เปิด 3 ขั้นตอนไทย ระงับปฏิญญา-ประท้วง-รอดูท่าทีกัมพูชา หลังทหารไทยเหยียบกับระเบิดที่ศรีสะเกษ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
รัฐบาลไทยประกาศระงับการดำเนินการตามปฏิญญาร่วมไทย-กัมพูชา อย่างไม่มีกำหนด "จนกว่าความเป็นปฏิปักษ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาจะลดลง" ภายหลังพบกัมพูชาลอบวาง "ทุ่นระเบิดใหม่" ทำให้ทหารไทยเท้าขาดเป็นรายที่ 7
อย่างไรก็ตามกัมพูชาออกแถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ โดยระบุว่า "กัมพูชาไม่เคยใช้ทุ่นระเบิดชนิดใหม่ใด ๆ และจะไม่ทำเช่นนั้น"
เช้าวันนี้ (11 พ.ย.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นการด่วน หลังจากทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดบริเวณห้วยตามาเรีย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ขณะปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนเมื่อ 10 พ.ย. ส่งผลให้มีทหารได้รับบาดเจ็บ 4 นาย ในจำนวนนี้มีอยู่ 1 นายที่ข้อเท้าขาด โดยถือเป็นทหารรายที่ 7 ที่ต้องสูญเสียเท้าหรือขานับจากเกิดเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่เดือน ก.ค.
ภายหลังการประชุม สมช. นาน 3 ชม. นายอนุทินตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงสถานะของ "ถ้อยแถลงร่วม" ระหว่างไทย-กัมพูชา เพียงคำเดียวว่า "ระงับ"
พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม แถลงว่า ที่ประชุม สมช. ได้พิจารณา 3 ประเด็นหลักคือ 1. การสูญเสียกำลังพลของกองทัพไทย "เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้" พร้อมทั้งแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียครั้งนี้ 2. การมีทุ่นระเบิดในพื้นที่อธิปไตยของไทยถือว่ามีผลต่ออธิปไตย 3. รัฐบาลจะปกป้องอธิปไตยและชีวิตของคนไทยอย่างเต็มความสามารถ
"ที่ประชุมได้ระงับปฏิญญาไทย-กัมพูชาทั้ง 4 ข้อ และยุติการส่งเชลยศึกคืนให้กับกัมพูชา" รมว.กลาโหมกล่าว
ก่อนหน้านี้ สื่อหลายสำนักรายงานข่าวไทยมีแผนส่งตัว 18 ทหารเชลยศึกกัมพูชา ซึ่งอยู่ในขั้นตอนตรวจสุขภาพ กลับไปยังประเทศตัวเองในวันที่ 12 พ.ย. แต่เมื่อเกิดกรณีทุ่นระเบิดล่าสุด พล.อ.ณัฐพลก็ออกมาระบุทันทีว่า "เรื่องเชลยศึกคงเอาไว้ก่อน"

ที่มาของภาพ, Reuters
นายอนุทิน นายกรัฐมนตรีไทย กับสมเด็จฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ร่วมลงนามใน "ถ้อยแถลงร่วม" หรือ "ปฏิญญา" (Joint Declaration) ระหว่างไทย-กัมพูชา ที่ประเทศมาเลเซีย เมื่อ 26 ต.ค. โดยมีนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน ร่วมเป็นสักขีพยาน
"ถ้อยแถลงร่วม" ดังกล่าว ถูกเรียกโดยฝ่ายกัมพูชาและสหรัฐฯ ว่า "ข้อตกลงสันติภาพ" (Peace Deal) มีเนื้อหารวม 8 ข้อ ในจำนวนนี้คือการประสานงานและดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมในพื้นที่ชายแดนตามที่ตกลงในที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปหรือจีบีซี (GBC)
กต. ประท้วงกัมพูชาละเมิดข้อตกลง
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ กล่าวย้ำว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นการละเมิดปฏิญญาไทย-กัมพูชา ดังนั้นท่าทีของไทยก็คือระงับการปฏิบัติ ทำให้การถอนกำลังนับจากนี้ก็ต้องระงับไว้ก่อน รวมถึงข้ออื่น ๆ ยกเว้นเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่ไทยสามารถดำเนินการฝ่ายเดียวได้ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนตามแนวชายแดน
นอกจากการ "ระงับปฏิญญาณ" ไทยยัง"ประท้วง" และแจ้งข้อมูลไปยังหลายภาคส่วน ซึ่งบีบีซีไทยขอสรุปสาระสำคัญจากคำแถลงข่าวของกระทรวงการต่างประเทศ ทั้งนายสีหศักดิ์ รมว.ต่างประเทศ และนายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศ ในฐานะโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ดังนี้
- นายสีหศักดิ์ได้พูดคุยกับนายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศของกัมพูชาทางโทรศัพท์ 2 ครั้ง ว่าเหตุการณ์เช่นนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น เพราะเป็นการละเมิดกับสิ่งที่ตกลงกันไว้ จึงจำเป็นต้องประท้วง และขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง และจะมีการส่งหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อประท้วงอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
- กระทรวงการต่างประเทศจะมีการทำหนังสือถึงญี่ปุ่น ในฐานะประธานการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (อนุสัญญาออตตาวา), เลขาธิการสหประชาชาติ, สหรัฐฯ และมาเลเซีย ในฐานะประเทศสักขีพยานในการลงนามร่วมระหว่าง 2 ประเทศ รวมถึงประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อชี้แจงว่าเหตุใดไทยถึงมีความจำเป็นที่ต้องระงับปฏิญญา
- กระทรวงการต่างประเทศจะจัดบรรยายสรุปให้แก่คณะทูตานุทูตประจำประเทศไทยทั้งหมดเพื่อชี้แจงท่าทีของไทย วนที่ 12 พ.ย. ทั้งนี้ รมว.ต่างประเทศสั่งการให้ส่งหนังสือเวียนแจ้งผลคำชี้แจงให้สถานเอกอัครราชทูตไทยทั่วโลก เพื่อให้ฝ่ายไทยมีคำชี้แจงและมีท่าทีทั่วโลกที่สอดคล้องกัน
- ฝ่ายความมั่นคงจะเดินหน้าชี้แจงประชาคมโลก ผ่านกลไกคณะผู้สังเกตการณ์ อาเซียน (ASEAN Observer Team – AOT)
"หากต้องการให้การปฏิบัติตามข้อตกลงในทิศทางที่ควรจะเป็น ฝ่ายกัมพูชาจะต้องแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เช่น การแสดงความเสียใจ และตรวจสอบข้อเท็จจริงต่าง ๆ พร้อมกำหนดมาตรการไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก" นายสีหศักดิ์กล่าว

ที่มาของภาพ, Handout/ THAI ARMY
รมว.ต่างประเทศกล่าวยืนยันว่า สิ่งที่ไทยทำทั้งหมดนี้ถือว่ามีความเด็ดขาด กับท่าทีที่ชัดเจน หลังจากนี้ต้องดูว่าฝ่ายกัมพูชาจะมีท่าทีตอบสนองอย่างไร ส่วนจะไปถึงขั้นคว่ำบาตรความสัมพันธ์หรือไม่นั้น นายสีหศักดิ์ขอให้เป็นไปตามขั้นตอนดีกว่าคือ ระงับปฏิญญา ทำหนังสือประท้วง และรอดูท่าที
กห. เลิกเจรจา เผยจะมีการ "ปฏิบัติการทางทหาร"
ด้าน พล.อ.ณัฐพลกล่าวเสริมว่า ในส่วนของกองทัพ "ไม่ได้คาดหวัง" กับท่าทีกัมพูชา และยังระบุด้วยว่า "จะมีการปฏิบัติทางทหารในพื้นที่อธิปไตยของไทย" แต่ขอไม่ลงรายละเอียดว่ามีอะไรบ้าง
ส่วนที่มีรายงานว่ากัมพูชาเริ่มรื้อรั้วลวดหนาม และเข้ามาวางระเบิดในเขตประเทศไทย พล.อ.ณัฐพลบอกว่า เรามีกฎใช้กำลังอยู่แล้ว หากเขาเข้ามาทำอะไรก็จะมีการยิงเตือนด้วยอาวุธเบาหรืออาวุธหนัก แต่ขอสงวนไม่ชี้แจงเรื่องนี้ "ขอมั่นใจว่า เราได้รับความรับผิดชอบจากที่ประชุม สมช. ในเรื่องการปฏิบัติการทางทหาร ให้ดำเนินการได้ตามสถานการณ์"
อีกคำถามที่ รมว.กลาโหม "ขออนุญาตไม่ตอบ" สื่อมวลชน หลังถูกถามถึงการนำอาวุธหนักกลับไปประจำการที่เดิม
ส่วนการเดินหน้าเก็บกู้วัตถุระเบิดต่อไป จะเสี่ยงต่อกำลังพลหรือไม่นั้น พล.อ.ณัฐพลชี้แจงว่า การเก็บกู้ทุนระเบิดมี 2 ระดับคือ ระดับพื้นที่ที่มีขีดความสามารถในการเก็บกู้ได้เอง และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นพื้นที่ที่ทหารไทยปฏิบัติการอยู่ตลอดเวลา แต่สำหรับการเก็บกู้ทุ่นระเบิดทางการที่มีมาตรฐานเต็มรูปแบบคือ ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกองบัญชาการกองทัพไทย โดยมี 5 พื้นที่นำร่อง ซึ่ง TMAC จะไปดำเนินการ โดยปัจจุบันเข้าไปแล้ว 4 พื้นที่ และยังเหลืออีก 1 พื้นที่ซึ่งทางฝ่ายกัมพูชายังไม่ตอบรับ
รมว.กลาโหมยังยืนยันด้วยว่า จะไม่มีการเจรจาจากกระทรวงกลาโหม และจากตัวเขา โดยเฉพาะการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชาหรือจีบีซี (GBC) แต่การพูดคุยของกระทรวงการต่างประเทศ มีกระบวนการกันอยู่
ขณะที่ท่าทีของผู้บัญชาการเหล่าทัพ (ผบ. เหล่าทัพ) ได้ออกมาแสดงจุดยืนให้ยุติทุกข้อตกลงระหว่างไทย-กัมพูชา จนกว่ากัมพูชาจะมีความจริงใจอย่างชัดเจนที่จะไม่เป็นปฏิปักษ์ โดยได้สื่อสารผ่านบัญชีโซเชียลมีเดียที่เป็นทางการของแต่ละกองทัพ ไม่ว่าจะเป็น เพจโซเชียลมีเดียของกองบัญชาการทหารสูงสุด, กองทัพบก, กองทัพอากาศ พร้อมยืนยันว่าจะรักษาไว้ซึ่งเกียรติ ศักดิ์ศรี และอธิปไตยของชาติ รวมถึงความผาสุกของพี่น้องประชาชนไทยทุกคน
"ความจริงได้ปรากฏอย่างชัดเจนแล้วว่าท่าทีแห่งความเป็นปรปักษ์ยังคงอยู่ กองทัพบกจำเป็นต้องยุติทุกข้อตกลง เพื่อรักษาสิทธิในการป้องกันตนเองจากการถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม" พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. ประกาศจุดยืน
มท. สั่งเตรียมความพร้อม 7 จว. เกิดเหตุปะทะ
วันเดียวกัน (11 พ.ย.) มีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อ โดยนายกฯ อนุทินได้แจ้งผลการประชุม สมช. ให้ที่ประชุมฝ่ายบริหารรับทราบ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงกลาโหม กระทรวงต่างประเทศ ระงับการดำเนินการตามปฏิญญาที่ลงนามที่ประเทศมาเลเซียอย่างไม่มีกำหนด "จนกว่าความเป็นปฏิปักษ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาจะลดลง"
นายสิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คือผู้แถลงข้อสั่งการของนายอนุทินในที่ประชุม ครม. ดังนี้
- กระทรวงกลาโหม: ให้มีมาตรการดำเนินการทางทหารอย่างเต็มที่เพื่อพิทักษ์รักษาผืนแผ่นดินไทย
- กระทรวงต่างประเทศ: ให้ประท้วง ทักท้วง ดำเนินการทางการทูต สื่อสารทำความเข้าใจกับประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศผู้สังเกตการณ์
- กระทรวงมหาดไทย: ให้ความรู้ความเข้าใจประชาชน 7 จังหวัดชายแดนกัมพูชา ให้มีการเตรียมพร้อมกรณีที่มีเหตุในการปะทะ เพื่อให้การดูแลประชาชนอย่างเต็มที่
- กระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง: ทำแผนซักซ้อมในหลุมหลบภัยเป็นประจำ เพื่อรองรับกรณีมีเหตุฉุกเฉิน โดยให้ถือปฏิบัติอย่างเข้มข้น
ทบ. ยันกัมพูชาวางทุ่นระเบิดใหม่
กองทัพบก (ทบ.) โดย พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษก ทบ. ชี้แจงโดยอ้างข้อมูลจากกองทัพภาคที่ 2 ว่า พื้นที่เกิดเหตุทหารไทยเหยียบกับระเบิดเป็นจุดที่ทหารกัมพูชาเคยรุกล้ำเข้ามาวางกำลัง ก่อนจะถอนกำลังออกไปภายหลังเหตุปะทะที่ผ่านมา หลังจากทหารกัมพูชาถอนกำลังออกไปแล้ว ฝ่ายไทยได้เข้าควบคุมพื้นที่ตั้งแต่ 17 ต.ค. พร้อมทั้งได้ดำเนินการเสริมความมั่นคงพื้นที่ ด้วยการกวาดล้างทุ่นระเบิด วางเครื่องกีดขวางลวดหนาม และลาดตระเวนเฝ้าตรวจอย่างต่อเนื่อง
ต่อมา 9 พ.ย. ตรวจพบว่า แนวลวดหนามที่วางไว้ถูกลักลอบเข้ามารื้อถอน
จากนั้น 10 พ.ย. เวลาประมาณ 08.30 น. หน่วยในพื้นที่จัดกำลังชุดลาดตระเวนร่วมกับชุดทหารช่าง เข้าพิสูจน์ทราบบริเวณแนวลวดหนามที่ถูกรื้อถอน จนเกิดเหตุกำลังพลเหยียบทุ่นระเบิด มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 4 นาย

ที่มาของภาพ, Handout/ THAI ARMY
เวลาประมาณ 15.50 น. หน่วยในพื้นที่ได้จัดกำลังร่วมกับชุดตรวจค้น นปท.3 ตำรวจพิสูจน์หลักฐานจังหวัดศรีสะเกษ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บึงมะลู เข้าพิสูจน์ทราบบริเวณจุดเกิดเหตุ โดยตรวจพบ 1. หลุมระเบิดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 55 ซม. ลึก 18 ซม. จำนวน 1 หลุม 2. ชิ้นส่วนทุ่นระเบิด PMN-2 อยู่ภายในหลุมและพื้นที่ใกล้เคียง และ 3. ทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่มเติมจำนวน 3 ทุ่น โดยแต่ละทุ่นวางห่างจากหลุมระเบิดประมาณ 1 เมตร
"จากหลักฐานที่ปรากฏ จึงสรุปได้ว่าทุ่นระเบิดดังกล่าวเป็นการลักลอบรื้อถอนลวดหนามและเข้ามาวางทุ่นระเบิดใหม่ในเขตไทย โดยมีเป้าหมายคือกำลังพลที่ลาดตระเวนเส้นทางอยู่เป็นประจำ การกระทำดังกล่าวแสดงถึงความไม่จริงใจในการลดความขัดแย้งของฝ่ายกัมพูชา และสะท้อนถึงความเป็นปรปักษ์ระหว่างกัน ซึ่งขัดต่อปฏิญญาร่วมที่ได้ลงนามไว้อย่างชัดเจน ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อท่าทีของฝ่ายไทยและข้อตกลงต่าง ๆ อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง" โฆษก ทบ. แถลงเมื่อ 10 พ.ย.
จากนั้นเมื่อกัมพูชาออกมาปฏิเสธว่า "ไม่ได้วางทุ่นใหม่" โฆษก ทบ. ไทยก็ออกมาย้ำข้อมูลเดิมอีกครั้งในวันนี้ (11 พ.ย.) ยืนยันว่า "ไม่ใช่ตกค้างจากสงครามในอดีตตามที่กัมพูชากล่าวอ้าง" และยังบอกด้วยว่า ทบ. พร้อมปกป้องอธิปไตยตามมติของ สมช. และกระทรวงกลาโหม
กัมพูชาผิดหวังต่อ "การระงับข้อตกลงอย่างกะทันหันของไทย"
ส่วนท่าทีของฝ่ายกัมพูชา ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่าทุ่นระเบิดที่พบเป็น "ทุ่นระเบิดเก่า"
รัฐบาลกัมพูชาได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้อย่างรุนแรงต่อการตัดสินใจของไทยในการระงับปฏิญญาร่วมที่ลงนามไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศกัมพูชาที่เผยแพร่เมื่อวานนี้ (10 พ.ย.) ระบุว่า กัมพูชาปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่ามีการวางทุ่นระเบิดใหม่ในพื้นที่ดังกล่าว และย้ำว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ทราบกันดีว่าพื้นที่ทุ่นระเบิดส่วนใหญ่ ซึ่งเกิดจากสงครามกลางเมืองของกัมพูชานานเกือบสามทศวรรษในช่วงทศวรรษ 1970 และ 1980 ตามแนวชายแดนกัมพูชา-ไทย ยังไม่ได้รับการการกำจัด เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่ยากลำบากและแนวแบ่งเขตแดนที่ยังไม่ได้มีการปักปันอย่างชัดเจน"
"กัมพูชาไม่เคยใช้ทุ่นระเบิดชนิดใหม่ใด ๆ และจะไม่ทำเช่นนั้น" แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาระบุ พร้อมยืนยันถึงความมุ่งมั่นของกัมพูชาในฐานะรัฐภาคีของอนุสัญญาห้ามกับระเบิดสังหารบุคคล หรืออนุสัญญาออตตาวา
กระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชายังแสดงความผิดหวังต่อ "การระงับข้อตกลงอย่างกะทันหันของไทย" โดยชี้ว่าปฏิญญาดังกล่าวได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากนานาชาติ และเป็นสัญลักษณ์ของบทใหม่ของการทูตในภูมิภาค
พนมเปญโพสต์รายงานโดยอ้างความเห็นของ พล.ท.หญิงมาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ที่เตือนว่าไม่ควรลาดตระเวนในพื้นที่ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากลว่าเป็นเขตปนเปื้อนทุ่นระเบิดอันเป็นผลมาจากความขัดแย้งในอดีต เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น และก่อให้เกิดความตึงเครียดที่ไม่จำเป็น
พล.ท.หญิงมาลียังปฏิเสธรายงานข่าวและคำแถลงของผู้นำระดับสูงของไทยที่กล่าวหากัมพูชาว่าได้วางทุ่นระเบิดสังหารส่วนบุคคลชนิด PMN-2 ใหม่ และย้ำว่านับตั้งแต่ที่กัมพูชาเข้าเป็นรัฐภาคีของอนุสัญญาห้ามกับระเบิดสังหารบุคคล ทางกัมพูชาปฏิบัติตามหลักการและพันธกรณีของกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเต็มที่และต่อเนื่อง "กัมพูชาขอยืนยันว่าไม่ได้ใช้หรือวางทุ่นระเบิดใหม่ที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของพลเรือน"
พล.ท.หญิงมาลีบอกด้วยว่า หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว กองทัพภาคที่ 4 ของกัมพูชาได้ติดต่อกับกองทัพภาคที่ 2 ของไทย และสถานการณ์ในปัจจุบันยังคงสงบ โดยไม่มีรายงานความตึงเครียดใด ๆ











