ไอเอ็มเอฟเตือนเศรษฐกิจโลกเสี่ยงถดถอยหากสงครามยังยืดเยื้อ ส่วนจีดีพีไทยปีนี้อาจโตเพียง 1.5%

คำบรรยายวิดีโอ, รับชม: ผู้สื่อข่าวบีบีซีมิเชลล์ ฟลูรี รายงานถึงสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันและสงครามอาจฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจโลก
    • Author, เดียร์เบล จอร์แดน
    • Role, ผู้สื่อข่าวธุรกิจ
  • เวลาอ่าน: 6 นาที

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ (International Monetary Fund -IMF) ออกมาเตือนว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเสี่ยงจะตกไปอยู่ในภาวะถดถอย (recession) หากสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับอิหร่าน ยังคงดำเนินต่อไปเช่นเดียวกับราคาพลังงานที่คงตัวในระดับสูง

ในรายงานวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) ไอเอ็มเอฟระบุว่า ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด ซึ่งราคาน้ำมัน ก๊าซ และอาหารพุ่งสูงขึ้น และยังคงอยู่ในระดับสูงตลอดทั้งปีนี้และปีหน้า เศรษฐกิจโลกอาจหดตัวลงต่ำกว่า 2% ในปี 2026

"นี่จะหมายถึงสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกเกือบเข้าสู่ภาวะถดถอย ซึ่งเกิดขึ้นเพียงสี่ครั้งนับตั้งแต่ปี 1980 เป็นต้นมา" ครั้งล่าสุดเกิดภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย เกิดขึ้นในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19

ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นนับตั้งแต่ที่สงครามเปิดฉากเมื่อกว่า 6 สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากที่ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญถูกปิดลงในทางปฏิบัติ และการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านก็เพิ่งล่มไป

ไอเอ็มเอฟระบุว่า "เป็นอีกครั้งที่เศรษฐกิจโลกตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะหลุดออกนอกเส้นทาง ครั้งนี้จากการปะทุขึ้นของสงครามในตะวันออกกลางซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อปลายเดือน ก.พ. 2026"

รายงานชี้ว่า ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง ราคาน้ำมันอาจพุ่งไปแตะค่าเฉลี่ย 110 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ในปีนี้ และตัวเลขอาจสูงถึง 125 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ในปี 2027

จากสมมติฐานข้างต้น ไอเอ็มเอฟกล่าวว่าอัตรางานเฟ้ออาจสูงถึง 6% ในปีนี้ สถานการณ์นี้อาจบีบให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อชะลอให้ราคาสินค้าต่าง ๆ ลดลงมา

ปิแอร์-โอลิวิเยร์ กูรินชา หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์แห่งไอเอ็มเอฟ บอกกับบีบีซีว่า ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อนานออกไปจะนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งไม่หยุด นั่นจะส่งผลให้ตัวเลขอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น และส่งผลต่อไปยังความมั่นคงทางอาหารในบางประเทศ

เขาเตือนว่า แม้ว่าความขัดแย้งจะยุติลงในวันนี้ แต่ผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันจะยังรุนแรงเทียบได้กับวิกฤตน้ำมันทศวรรษที่ 1970 อยู่ดี ตอนนั้นคือช่วงเวลาที่เหล่าผู้ผลิตน้ำมันจากโลกอาหรับได้ประกาศคว่ำบาตรสหรัฐฯ และประเทศอื่น ๆ ที่สนับสนุนอิสราเอลในช่วงสงครามยมคิปปูร์ (Yom Kippur War)

อย่างไรก็ดี กูรินชาเสริมว่าโลกทุกวันนี้พึ่งพาน้ำมันและเชื้อเพลิงฟอสซิลลดลง ดังนั้น ผลกระทบต่อผู้บริโภคจึงรุนแรงน้อยกว่า

ขณะที่รัฐบาลต่าง ๆ กำลังพิจารณาปล่อยมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากไอเอ็มเอฟเตือนว่า มาตรการต่าง ๆ ต้องเน้นระยะสั้นและตรงจุดเท่านั้น

"รัฐบาลต่าง ๆ ควรระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะตอนนี้แทบไม่มีพื้นที่ทางการคลังเหลือให้ไปช่วยอุดหนุนครัวเรือนมากนัก มันจะกลายเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการคลัง และมาตรการนั้นจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ"

A long line of cars lined up for gas at filling station on a Saturday night during the oil crisis of 1973, Brooklyn, New York City

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, แม้ว่าความขัดแย้งจะยุติลงในวันนี้ แต่ผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันจะยังรุนแรงเทียบได้กับวิกฤตน้ำมันทศวรรษที่ 1970 อยู่ดี

สงครามครั้งนี้ส่งให้ราคาน้ำมันเคยพุ่งขึ้นใกล้ระดับ 120 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ก่อนจะปรับลดลง โดยในวันอังคาร (14 เม.ย.) ราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ 98.85 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล

นอกจากนี้ ไอเอ็มเอฟ ยังชี้ว่า ความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยจะเพิ่มสูงขึ้น หากสถานการณ์รุนแรงยืดเยื้อเกินสองปี

รายงานระบุว่า หากความขัดแย้งคลี่คลายในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า การผลิตรวมถึงการส่งออกพลังงานจากตะวันออกกลางเริ่มกลับสู่ภาวะปกติภายในกลางปีนี้ การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2026 จะชะลอลงมาอยู่ที่ 3.1%

ตัวเลขดังกล่าวต่ำกว่าคาดการณ์เดิมที่ 3.3% ขณะที่การคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีหน้าถูกคงไว้ที่ 3.2%

สำหรับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว ไอเอ็มเอฟ คาดว่า สหราชอาณาจักรจะได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากแรงกระแทกด้านพลังงาน อันเป็นผลจากสงครามอิหร่าน

เศรษฐกิจตะวันออกกลางจะเป็นอย่างไร

ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันในอ่าวอาหรับมีแนวโน้มเผชิญการชะลอตัวทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง หรืออาจถึงขั้นหดตัวในปีนี้ ตามการคาดการณ์ของไอเอ็มเอฟ

รายงานประเมินว่า เศรษฐกิจอิหร่านจะหดตัว 6.1% ในปีนี้ อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่าจะฟื้นตัวกลับมาเติบโต 3.2% ในปี 2027 หากสงครามยุติลงภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

สำหรับประเทศอย่างกาตาร์ ซึ่งเป็นผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) รายใหญ่ของโลก และได้ตกเป็นเป้าการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนจากอิหร่านโดย โรงแยกก๊าซราส ลัฟฟาน (Ras Laffan) ของกาตาร์ ซึ่งเป็นโรงแปรรูป LNG ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ถูกโจมตี และคาดว่าจะยังไม่สามารถกลับมาเดินเครื่องได้เต็มกำลังในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

ไอเอ็มเอฟคาดว่าเศรษฐกิจกาตาร์จะหดตัว 8.6% ในปี 2026 ก่อนจะฟื้นตัวกลับมาเติบโต 8.6% ในปีถัดไป

Workers unload goods from the back of a truck at the Jamila food market in Sadr City, east Baghdad on April 13, 2026.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ราคาอาหารปรับสูงขึ้นในหลายประเทศท่ามกลางสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน

รายงานยัง ระบุว่า อิรัก ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านของอิหร่าน จะได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามในปีนี้ โดยเศรษฐกิจจะชะลอลง 6.8% แต่คาดว่าจะฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยเติบโต 11.3% ในปี 2027

ไอเอ็มเอฟ ยังชี้ว่า ความสามารถในการรับมือทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซ และความพร้อมของเส้นทางส่งออกทางเลือก ตัวอย่างเช่น ซาอุดีอาระเบียมีท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline ที่เชื่อมจากอ่าวเปอร์เซียไปยังทะเลแดง ซึ่งสามารถขนส่งน้ำมันได้สูงสุดถึง 7 ล้านบาร์เรล/วัน

สำหรับเศรษฐกิจซาอุดีอาระเบีย คาดว่าจะชะลอตัวในปี 2026 แต่ยังเติบโตได้ 3.1% และมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องเป็น 4.5% ในปีถัดไป

ไอเอ็มเอฟ ระบุว่า ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันในตะวันออกกลางส่วนใหญ่มีแนวโน้มฟื้นตัวในปีหน้า โดย "ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าการผลิตและการขนส่งพลังงานจะกลับสู่ภาวะปกติภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า"

อย่างไรก็ตาม ไอเอ็มเอฟ เตือนว่า สมมติฐานดังกล่าวอาจต้องมีการปรับทบทวน หากความขัดแย้งยืดเยื้อออกไป และระดับความเสียหายที่เกิดขึ้นจะถูกประเมินใหม่

นอกจากนี้ ไอเอ็มเอฟ ยังปรับลดประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจจีนในปีนี้ โดยคาดว่าจะขยายตัว 4.4% ในปี 2026 ลดลงจากตัวเลขคาดการณ์เดิมที่ 4.5% เมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา

ขณะที่ คาดการณ์เศรษฐกิจจีนในปี 2027 ยังคงเดิมที่อัตราการเติบโตที่ 4%

กองทุนการเงินระหว่างประเทศยังระบุว่า รัสเซียเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น โดยคาดว่า เศรษฐกิจรัสเซียจะเติบโต 1.1% ทั้งในปีนี้และปีหน้า สูงกว่าคาดการณ์เดิมที่ 0.8% และ 1% ตามลำดับ

ก่อนหน้านี้ รัสเซียเผชิญมาตรการคว่ำบาตรหลายระลอก หลังจากเปิดฉากบุกยูเครนเต็มรูปแบบเมื่อกว่า 4 ปีก่อน

ในเดือน มี.ค. ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ยกเลิกข้อจำกัดการส่งออกน้ำมันของรัสเซีย ท่ามกลางราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูง

นอกจากนี้ เขายังผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรต่อน้ำมันอิหร่านชั่วคราว ครอบคลุมปริมาณ 140 ล้านบาร์เรล เป็นเวลา 30 วัน

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด ทรัมป์ประกาศใช้มาตรการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน เพื่อสกัดการส่งออกน้ำมัน

สถานการณ์ประเทศไทย

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

ในรายงานฉบับล่าสุดนี้ ไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะโตแค่ราว 1.5% ในปี 2026 ก่อนจะขยับขึ้นเล็กน้อยเป็น 2.1% ในปี 2027 ขณะที่ค่าเฉลี่ยการเติบโตของ 5 ประเทศอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย ในปี 2026 ไอเอ็มเอฟ ประเมินไว้ที่ 3.2% และเพิ่มเป็น 3.5% ในปี 2027

สำหรับเวียดนาม ไอเอ็มเอฟประเมินว่า ตัวเลขจีดีพีในปีนี้จะหดตัวลงจากปีก่อนหน้า ลงมาอยู่ที่ 7.1% ในปี 2026 ก่อนจะหดตัวลงอีกในปี 2027 เหลือ 6.7%

เมื่อวันที่ 7 เม.ย.ที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยกรุงศรีเผยแพร่รายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงินประจำสัปดาห์ โดยชี้ว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย ที่ส่งสัญญาณชะลอตัวลงมาตั้งแต่ก่อนมีสงครามแล้ว โดยเฉพาะในภาคการส่งออกและการบริโภค

รายงานฉบับนี้เสริมว่า สงครามในตะวันออกกลางนั้นยิ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยผ่านราคาน้ำมัน ต้นทุนการขนส่ง ต้นทุนการผลิต การหยุดชะงักของภาคการผลิตและการส่งออกสินค้าในหลายกลุ่ม รวมไปถึงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากยุโรปและตะวันออกกลาง

ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 17 มี.ค. ด้านศูนย์วิจัย KKP Research ภายใต้กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ออกรายงาน ที่วิเคราะห์ว่า หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อ เกิดการขาดแคลนน้ำมันกินระยะเวลายาวนานขึ้น เศรษฐกิจไทยจะเริ่มได้รับผลกระทบคือระดับราคาน้ำมันเฉลี่ยค้างอยู่ในช่วง 85–90 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรลเป็นระยะเวลานานขึ้น (4-6 เดือน) จีดีพีของไทยในปี 2026 จะอยู่ที่ราว 1.4%

ศูนย์วิจัย KKP Research ยังระบุอีกว่า หากเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด ในกรณีสถานการณ์ลุกลามกลายเป็นสงครามภูมิภาคที่รุนแรงขึ้น และมีการทำลายโครงสร้างพื้นฐานในการผลิตน้ำมัน ที่ทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกไม่สามารถกลับสู่ภาวะปกติได้ในระยะสั้น ทำให้ตลาดน้ำมันอยู่ในภาวะขาดแคลนเป็นเวลานาน ราคาอาจค้างสูงเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรลเป็นเวลานาน จีดีพีไทยในปีนี้จะเติบโตต่ำกว่า 0.7%

รายงานเพิ่มเติมโดยปณิศา เอมโอชา ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย