รัฐบาลไทยแพ้สงครามข้อมูลข่าวสารกัมพูชาแล้วหรือไม่ และต้องแก้เกมอย่างไร

.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ห้างสรรพสินค้าในกรุงเทพมหานครแสดงป้ายไฟ LED เพื่อแสดงจุดยืนสนับสนุนฝ่ายไทยในเหตุความขัดแย้งกับกัมพูชาล่าสุด
    • Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

เมื่อเกิดการปะทะกันระหว่างกองทัพของไทยและกัมพูชาเมื่อเร็ว ๆ นี้ ไม่มีใครสงสัยเลยว่าฝ่ายไทยได้เปรียบทางการทหารมากกว่า หากดูจากทรัพยากรและงบประมาณทางทหาร

แต่เมื่อดูบทบาทการอธิบายความขัดแย้งที่เกิดขึ้นต่อนานาชาติ รัฐบาลไทยกลับถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าตามหลังอีกฝ่ายอยู่เสมอ

บีบีซีไทยพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ เพื่อช่วยกันวิเคราะห์ว่าฝ่ายใดได้เปรียบกว่าในสมรภูมิข้อมูลข่าวสารครั้งนี้ และความเพลี่ยงพล้ำที่เกิดขึ้นในแนวรบด้านนี้ ส่งผลกระทบอย่างไรต่อการต่อสู้ของแต่ละฝ่ายบนเวทีโลก

ฝ่ายใดปักธงเรื่องเล่า (narrative) ในพื้นที่นานาชาติได้ก่อน ?

วันที่ 24 ก.ค. เป็นวันแรกที่เกิดการปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาตั้งแต่ช่วงเช้า ทั้งไทยและกัมพูชา ต่างฝ่ายต่างอ้างว่าอีกฝ่ายเปิดฉากยิงก่อน

บีบีซีไทยพบว่าในเวลาประมาณ 09.00 น. พล.ท.หญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมของกัมพูชาแถลงการณ์ผ่านสื่อของสำนักโฆษกของสำนักรัฐมนตรีกัมพูชาโดยทันทีว่า "ไทยเปิดฉากยิงก่อน" ทำให้ประเทศกัมพูชาต้องปกป้องเขตอำนาจอธิปไตยโดยทันที พร้อมกับชี้ว่า "ไทยคือผู้รุกราน" และทยอยออกแถลงการณ์สองภาษาตามมาทันที

ข้อความดังกล่าวถูกรายงานในสื่อภาษาเขมรและภาษาอังกฤษภายในประเทศกัมพูชา รวมไปถึงโดยสื่อต่างประเทศ

การเผยแพร่ข้อมูลทางการของกัมพูชาที่สื่อนานาชาติสามารถติดตามได้นั้นเป็นที่ทราบกันดีว่าหลัก ๆ คือ เพจเฟซบุ๊กของสมเด็จฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรี,สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภา, และสำนักโฆษกคณะรัฐมนตรีของกัมพูชา ซึ่งเพจหลังสุดยังทำช่องทางสื่อสารผ่าน messenger channel ของเฟซบุ๊ก ยิงเนื้อหาตรงไปยังผู้ติดตามได้ทันที

ตั้งแต่เกิดเหตุปะทะบริเวณชายแดนเหนือพื้นที่พิพาทหลายจุด ผู้ส่งสารหลักของฝ่ายกัมพูชาอยู่ที่เพจเฟซบุ๊กของสำนักโฆษกคณะรัฐมนตรี ขณะที่ของไทยนั้นตรงกันข้าม เพราะท่อของข้อมูลข่าวสารกระจัดกระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน

ย้อนกลับไปช่วงกลางเดือน มิ.ย. นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร มีคำสั่งแต่งตั้งศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย - กัมพูชา (ศบ.ทก.) เพื่อเป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องเป็นภาษาไทยและอังกฤษ โดยศูนย์ดังกล่าวประกอบไปด้วยกระทรวงกลาโหม, ผู้นำ 4 เหล่าทัพ, กระทรวงมหาดไทย, สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.), กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.), กระทรวงการต่างประเทศ, กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงแรงงาน, และอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์

ทว่า เมื่อเกิดการปะทะขึ้นในวันที่ 24 ก.ค. ทาง ศบ.ทก. ยังคงเริ่มถ่ายทอดสดรายงานสถานการณ์ประจำวันในช่วงเที่ยงวัน เริ่มจากการให้รายละเอียดเหตุการณ์ว่ากัมพูชาเป็นผู้เริ่มเปิดฉากยิงก่อนในบริเวณจุดใด และส่งผลให้เป้าพลเรือนของไทยได้รับผลกระทบบ้าง เพื่อเน้นย้ำว่าเหตุใดไทยจึง "จำเป็นต้องตอบโต้"

.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ร้านสะดวกซื้อของปั๊มน้ำมัน ปตท. ใน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ได้รับความเสียหายจากจรวด BM-21 ของกัมพูชา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 8 คน รวมถึงเด็ก

ในเวลาเดียวกัน ฝ่ายกัมพูชาเคลื่อนไหวไปยังสหประชาชาติแล้ว โดยสมเด็จฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรี ส่งจดหมายถึงนายอาซิม อิฟติคาร์ อาหมัด ประธานคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ (UNSC) เพื่อขอให้เปิดประชุมอย่างเร่งด่วน

รายงานช่วงเที่ยงวันของ ศบ.ทก. ยังซ้ำซ้อนกับข้อมูลที่กองทัพบกและกองทัพภาคที่ 2 รายงานผ่านเพจเฟซบุ๊กของตัวเองตั้งแต่ช่วงเวลาประมาณ 09.00 น. และทั้งสองหน่วยงานก็ทยอยอัพเดทสถานการณ์แทบจะรายชั่วโมง ทำให้สื่อในประเทศไทยส่วนใหญ่ติดตามการรายงานของกองทัพมากกว่า ศบ.ทก. ของรัฐบาล

ก่อนหน้านี้ นายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิเคราะห์การเมืองได้ให้ความเห็นในรายการพักการเมืองของจอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ ว่า สาเหตุที่ทำให้รัฐบาลแถลงช้า "ส่วนหนึ่งก็มาจากการที่กองทัพกับรัฐบาล feed ข้อมูลกันไม่ได้" แม้รัฐบาลพยายามยืนยันว่ามีความเป็นเอกภาพกับกองทัพก็ตาม

ทั้งนี้ ยังไม่นับรวมความสับสนของข้อมูลตัวเลขผู้อพยพ ผู้บาดเจ็บ และผู้เสียชีวิต ที่ตัวแทนรัฐบาล, กระทรวงสาธารณสุข, และกระทรวงมหาดไทยแถลงไม่ตรงกัน ซึ่งสะท้อนถึงท่อของข้อมูลที่ยังไม่สอดคล้องกัน แม้กำลังเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินในประเทศ

.AUSTRALIA-CAMBODIA-THAILAND-CONFLICT-BORDER
Cambodian supporters hold placards at a rally in central Melbourne on July 27, 2025, calling for an end to hostilities amid the ongoing conflict between Cambodia and Thailand. The neighbours have been locked in their bloodiest conflict in years over the disputed border, with at least 33 people confirmed killed and more than 200,000 displaced. (Photo by William WEST / AFP) (Photo by WILLIAM WEST/AFP via Getty Images)

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, การรวมตัวกันของชาวกัมพูชานับร้อยคน หน้าอาคารรัฐสภาในนครเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 27 ก.ค.

พร้อมกันนี้ ชุมชนชาวกัมพูชาทั้งในและต่างประเทศก็ช่วยกันเคลื่อนไหวในสื่อสังคมออนไลน์ "ประณามการรุกรานของไทย" ซึ่งเป็นข้อความเดียวกันกับที่รัฐบาลของกัมพูชาพยายามสื่อสาร

การรวมตัวกันของชาวกัมพูชา หน้าอาคารรัฐสภาในนครเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ถือเป็นชุมชนชาวกัมพูชานอกประเทศกลุ่มแรก ๆ ที่ช่วยกันส่งเสียงประณามประเทศไทยและระบุว่า "กัมพูชาต้องการสันติ แต่ประเทศไทยต้องการสงคราม" และภาพดังกล่าวถูกนำเสนอในสื่อต่างชาติหลายสำนักด้วย เช่น AFP และ MSN

ขณะนั้นทางรัฐบาลไทยได้เริ่มขยับ "ประณามว่ากัมพูชาเปิดฉากยิงก่อน" เพื่อบอกว่ากัมพูชาต่างหากที่เป็นผู้เริ่มความขัดแย้ง รวมถึง "ประณามการโจมตีเป้าพลเรือนในไทยโดยฝ่ายกัมพูชา" ซึ่งส่งผลกระทบต่อโรงพยาบาลและย่านที่อยู่อาศัยของประชาชน

เมื่อข้อความดังกล่าวไม่สามารถช่วงชิงความได้เปรียบในพื้นที่นานาชาติได้ทัน เรื่องเล่าหลักในสื่อต่างประเทศในเวลาต่อมาจึงเป็นการรายงานว่า "ต่างฝ่ายต่างอ้างว่าอีกฝ่ายเป็นผู้เปิดฉากยิงก่อน"

ศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ อดีตข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ ปัจจุบันเป็นนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศประจำศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต บอกกับบีบีซีไทยว่า สิ่งที่รัฐบาลไทยถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าตามเกมสงครามข้อมูลข่าวสารไม่ทันนั้นมีส่วนจริงอยู่ไม่น้อย และในขณะเดียวกันบทบาทเชิงรุก (proactive) ของทางกัมพูชาเองก็มีความสามารถทำให้ไทย "รู้สึกว่าตามไม่ทัน" และต้องรับบทเป็นฝ่ายแก้ข่าวอยู่ตลอดเวลา

นักวิชาการจาก ม.เกียวโต มองว่ากัมพูชาชิงนำเสนอและสร้างเรื่องเล่า (narrative) ของตนเองอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง โดยมักเน้นสร้างความเห็นอกเห็นใจและสอดรับกับหลักการสากล เช่น หลักสิทธิมนุษยชน หรือกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเน้นย้ำว่าประเทศของตนนั้นเป็น "เหยื่อ" และเป็น "ฝ่ายถูกกระทำ" ซึ่งสื่อให้เห็นว่าบทบาทการทูตสาธารณะของกัมพูชาทำงานได้อย่างคล่องตัวมาก

"การสื่อสารที่รวดเร็วนี้ทำให้กัมพูชาสามารถกำหนดวาระการพูดคุยและสร้างความประทับใจแรกให้กับนานาชาติได้ก่อน เมื่อเรื่องเล่าของกัมพูชาได้รับการเผยแพร่และยอมรับในวงกว้างแล้ว การสื่อสารจากฝ่ายไทยที่ออกมาภายหลังมักจะกลายเป็น 'เชิงรับ (reactive)' โดยอัตโนมัติ"

นอกจากนี้ มันยังมีอิทธิพลต่อการรายงานของสื่อต่างชาติ ซึ่งมักอ้างอิงและขยายความจากเรื่องเล่าแรก ๆ ที่ได้รับรู้ และยิ่งทำให้เรื่องเล่าดังกล่าวแพร่หลายเข้าไปอยู่ในความเข้าใจของสาธารณชน รวมถึงผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกได้ด้วย

สิ่งนี้เรียกว่า "การกำหนดกรอบการรับรู้เริ่มต้น (initial perception)" ทำให้การตีความสถานการณ์เบื้องต้นมักจะอิงอยู่กับเรื่องเล่าของฝ่ายนั้น ๆ ไม่ว่าข้อเท็จจริงทั้งหมดจะซับซ้อนกว่านั้นเพียงใดก็ตาม และนั่นคือ "ความได้เปรียบอย่างมหาศาล" ในทัศนะของ ศ.ดร.ปวิน

ในอีกทางหนึ่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผู้นี้ยังมองว่าเรื่องเล่าที่ถูกปักลงบนพื้นที่นานาชาติได้ก่อน ยังถูกใช้เป็นเครื่องมือบั่นทอนความน่าเชื่อถือของอีกฝ่ายได้ด้วย เนื่องจากไม่ว่าฝ่ายตรงข้ามจะชี้แจงอย่างไร ก็มักเกิดจะถูกพิจารณาด้วยความกังขาว่ากำลัง "แก้ตัว" หรือไม่

"การมี narrative ที่แข็งแกร่งและได้รับการยอมรับจากนานาชาติ จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างแรงกดดันต่ออีกฝ่ายในเวทีการทูต ไม่ว่าจะเป็นในสหประชาชาติ การประชุมระดับภูมิภาค หรือการเจรจาทวิภาคี ทำให้ประเทศคู่ขัดแย้งต้องตกอยู่ในฐานะที่ต้องรับผิดชอบหรืออธิบายการกระทำของตน" ศ.ดร.ปวิน กล่าว

CAMBODIA-THAILAND-BORDER-CONFLICT
Military attaches and diplomats from 13 countries, including the United States (2nd L), Japan (C), and Australia (R) observe the implementation of the CambodiaThailand ceasefire agreement next to a destroyed building by the An Ses border checkpoint in Cambodia's Preah Vihear province on July 30, 2025. Thailand accused Cambodia on July 30 of a "flagrant violation" of a truce deal to end cross-border fighting, saying Cambodian troops launched an overnight attack on the frontier. (Photo by Chor Sokunthea / AFP) (Photo by CHOR SOKUNTHEA/AFP via Getty Images)

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ผศ.ดร.สุรัชนี ศรีใย เห็นว่ากัมพูชาชนะสมรภูมิสงครามข้อมูลข่าวสารไปแล้ว จากบทบาทเชิงรุกในการสื่อสารต่อนานาชาติ เช่น การช่วงชิงนำคณะผู้ช่วยทูตทหารลงพื้นที่ชายแดนของตนเองได้ก่อน

ด้าน ผศ.ดร.สุรัชนี ศรีใย นักวิจัยอาคันตุกะ สถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค ของสิงคโปร์ ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่า รัฐบาลไทย "สอบตก" ทั้งทางด้านการทำสงครามข้อมูลข่าวสารและการสื่อสารสาธารณะ พร้อมกับเห็นว่ากัมพูชาชนะไปแล้วในสมรภูมินี้

เธอตั้งข้อสังเกตว่าการสื่อสารของกัมพูชาผ่านกระบวนการคิดมาอย่างดี มีการวางกลยุทธ์ด้านการสื่อสารทางการเมืองมาตั้งแต่แรกว่าต้องการมุ่งเป้าไปที่การสื่อสารกับชุมชนนานาชาติอย่างต่อเนื่อง เพื่อกำหนดกรอบเรื่องเล่าบนเวทีโลกให้เป็นไปตามเรื่องเล่าของทางฝั่งกัมพูชาอย่างแข็งแรง

"อย่างเช่นเรื่องใครเป็นคนยิงก่อน จริง ๆ แล้วในกรณีนี้มันเป็นเรื่องพิสูจน์ได้ยาก เพราะหลักฐานอาจไม่ได้ชัดเจนขนาดนั้น แต่เขาก็มองเห็นช่องในความ blurry (ความพร่ามัว) ของข้อมูลเพื่อบอกว่า 'ฝ่ายไทยเป็นผู้เปิดฉากยิงก่อน' และทำให้เกิดปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารกันระหว่างฝ่ายกัมพูชากับชาวเน็ตของไทยที่ทนไม่ได้ในเวลาต่อมา เพราะรอให้รัฐบาลทำงานไม่ไหวแล้ว"

เธอยังเห็นว่าฝ่ายกัมพูชาเองไม่ได้สนใจเลยว่าข้อมูลที่นำมาสื่อสารนั้นเป็นข้อมูลที่ผิดหรือบิดเบือนหรือไม่ แต่ต้องการแค่ผลลัพธ์ให้การสื่อสารว่า "ไทยคือผู้รุกราน" สำเร็จตามเป้าหมายก็เพียงพอ

ยกตัวอย่างเช่น การรายงานข่าวว่ากัมพูชายิง F-16 ของไทยตก เพื่อเน้นย้ำภาพตอบโต้ผู้รุกรานทางอากาศ และการเผยแพร่ข่าวปลอมที่ระบุว่าไทยใช้สารเคมีในการสู้รบ ซึ่งต่อมาพิสูจน์ทราบว่าเป็นภาพข่าวการพ่นสารเคมีดับไฟป่าในต่างประเทศ เป็นต้น

"ผิดถูกไม่รู้ เดี๋ยวค่อยว่ากันอีกทีหนึ่ง แต่มันทำให้เห็นว่าเขามีสายบัญชาการด้านข่าวสารที่ชัดเจนและแข็งแรง" เธอกล่าว และเสริมว่าปัจจุบันกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศยังไม่มีข้อครอบคลุมถึงบริบทการใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (information operation) ในความขัดแย้งทางอาวุธ (arm conflict) ทำให้การกำกับดูแลประเด็นนี้ยังเป็นปัญหา

ปัญหาการช่วงชิงเรื่องเล่าของไทยบนเวทีโลกอยู่ตรงไหน ?

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ไทยและกัมพูชาบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 28 ก.ค. โดยมีนายอันวาร์ อิบราฮิม ประธานอาเซียนเป็นตัวกลาง

การที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หยิบยกมาตรการภาษีมาขู่ ส่งผลให้ไทยและกัมพูชาเข้าสู่โต๊ะเจรจาที่มีมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเจรจา โดยมีตัวแทนของมหาอำนาจจากจีนและสหรัฐอเมริกา เข้าร่วมในฐานะผู้สังเกตการณ์ด้วย

ท้ายที่สุด ทั้งสองฝ่ายได้ข้อตกลง 3 ประการ และหนึ่งในนั้นคือการหยุดยิงทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไขในช่วงเที่ยงคืนของวันที่ 28 ก.ค.

จากนั้น กองทัพบกของไทยรายงานว่ากัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและเปิดแนวปะทะทั่วทิวเขาพนมดงรักหลายจุดด้วยกัน ซึ่งกัมพูชาปฏิเสธข้อกล่าวหานี้

บีบีซีไทยพบว่าหากพิจารณาการสื่อสารของฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชาในวันที่ 29 ก.ค. นั้น แตกต่างกันอย่างโดยสิ้นเชิง

ฝ่ายกัมพูชาออกแถลงการณ์เพียงแค่ 2 ครั้งในช่วงก่อนเที่ยง ครั้งแรกในช่วงเวลาประมาณ 07.00 น. เพื่อบอกว่าในคืนที่ผ่านมาไม่มีเสียงปืนดังขึ้นเลย และในเวลาประมาณ 11.00 น. เพื่อรายงานความคืบหน้าการตกลงกันระหว่างแม่ทัพภาคของทั้งสองฝ่าย ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงประการที่สองที่เกิดขึ้นในมาเลเซีย

พร้อมกันนี้ รัฐบาลกัมพูชายังเผยแพร่ปฏิกิริยาผู้นำต่างประเทศที่ชื่นชมการตกลงหยุดยิงของทั้งสองฝ่าย ในทำนองว่านานาชาติและประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ กำลังสนับสนุนกัมพูชาซึ่งยืนยันว่า "ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง"

ตัดภาพกลับมาที่ไทย การแถลงข่าวนั้นกระจัดกระจายตลอดทั้งวัน เริ่มต้นจากการให้ข่าวโดยกองทัพบก ตามมาด้วยคำสัมภาษณ์ของรักษาการนายกรัฐมนตรี ภูมิธรรม เวชยชัย รวมถึงนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ก่อนเข้าประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อด้วยการให้ข่าวโดยคณะโฆษกของรัฐบาล ตามมาด้วยการแถลงข่าวโดยตัวแทนคณะรัฐมนตรี จากนั้นก็มีการแถลงโดย ศบ.ทก. ในช่วงเที่ยง และตามมาด้วยการแถลงโดยกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งหากมองภาพรวมสิ่งที่แต่ละฝ่ายออกมาแถลง ก็พบว่าเป็นข้อมูลชุดเดียวกัน แตกต่างกันเพียงแค่รายละเอียดที่แต่ละฝ่ายจะดำเนินการเพื่อตอบโต้กัมพูชาอย่างไร

ในห้วงเวลานั้น มีความพยายามจากหลายฝ่ายแนะนำว่ารัฐบาลไทยควรเชิญทูต ผู้ช่วยทูตทหารและสื่อจากประเทศต่าง ๆ มาดูสถานการณ์บริเวณชายแดน เพื่อพิสูจน์ว่าอีกฝ่ายละเมิดข้อตกลงอย่างไรบ้าง แต่สุดท้ายแล้วกัมพูชากลับช่วงชิงจังหวะนี้ได้ก่อน และเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ไทยถูกมองว่าเดินตามหลังกัมพูชาหนึ่งก้าวเสมอ

.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ฝ่ายไทยเชิญทูต ผู้ช่วยทูตทหาร และสื่อต่างชาติมาฟังและดูข้อเท็จจริงจากฝั่งไทยเมื่อวันที่ 1 ส.ค.

ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์รายหนึ่งถึงกับทำภาพติดแฮชแท็กว่า #TruthFromThailand ซึ่งมีข้อความระบุว่า "รัฐบาลไทยช้าขนาดนี้ คุณคิดเหรอว่าเราเป็นฝ่ายเริ่มสงครามนี้ก่อน ?" โดยภาพนี้ถูกแชร์ต่อออกไปมากกว่า 1,300 ครั้ง

ด้าน นายปองกูล สืบซึ้ง หรือนักร้องที่คนไทยรู้จักกันในชื่อว่า ป๊อบ ปองกูล ก็ออกมาโพสต์ตั้งคำถามกับการตอบโต้ข่าวสารของรัฐบาลว่าเหตุใดกลับ "เย็นชืด" และ "นิ่งเงียบ" ซึ่งโพสต์ดังกล่าวได้รับการแชร์ต่อมากกว่า 8,700 ครั้ง

"ในขณะที่ทหารหลายนายเข้าเสี่ยงชีวิต ทางรัฐบาลปล่อยให้มีช่องว่างในการสื่อสาร ปล่อยให้ข่าวสารและเหตุการณ์ต่าง ๆ ไหลผ่านไปโดยไม่มีคำอธิบายทั้งต่อในประเทศและต่างประเทศ"

พร้อมกันนี้ นักร้องคนดังกล่าวยังโพสต์ข้อความเป็นภาษาไทยและอังกฤษที่ถูกแปลด้วยแชทจีพีที (ChatGPT) เพื่อช่วยอธิบายว่า "กัมพูชาต่างหากที่เป็นผู้ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง" โดยเขาบอกว่า "ไม่ต้องมีแล้วรัฐบาล ให้เพื่อนรัก ChatGPT ทำงานเดือนละ 600 บาท" ก็พอ

ในวันที่ 31 ก.ค. รักษาการนายกรัฐมนตรี ภูมิธรรม เวชยชัย ออกมาชี้แจงกับสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 31 ก.ค. ว่า รัฐบาลไม่ได้สื่อสารถึงนานาชาติล่าช้า และที่ผ่านมาทางกระทรวงการต่างประเทศก็ยื่นหนังสือแจงหรือประท้วงต่อนานาชาติมาโดยตลอด เมื่อไทยเห็นว่ากัมพูชากระทำการละเมิดเรื่องใดบ้าง

ศ.ดร.ปวิน เห็นว่าการสื่อสารของทีมไทยมีปัญหาจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความไม่เป็นเอกภาพและความสอดคล้องกันของสาร ความล่าช้าในการตอบสนองและแก้ไขข้อมูล หรือการสื่อสารที่ไม่สอดคล้องกับความคาดหวังของนานาชาติ ซึ่งทำให้เห็นว่าไทยยังขาดการทูตสาธารณะเชิงรุก (proactive public diplomacy)

"ไทยมักจะเน้นการสื่อสารแบบดั้งเดิมหรือการตอบโต้เป็นหลัก มากกว่าการสร้างความสัมพันธ์เชิงรุกกับสื่อต่างชาติ think tanks องค์กรระหว่างประเทศ และภาคประชาสังคมในต่างประเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจพื้นฐานและความน่าเชื่อถือไว้ล่วงหน้าก่อนที่จะเกิดวิกฤต การสร้างเครือข่ายและความสัมพันธ์ที่ดีไว้ก่อนจะช่วยให้เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น ฝ่ายไทยจะมีช่องทางและผู้ที่พร้อมรับฟังสารจากเรามากขึ้น"

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, กรณีคลิปเสียงระหว่างนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร และ สมเด็จฮุน เซน นำไปสู่การนัดชุมนุมโดยกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "รวมพลังแผ่นดิน" เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. ที่ผ่านมา

นักวิชาการจาก ม.เกียวโต ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่ากรณีคลิปเสียงหลุดระหว่างนายกรัฐมนตรีแพทองธาร และสมเด็จฮุน เซน ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่ง "ผลกระทบอย่างมหาศาลต่อความชอบธรรมและความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไทยในสายตาประชาชนอย่างไม่ต้องสงสัย"

ศ.ดร.ปวิน มองว่ากรณีฉาวดังกล่าวทำให้รัฐบาลอยู่ในสถานะ "ทำอะไรก็ไม่ดีพอ" ส่งผลกระทบต่อพลังการสื่อสารและการแสดงออกจุดยืนบนเวทีโลก เนื่องจากรากฐานสำคัญในการดำเนินนโยบายทั้งภายในและภายนอกประเทศซึ่งต้องได้ความชอบธรรมและความเชื่อมั่นจากประชาชนนั้นได้ "สั่นคลอน" ไปแล้ว

"เมื่อประชาชนไม่เชื่อมั่นในแหล่งที่มาของข้อมูลหรือในความจริงใจของรัฐบาล การสื่อสารใด ๆ ที่ออกมา ไม่ว่าจะเป็นการชี้แจงข้อเท็จจริง การสร้างความเข้าใจ หรือการแสดงท่าที ก็มักจะถูกตั้งคำถาม ถูกมองด้วยความกังขา หรือถูกมองในแง่ลบได้ง่าย นี่เป็นอุปสรรคใหญ่หลวงต่อการบริหารจัดการวิกฤต ไม่เพียงแต่ในมิติภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ภายนอกด้วย เพราะความแตกแยกหรือการขาดความเชื่อมั่นภายในประเทศอาจถูกฉายให้เห็นในเวทีระหว่างประเทศ ทำให้เสียงของประเทศไทยดูอ่อนแอลง และเป็นช่องว่างที่ฝ่ายตรงข้ามสามารถนำไปใช้โจมตีหรือบิดเบือนได้ง่ายขึ้น" ศ.ดร.ปวิน ระบุ

.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, รักษาการนายกรัฐมนตรี ภูมิธรรม เวชยชัย ยืนยันอยู่เสมอว่ารัฐบาลกับกองทัพทำงานอย่างเป็นเอกภาพ

ถึงแม้สารและแฮชแท็กของกองทัพจะถูกปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ แต่อีกข้อสังเกตหนึ่งที่ ผศ.ดร.สุรัชนี เห็นคือ ปฏิบัติการข่าวสารของกองทัพของไทยนั้นยังมีลักษณะพยายามระดมการสนับสนุนจากสาธารณะด้วย เพื่อทำให้เห็นว่าปฏิบัติการทางทหารนั้นเกิดขึ้นอย่างชอบธรรมและได้รับการสนับสนุนจากประชาชน

"เราต้องพูดกันตามตรงว่าในบริบทการเมืองไทยที่ผ่านมา กองทัพไม่ได้มีภาพลักษณ์ที่ดีขนาดนั้นในสายตาประชาชน เพราะเรามีรัฐประหารหลายรอบ ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้มีแนวคิดสนับสนุนทหารเท่าไรนัก ขนาดมีประเด็นไทย-กัมพูชาขึ้นมาในตอนแรก กระแสสนับสนุนทหารก็ยังไม่ค่อยมาเลย แต่พอมีกรณีคลิปเสียงหลุดระหว่างฮุน เซน กับนายกฯ ของเรา ประชาชนก็เริ่มเห็นแล้วว่ารัฐบาลไม่น่ามีประสิทธิภาพ และบทบาทของทหารก็เริ่มโดดเด่นมากขึ้นหลังจากนั้น ในฐานะผู้ปกป้องพิทักษ์อธิปไตย" ผศ.ดร.สุรัชนี กล่าว

นักวิชาการจากสถาบันของสิงคโปร์ฉายภาพสมรภูมิข่าวสารตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. อีกครั้งเพื่ออธิบายว่าบทบาทการสื่อสารที่นำโดยรัฐบาลหายไปจากสมรภูมินี้อย่างไร

จากการเก็บข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ เธอพบว่าในช่วงแรกที่เกิดการปะทะ กองทัพภาคที่ 2 คือองค์กรหลักที่เริ่มใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (information operation) ในลักษณะการระดมข้อมูล (information mobilization) ด้วยการเชิญชวนให้ประชาชนช่วยกันโพสต์ข้อความที่ติดแฮชแท็กว่า #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด, #กัมพูชายิงก่อน, และ #CambodiaOpenedfire เพื่อใช้ประโยชน์จากวาทกรรมเหล่านี้ในแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายของรัฐ

เธอยังเห็นว่าทางกองทัพยังร่วมมือกับเหล่าอินฟลูเอ็นเซอร์ (influencer) ต่าง ๆ ในไทย เพื่อช่วยกันส่งต่อข้อมูลจากกองทัพและช่วยแปลข้อมูลดังกล่าวออกเป็นหลายภาษาเพื่อสื่อสารกับนานาชาติด้วย จึงกลายเป็นว่าผู้ที่ทำหน้าที่ในปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารจึงนำโดยกองทัพและชาวเน็ตไทยไปโดยปริยาย

นักวิชาการผู้นี้ตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดบทบาทของรัฐบาลถึงดูเหมือนว่า "ถูก pull back (ดึงออกไปอยู่ด้านหลัง)" เมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่างไทย-กัมพูชา

กระทั่งในวันที่ฝ่ายไทยเชิญทูต ผู้ช่วยทูตทหาร และสื่อต่างชาติมาฟังและเห็นข้อเท็จจริงจากฝั่งไทยเมื่อวานนี้ (1 ส.ค.) เธอก็เห็นว่ากองทัพยังคงรับบทบาทนำในการให้ข้อมูลและอธิบายกับนานาชาติ แม้จะเห็นการปรากฏตัวของนายรัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ด้วยก็ตาม

"เราประหลาดใจมากเลยว่าหลังการหยุดยิงเกิดขึ้นแล้ว เหตุใดเมื่อเชิญทูตมาแล้ว รัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศไม่ step up (ก้าวขึ้นมา) เพื่อรับไม้ต่อจากทหาร เพราะจริง ๆ แล้วหน้าที่ตรงนี้ไม่ใช่ของทหาร และจากมุมมองของชุมชนนานาชาติ เขาก็ไม่ได้ value (ให้น้ำหนัก) กับสิ่งที่ military section (ฝ่ายกองทัพ) พูด" ผศ.ดร.สุรัชนี กล่าว

สายเกินไปหรือไม่ที่รัฐบาลไทยจะแก้เกมในสงครามข้อมูลข่าวสาร ?

ผศ.ดร.สุรัชนี บอกกับบีบีซีไทยว่า ยังไม่สายเกินไปที่รัฐบาลจะแก้มือในสมรภูมินี้ โดยแนะนำว่าไทยอาจต้องจัดลำดับความสำคัญก่อนว่าจะพยายามตอบโต้ข้อมูล (counter information) ในโลกสื่อสังคมออนไลน์ หรือจะมุ่งเน้นการตอบโต้บนเวทีนานาชาติอย่างสหประชาชาติ

"เหตุผลคือรัฐบาลไทยไม่สามารถดำเนินการทั้งสองอย่างไปพร้อมกันได้ในตอนนี้ เนื่องจากขาดศักยภาพ" เธอกล่าว และเสริมว่าหากกำหนดทิศทางได้แล้ว คำถามต่อมาคือเรื่องเล่าหรือวาทกรรมที่ประเทศต้องการจะสื่อคืออะไร และจุดยืนของไทยอยู่ตรงไหนในความขัดแย้งนี้

ด้าน ศ.ดร.ปวิน บอกกับบีบีซีไทยว่า การแก้เกมสงครามข้อมูลข่าวสารในครั้งนี้ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนและจริงจัง มีกลยุทธ์ที่ชัดเจนและต่อเนื่อง เนื่องจากมันเป็นกระบวนการที่ต้องใช้ความพยายามในระยะยาว ไม่ใช่อาศัยแค่การตอบโต้เป็นครั้งคราวเท่านั้น

.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ความขัดแย้งล่าสุดทำให้ประชาชนนับแสนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ต้องอพยพออกจากชุมชนของตัวเอง

นักวิชาการจาก ม.เกียวโต แนะนำว่ารัฐบาลควรจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการทูต การสื่อสาร และกฎหมาย โดยมีอำนาจในการตัดสินใจและประสานงานได้อย่างรวดเร็ว เพื่อตอบโต้ข้อมูลเท็จและเผยแพร่ข้อเท็จจริงในทันทีที่เกิดเหตุการณ์สำคัญ และต้องมั่นใจว่าสารที่ออกไปมีความสอดคล้องกันเป็น "เสียงเดียว" ของประเทศ

"ทุกการสื่อสารต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่ชัดเจน มีหลักฐานสนับสนุน และอ้างอิงถึงกฎหมายระหว่างประเทศ หลักมนุษยธรรม เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับ narrative ของไทย การแสดงความจริงใจและความโปร่งใสจะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด" ศ.ดร.ปวิน กล่าว

อีกสิ่งหนึ่งที่ผู้เชี่ยวชาญรายนี้แนะนำเพิ่มเติมคือ รัฐบาลจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนภายในประเทศด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีคลิปเสียงหลุดที่เกิดขึ้น เพราะสุดท้ายแล้วการสนับสนุนจากประชาชนยังคงเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างความชอบธรรมและการสร้างพลังเสียงบนเวทีโลก

"หากไทยสามารถแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ และการดำเนินการที่โปร่งใสและรวดเร็วได้อย่างสม่ำเสมอ ก็ยังมีโอกาสที่จะสร้างความเข้าใจและปรับสมดุลของ narrative ในเวทีโลกได้ และสร้างภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งและน่าเชื่อถือในระยะยาว" นักวิชาการจาก ม.เกียวโต กล่าวกับบีบีซีไทย