได้" มาแสดงให้ผู้สื่อข่าวดู ในมือถือดังกล่าวมีคลิปทหารกัมพูชากำลังเก็บระเบิดเก่าเพื่อไปวางยังจุดใหม่ รวมถึงการสอนวิธีวางระเบิด พร้อมระบุว่า โทรศัพท์ทั้ง 2 เครื่องลงทะเบียนที่กัมพูชา หากโทรเข้าไปเช็กจะเป็นชาวกัมพูชารับสาย
โฆษก ทบ. บอกด้วยว่า โทรศัพท์ดังกล่าวเก็บได้บริเวณภูมะเขือตอนเกิดเหตุชุลมุน โดยหลักฐานเหล่านี้จะเป็นเครื่องยืนยันและเป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนของฝ่ายไทย
กต. ใช้ "การทูตเชิงรุก" ทุกกรอบ-ทุกเวที
ด้านนายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงชี้แจงมาตรการ "การทูตเชิงรุก" ที่ไทยทำไปแล้ว ด้วยการส่งหนังสือประท้วงกัมพูชาอย่างเป็นทางการไปตามที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น การส่งหนังสือถึงญี่ปุ่น ในฐานะประธานภาคีประชุมอนุสัญญาออตตาวา, เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (UNSG), สหรัฐฯ และมาเลเซียในฐานะสักขีพยานการลงนามในถ้อยแถลงร่วมฯ
เขายังพูดถึงแนวทางการดำเนินการขั้นต่อไป กระทรวงการต่างประเทศจะเดินหน้าชี้แจงและทำความเข้าใจประชาคมโลกทุกเวที โดย รมว.การต่างประเทศ มีกำหนดเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีอินโด-แปซิฟิก (IPMF) ครั้งที่ 4 จากนั้นวันที่ 25 พ.ย. รมว.ต่างประเทศจะพบสื่อปะต่างประเทศที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ (FCCT) และในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ครั้งที่ 22 ระหว่าง 1-5 ธ.ค. ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ไทยจะยกประเด็นการละเมิดถ้อยแถลงร่วมฯ ของกัมพูชามาหารือ โดยคาดว่าจะมีผู้แทนระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศไปร่วมเอง
"ขอยืนยันว่าเราดำเนินการการทูตเชิงรุกในทุกกรอบ ทุกเวที อย่างทันท่วงที" โฆษก กต. กล่าว
ลำดับเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ปะทุระลอกใหม่
บีบีซีไทยขอสรุปลำดับเหตุการณ์สำคัญ ๆ ที่เกิดขึ้นในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ดังนี้
10 พ.ย. ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดบริเวณห้วยตามาเรีย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ขณะปฏิบัติภารกิจลาดตระเวน ส่งผลให้มีทหาร 4 นายได้รับบาดเจ็บ ในจำนวนนี้มีอยู่ 1 นายที่ข้อเท้าขาด โดยถือเป็นทหารรายที่ 7 ที่ต้องสูญเสียเท้าหรือขานับจากเกิดเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่เดือน ก.ค.
ต่อมา ชุดพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจพื้นที่และหลักฐานต่าง ๆ ก่อนสรุปว่า "ทุ่นระเบิดดังกล่าวเป็นการลักลอบรื้อถอนลวดหนาม และเข้ามาวางทุ่นระเบิดใหม่ในเขตไทย"
ขณะที่กัมพูชาออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้วางทุ่นระเบิดใหม่ แต่เป็นทุ่นระเบิดที่ตกค้างตั้งแต่ยุคสงครามกลางเมืองของกัมพูชาในช่วงทศวรรษ 1970 และ 1980 (ปี พ.ศ. 2513 และ 2523)

ที่มาของภาพ, HAND OUT/กองทัพบก
11 พ.ย. ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มีมติให้ระงับการดำเนินการตามปฏิญญาไทย-กัมพูชา และชะลอการส่งทหารเชลยศึก 18 นายคืนให้กับกัมพูชาออกไปก่อน โดยกระทรวงกลาโหมระบุว่า "จะมีการปฏิบัติทางทหารในพื้นที่อธิปไตยของไทย" แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดใด ๆ
ด้านกระทรวงการต่างประเทศประท้วงไปยังกัมพูชากรณีละเมิดปฏิญญา และเตรียมทำหนังสือถึงญี่ปุ่น ในฐานะประธานการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (อนุสัญญาออตตาวา), สหรัฐฯ และมาเลเซีย ในฐานะประเทศผู้สังเกตการณ์การลงนามในปฏิญญา รวมถึงประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อชี้แจงว่าเหตุใดไทยถึงมีความจำเป็นที่ต้องระงับปฏิญญา
วันเดียวกัน นายกฯ อนุทินเดินทางลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี และศรีสะเกษ พร้อมเยี่ยมกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บ โดยกล่าวตอนหนึ่งว่า "สิ่งที่เราได้มีข้อตกลงกันไว้เพื่อจะเดินไปสู่การมีสันติภาพ มันจบลงแล้ว" เนื่องจากมีการละเมิดข้อตกลงจากอีกฝ่ายอย่างชัดเจน
12 พ.ย. กระทรวงการต่างประเทศเชิญเอกอัครราชทูตหรือผู้แทนจาก 59 ประเทศ 1 องค์กร และ 4 องค์การระหว่างประเทศ รับฟังการบรรยายสรุปจุดยืนของไทย การดำเนินการ และพัฒนาการล่าสุด โดยยืนยันว่า "ฝ่ายกัมพูชาลักลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิดใหม่ในเขตไทย" ด้วยเหตุผลนี้ ไทยจึงจำเป็นต้องระงับการดำเนินการตามปฏิญญาเอาไว้ก่อน "ฝ่ายไทยจะพิจารณาความเป็นไปได้และความเหมาะสมในการกลับมาปฏิบัติตาม Joint Declaration ก็ต่อเมื่อฝ่ายกัมพูชาแสดงความรับผิดชอบและแสดงให้เห็นว่าความเป็นปฏิปักษ์ได้ยุติลงแล้ว"
วันเดียวกัน นายกฯ ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถามถึงมาตรการทาง "ภาษีทรัมป์" โดยนายอนุทินกล่าวว่า รัฐบาลมีความพร้อมและจะเสาะหาตลาดใหม่ ๆ อยู่เสมอ ไม่ยอมให้มาตรการจากต่างประเทศมาเป็นปัจจัยฉุดรั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไทย หรือก้าวล่วงอธิปไตยของประเทศ
จากนั้นในช่วงเย็น เกิดเหตุปะทะกันระหว่างทหารไทย-กัมพูชา โดยทหารกัมพูชายิงปืนเล็กจากบ้านเปรยจัน อ.โอ-จเริว จ.บันเตียเมียนเจย เข้ามาฝั่งไทยบริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ก่อนที่ไทยจะยิงตอบโต้ หลังจากนั้นโฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชาแถลงกล่าวหาว่าไทยเปิดฉากยิงโจมตีพลเรือนกัมพูชาบาดเจ็บ 5 คน ขณะที่สื่อมวลชนกัมพูชารายงานว่า ทหารไทยใช้ปืน RPD ยิงประชาชนกัมพูชาเสียชีวิต 1 คน และบาดเจ็บ 3 คน
สมเด็จฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์เฟซบุ๊กประณามการกระทำของฝ่ายไทย โดยระบุว่า การกระทำนี้ถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและขัดกับหลักสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ พร้อมย้ำว่ากัมพูชายังคงมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาอย่างสันติตามแถลงร่วมที่ลงนามกันที่กรุงกัวลาลัมเปอร์เมื่อ 26 ต.ค.
ด้านกองทัพบกของไทยปฏิเสธข้อกล่าวหาของกัมพูชาว่าไม่เป็นความจริงทั้งสิ้น พร้อมระบุว่าการยิงตอบโต้ของฝ่ายไทยกระทำด้วยความระมัดระวัง โดยยิงไปในทิศทางที่อาวุธยิงฝั่งตรงข้ามจะทำต่อกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ เพื่อไม่ให้กระทบต่อพื้นที่พลเรือนหรือประชาชน

ที่มาของภาพ, EPA
13 พ.ย. กัมพูชานำคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (ASEAN Observer Team – AOT) ฝ่ายกัมพูชา ลงพื้นที่เยี่ยมผู้ได้รับบาดเจ็บและตรวจสอบข้อเท็จจริงที่หมูบ้านเปรยจัน จ.บันเตียเมียนเจย
วันเดียวกัน นายกฯ มาเลเซียเปิดเผยผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า ได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับสมเด็จฮุน มาเนต และนายอนุทิน ชาญวีรกูล เพื่อหารือถึงพัฒนาการล่าสุด โดยผู้นำมาเลเซียยืนยันความพร้อมในการสานต่อบทบาทของมาเลเซียในการอำนวยความสะดวกในการสร้างสันติภาพหลังเกิดความตึงเครียดชายแดน 2 ประเทศ
14 พ.ย. ไทยนำคณะ AOT ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว
15 พ.ย. โฆษกกระทรวงการต่างประเทศแถลงแสดงความผิดหวังในท่าทีของผู้แทนการสหรัฐฯ หลังได้รับแจ้งเมื่อคืนวันที่ 14 พ.ย. ว่า สหรัฐฯ ขอระงับการเจรจากรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยกับสหรัฐฯ เป็นการชั่วคราว และจะสามารถกลับมาเจรจาความตกลงดังกล่าวได้อีกครั้ง "เมื่อฝ่ายไทยให้คำมั่นว่าปฏิบัติตาม Joint Declaration" ทั้งนี้ไทยมีความตั้งใจในการแยกแยะเรื่องชายแดนออกจากการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ โดยไทยขอให้สหรัฐฯ แยก 2 เรื่องนี้ออกจากกันเช่นกัน
วันเดียวกัน นายอนุทินเปิดเผยผ่านบัญชีเฟซบุ๊กของเขาว่า ได้รับโทรศัพท์จากผู้นำมาเลเซียและประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อคืนวันที่ 14 พ.ย. เกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา โดยนายกฯ ยืนยันว่า "รัฐบาลไทยจะระงับการดำเนินการภายใต้เนื้อหาที่ระบุไว้ในปฏิญญา จนกว่ากัมพูชาจะยอมรับว่าตนมิได้ปฏิบัติตามและได้ละเมิดเงื่อนไขดังกล่าว และต้องมีคำแถลงขอโทษต่อประชาชนชาวไทยในกรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ภูมะเขือ ซึ่งได้ทำให้ทหารของไทยได้รับบาดเจ็บและสูญเสียอวัยวะ" และได้ย้ำด้วยว่า "รัฐบาลไทยทรงไว้ซึ่งสิทธิและมีอำนาจที่จะดำเนินการใด ๆ เพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศและสร้างความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวไทย เช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ที่พึงจะกระทำเพื่อปกป้องประเทศและประชาชนให้พ้นจากภัยคุกคามของต่างชาติ"
เช่นเดียวกับสมเด็จฮุน มาเนต ที่เปิดเผยผ่านบัญชีเฟซบุ๊กของเขาว่า ได้พูดคุยโทรศัพท์กับนายกฯ อันวาร์ และประธานาธิบดีทรัมป์ เมื่อคืน 14 พ.ย. ทั้งนี้โพสต์ของเขาระบุตอนหนึ่งว่า "ประธานาธิบดีทรัมป์ได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าต้องการเห็นสันติภาพที่ยั่งยืนระหว่างกัมพูชาและไทย ด้วยเหตุนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์จะยังคงติดตามภารกิจนี้อย่างใกล้ชิด"
16 พ.ย. นายอนุทินเปิดเผยว่า นายกฯ มาเลเซียได้โทรศัพท์หาเขาค่ำวันที่ 15 พ.ย. แจ้งว่าได้หารือกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ อีกครั้งหนึ่ง โดยประธานาธิบดีทรัมป์มีความเห็นตรงกับนายอนุทินว่าการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม (Humanitarian demining) เป็นประเด็นที่สำคัญยิ่งในปฏิญญาที่ไทยและกัมพูชาได้ลงนามร่วมกัน จึงได้ขอให้รัฐบาลไทยเร่งดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดให้เร็วที่สุดเพราะมีความเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อชีวิตคนของทั้งสองประเทศ
"ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ยืนยันฝากนายกรัฐมนตรีอันวาร์ให้มาแจ้งผมอีกครั้งว่า สหรัฐอเมริกาจะไม่นำประเด็นการระงับปฏิญญาของไทยมาเกี่ยวข้องกับการเจรจาภาษีการค้าระหว่างไทยและสหรัฐฯ ที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้" นายกฯ อนุทินระบุผ่านเฟซบุ๊กของเขา











