รัฐบาลไทยสื่อสารช้า-ไม่รวมศูนย์ ทำไทยแพ้สงครามข่าวสารกับกัมพูชาแล้วหรือไม่

.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    • Author, วศินี พบูประภาพ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

จากเหตุทหารไทยเหยียบกับระเบิดที่ห้วยตามาเรีย จ.ศรีสะเกษ ไปจนถึงเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ใกล้บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ถูกตั้งคำถามอีกครั้งถึงประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการสื่อสารต่อสาธารณะ

โดยเฉพาะเหตุปะทะใกล้บ้านหนองหญ้าแก้วเมื่อวันที่ 12 พ.ย. ซึ่งสื่อของทางการกัมพูชาเริ่มมีการรายงานสถานการณ์ตั้งแต่เวลา 16.27 น. ครึ่งชั่วโมงต่อมามีการแถลงการณ์อย่างเป็นทางการจากพลโท มาลี โสเจียตา รองเลขาธิการและโฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา กล่าวหาว่าฝ่ายไทยเปิดการโจมตี "พลเรือน" ชาวกัมพูชาเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ประชาคมนานาชาติเรียกร้องให้ฝ่ายไทยรับผิดชอบ นอกจากนี้ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ยังได้โพสต์เฟซบุ๊กประณามการใช้ความรุนแรงของฝั่งไทยในช่วงเย็นวันเดียวกัน โดยโพสต์ดังกล่าวมีผู้ใช้เฟซบุ๊กกดแชร์ไปเกือบ 1.4 แสนครั้ง

ฝั่งทางการไทยมีการเผยแพร่จดหมายข่าวจากกองทัพภาคที่ 1 ในเวลาราว 18.00 น. ขณะที่เย็นวันเดียวกันกระทรวงการต่างประเทศของไทยมีเพียงการส่งข้อความต่อสื่อมวลชนยืนยันว่าการดำเนินการของฝ่ายไทยเป็นไปเพื่อปกป้องอธิปไตยและปกป้องตนเอง ส่วนการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการของกระทรวงการต่างประเทศของไทย มีขึ้นในช่วงค่ำวันต่อมาหลังเกิดเหตุการณ์นานกว่า 24 ชั่วโมง

เมื่อเปรียบเทียบกับท่าทีของกัมพูชาที่สื่อสารอย่างต่อเนื่องทันทีหลังเกิดเหตุการณ์ นี่ทำให้เกิดคำถามว่า ประเทศไทยภายใต้รัฐบาลนายกฯ อนุทิน กำลังเผชิญกับความพ่ายแพ้ใน "สงครามข่าวสาร" ให้กับกัมพูชาแล้วหรือไม่

บีบีซีไทยพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ ได้แก่ ผศ.ดร.สุรัชนี ศรีใย นักวิจัยอาคันตุกะ สถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค ประเทศสิงคโปร์, ดร.ชนาภางค์ พงศ์พิบูลเกียรติ อาจารย์ประจำวิทยาลัยสื่อและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยลีดส์ สหราชอาณาจักร และดร.นันท์นภันต์ พัวธนวัฒน์ หัวหน้าสาขาวิชาสื่อและการสื่อสาร วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (MUIC) เพื่อวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งของกลไกการสื่อสารของรัฐบาลไทยในสถานการณ์ความขัดแย้งครั้งนี้

ไทยเสียจังหวะกำหนดกรอบเรื่องราว ทำให้ตกอยู่ในสถานะตั้งรับเสมอ

ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสามเห็นพ้องกันว่า การสื่อสารของไทยยังคงอยู่ในจุดที่ "เพลี่ยงพล้ำ" เช่นเดียวกับในรอบก่อน ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องจังหวะเวลาในการนำเสนอข้อมูล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์

ดร.นันท์นภันต์ ชี้ให้เห็นว่า หากมองตามหลักการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์แล้ว ผู้ที่ออกมาพูดก่อนมักจะสามารถ "ครองพื้นที่ข่าว" และ ชี้นำการตีความเหตุการณ์ (issue framing) ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า ในเหตุการณ์ล่าสุด กัมพูชาเริ่มสื่อสารอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงบ่าย โดยเริ่มต้นจากการเผยแพร่ภาพผู้บาดเจ็บผ่านสำนักข่าวแห่งชาติ (AKP) ตามด้วยแถลงการณ์ของโฆษกกระทรวงกลาโหม และการโพสต์ของนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ในช่วงหัวค่ำ

"ในช่วงแรกของเหตุการณ์ ซึ่งถือเป็นจังหวะของโอกาส (window of opportunity) ที่สาธารณะและสื่อมวลชนยังไม่มีกรอบตีความที่ชัดเจน ทำให้ฝ่ายที่สื่อสารก่อนสามารถกำหนดการสื่อสารหลักได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า" ดร.นันท์นภันต์ ระบุ

ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารจากมหาวิทยาลัยมหิดลอธิบายต่อว่า "เราจะเห็นว่าฝ่ายกัมพูชาใช้จังหวะเวลานี้อย่างเข้มข้น... ทั้งหมดนี้ช่วยให้กัมพูชาสามารถกำหนดเรื่องเล่า (narrative) หลักว่า ไทยยิงใส่พลเรือนและละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งเป็นกรอบที่ทั้งชัดเจนและมีพลังทางอารมณ์ ทำให้ถูกหยิบไปขยายโดยสื่อภายในและสื่อต่างประเทศอย่างรวดเร็ว" นอกจากนี้ เธอยังชี้ว่ากรอบเรื่องเล่าแรก (initial frame) ที่ถูกเผยแพร่ออกไปนี้จะกลายเป็นฐานที่ผู้รับสารใช้ในการประมวลผลข้อมูลที่เข้ามาภายหลัง จึงทำให้การสื่อสารของไทยกลายเป็น การตามแก้ (reactive framing) มากกว่าการสร้างเรื่องเล่าของตัวเองตั้งแต่ต้น

ด้าน ดร.ชนาภางค์ มองว่า ไทยอยู่ในจุดที่เสียเปรียบในการสื่อสารอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นประเทศที่ใหญ่กว่าและมีความพร้อมด้านยุทโธปกรณ์มากกว่า ทำให้ไม่ว่าไทยจะสื่อสารเร็วหรือช้า ก็ดูเหมือนเป็นการ "แก้ตัว" อยู่ตลอดเวลา เมื่อผนวกรวมกับจังหวะเวลา ทำให้เรื่องเล่าของฝ่ายไทย "ตามหลัง" อยู่เสมอ

ดร.สุรัชนี จากสถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค ประเทศสิงคโปร์ ได้วิเคราะห์ความแตกต่างทางภาษาที่สำคัญในเชิงตำแหน่งของการสื่อสารด้วยว่า "กัมพูชาไม่ลังเลที่จะพูดว่าไทยเป็นคนเริ่มก่อนเลย ตั้งแต่ต้น แต่ไทยจะพูดว่า 'ไทยไม่ได้เริ่มก่อน' แทนที่จะพูดว่า 'กัมพูชาเริ่มก่อน'... เรากลายเป็นว่าเราพูดเชิงปฏิเสธ" ซึ่งเป็นการสื่อสารที่แสดงจุดยืนตั้งรับตั้งแต่แรก

เธอวิพากษ์ยุทธวิธีของกัมพูชาด้วยว่า การเลือกใช้วิธีการส่งเสียงก่อนเพื่อสร้างความได้เปรียบก็เป็นจุดอ่อนได้เช่นกัน หากข้อมูลเหล่านั้นถูกตรวจสอบในภายหลังแล้วพบว่าเป็นเท็จ

"แต่ไทยก็ควรจะรู้ตั้งแต่ก่อนเซ็นปฏิญญาแล้วว่าเขาใช้ยุทธวิธีแบบนี้ และควรจะตอบสนองได้ดีกว่านี้" เธอระบุ

ประเด็นการสื่อสารเชิงรับของรัฐบาลไทยไม่ได้เป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ระหว่างรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ก่อนหน้านี้ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารและรัฐศาสตร์ได้ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยในประเด็นการสื่อสารของรัฐบาลแพทองธาร ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ในลักษณะคล้ายกัน

สำหรับสาเหตุที่ไทยไม่สามารถชิงจังหวะการสื่อสารได้อย่างรวดเร็ว ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าปัญหาที่ฝังรากลึกกว่าคือ โครงสร้างการสื่อสารที่ขาดเอกภาพภายในหน่วยงานความมั่นคงของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกองทัพบก

A handout photo made available by Agence Kampuchea Presse (AKP) shows an injured person receiving medical treatment following clashed at Banteay Meanchey Province, Cambodia, 12 November 2025. Local authorities in Banteay Meanchey report that Thai soldiers fired on civilians in Prey Chan village, Ou Beychoan commune, Ou Chrov district, leaving five people injured in a border incident under investigation.
Thai Soldiers Open Fire on Cambodian Civilians Near Border, Five Injured, Banteay Meanchey Province, Cambodia - 12 Nov 2025

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, ภาพจากเอกสารประชาสัมพันธ์ของสำนักข่าวกัมพูชา (AKP) แสดงให้เห็นผู้บาดเจ็บได้รับการรักษาพยาบาล หลังสื่อกัมพูชารายงานเหตุปะทะใน จ.บันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา วันที่ 12 พ.ย.

ปัญหาเชิงโครงสร้างการสื่อสารในกองทัพบก

สำหรับประเด็นเรื่องการจัดการการสื่อสารในภาวะวิกฤต ดร.นันท์นภันต์ วิเคราะห์การสื่อสารของฝั่งไทยว่า การมีหลายช่องทางทำให้เกิดความเสี่ยงเรื่องข้อมูลไม่สอดคล้อง และความไม่เป็นเอกภาพ

ย้อนไปเมื่อวันที่ 12 พ.ย. หลังเกิดเหตุปะทะ ช่องทางแรกที่เป็นทางการของฝ่ายไทยซึ่งสื่อสารถึงเหตุการณ์การปะทะดังกล่าว เกิดขึ้นผ่านจดหมายข่าวจากกองทัพภาคที่ 1 ณ เวลาราว 18.00 น. ทว่าก่อนหน้านั้น เพจเฟซบุ๊ก "กองทัพบก ทันกระแส" ได้โพสต์ข้อความถึงเหตุปะทะตั้งแต่เวลา 16.49 น. ระบุว่า "ทหารไทยโจมตีพลเรือนในหมู่บ้านเปรยจัน ไม่เป็นความจริง" ก่อนจะโพสต์ข้อความอีกครั้งเวลา 17.03 น. ชี้ว่า "ยืนยันไทยไม่ได้โจมตี กัมพูชายิงก่อน พื้นที่เปรยจัน กัมพูชายิงก่อน ก่อกวน ไทยตอบโต้เพื่อปกป้องอธิปไตย ขอประณามกัมพูชา ใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์"

ดร.สุรัชนี ตั้งคำถามว่าการสื่อสารผ่านเพจ "กองทัพบก ทันกระแส" มีความเป็นทางการหรือไม่ในการยืนยันข้อเท็จจริงของเหตุการณ์

"สมมติอย่างเราเป็นนักข่าว เราอยากรู้จริง ๆ ว่าไทยตอบโต้ครั้งแรกที่ไหน ผ่านแพลตฟอร์มอะไร เราจะนับเพจนี้ได้ไหม หรือว่าที่ไหนคือศูนย์บัญชาการหลักของไทยในการสื่อสาร"

อย่างไรก็ดี ดร.นันท์นภันต์ มองว่าการมีหลายเพจของทหารไทยอาจไม่ใช่ปัญหาในตัวเอง เนื่องจากอาจตีความได้ว่าเป็นยุทธศาสตร์กระจายที่มีจุดแข็งคือการส่งข้อมูลจากพื้นที่ได้รวดเร็ว

"สิ่งที่ต้องพิจารณาในกรณีวิกฤตชายแดนครั้งนี้คือ ข้อมูลจากหลายเพจนั้นเชื่อมกันหรือสอดคล้องกันมากน้อยแค่ไหน เพราะถ้าข้อมูลออกมาไม่พร้อมกัน หรือมีรายละเอียดที่ต่างกัน ก็จะเปิดพื้นที่ให้ฝ่ายตรงข้ามกำหนดเรื่องราวได้ก่อน"

.

ที่มาของภาพ, EPA

ดร.ชนาภางค์ ซึ่งศึกษาเรื่องการทหารของไทยด้วย ให้ทัศนะเกี่ยวกับสาเหตุหลักที่ทำให้กองทัพบกมีเพจหรือช่องทางการสื่อสารที่กระจายตัวว่า "ด้วยความที่ทัพบกไซส์ใหญ่มาก ๆ ทำให้ทุกหน่วยก็ตั้งตนแล้วมีอำนาจของตัวเองค่อนข้างมาก"

เธออธิบายต่อว่าหน่วยงานย่อยเหล่านี้ต่างคนต่างมีอำนาจและช่องทางเป็นของตนเอง มีงบประมาณและกำลังสนับสนุน ทำให้การรวมศูนย์การสื่อสารเพื่อใช้ "เสียงเดียว" เป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับองค์กรนี้ นอกจากนี้ เธอยังมองว่าบริบททางสังคมของไทยยังคงมีผู้ที่เห็นต่าง และมีผู้ที่ไม่ชอบที่ทหารออกมาพูด ทำให้การสื่อสารค่อนข้างยากในการตัดสินใจว่าใครควรเป็นผู้สื่อสารหลัก

เธอเปรียบเทียบว่าโครงสร้างทางสังคมของกัมพูชาเอื้อให้การสื่อสารประสบความสำเร็จมากกว่า เมื่อการสื่อสารที่รวมศูนย์ออกมา (เช่น การมี พลโทมาลี โสเจียตา เป็นโฆษกผู้แถลงหลัก) ผู้คนในสังคมก็อยู่ในสภาวะที่ "ไปพร้อมกัน" มีความเชื่อและความเข้าใจไปในทางเดียวกัน

นี่สอดคล้องกับมุมมองของ ดร.สุรัชนี ซึ่งตั้งข้อสังเกตว่า การที่กัมพูชาสามารถแสดงออกถึงความเป็นผู้ถูกกระทำได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพนั้น เป็นเพราะพวกเขามี "ความสามารถในการที่จะบังคับการสายบังคับบัญชาของเขาได้ทั้งหมด" ว่าต้องการสื่อสารอะไรกับประชาคมโลก ทำให้การวางแผนการสื่อสารของกัมพูชาทำได้เบ็ดเสร็จกว่าไทยมาก

ผู้เชี่ยวชาญหนุนรัฐบาลตั้งศูนย์กลางการสื่อสารวิกฤต

ย้อนไปในเดือน มิ.ย. 2568 รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ตั้งศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) เพื่อบริหารสถานการณ์ชายแดนซึ่งเริ่มตึงเครียดในขณะนั้น โดยศูนย์ดังกล่าวมีบทบาทอย่างมากหลังการปะทะกันในช่วงปลายเดือน ก.ค. อย่างไรก็ดี เพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของศูนย์นี้ไม่มีความเคลื่อนไหวอีกเลยตั้งแต่วันที่ 24 ก.ย.

ดร.นันท์นภันต์ กล่าวว่า ความชัดเจนและความรวดเร็วในการสื่อสารด้วยเสียงเดียวคือสิ่งสำคัญที่สุดในภาวะวิกฤต เธอเสนอให้ไทยจัดตั้ง ศูนย์กลางการสื่อสารวิกฤต ที่ชัดเจนขึ้นมาอีกครั้งเพื่อกำกับทิศทางข้อมูล โดยทุกหน่วยงานควรทำงานร่วมกันเพื่อแบ่งปันข้อมูลและแถลงการณ์ไปในทิศทางเดียวกันด้วย "ไฮไลท์" และเนื้อหาที่เป็นเนื้อเดียวกัน

นอกจากนี้ เธอชี้ว่ารัฐบาลไทยสามารถปรับเรื่องความเร็วได้ โดยการออก "แถลงการณ์แสดงจุดยืน" หรือ Holding Statement ทันทีหลังเกิดเหตุ เช่น แถลงการณ์ซึ่งระบุว่าทางการไทยกำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงและจะรายงานสถานการณ์โดยเร็ว เพื่อรักษาพื้นที่ข่าวและไม่เปิดโอกาสให้ฝ่ายตรงข้ามกำหนดกรอบเรื่องเล่าไปทั้งหมด นอกจากนี้ เธอแนะว่าไทยควรใช้ภาพและข้อมูลภาคสนามที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว เช่น ภาพจุดปะทะจริง ร่องรอย หรือกราฟิกไทม์ไลน์ ให้มากขึ้น เพื่อทำให้การสื่อสารของไทยมีความน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น โดยต้องตอบโต้อย่างทันทีทันควัน

การแบ่งการสื่อสารในประเทศ-นอกประเทศ ออกจากกัน

ย้อนไปเมื่อวันที่ 11 ก.ย. นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ให้สัมภาษณ์ระหว่างการลงพื้นที่ภูมะเขือ โดยกล่าวว่า "สิ่งที่เราได้มีข้อตกลงกันไว้เพื่อจะเดินไปสู่การมีสันติภาพมันจบลงแล้ว" และกล่าวว่าตนไม่สนใจแรงกดดันเรื่องภาษีจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มให้เกิดการลงนามถ้อยแถลงร่วมกับกัมพูชาเมื่อวันที่ 26 ต.ค. ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

ในประเด็นนี้ นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากสิงคโปร์ชี้ว่า แม้หลายคนอาจมองว่าคำพูดของนายอนุทินจะมีความชอบธรรมอยู่บ้างจากการที่ข้อตกลงทางเศรษฐกิจซึ่งพ่วงมากับถ้อยแถลงร่วมไทย-กัมพูชานั้น ถูกมองว่าคำนึงถึงประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก แต่การสื่อสารดังกล่าวเหมาะสำหรับสื่อสารเฉพาะกับฐานเสียงภายในประเทศเท่านั้น

"เรามองว่าคุณอนุทินน่าจะพยายามที่จะสื่อสารกับผู้ชม (audience) ที่เป็นฐานเสียง... ถ้าเอาแค่ผู้ชมแบบนั้นก็สื่อสารได้ถูกต้องแล้ว" นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์กล่าว "แต่พอมาดูบริบทว่าถ้าเราเปลี่ยนผู้ชมเป็นอเมริกา การพูดแบบนี้โดยที่ฝั่งตรงข้ามเป็นอเมริกาที่นำโดยประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งเป็นคนที่นำด้วยอารมณ์อยู่แล้ว การที่ไปพูดแบบนี้มันอาจจะเป็นการยั่วยุได้"

ด้าน ดร.ชนาภางค์ ชี้ว่ากัมพูชาเองก็แยกการสื่อสารระหว่างคนในประเทศ และการสื่อสารต่อประชาคมโลกเช่นกัน เพียงแต่การสื่อสารของกัมพูชามีทิศทางของเรื่องเล่าที่สอดประสานกันแม้จะพุ่งไปที่ผู้ชมคนละกลุ่มด้วยท่วงท่าคนละแบบ โดยทางการกัมพูชาเน้นย้ำเรื่องชาตินิยมว่าต้องรวมพลังกันเพื่อต่อสู้กับการถูกรังแกในการสื่อสารภายในประเทศ แต่บนเวทีโลก กัมพูชาใช้การสื่อสารที่เน้นข้อเท็จจริง และนำเสนอเรื่องราวในมุมของผู้ที่ได้รับความเสียหาย เพื่อ "แสดงสถานะเป็นรอง" อันเป็นการเรียกความช่วยเหลือจากประชาคมโลก

นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ร่วมเป็นสักขพยานในพิธีลงนามในปฏิญญาร่วมกันระหว่างไทย-กัมพูชา เมื่อ 26 ต.ค.

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ร่วมเป็นสักขพยานในพิธีลงนามในถ้อยแถลงร่วมระหว่างไทย-กัมพูชา เมื่อ 26 ต.ค. 2568

"กัมพูชามีความชัดเจนในการสื่อสารมาโดยตลอดว่าจะส่งสาร 'เรียกร้องขอความช่วยเหลือ' จากประชาคมโลก ซึ่งทำให้พวกเขาได้เปรียบอย่างมาก" เมื่อเปรียบเทียบกับไทยแล้ว ดร.ชนาภางค์มองว่าไทยอยู่ในสภาวะที่ต้องกำหนดน้ำเสียงด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง

"เราห้ามกระแสชาตินิยมไม่ได้ เพราะมันเป็นกลไกตามธรรมชาติของภาวะสงคราม และอาจเป็นสิ่งจำเป็นของรัฐ ต้องมีอารมณ์ร่วมของสังคมเพื่อสร้างกำลังใจให้ทหาร" เธอกล่าว "แต่เมื่อเราสื่อสารออกไปในมุมที่ต้องจับมือเจรจา ต้องชัดเจนว่าจะทำอย่างไรให้ไทยอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบ เพราะถ้าไปแสดงท่าทีแข็งกร้าว ก็จะถูกมองว่าเป็นฝ่ายก้าวร้าวทันที"

ขณะเดียวกัน หากไทยเลือกจะแสดงบทบาทในการแสวงหาสันติภาพ ก็ต้องแสดงบทบาทนำในการเรียกร้องสันติภาพเช่นเดียวกัน "ไทยต้องสามารถทำให้ประชาคมโลกเห็นชัดเจนว่าต้องการสันติภาพ และต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำจริง ๆ ว่าต้องการสันติภาพจริง"

ดร.สุรัชนี เห็นพ้องว่าจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของไทยคือการไม่กำหนดตำแหน่งให้แน่ชัดว่าจะวางตำแหน่งประเทศไว้ ณ จุดใดในประชาคมโลก และการสื่อสารทั้งหมดจะต้องสอดคล้องกับการวางตำแหน่งนั้น เธอชี้ว่าการมองผลกระทบในระยะยาวเป็นสิ่งสำคัญ หากการสื่อสารหรือการกระทำใดมีโอกาสทำให้สถานการณ์แย่ลง หรือทำให้ไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ก็อาจจะต้องพิจารณาว่าจะทำหรือไม่